เมื่อได้ฟังถ้อยคำเยี่ยง “ปราชญ์” ของอวิ๋นเจิง ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมาอย่างอดมิได้
พวกเขาย่อมเข้าใจความหมายตามตัวอักษรของคำพูดอวิ๋นเจิง
แต่ที่อวิ๋นเจิงพูดเช่นนี้ หมายความว่าอย่างไร?
ต้องตรากตรำจิตใจ ใช้แรงกาย และอดอยากจนผ่ายผอมอย่างนั้นหรือ?
ผ่านไปครู่ใหญ่ ลู่เตี่ยนจึงรวบรวมความกล้าเอ่ยขึ้นว่า “ขอประทานอภัยที่กระหม่อมเขลา มิทราบว่าท่านอ๋องหมายความเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ?”
“ยังไม่เข้าใจอีกหรือ?”
อวิ๋นเจิงยิ้มบาง “เปิ่นหวังมีเหมืองเก็บเกี่ยวถ่านพีตแห่งหนึ่งที่ชิงเปียน เปิ่นหวังตั้งใจจะให้พวกท่านไปสัมผัสความทุกข์ยากของชาวบ้านก่อน รอจนพวกท่านไปถึงจวนผู้พิทักษ์ภาคตะวันตกเฉียงเหนือแล้ว จะได้แบกรับภาระสำคัญที่เสด็จพ่อมอบหมายให้พวกท่านได้ดียิ่งขึ้น”
สิ้นเสียงอวิ๋นเจิง สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไป
เหมือง... เหมืองหรือ?
อวิ๋นเจิงถึงกับจะให้พวกเขาไปเก็บเกี่ยวถ่านพีตในเหมือง?
เสียสติไปแล้วกระมัง?
ในบรรดาพวกเขา คนที่ตำแหน่งต่ำที่สุดยังเป็นขุนนางขั้นห้ารอง แล้วจะให้พวกเขาไปขุดเหมืองหรือ?
นี่คิดจะใช้พวกเขาเยี่ยงกรรมกรหรือไร?
ชั่วพริบตา ทุกคนต่างทั้งหวาดกลัวทั้งเดือดดาล
มีเพียงเจียเหยาที่มองอวิ๋นเจิงด้วยสีหน้าเข้าใจ กระทั่งลอบด่าในใจว่าเจ้าคนชั่วผู้นี้ช่างเจ้าเล่ห์นัก
นางรู้อยู่แล้วว่าอวิ๋นเจิงจัดงานเลี้ยงต้อนรับคนเหล่านี้ ย่อมไม่เรียบง่ายเช่นนั้น
เจ้าคนชั่วนี่คิดร้ายจริง ๆ ด้วย!
ด้วยโทสะ เว่ยเจี้ยนซานลุกขึ้นเป็นคนแรก “ท่านอ๋อง พวกกระหม่อมล้วนเป็นขุนนางของราชสำนัก ต่อให้พวกกระหม่อมมีความผิด ก็ควรให้กรมอาญา...”
“เปิ่นหวังพูดเมื่อใดว่าพวกเจ้ามีความผิด?”
อวิ๋นเจิงตัดบทเว่ยเจี้ยนซาน “คำพูดของเปิ่นหวังยังไม่ชัดเจนพอหรือ?”
