ยามค่ำ จวนอ๋องจัดเตรียมมื้อส่งท้ายปีเก่าอย่างเอิกเกริก ทุกคนต่างร่วมฉลองปีใหม่กันอย่างครึกครื้นในวัง
ทว่าอวิ๋นเจิงคราวนี้รู้จักยับยั้งชั่งใจ ไม่กล้าดื่มสุราจนเกินควรอีกแล้ว
เขาจิบเพียงเล็กน้อย พอให้ได้รสก็พอ
หลังมื้ออาหาร ฉินชีหู่และพวกพ้องก็ยังไม่รีบร้อนจากไป
เหล่าสตรีตั้งวงไพ่นกกระจอกสองโต๊ะ ประลองฝีมือกันอย่างสนุกสนาน
ฉีเหยียนกับบุตรชายคนรองแห่งตระกูลฉินที่เพิ่งทะเลาะกันเมื่อบ่ายคืนดีกันแล้ว ทั้งยังกลับมาเล่นด้วยกัน กำลังเล่นเกมโยนลูกธนูลงไห
อวิ๋นเจิงกับพวกอีกหลายคนนอนเอนกายบนเก้าอี้นอน ข้างกายยังมีเตาถ่านตั้งอยู่
อวิ๋นเจิงเหลือบมองเด็ก ๆ ที่กำลังเล่นสนุก พลางลอบคิดในใจ หากหาเหมืองดินประสิวพบ เมื่อใดก็ต้องทำดอกไม้ไฟขึ้นมาให้ได้
จางซวีหันมามองด้วยความสงสัย แล้วถามอวิ๋นเจิงว่า “ท่านอ๋อง ดอกไม้ไฟคือสิ่งใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“หา?”
อวิ๋นเจิงชะงัก “เมื่อครู่ข้าพูดถึงดอกไม้ไฟหรือ?”
ให้ตายสิ!
เจ้าหมอนี่อ่านใจคนได้หรือไร?
“ใช่แล้ว!”
ฉินชีหู่รับคำต่อ “เมื่อครู่ข้าได้ยินท่านพึมพำว่าจะทำดอกไม้ไฟอะไรสักอย่าง ดอกไม้ไฟนี่มันคือสิ่งใด…”
“เรื่องนี้…”
อวิ๋นเจิงพูดไม่ออก
จะอธิบายให้พวกเขาฟังอย่างไรดี?
“ข้ารู้”
เมี่ยวอินซึ่งกำลังเล่นไพ่นกกระจอกอยู่ข้าง ๆ หันหน้ามา
“เจ้ารู้หรือ?”
อวิ๋นเจิงประหลาดใจ
เป็นไปได้อย่างไร?
ดูเหมือนเขาไม่เคยบอกใครเรื่องดอกไม้ไฟเลยนี่นา
หรือว่าเขาเผลอพูดออกมาตอนเมาสุรา หรือพูดละเมอ?
แล้วเมี่ยวอินบังเอิญได้ยินเข้า?
“ข้าย่อมรู้!”
เมี่ยวอินยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “ดอกไม้ไฟก็คือดอกของยาสูบที่ท่านพูดถึงมิใช่หรือ?”
