“เจ้าว่าอะไรนะ?”
เมื่อได้รับข่าวที่หลูเฉิงส่งคนกลับมารายงาน ฮองเฮาสวีแทบโกรธจนหมดสติ
“ระดมทหารม้าชั้นยอดสองหมื่นนายไปประจำการที่ด่านเป่ยลู่ เขาคิดจะทำอะไรกัน?”
“ใครอนุญาตให้เขาเคลื่อนทัพ?”
“เขาเคลื่อนทัพโดยพลการ นี่คือการก่อกบฏ!”
ฮองเฮาสวีเดือดดาลจนเสียกิริยา ต่างจากยามอยู่ต่อหน้าฮ่องเต้เหวินราวกับเป็นคนละคน
สวีฉือฝู่ฟังคำพูดของฮองเฮาสวีแล้วกลอกตาใส่ “เหนียงเหนียงอย่าลืมสิ อวิ๋นเจิงเป็นเจี๋ยตู้สื่อซั่วเป่ย ดูแลกิจการทหารและการปกครองทั้งหมดของซั่วเป่ย! ด่านเป่ยลู่ก็อยู่ในเขตซั่วเป่ยเช่นกัน!”
อวิ๋นเจิงเคลื่อนทัพไปด่านเป่ยลู่ จำเป็นต้องขออนุญาตผู้ใดด้วยหรือ?
ต่อให้ฝ่าบาทประทับอยู่ที่นี่ ก็ยังหาคำตำหนิเขาไม่ได้
อีกอย่าง อวิ๋นเจิงโจรกบฏผู้นี้เคลื่อนทัพเข้าเขตด่านในมาน้อยเสียเมื่อไร?
ราชสำนักหลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่งมานานแล้ว!
ยามนี้ตราบใดที่กองทัพของอวิ๋นเจิงไม่ข้ามฟู่โจว ราชสำนักก็คร้านจะซักถาม
ต่อให้ซักถาม อวิ๋นเจิงอ้าปากก็สามารถเรียบเรียงเหตุผลมาได้เป็นพรวน ถึงขั้นไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลเสียด้วยซ้ำ
ยามนี้ตราบใดที่เขาไม่ยกทัพก่อกบฏโดยตรง ราชสำนักก็ยังอดกลั้นได้
นางมิใช่คิดจะคุมขังอวิ๋นเจิงกับครอบครัวหรอกหรือ?
นางยังไม่ทันลงมือ อวิ๋นเจิงก็เริ่มหาเหตุเล่นงานพวกนางแล้ว
หากนางกล้าลงมือจริง ราชสำนักคงต้องควักเงินหลายล้านตำลึงกับเสบียงหลายล้านตั้น เรื่องนี้จึงจะยุติลงได้
บางทีอวิ๋นเจิงอาจกำลังรอให้พวกเขาลงมือ เพื่อจะได้ยื่นมือมาขอจากราชสำนักก็เป็นได้!
ดังที่ถังซู่กล่าวไว้
ฤดูหนาวเหน็บเช่นนี้ อวิ๋นเจิงก็ออกรบไม่ได้ อย่างไรก็ต้องหาเรื่องทำบ้างกระมัง?
“เปิ่นกง...”
ฮองเฮาสวีโกรธจนพูดไม่ออก
ทว่านางก็จำต้องยอมรับว่าสวีฉือฝู่กล่าวตามความจริง
