สองวันต่อมา ฉินชีหู่และอวี๋ซื่อจงก็มาถึงค่ายใหญ่ภูเขาเยี่ยนหุยก่อน
กองทหารองครักษ์ที่อวิ๋นเจิงทิ้งไว้ในซั่วฟางออกเดินทางแล้วเช่นกัน ทว่ากองทหารองครักษ์มีคนจำนวนมาก จึงอาจมาถึงค่ายใหญ่ภูเขาเยี่ยนหุยช้ากว่าพวกเขาไปหลายวัน
“ไปเดินเป็นเพื่อนข้าหน่อย!”
อวิ๋นเจิงเรียกอวี๋ซื่อจงไปเดินเล่นนอกค่ายตามลำพัง
อวี๋ซื่อจงรับคำสั่ง แล้วเดินตามหลังอวิ๋นเจิงไป
เสิ่นควนพากองทหารองครักษ์ตามอยู่ห่าง ๆ
“เรื่องซีฉวี เจ้ารู้แล้วกระมัง?”
อวิ๋นเจิงเอ่ยถาม
“ทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
อวี๋ซื่อจงตอบ
“เจ้าคิดเห็นอย่างไรกับทางซีฉวี?”
อวิ๋นเจิงหยุดฝีเท้า หันกลับมาถาม
“นี่คือโอกาสของพวกเราพ่ะย่ะค่ะ!”
อวี๋ซื่อจงตอบโดยไม่ลังเล “หากพวกเราใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์ ย่อมบั่นทอนกำลังของซีฉวีได้อย่างหนักแน่นอน และวางรากฐานไว้สำหรับกำจัดซีฉวีให้สิ้นซากในภายหน้า!”
อวี๋ซื่อจงครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ตั้งแต่ระหว่างทางที่เดินทางมายังค่ายใหญ่ภูเขาเยี่ยนหุยแล้ว
“นี่เป็นโอกาสที่หาได้ยากจริง ๆ”
อวิ๋นเจิงพยักหน้า “แต่ยามนี้ พวกเราย่อมไม่อาจยกทัพเข้าโจมตีซีฉวีโดยตรง”
“ข้าน้อยเข้าใจพ่ะย่ะค่ะ!”
อวี๋ซื่อจงพยักหน้า “โอกาสที่ดีที่สุดของพวกเราในยามนี้ คือก่อความวุ่นวายภายในซีฉวีให้มากขึ้น ทำให้ชนเผ่าซีฉวีลุกฮือก่อกบฏมากขึ้น พวกเขาจะสู้กันอย่างไร ก็ล้วนแต่บั่นทอนกำลังของซีฉวีเองทั้งสิ้น!”
“ถูกต้อง” อวิ๋นเจิงยิ้มอย่างเห็นด้วย “ศึกโจมตีราชวงศ์หลีครั้งนี้ เจ้าไม่ต้องไปแล้ว ให้ผางจิ้นจิ่วเป็นผู้นำทัพ”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
อวี๋ซื่อจงรับคำสั่งโดยไม่ลังเล
“ตอบรับรวดเร็วเช่นนี้เชียว?”
อวิ๋นเจิงยิ้มมองอวี๋ซื่อจง “ไม่ถามหน่อยหรือว่าข้าตั้งใจจะให้เจ้าทำสิ่งใด?”
