ยามดึก ณ ด่านเป่ยลู่
หลังงานเลี้ยงสิ้นสุดลง เว่ยเหวินจงก็ติดตามเว่ยซั่วมายังห้องลับ
คราวนี้เว่ยเหวินจงอาศัยข้ออ้างว่ามาตรวจตราการป้องกันของด่านเป่ยลู่ จึงเดินทางมาที่นี่
เขาไม่รู้เลยว่าน้องรองส่งคนมาเรียกให้มาที่ด่านเป่ยลู่ด้วยเรื่องใด
“ว่ามาเถิด เจ้าต้องการพูดเรื่องใดกับข้ากันแน่ เหตุใดต้องทำลับ ๆ ล่อ ๆ เช่นนี้?”
เว่ยเหวินจงขมวดคิ้วมองเว่ยซั่ว ในใจเต็มไปด้วยความฉงน
“พี่ใหญ่ลองอ่านจดหมายฉบับนี้ก่อนแล้วค่อยว่ากันเถิด!”
เว่ยซั่วกล่าวพลางล้วงจดหมายฉบับหนึ่งออกจากอกเสื้อ แล้วยื่นให้เว่ยเหวินจง
“ใครส่งมาให้เจ้า?”
เว่ยเหวินจงขมวดคิ้วถาม
เว่ยซั่วหัวเราะเบา ๆ “คนสนิทขององค์รัชทายาทนำมามอบให้ข้าด้วยตนเอง”
“อะไรนะ?”
สีหน้าเว่ยเหวินจงพลันเปลี่ยนไปอย่างมาก เขาตวาดว่า “เจ้าไม่รักชีวิตแล้วหรือ?”
แม่ทัพใหญ่ผู้รักษาชายแดนลอบติดต่อกับองค์ชายในราชสำนัก เป็นข้อห้ามร้ายแรงมาตั้งแต่โบราณ!
หากเรื่องนี้ล่วงรู้ไปถึงพระกรรณฮ่องเต้ เพียงพลาดพลั้งนิดเดียวก็อาจถูกบั่นศีรษะได้!
“พี่ใหญ่อย่าเพิ่งร้อนใจ”
เว่ยซั่วไม่ใส่ใจนัก กล่าวยิ้ม ๆ ว่า “เรื่องนี้มีเพียงท่านกับข้าที่รู้ ไม่มีทางมีคนที่สามล่วงรู้!”
“ในใต้หล้านี้มีที่ใดบ้างที่กำแพงไม่มีหู?”
โทสะบนใบหน้าเว่ยเหวินจงยังไม่คลาย “เจ้ารู้หรือว่าคนข้างกายเราคนใดเป็นคนของฝ่าบาท? แล้วเจ้ากล้ารับรองหรือว่าเรื่องนี้จะไม่มีทางไปถึงพระกรรณฝ่าบาท?”
เว่ยเหวินจงสามารถเป็นแม่ทัพใหญ่ผู้รักษาซั่วเป่ยได้ ย่อมมิใช่คนโง่เขลา
เขารู้ดีว่าไม่ว่าพวกตนจะจงรักภักดีต่อฮ่องเต้เหวินเพียงใด หรือฮ่องเต้เหวินจะทรงให้ความสำคัญกับพวกตนมากเพียงไหน พระองค์ก็ไม่มีทางไม่ระแวดระวังแม่ทัพใหญ่ผู้กุมกำลังทหารไว้ในมือเหล่านี้
หากฮ่องเต้เหวินไม่ทรงทำเช่นนี้ พระองค์ก็ไม่ใช่ฮ่องเต้เหวินแล้ว!
รอบกายพวกเขาย่อมมีสายลับที่ฮ่องเต้เหวินทรงวางไว้เป็นแน่!
หากไม่เป็นเช่นนั้น ฮ่องเต้เหวินจะทรงวางพระทัยมอบกองทัพเป่ยฝู่ให้เขาบัญชาการได้อย่างไร?
