ชั่วพริบตา หลายวันก็ผ่านพ้นไป
ผู้คนจากฝั่งหู่โข่วเริ่มค้นหาตั้งแต่บริเวณที่เจียเหยาตกลงแม่น้ำ ไล่ไปจนถึงปลายแม่น้ำ แม้กระทั่งม้าศึกของเจียเหยาพวกเขาก็พบแล้ว ทว่ากลับไม่พบตัวนาง
เมื่อได้รับข่าวนี้ อวิ๋นเจิงขังตนเองอยู่ในห้องเพียงลำพังตลอดทั้งวัน ไม่กินไม่ดื่ม
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าวันนั้นอวิ๋นเจิงทำสิ่งใดอยู่ในห้อง และไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขากำลังคิดอะไร
เมื่ออวิ๋นเจิงก้าวออกจากห้อง คนที่คุ้นเคยกับเขาล้วนสัมผัสได้ว่าเขาเปลี่ยนไป
แต่เปลี่ยนไปตรงไหนกันแน่ กลับไม่มีผู้ใดบอกได้
แม้แต่เมี่ยวอินผู้เป็นคนข้างกายก็ยังบอกไม่ถูก
“ท่าน...ไม่เป็นไรกระมัง?”
เมี่ยวอินก้าวเข้ามาถามด้วยความห่วงใย
“ไม่เป็นไร”
อวิ๋นเจิงส่ายหน้าเบา ๆ บนใบหน้าถึงกับปรากฏรอยยิ้มบาง ๆ
เมื่อเห็นรอยยิ้มของอวิ๋นเจิง เมี่ยวอินกลับรู้สึกประหลาดยิ่งกว่าเดิม
“หากท่านไม่สบายใจ ก็บอกข้าได้นะ”
เมี่ยวอินกุมมืออวิ๋นเจิงไว้อย่างอ่อนโยน “พวกเราเป็นหนึ่งเดียวกัน มีเรื่องใดก็อย่าเก็บไว้ในใจ”
“วางใจเถิด ข้าไม่เป็นไร”
อวิ๋นเจิงตบหลังมือขาวผ่องของเมี่ยวอินเบา ๆ “การหาเจียเหยาไม่พบเป็นเรื่องดี! หาไม่พบยังดีกว่าพบศพของนาง...”
เมื่อหาเจียเหยาไม่พบ ก็หมายความว่าทุกสิ่งยังเป็นไปได้
เขาเชื่อว่าเจียเหยายังมีชีวิตอยู่
ครั้งหนึ่งเขากับเจียเหยาเคยกระโดดลงจากหน้าผาสูงชันเพียงนั้นแล้วยังรอดมาได้ นับประสาอะไรกับแม่น้ำสายเล็ก ๆ สายเดียว
หากเจียเหยาต้องการอยู่เงียบ ๆ ตามลำพัง ก็ปล่อยให้นางได้สงบใจเพียงลำพังเถิด
“อืม”
เมี่ยวอินพยักหน้าเบา ๆ กล่าวเสียงอ่อนโยนว่า “ท่านคิดเช่นนี้ได้ก็ดีแล้ว! ข้าเองก็เชื่อว่าเจียเหยาต้องยังมีชีวิตอยู่แน่นอน”
อวิ๋นเจิงฝืนยิ้ม ก่อนถามต่อว่า “หวังชี่กับคนอื่น ๆ ตกลงกับหวังชื่อเรียบร้อยหรือยัง?”
