# ตอนที่ 42 เฝิงก่ง
ฝ่ายหนึ่งต้องล่อใจด้วยข้าวห้าโต่ว อีกฝ่ายหนึ่งต้องดึงดูดด้วยการเตะลูกหนัง วันรุ่งขึ้นแต่เช้า ชาวบ้านทยอยกันมา ผิดกับเมื่อวาน วันนี้ไม่มีผู้ใดมาสายแม้แต่คนเดียว ยามเฉินเพิ่งล่วงไปครึ่งหนึ่ง ผู้คนก็มาพร้อมกันแล้ว
เช่นเดียวกับเมื่อวาน ซุนเจินจัดแถวอย่างง่าย ๆ เสร็จแล้วก็มุ่งตรงไปยังลานฝึกซ้อม
เมื่อวานครั้งมาถึง ในลานว่างเปล่าไม่มีผู้ใด แต่วันนี้ครั้นมาถึง รอบลานกลับมีคนยืนอยู่ไม่น้อย แม้จะกระจัดกระจายห่าง ๆ แต่นับคร่าว ๆ ก็ราวสามสิบกว่าคน ในนั้นมีทั้งคนหนุ่ม คนวัยฉกรรจ์ เด็ก และยังมีหญิงอีกสองคน
ไม่ต้องถามก็รู้ว่าคนเหล่านี้คงถูกการเตะลูกหนังดึงดูดมาแน่
เมื่อวานหลังเลิกแล้ว ชาวบ้านบางคนไม่ได้กลับบ้านทันที แต่ตามซุนเจิน เจียงฉิน เกาเจี่ย เกาปิ่งกับพวกไปยังศาลา เห็นกับตาว่าซุนเจินมอบข้าวให้เจียงฉิน เกาเจี่ย เกาปิ่งกับพวก พิสูจน์ว่าซุนเจินพูดจริงทำจริง วันนี้พวกเขาจึงสมัครกันอย่างกระตือรือร้นขึ้นมาก
อนึ่ง เมื่อคืนวานซุนเจินเลี้ยงสุราแก่เจียงฉินกับพวก ในวงสุราได้บอกเจียงฉินกับพวกว่า วันนี้พวกเขางดลงสนามก่อน ให้โอกาสแก่ชาวบ้าน ฉะนั้น เจียงฉิน เกาเจี่ย เกาปิ่งกับพวกจึงเพียงยิ้มมองชาวบ้านสมัครกัน ไม่ได้แย่งลงสนาม
ตามฝ่ายหน้าและฝ่ายหลัง ก็คัดเลือกผู้เล่นออกมาฝ่ายละหกคนจากบรรดาผู้สมัคร ซุนเจินยังคงเป็นกรรมการเหมือนเดิม กรรมการรองเปลี่ยนเป็นเจียงฉิน การแข่งขันเริ่มขึ้นโดยเร็ว
เริ่มได้ไม่นานนัก บุตรคนเล็กบ้านเฝิงก็มาอีก ยังคงพาบ่าวคนเดิมเมื่อวานมา ยืนอยู่ที่เดิมเมื่อวาน ดูอย่างสนใจ เช่นเดียวกับเมื่อวาน ซุนเจินก็ยังคงทำเป็นไม่เห็นเขา ราวกับไม่ได้เห็น
เพราะวันนี้เจียงฉิน เกาเจี่ย เกาปิ่งกับพวกไม่ได้ลงสนาม ผู้ที่ประลองกันจึงล้วนเป็นคนในศาลานี้ ศาลานี้กว้างสิบลี้โดยรอบ ชาวบ้านจะว่าน้อยก็ไม่น้อย จะว่ามากก็ไม่มาก ผู้ที่ฝีมือเตะลูกหนังสูงส่งก็มีเพียงเท่านั้น ทุกปีในเทศกาลกินอาหารเย็น(1)ก็เคยแข่งด้วยกัน ต่อให้ไม่เคยแข่ง ก็เคยชมหรือได้ยินมา ต่างคุ้นเคยกันดี ความดุเดือดในการปะทะอาจไม่เท่าเมื่อวาน แต่บรรยากาศกลับครึกครื้นกว่าเมื่อวานมากนัก
เสียงตะโกนของแต่ละฝ่ายในสนาม เสียงโห่ร้องของผู้ชมนอกสนาม ดังขึ้นสลับกันไป
ราวครึ่งชั่วยามเศษ การแข่งสนามแรกก็จบลง โดยฝ่ายหลัง อันคือหมู่บ้านเป่ยผิงหลี่ หมู่บ้านฝาน และหมู่บ้านชุน เป็นฝ่ายชนะ
วันนี้ครั้นมา ซุนเจินก็นำรางวัลมาด้วย แจกให้ฝ่ายที่ชนะ ณ ที่นั้น ชาวบ้านที่ชมต่างมองด้วยสายตาอิจฉา ฝ่ายที่แพ้สายตาริษยา บ้างอดไม่ได้พูดจาเหน็บแนม บ้างก็โทษกันไปมา ในบางคราว คำเหน็บแนมและการโทษกันก็เป็นแรงกระตุ้นความกระตือรือร้นอย่างหนึ่ง ขอเพียงไม่เกินขอบเขต ซุนเจินก็ไม่ได้ใส่ใจ
เขาได้ยินผู้เล่นฝ่ายที่แพ้ผู้หนึ่งกล่าวว่า "หากแข่งชั้นเชิง พวกฝ่ายหลังนั้นไม่ได้เรื่องเลย! ที่พวกเขาชนะได้ทั้งหมดก็เพราะมีมวยปล้ำ สองพี่น้องตระกูลซูชอบมวยปล้ำมาแต่เด็ก พวกเราย่อมไม่ใช่คู่มือเป็นธรรมดา! … หรือว่าจะไปบอกนายกองศาลา สนามหน้าให้แข่ง 'ไป๋ต่า' กัน?" ไป๋ต่า(2) ก็คือการประลองชั้นเชิงล้วน
คำพูดของผู้เล่นผู้นี้ได้รับการสนับสนุน ไม่ใช่น้อยที่รุมล้อมเขามาเสนอข้อนี้ต่อซุนเจิน
ซุนเจินยิ้มว่า "จะแข่งไป๋ต่าก็ได้ แต่ที่พวกเจ้าว่าเมื่อกี้ ว่าฝ่ายหลังชนะได้เพราะอาศัยมวยปล้ำล้วน นั่นมีที่ผิดอยู่"
"ผิดตรงไหนเล่า?"
"การใช้ชั้นเชิงมวยปล้ำอย่างพอเหมาะ ก็อยู่ในขอบเขตที่อนุญาตอยู่แล้ว สองพี่น้องตระกูลซูชนะเพราะสันทัดมวยปล้ำ จะว่าเป็นเรื่องบังเอิญฟ้าส่งได้อย่างไร? ในสายตาข้า แพ้ก็คือแพ้ ไม่ใช่แพ้แล้วรับไม่ได้! ลูกผู้ชายพึงสู้กับความยากลำบาก อย่างมากคราวหน้าก็ชนะคืนมา ไม่ใช่หรือ?"
ผู้เล่นฝ่ายที่แพ้ไม่ยอม กล่าวว่า "สองพี่น้องตระกูลซูฝึกมวยปล้ำมาแต่เด็ก ส่วนพวกข้าไม่มีอาจารย์ดี ต่อให้อยากเรียนก็เรียนไม่ได้! การนี้มันไม่ยุติธรรมแต่แรกแล้ว"
"ไม่ยุติธรรม? เช่นนั้นข้าต้องห้ามใช้วิชามวยปล้ำเสียกระนั้นหรือ? หากทำเช่นนั้น ไม่เป็นการไม่ยุติธรรมต่อสองพี่น้องตระกูลซูอีกหรือ?"
ชาวบ้านส่วนใหญ่ซื่อตรง ฟังคำย้อนของซุนเจินแล้ว รู้สึกว่ามีเหตุผล แม้ยังมีผู้ไม่ยอมอยู่ ก็ได้แต่นิ่งเงียบ
ซุนเจินหวังเป็นอย่างยิ่งว่าตอนนี้จะมีผู้ใดออกมาขอว่า "ถ้าเช่นนั้นก็ขอให้นายกองศาลาสอนวิชามวยปล้ำ วิชาหมัดมือแก่พวกข้าเถิด!" แต่น่าเสียดาย รออยู่นานก็ไม่ได้ยินชาวบ้านสักคนเอ่ย ทว่าเขาก็ไม่ได้ร้อนใจ การฝึกซ้อมเพิ่งเริ่มต้น ขณะนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือความกระตือรือร้นและความเป็นฝ่ายริเริ่มเอง อื่น ๆ พักไว้ก่อนได้
การแข่งสองวัน นอกจากกระตุ้นความกระตือรือร้นของชาวบ้านได้เกือบหมดแล้ว ซุนเจินยังได้สิ่งอื่นอีก
สิ่งที่ได้นั้นโดยรวมมีประการเดียว แต่แยกย่อยได้สองประการ นั่นคือ เขาเริ่มหยั่งรู้ความสามารถของผู้เล่นที่ลงสนามอยู่ในใจ ความสามารถแบ่งเป็นสองอย่าง อย่างหนึ่งคือกำลังกายและฝีมือการต่อสู้ อีกอย่างหนึ่งคือสายตาและชั้นเชิงยุทธวิธี
สองฝ่ายเผชิญหน้ากัน ประตูก็คือประตูเมือง ฝ่ายตรงข้ามก็คือกองทัพศัตรู ในยามที่จำนวนคนพอ ๆ กัน ทั้งยังถูกจำกัดด้วยกติกา จะฝ่าวงล้อม ฝ่าการสกัด นำลูกตีเข้าประตูฝ่ายตรงข้ามได้ หากไม่มีชั้นเชิงยุทธวิธีในระดับหนึ่งก็เป็นไปไม่ได้ ต่อให้แนวคิด "ยุทธวิธี" นี้ยังหยาบนัก เป็นเพียงเค้าโครงที่เกิดขึ้นโดยสัญชาตญาณ แต่ถึงอย่างไรก็เป็น "ยุทธวิธี"
ผู้ที่สามารถบัญชาและช่วยพวกพ้องเอาชนะในสนามได้นั้น เมื่อผ่านการเล่าเรียนแล้ว ในสมรภูมิก็ย่อมเหนือกว่าคนทั่วไปเป็นแน่
อนึ่ง ผู้เช่นสองพี่น้องตระกูลซู ไม่ว่าเพราะมวยปล้ำเหนือผู้อื่น หรือเพราะสายตาล้ำเลิศ ขอเพียงสามารถทำให้ผู้คนยอมรับในสนามได้ เมื่อนำไปวางในสมรภูมิ ก็ย่อมได้รับความเกรงขามเช่นกัน
ซุนเจินมาอยู่ในศาลาได้ไม่นาน ไม่คุ้นเคยกับชาวบ้านเกือบทั้งหมด ไม่รู้ความสามารถของพวกเขา หากใช้วิธีปกติ เข้าหาทำความรู้จักทีละคน ก็ไม่รู้ว่าจะเปลืองเวลาเพียงไร! เกรงว่าปีหนึ่งยังไม่พอ ทว่าใช้วิธีนี้ เพียงครึ่งเดือน อย่างมากเดือนหนึ่งก็พอแล้ว หรืออาจไม่อาจรู้จักชาวบ้านที่เข้าร่วมเตรียมรับโจรได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็จะรู้จักชาวบ้านที่ประลองในสนามได้อย่างถ่องแท้ และในขณะนี้ เขาก็คุ้นเคยกับสิบสองคนเป็นพื้นฐานแล้ว
…
วันนี้มาแต่เช้า ยังมีเวลาเล่นได้อีกสนาม
หลังจบสนามแรก พักไปราวเสี้ยวชั่วยาม ซุนเจินกับชาวบ้านหัวเราะพูดคุยกันครู่หนึ่ง เห็นว่าได้เวลาแล้ว ก็ประกาศเริ่มสนามถัดไป
เทียบกับเมื่อวาน วันนี้ชาวบ้านสมัครกันมากเหลือเกิน เมื่อวานสองฝ่ายมีฝ่ายละสิบกว่าคน วันนี้รวมกันมีตั้งสามสี่สิบคน เพียงหมู่บ้านเป่ยผิงหลี่หมู่บ้านเดียวก็สมัครกันมาสิบกว่าคน ซุนเจินกะว่า ในนั้นน่าจะมีไม่น้อยที่ใจหวังโชค มุ่งมาเพื่อ "ข้าวห้าโต่ว"
ไม่ว่าพวกเขาจะคิดเช่นไร ขอเพียงยอมสมัคร ซุนเจินก็ยินดีต้อนรับ
การแข่งสนามที่สองยังคงแบ่งทีมตามฝ่ายหน้าและฝ่ายหลัง คราวนี้ ฝ่ายหลังที่ลงสนามไม่ได้มีซูเจ๋อ ซูเจิ้งเป็นหัวหน้าอีก ส่วนผู้เล่นฝ่ายหน้าที่ลงสนามมีสือจวีเซียนรวมอยู่ด้วย
ซุนเจินสนใจสือจวีเซียนอยู่บ้าง ด้วยว่าทั้งสองรู้จักกันค่อนข้างเร็ว
หลังการแข่งเริ่มขึ้น เขาสังเกตสือจวีเซียนเป็นพิเศษ แต่ไม่ช้าก็พบว่า ฝีมือเตะลูกหนังของสือจวีเซียนไม่สู้ดี กำลังก็ไม่ได้โดดเด่นนัก แทบไม่เคยปะทะแข็งต่อแข็งกับคู่ต่อสู้ แต่ตัวคล่องแคล่ว วิ่งเร็วเป็นพิเศษ ซุนเจินอดไม่ได้หันหน้าไปมองเฉินเปาซึ่งกำลังเชียร์พวกพ้องตนอยู่นอกสนาม ไม่แปลกที่ทั้งสองสนิทกัน แท้จริงในเรื่องความคล่องแคล่วว่องไวนี้ก็เข้ากันได้
…
ซุนเจินทุ่มจิตใจทั้งหมดอยู่กับสนาม หวังจะค้นพบคนดีจากการนี้ จึงไม่ได้สังเกตว่าบุตรคนเล็กบ้านเฝิงได้เลี่ยงจากไปอย่างเงียบ ๆ ไม่นานหลังจากการแข่งสนามที่สองเริ่มขึ้น
บุตรคนเล็กบ้านเฝิงนามว่าเฝิงก่ง ปีนี้อายุยี่สิบ เพิ่งเข้าพิธีสวมกวาน ดังที่ในศาลาวิจารณ์เขาว่า "เป็นคนเข้าสังคม" แม้อายุยังน้อย แต่การวางตัวต่อผู้คนแตกต่างจากบิดาราวฟ้ากับดิน ชอบฟันกระบี่ เล่นหมากดีด ชนไก่ เตะลูกหนัง ทั้งชอบคบหาผู้กล้าทั้งหลาย
วันที่ซุนเจินไปบ้านเขา เขาไม่ได้อยู่บ้าน แต่ไปล่าสัตว์ด้วยกันกับบุตรชายบ้านเกาซึ่งเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของตำบลนี้ ครั้นกลับจากการล่าสัตว์ ได้ยินคนในบ้านเล่าเรื่องที่ซุนเจินมาเยือนถึงเรือน ทั้งได้ยินว่าซุนเจินปฏิเสธไม่รับข้าวที่บิดาเขายื่นให้ ในขณะนั้นเขาก็รู้สึกว่าบิดาทำไม่ถูก แม้เมื่อปีก่อนบิดาเขาก็ใช้วิธีเดียวกันนี้ปฏิบัติต่อเจิ้งตั๋ว แต่ซุนเจินเป็นบุตรหลานตระกูลซุน ถึงแม้เป็นเพียง "นายกองศาลาเล็ก ๆ" ก็ไม่ควรหยาบคายเสียมารยาทเช่นนั้น
ครั้นแล้ว ก็เกิดเรื่องที่ซุนเจินใช้การเตะลูกหนังฝึกซ้อมชาวบ้านขึ้นอีก
วันแรกของการฝึกซ้อม คนเป็นร้อย บ้างขี่ม้า บ้างเดินเท้า ล้วนถืออาวุธ เป็นกระบวนเกรียงไกร ทำเอาแขกที่กำลังสอดส่องอยู่บนหอคอยในขณะนั้นตกใจ นึกว่ามุ่งมาที่บ้านพวกตน ครั้นเขาได้ข่าวก็ขึ้นหอมองไปไกล เดิมนึกว่าซุนเจินคงเหมือนเจิ้งตั๋วนายกองศาลาคนก่อน อย่างมากก็สอนชาวบ้านฟันกระบี่ เล่นมวยปล้ำ แต่กลับแปลกใจที่พบว่าเขาจัดให้ชาวบ้านเตะลูกหนัง!
เขาชอบการเตะลูกหนังอยู่แล้ว จึงพาบ่าวคนสนิทรีบมาดู
ครั้นถึงสนาม ไม่เป็นไรเสียเลย เขากลับพบว่าในหมู่คนที่เตะลูกอยู่ในสนาม มีเจียงฉิน เกาเจี่ย เกาปิ่งแห่งตงเซียงถิงปนอยู่ด้วย เจียงฉิน เกาเจี่ย เกาปิ่งกับพวกล้วนเป็นนักเลงน้อยแห่งตงเซียงถิง เขารู้ชื่อมานานแล้ว เคยร่วมดื่มสุรา ร่วมเล่นพนันที่หนึ่ง รู้ว่าพวกเขาล้วนเป็นพวกหยิ่งทะนงในตน ไฉนจึงยอมวิ่งมาเสียอุตส่าห์ ยอมเข้าร่วมเตรียมรับโจรของศาลานี้ ทั้งยังลงสนามเตะลูกเองเล่า?
เมื่อวานครั้นเขากลับไป ก็ส่งคนไปสืบ แม้เขาไม่ใช่นักเลง แต่หูตากว้างไกล ครั้นสืบดูจึงรู้ว่าแท้จริงเป็นเพราะซุนเจินปฏิบัติต่อแม่เฒ่าสวี่ด้วยดี จึงทำให้เจียงฉิน เกาเจี่ย เกาปิ่งกับพวกเลื่อมใส เขาเอาเรื่องนี้ไปผูกกับเรื่องที่ก่อนหน้าซุนเจินปฏิเสธ "ข้าวห้าสิบสือ" ที่บ้านตนยื่นให้ ก็ยิ่งรู้สึกว่าบิดาทำเรื่องนี้ผิดเสียแล้ว
ผู้ที่ถือกำเนิดจาก "ตระกูลซุนแห่งเองอิม" ทั้งสามารถ "รวบรวมผู้กล้าในท้องถิ่น" ได้นั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจมองเป็นเพียง "นายกองศาลา" ได้!
จนถึงบัดนี้ วันครึ่งของการเตะลูกหนัง การแข่งสองสนามเศษ ซุนเจินใช้เวลาส่วนใหญ่สังเกตผู้เล่นที่ลงสนาม เพื่อหวังค้นพบคนดี ส่วนเฝิงก่งใช้เวลาส่วนใหญ่สังเกตซุนเจิน ยิ่งสังเกตก็ยิ่งพิศวง
ซุนเจินปฏิบัติต่อผู้คน ไม่ว่าต่อเจียงฉิน เกาเจี่ย เกาปิ่งกับพวกซึ่งเป็นนักเลง "ศาลานอก" หรือต่อซูเจิ้ง ซูเจ๋อ สือจวีเซียนกับพวกซึ่งเป็นนักเลงในท้องถิ่นของ "ศาลานี้" หรือต่อชาวบ้านธรรมดาสามัญ ล้วนเป็นแบบเดียวกัน คือสุภาพอ่อนโยน ทว่าก็สามารถทำให้ผู้คนยอมรับในความเห็นของเขาด้วยความเต็มใจ ในความ "สุภาพอ่อนโยน" นั้นได้เสมอ
ตู้หม่าย ฮองตง เฉินเปากับพวกล้วนเป็นคนเก่าในศาลา ซุนเจินเพิ่งมารับตำแหน่งได้ไม่กี่วัน แต่คนเหล่านี้กลับคารวะเขาอย่างนอบน้อม ไม่มีท่าทีลบหลู่แม้แต่น้อย
อนึ่ง เขาสังเกตเห็นได้ชัดว่า ท่าทีของเจียงฉิน เกาเจี่ย เกาปิ่งกับพวกต่อซุนเจิน วันนี้ผิดกับเมื่อวานมาก เมื่อวานแม้นอบน้อม แต่ยังมีความห่างเหิน ส่วนความนอบน้อมวันนี้กลับแฝงความสนิทสนม เมื่อวานเขาก็สืบรู้มาว่า ซุนเจินจัดงานเลี้ยงสุราในศาลา เลี้ยงเจียงฉิน เกาเจี่ย เกาปิ่งกับพวก หรือจะเป็นเพราะเหตุนี้? หรือไม่ฉะนั้นก็เพราะเหตุอื่น?
แลเห็นเสือดาวจากลายขนเพียงจุดเดียว ไม่ว่าจะเพราะเหตุใด จากท่าทีที่เปลี่ยนไปของเจียงฉินกับพวก ตลอดจนความนอบน้อมของตู้หม่ายกับพวก อย่างน้อยก็รู้ได้ว่า ซุนเจินต้องมีกลวิธีทำให้คนยอมเป็นแน่ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ต้องมีจุดที่ "ทำให้คนนับถือ" อยู่
ถึงตรงนี้ เขาก็แน่ใจได้ว่า บิดาเขาทำผิดอย่างแน่แท้
ฉะนั้น เขาจึงไม่ทันได้ดูการแข่งสนามที่สองจบ ก็รีบร้อนจากไป
ครั้นกลับถึงคฤหาสน์ เขาก็ตรงไปยังหลังบ้านเพื่อหาเฝิงเวิน เฝิงเวินกำลังควบคุมคนซ่อมยุ้งฉางอยู่ในลาน ถูฟู่สองคนปีนขึ้นไปบนหลังคา ตรวจดูว่ามีรอยรั่วหรือไม่ เฝิงเวินไม่แยแสฝุ่นที่ร่วงลงมาจากหลังคา เงยหน้าขึ้นบัญชาด้วยตนเองว่า "ดูทางซ้ายอีกที! ละเอียดหน่อย รอยรั่วแม้แต่นิดเดียวก็ไม่ได้ ถ้าตรวจไม่ดี เกิดฝนตก หิมะรั่วลงมา จะเอาเรื่องพวกเจ้า!"
"ท่านพ่อ"
"… เจ้ากลับมาแล้วหรือ? ไม่ใช่ไปดูเตะลูกหนังหรือ? เลิกแล้วหรือ? … หูโก่ว ไม่ใช่พ่อจะว่าเจ้า เจ้าก็โตเป็นหนุ่มแล้ว ยี่สิบสวมกวาน ไม่ใช่เด็กแล้ว ทั้งวันเอาแต่ขี่ม้าชนไก่ เล่นพนันเตะลูกหนัง ที่บ้านมีฐานะอยู่บ้าง แต่นั่นล้วนเป็นสิ่งที่พ่อตรากตรำสะสมไว้! หากเจ้าเกิดในเรือนยากจนจะทำเช่นไร? พ่อก็ไม่ได้ขอให้เจ้าเล่าเรียนเอาดี งานในบ้านเจ้าก็ช่วยบ้างเถิด! … จงดูพี่ใหญ่ของเจ้าให้ดี ดูสิ ฟ้ายังไม่ทันสางก็พาทาสนาออกไปไร่นาแล้ว"
"หูโก่ว"(แปลตรงตัวว่า อ้ายหมา) คือชื่อเล่นของเฝิงก่ง เพื่อให้บุตรเลี้ยงง่ายโตง่าย ผู้เป็นบิดามารดามักตั้ง "ชื่อต่ำ" ให้บุตรธิดา
"ท่านพ่อ การที่ท่านปฏิบัติต่อนายกองศาลาแซ่ซุนเมื่อหลายวันก่อน เกรงว่าผิดเสียแล้ว!"
เฝิงเวินหันหน้ามา "กระไรนะ?"
"ท่านซุนผู้นี้ ภายนอกดูสุภาพอ่อนโยน ลูกสังเกตเขาติดต่อกันสองวัน ไม่เห็นเขาโกรธสักครั้ง หน้าแดงสักหน ทว่ากลับได้รับความเคารพจากนักเลงและผู้กล้าทั้งใกล้ไกล ในอกของเขาต้องมีหุบเขาลำธาร(3) ไม่อาจมองข้ามเป็นเรื่องเล็กได้!"
"เจ้าจะว่ากระไร?"
"เมื่อหลายวันก่อนที่เขามา ท่านพ่อพาเขาดูยุ้งฉาง อาวุธ สวนผักในบ้าน การกระทำเช่นนั้นเกรงว่าไม่สู้เหมาะ"
"มีอะไรไม่เหมาะ?"
"ผู้ที่ได้รับความเคารพจากผู้กล้า จะทนต่อการดูหมิ่นได้อย่างไรเล่า?"
"ดูหมิ่น? ดูหมิ่นเขาตรงไหน? ข้าวในบ้านข้าตกลงมาจากฟ้าหรือ? เม็ดไหนไม่ใช่พ่อเจ้าตรากตรำเก็บเกี่ยวมา? หากไม่ใช่ความตรากตรำของพ่อเจ้า เจ้าจะมีวันนี้ที่กินดีอยู่ดี ขี่ม้าเตะลูกหนัง ไม่ทำมาหากินได้หรือ? 'ดูหมิ่น'? เขามาอยู่ในศาลาหลายวัน ไม่เคยมาเหยียบประตูบ้านข้า พอจะเอาข้าวจึงมา! มองพ่อเจ้าเป็นอะไรไป? ข้ายังไม่ถือสาเขา เพื่อเห็นแก่ชาวบ้านในศาลา ก็เหมือนปีก่อน เต็มใจออกข้าวห้าสิบสือ ยังไม่พออีกหรือ? 'ผู้กล้าเคารพ'? ในชนบทบ้านนอก จะมีผู้กล้าที่ไหนกัน? ไม่ใช่พวกที่ไม่ทำมาหากิน เกียจคร้านเร่ร่อนไร้สาระเหมือนเจ้าหรอกหรือ? ก็คู่ควรกับคำว่าผู้กล้าด้วยหรือ?"
เฝิงเวินถ่มน้ำลาย ด่าว่าเฝิงก่งว่า "ตั้งแต่พรุ่งนี้ไป ห้ามออกนอกบ้าน! อยู่ในบ้านดี ๆ …" อยู่บ้านว่าง ๆ ก็ไม่ได้ ต้องหางานให้เฝิงก่งทำ เห็นยุ้งฉางที่กำลังซ่อมอยู่ เฝิงเวินก็ชี้กล่าวว่า "ซ่อมยุ้งฉางให้เสร็จก่อน!"
"ท่านพ่อ!"
"ไปให้พ้น!"
เฝิงเวินในบ้านนั้นว่าหนึ่งไม่เป็นสอง เฝิงก่งเห็นเขาโกรธ ไม่กล้าปลอบใจอีก ได้แต่ถอยจากไป
บ่าวคนสนิทที่ติดตามรับใช้เขากล่าวว่า "นายน้อย ท่านซุนผู้นั้นแม้ดูมิเหมือนคนทั่วไป แต่ท่านก็ไม่ถึงกับต้องทะเลาะกับนายท่านเพราะเรื่องนี้นี่ขอรับ!"
"เจ้าจะรู้อะไร!"
เฝิงก่งกลัดกลุ้มใจ กลับมายังเรือนของตน นั่งก็ไม่ติด ยืนก็ไม่ติด เขายิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้จะปล่อยให้ผ่านไปเช่นนี้ไม่ได้ "รอพี่ใหญ่กลับมา ค่อยปรึกษากันให้ละเอียดเถิด"
## เชิงอรรถ (1) เทศกาลกินอาหารเย็น (寒食) — เทศกาลฮั่นสือ ตรงกับช่วงก่อนวันเช็งเม้ง ห้ามก่อไฟหุงต้ม จึงกินแต่อาหารที่ทำไว้ล่วงหน้าเย็น ๆ (2) ไป๋ต่า (白打) — การประลองเตะลูกหนังแบบอวดชั้นเชิงล้วน ไม่ใช้การปะทะกระแทกกาย (3) มีหุบเขาลำธารในอก (胸中沟壑) — สำนวนจีน หมายถึงมีความคิดอ่านลึกซึ้ง มีกลยุทธ์อยู่ในใจ