เมืองเองฉวนและเมืองน่ำเอี๋ยงมีอาณาเขตติดต่อกัน ออกจากอำเภอสวี่มุ่งไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณสองร้อยลี้ ก็พ้นเขตเมืองเองฉวนเข้าสู่เขตเมืองน่ำเอี๋ยง จากนั้นมุ่งไปทางตะวันตกเฉียงใต้ต่ออีกประมาณสองร้อยลี้ ก็จะถึงเมืองอ้วนอันเป็นที่ตั้งที่ทำการเมืองน่ำเอี๋ยง รวมระยะทางทั้งหมดราวสี่ร้อยลี้ แต่ตลอดทางมีแม่น้ำและภูเขาขวางกั้นไม่น้อย ดังนั้นพระราชโองการฉบับใหม่ที่เล่าเหียบส่งให้อ้วนสุดจึงเดินทางมาได้ไม่เร็วนัก กินเวลาราวห้าหกวันจึงถึงเมืองอ้วนและถูกส่งถึงมือของอ้วนสุด
ในท้องพระโรงที่หรูหราฟุ่มเฟือย อ้วนสุดกวาดสายตาอ่านพระราชโองการนี้อย่างรวดเร็ว โยนมันลงบนโต๊ะ อารมณ์เสียยิ่งนัก กล่าวว่า “พระองค์ท่านนี้เป็นเด็กน้อยจริงๆ ไม่รู้จักใจคน ไม่รู้จักกาลเทศะเสียเลย! คราวก่อนมีรับสั่งมา ข้าก็กราบทูลตอบไปแล้วว่า ข้ามีอาการป่วย เป็นโรคเท้า นั่งรถไม่ได้ ไม่สามารถเดินทางไกลไปเข้าเฝ้าพระองค์ที่เมืองเองฉวนได้ นี่หนังสือตอบของข้าเพิ่งส่งไปได้กี่วัน? นับเต็มที่ก็ไม่เกินกึ่งเดือน กลับมีรับสั่งมาอีกแล้ว!” ยกชามหยกบนโต๊ะขึ้น กินน้ำแข็งกวนที่อยู่ในนั้นหนึ่งคำ แล้วถอนหายใจอย่างสบาย
ในบรรดาแขกที่นั่งร่วมอยู่ มีผู้หนึ่งถามว่า “ขอประทานถามนายท่าน พระราชโองการครั้งนี้ก็ยังคงเรียกนายท่านไปเข้าเฝ้าที่เมืองเองฉวนหรือขอรับ”
อ้วนสุดกล่าวว่า “นอกจากที่ตรัสเรียกเข้าเฝ้าแล้ว ยังทรงเพิ่มอีกเรื่องหนึ่งอีกด้วย”
ผู้ถามนั้นคือหยางหง ฉางฉื่อของอ้วนสุด หยางหงกล่าวว่า “ขอประทานถามนายท่าน เป็นเรื่องอันใดหรือขอรับ”
อ้วนสุดกล่าวว่า “ให้ข้าส่งตัวกุยกีให้แก่ราชสำนัก”
