แต่เช้าตรู่ อวิ๋นเจิงก็มาเข้าเฝ้าฮ่องเต้เหวินเพื่อทูลลา
“ลูกคารวะเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ!”
สีหน้าอวิ๋นเจิงไม่สู้ดีนัก เขาเพียงค้อมกายคำนับฮ่องเต้เหวินเล็กน้อย
แม้แต่ฮองเฮาสวีก็ยังไม่เอ่ยถึง
ราวกับมองไม่เห็นฮองเฮาสวีอยู่ตรงนั้น
ช่างกำเริบเสิบสาน!
ฮองเฮาสวีคำรามอยู่ในใจ
อวิ๋นเจิงกำลังท้าทายโอรสสวรรค์!
เพียงเพราะไม่พอใจที่โอรสสวรรค์พระราชทานบรรดาศักดิ์แก่เหมิงตัวกับจู่หลู่!
ทำให้แผนการของเขาล้มเหลวอีกครั้ง!
หากฮ่องเต้เหวินมิใช่เสด็จพ่อของเขา เกรงว่าแม้แต่การค้อมกายคำนับก็คงละเว้นไปแล้ว
ฮองเฮาสวีเหลือบมองฮ่องเต้เหวินจากหางตา
เดิมทีบนใบหน้าฮ่องเต้เหวินยังมีรอยยิ้มที่จงใจฝืนแต่งแต้มไว้หลายส่วน ทว่ายามนี้กลับฝืนยิ้มต่อไปไม่ไหวแล้ว
“ที่เราได้ประกอบพิธีเฟิงซ้านนั้น ล้วนเป็นเพราะความชอบในการขยายเขตแดนของเจ้า!”
ผ่านไปครู่หนึ่ง ฮ่องเต้เหวินก็ฝืนยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง “วันนี้ เราจะมอบสิทธิพิเศษให้เจ้าอีกข้อหนึ่ง ต่อไปไม่ว่าเมื่อใดหรือที่ใด หากพบเรา ก็ไม่ต้องคุกเข่าคารวะ”
“ขอบพระทัยเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ!”
อวิ๋นเจิงรับไว้โดยไม่ปฏิเสธ
ฮ่องเต้เหวินยิ้มบาง ๆ แล้วถามอีกว่า “เจ้ามาด้วยเรื่องใด?”
อวิ๋นเจิงทูลว่า “ลูกเพิ่งได้รับข่าวว่าชนเผ่าเถื่อนทางเหนือยกทัพบุกแคว้นของเราในช่วงฤดูหนาว ลูกจำต้องพาเหมิงตัวและพวกเขากลับซั่วเป่ยไปบัญชาการศึกโดยเร็ว จึงมาเข้าเฝ้าเพื่อทูลลาพ่ะย่ะค่ะ!”
“ชนเผ่าเถื่อนทางเหนือหรือ?”
ฮ่องเต้เหวินขมวดพระขนงเล็กน้อย “เจ้ามีกองทัพในมือถึงล้านนาย ชนเผ่าเถื่อนทางเหนือยังกล้าบุกอีกหรือ?”
กองทัพล้านนายหรือ?
อวิ๋นเจิงแอบพูดไม่ออกอยู่ในใจ
เหตุใดไม่ตรัสไปเลยว่ามีกองทัพสิบล้านนาย?
ต่อให้หาเรื่องกันก็ไม่เห็นต้องหาเรื่องกันถึงเพียงนี้!
“เสด็จพ่อทรงยกย่องลูกเกินไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
