คนตระกูลซุนนั่นไม่ต้องกล่าวถึงให้มากความ ผู้ที่มาจากตระกูลกัวและตระกูลซินนั้น หนึ่งคือผู้อาวุโสในตระกูลของกุยแก อีกหนึ่งคือลูกพี่ลูกน้องของซินอ้าย และทั้งสองยังมีความเกี่ยวดองเป็นเครือญาติกับกุยโต๋ ซินผี และซินเปง ซึ่งอยู่กับอ้วนเสี้ยวในเวลานี้อีกด้วย
สองคนจากตระกูลกัวและตระกูลซินนี้เป็นผู้ที่บัณฑิตเมืองเอี้ยงเต๊กคัดเลือกมา ให้เดินทางมาพบซุนเกี๊ยนที่เอี๋ยนเซี่ยนโดยเฉพาะ จุดประสงค์ที่มาพบซุนเกี๊ยนนั้นไม่มีอย่างอื่น ก็เพื่อเร่งเร้าให้เขายกพลออกศึกโดยเร็ว เพื่อคลี่คลายวิกฤตของเมืองเอี้ยงเต๊กนั่นเอง ทั้งสองเดินทางลงใต้จากเมืองเอี้ยงเต๊ก แวะไปเองอิมก่อนตามทาง แล้วจึงเชื้อเชิญญาติห่างๆ ของซุนเจินผู้หนึ่งซึ่งก็คือบัณฑิตตระกูลซุนที่มาด้วยกันนั่นเอง
ซุนเกี๊ยนเชิญคนทั้งสามเข้าไปยังโถงศาลากลางอำเภอ
บัณฑิตแซ่กัวกล่าวว่า “ลิโป้โหดเหี้ยมป่าเถื่อน ปล่อยให้ทหารระรานปล้นสะดมไปทั่ว ติ้งหลิงถูกสังหารผลาญล้างเป็นที่แรก ตอนนี้ราษฎรในเซียงเซียและเองเอี๋ยงก็ถูกพิษภัยจากกองทัพของเขาจนทุกข์เข็ญแสนสาหัส บัดนี้ราษฎรในติ้งหลิงและหัวเมืองเหล่านั้นล้วนเฝ้ารอคอยท่านใต้เท้าปานแผ่นดินแล้งคอยท่ามนตร์เมฆ เหตุใดท่านใต้เท้ากลับมาตั้งกองทัพอยู่ที่เอี๋ยนเซี่ยนแล้วไม่ยอมเคลื่อนพลเสียทีเล่า
บัณฑิตแซ่กัวผู้นี้มาจากเมืองเอี้ยงเต๊ก ในนามเป็นตัวแทนของบัณฑิตและราษฎรชาวเมืองเอี้ยงเต๊ก ทว่าวาจาลื่นไหลคมคายยิ่งนัก ไม่เอ่ยถึงเมืองเอี้ยงเต๊กเลยสักคำ กล่าวถึงแต่ติ้งหลิงและที่อื่นๆ เท่านั้น
ซุนเกี๊ยนนึกในใจ “ผู้เฝ้ารอข้าประหนึ่งเมฆฝนยามแล้ง มิใช่เพียงราษฎรแห่งติ้งหลิง เซียงเซีย และเองเอี๋ยงกระมัง?” แต่นั่นคือ “รู้เห็นเป็นใจแต่มิเอ่ยปาก ยังเป็นมิตรสหาย” ในใจคิดเช่นนั้น ปากกลับมิกล่าวเช่นนั้น จึงตอบไปว่า “ผู้อาวุโสแห่งเองฉวนล้วนได้รับความทุกข์จากกองทัพลิโป้ ข้าจะไม่รู้ได้อย่างไร? เพียงแต่ติ้งหลิงแห่งนี้ มิเอื้อให้กองทัพข้าออกรบ ข้าจึงตั้งมั่นอยู่ที่นี่ รอให้ลิโป้นำทัพมา”
บัณฑิตแซ่ซินถามว่า “เหตุใดติ้งหลิงจึงมิเอื้อให้ท่านออกรบ?”
ซุนเกี๊ยนจึงอธิบายสภาพภูมิประเทศที่แตกต่างกันระหว่างติ้งหลิงกับเอี๋ยนเซี่ยนแก่บัณฑิตทั้งสาม
