วันที่สองเดือนสอง หิมะโปรยปราย
ในยุคสมัยที่ขาดแคลนกิจกรรมบันเทิงเช่นนี้ โดยเฉพาะในช่วงกลางฤดูหนาว นอกจากเรื่องระหว่างชายหญิงกับการไปฟังเพลงขับร้องในหอคณิกาแล้ว อวิ๋นเจิงก็คิดไม่ออกว่ามีความบันเทิงอื่นใดอีก
ยังดีที่อวิ๋นเจิงเป็นคนเก็บตัวอยู่ได้
แม้จะนอนเอกเขนกอยู่ในห้อง ดูเย่จื่อกับเจียเหยาเล่นหมากล้อม เขาก็ไม่รู้สึกเบื่อ
“ให้ท่านลองเล่นเถิด!” เย่จื่อแพ้อีกกระดาน ก่อนหันไปมองอวิ๋นเจิงที่หนุนตักเมี่ยวอินอยู่ “ข้าสู้เจียเหยาไม่ได้”
อวิ๋นเจิงส่ายหน้า ยิ้มกล่าวว่า “ข้าเล่นหมากล้อมกับนาง ยังสู้ไปทำเรื่องอย่างว่า...”
กล่าวถึงตรงนี้ อวิ๋นเจิงก็พลันชะงัก
“เจ้าคนลามก!”
สตรีหลายคนต่างส่งสายตาดูแคลนมาให้ พร้อมบริภาษในใจว่าเจ้าคนสารเลวไร้ยางอาย
เจียเหยาก็หน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย ถลึงตาใส่อวิ๋นเจิงอย่างขุ่นเคือง
“พวกเจ้าทุกคนล้วนเป็นสตรีลามก!”
อวิ๋นเจิงสะดุ้งเฮือก ก่อนผุดลุกขึ้นนั่ง “พวกเจ้าคิดไปถึงไหนกัน? ข้าเพียงนึกขึ้นได้ว่า พวกเราจัดการประลองวางหมากศึกกันได้!”
ประลอง...วางหมากศึกหรือ?
สตรีหลายคนอึ้งงัน พลางมองอวิ๋นเจิงอย่างคลางแคลง
อวิ๋นเจิงจงใจวางกับดักพวกนาง หรือพวกนางคิดลึกไปเองกันแน่?
จงใจแน่!
อวิ๋นเจิงต้องจงใจแน่!
ท่ามกลางสายตาของพวกนาง อวิ๋นเจิงร่ำร้องในใจว่าตนถูกใส่ความ
ฟ้าดินเป็นพยาน เขามิได้คิดถึงเรื่องลามกอันชวนอภิรมย์เหล่านั้นเลยจริง ๆ
อวิ๋นเจิงแอบร้องทุกข์ให้ตนเอง ก่อนสั่งเย่จื่อว่า “เจ้าส่งคนไปแจ้งฉินชีหู่กับอวี๋ซื่อจงก่อน ให้พวกเขามาที่จวนอ๋องหลังเที่ยง!”
“ได้!”
พอพูดถึงเรื่องสำคัญ เย่จื่อก็เก็บสีหน้าหยอกล้อแล้วลุกขึ้นทันที
