เที่ยงวันถัดมา เจียเหยากับพวกพ้องพกเสบียงเพียงเล็กน้อยออกเดินทางจากกู้เปียน
อวิ๋นเจิงไม่ได้ไปส่งเจียเหยาตามคาด
ทว่าเมื่อเจียเหยาเดินห่างออกไป นางกลับเผลอหันมองหอประตูเมืองของกู้เปียน
บนหอประตูเมืองนั้น แลเห็นเงาร่างคนผู้หนึ่งราง ๆ
แม้จะเป็นเพียงเงาร่างเลือนราง แต่เจียเหยาก็มั่นใจว่าคนผู้นั้นคืออวิ๋นเจิง
อวิ๋นเจิงมองเงาร่างที่ค่อย ๆ ไกลออกไปเงียบ ๆ ก่อนถอนหายใจอย่างจนใจ
“คนของเราส่งออกไปแล้วหรือยัง?”
อวิ๋นเจิงหันไปถามเมี่ยวอิน
“ส่งออกไปหมดแล้ว”
เมี่ยวอินพยักหน้าเบา ๆ แล้วถามต่อ “ท่านคิดว่าเจียเหยาจะก่อกบฏหรือ?”
“ไม่รู้”
อวิ๋นเจิงหันกลับไปมองทิศทางที่เจียเหยากับพวกพ้องจากไปอีกครา “ข้าหวังว่าเจียเหยาจะฉลาดพอ แต่ก็ต้องระแวดระวังพลังแห่งความแค้นด้วย!”
อวิ๋นเจิงย่อมไม่วางใจเจียเหยา
สตรีผู้นี้มีเล่ห์เหลี่ยมมากเกินไป
ยามนี้เป่ยหวนจำต้องยอมศิโรราบ
แต่หากเป่ยหวนฟื้นกำลังขึ้นมาได้ นางอาจคิดเล่นลูกไม้อันใดอีกก็เป็นได้
หวังเพียงว่าเจียเหยาจะคิดได้อย่างแท้จริงแล้ว!
เขาไม่อยากให้มีวันหนึ่งที่ต้องลงมือสังหารเจียเหยาด้วยตนเอง
เมี่ยวอินนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ไม่รู้จะกล่าวสิ่งใดดี
นางเองก็ไม่อยากให้วันใดวันหนึ่งอวิ๋นเจิงต้องสังหารเจียเหยาด้วยตนเองเช่นกัน
น่าเสียดายที่มีหลายเรื่องซึ่งพวกเขาไม่อาจกำหนดได้
หลังส่งเจียเหยาจากไป อวิ๋นเจิงก็สาวเท้าลงจากหอประตูเมือง แล้วสั่งถงกังซึ่งรออยู่เบื้องล่างว่า “ถ่ายทอดคำสั่งให้อวี๋ซื่อจงกับหวังชี่มาพบข้าโดยด่วน!”
“ขอรับ!”
เกาเหอรับคำสั่งแล้วจากไปทันที
ไม่นาน อวี๋ซื่อจงกับหวังชี่ก็มาถึง
อวิ๋นเจิงไม่พูดอ้อมค้อม สั่งการโดยตรงว่า “พวกเจ้าทั้งสองจงจัดเตรียมกำลังพล แล้วคุมเชลยสองหมื่นคนกับเสบียงไปยังภูเขาเยี่ยนหุย สร้างค่ายใหญ่ที่นั่น! อีกทั้งคอยจับตาความเคลื่อนไหวทางฉิวฉือไว้ทุกเมื่อ!”
