ยามบ่าย เย่จื่อมีธุระต้องจัดการ อวิ๋นเจิงจึงพาเสิ่นลั่วเยี่ยนไปยังสถานพักฟื้นที่ซั่วฟาง
ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ซั่วเป่ยไม่มีศึกสงคราม สถานพักฟื้นจึงเหลือคนไม่มาก ดูเงียบเหงาอยู่บ้าง
มีเพียงทหารพิการสี่นายจากหน่วยสิบแปดองครักษ์วิญญาณ กับทหารพิการอีกไม่กี่คนที่ไร้ญาติพี่น้อง ยังพักอยู่ในสถานพักฟื้น
อวิ๋นเจิงกับเสิ่นลั่วเยี่ยนนำข้าวของบางส่วนมาเยี่ยมเยียนเหล่าทหารพิการ จากนั้นก็เรียกทหารสี่นายจากหน่วยสิบแปดองครักษ์วิญญาณแยกไปพูดคุย
อวิ๋นเจิงเชื้อเชิญทุกคนนั่งลง ก่อนกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ก่อนหน้านี้เปิ่นหวังบอกพวกเจ้าแล้วว่าจะจัดการเรื่องอื่นให้ แต่ก่อนหน้านั้น เปิ่นหวังอยากถามว่าพวกเจ้าอยากทำสิ่งใดหรือไม่ แน่นอนว่าอย่าพูดถึงการกลับไปสนามรบอีก”
ทั้งสี่คนได้ยินแล้วต่างเงียบงัน
ครู่หนึ่ง หลี่หยวนลองถามหยั่งเชิงว่า “ท่านอ๋อง พวกเรา...ยังอยู่ในกองทัพได้หรือไม่? ต่อให้ให้พวกเราเลี้ยงม้าก็ยังดี!”
“คิดอะไรอยู่?” อวิ๋นเจิงถลึงตามองเขา “หน่วยสิบแปดองครักษ์วิญญาณของเปิ่นหวังมีไว้ให้คนเลี้ยงม้าหรือ?”
หลี่หยวนหัวเราะแห้ง ๆ แล้วก็เงียบเสียงลงทันที
อีกสามคนที่เหลือก็พากันปิดปากเงียบ
“ช่างเถิด ในเมื่อพวกเจ้าไม่พูด เช่นนั้นเปิ่นหวังจะบอกแผนการของเปิ่นหวังเอง พวกเจ้าเลือกได้...”
อวิ๋นเจิงไม่คิดบีบบังคับพวกเขา เขาบอกแผนการของตนออกมา
ข้อแรก ให้พวกเขาพาครอบครัวไปยังสุสานวีรชนและศาลบูชาผู้ภักดี รับหน้าที่ดูแลและคุ้มกันสถานที่ทั้งสองแห่ง ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้แต่งงาน ทางการจะจัดการเรื่องคู่ครองให้
ข้อสอง จัดให้พวกเขาไปทำงานเป็นเจ้าหน้าที่คลังเสบียงประจำเมืองต่าง ๆ ทว่าในช่วงแรกให้เป็นผู้ช่วยก่อน อย่างไรเสีย งานดูแลคลังเสบียงใช่ว่าใครก็ทำได้ พวกเขายังต้องเรียนรู้อีกมาก
ข้อสาม อวิ๋นเจิงจะจัดตั้งหน่วยงานดูแลทหารพิการขึ้นมาโดยเฉพาะ แล้วให้พวกเขารับผิดชอบ หน้าที่ของหน่วยงานนี้คือช่วยเหลือทหารพิการให้ตั้งหลักสร้างครอบครัวและประกอบอาชีพ รวมถึงสถานพักฟื้นที่สร้างเสร็จแล้ว ก็จะอยู่ในความดูแลของพวกเขาโดยตรง
