ฉิวฉือกับแคว้นต้าเยวี่ยไม่ได้บุกโจมตีต่อ แต่เลือกตั้งเตาหุงหาอาหาร
ต่อหน้าต่อตาพวกเขา
เห็นข้าศึกวางท่าโอหังถึงเพียงนี้ ฉินชีหู่ก็เป็นคนแรกที่อดรนทนไม่ไหว “น้องชาย ข้าศึกไม่เห็นพวกเราอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย! ให้ข้านำกองทัพอาภรณ์โลหิตฉวยโอกาสตอนพวกมันตั้งเตาหุงหาอาหาร บุกเข้าไปสังหารสักรอบดีหรือไม่?”
“ข้าศึกรอให้พวกเราเข้าไปบุกสังหารอยู่แล้ว!”
อวิ๋นเจิงส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนเตือนฉินชีหู่อย่างจริงจัง “ข้าขอเตือนเจ้าอีกครั้ง กองทัพอาภรณ์โลหิตห้ามเคลื่อนไหวโดยพลการเด็ดขาด! บัดนี้ จงซ่อนกองทัพอาภรณ์โลหิตให้มิดชิด! ถึงยามที่ต้องส่งกองทัพอาภรณ์โลหิตออกศึก ย่อมมีศึกให้เจ้ารบแน่!”
เขาซ่อนกองทัพอาภรณ์โลหิตไว้ตลอด
กองทัพอาภรณ์โลหิตคือไพ่ตายของเขา ยังไม่อาจเปิดเผยให้ข้าศึกรู้เร็วเกินไป
หากกองทัพอาภรณ์โลหิตลงสนามรบ ไม่ก็ทำให้ข้าศึกสูญเสียอย่างหนัก ก็ต้องพลิกสถานการณ์ในสนามรบ หรือถึงขั้นตัดสินชัยชนะในคราวเดียว
ก่อนหน้านี้ เขากังวลว่าทหารที่ลอบจู่โจมข้าศึกจะตกไปอยู่ในมืออีกฝ่าย แล้วทนการทรมานเค้นความจริงไม่ไหวจนเปิดเผยเรื่องกองทัพอาภรณ์โลหิต
ดังนั้น เขาจึงสั่งให้ฉินชีหู่กับเติ้งเป่าทำทีเป็นโจมตี
หาไม่แล้ว เขาจะไม่ฉวยโอกาสก่อนหน้านี้กำจัดกำลังบางส่วนของฉิวฉือ เพื่อสั่งสอนให้พวกมันรู้เสียบ้างหรือ?
เมื่อเผชิญกับแววตาจริงจังอย่างยิ่งของอวิ๋นเจิง ฉินชีหู่ก็หัวเราะแห้ง ๆ “ข้าจำคำสั่งของเจ้าได้ ข้าแค่คันไม้คันมือไปหน่อย!”
“คันไม้คันมือหรือ? ง่ายมาก!”
อวิ๋นเจิงยิ้ม “หากเจ้าคันไม้คันมือจริง ๆ ข้าจะแบ่งกองทหารองครักษ์สามร้อยนายให้เจ้า นำไปเข้าร่วมรบที่ปีกทัพทั้งสองด้าน คอยสังหารขุนพลห้าวหาญของข้าศึกโดยเฉพาะ”
