# ตอนที่ 41 ผลที่ปรากฏ
ในสนามนั้น ฝ่ายหนึ่งคือพวกนักเลงแห่งตงเซียงถิงซึ่งมีเจียงฉินกับเกาเจี่ยเป็นหัวหน้า อีกฝ่ายหนึ่งคือชาวบ้านแห่งหมู่บ้านเป่ยผิงหลี่ซึ่งมีซูฮุ่ยกับซูเจ๋อเป็นหัวหน้า กรรมการใหญ่นั้นคือซุนเจิน ด้วยว่าตู้หม่ายไม่สันทัดการเตะลูกหนัง จึงเลือกเอาเฉินเปามาเป็นกรรมการรอง
พอการแข่งขันเริ่มขึ้น ก็ดุเดือดยิ่งนัก
ครั้นชี้ขาดด้วย "อาณัติสัญญาณมือ" แล้ว ก็กำหนดให้ฝ่ายเจียงฉินเป็นผู้ส่งลูกก่อน
เมื่อส่งลูกจากเส้นกลางสนาม เกาเจี่ยก็เลี้ยงลูกวิ่งกระหน่ำไป ชาวหมู่บ้านเป่ยผิงหลี่ผู้หนึ่งวิ่งสกัดขวางหน้า
เกาเจี่ยไม่หลบไม่หลีก รอจนผู้นั้นวิ่งมาถึงตัว จึงพลิกกายเล็กน้อย เขี่ยลูกไปทางซ้าย เจียงฉินตามมาทัน รับลูกไว้แล้ววิ่งรุดต่อไป ขณะเดียวกันเกาเจี่ยก็เอียงบ่า พุ่งกระแทกเข้าใส่ตัวผู้ที่วิ่งสกัดนั้นอย่างแรง
ผู้นั้นหลบไม่ทัน ถูกกระแทกเข้ากลางอก ถอยหลังไปหลายก้าว เกือบล้ม กว่าจะตั้งหลักได้ก็แสนยาก เกาเจี่ยก้าวกระหวัดวิ่งอ้อมไปข้างหลังโดยเร็ว มือซ้ายกดแขนผู้นั้นดันไปทางขวา เท้าขวายื่นออกเกี่ยวขาไปทางซ้าย ออกแรงทั้งสองทาง ในที่สุดผู้นั้นก็ทรงตัวไม่อยู่ "ปัง" เสียงดัง ล้มลงกับพื้น ฝุ่นฟุ้งขึ้นเป็นกลุ่ม
เกาเจี่ยใช้กลยุทธ์มวยปล้ำอย่างเป็นแบบแผน ทั้งการปะทะกันก็เกิดขึ้นในยามแย่งลูก ฉะนั้นจึงไม่ใช่การฝ่าฝืนกติกา
ชาวบ้านที่มาชมการแข่งขัน บ้างล้อมอยู่รอบสนาม บ้างปีนขึ้นไปบนเนินดินเล็ก เห็นเหตุการณ์ฉะนี้ บ้างก็ดีใจร้องตะโกน บ้างก็ขัดใจโห่ร้อง
การเตะลูกหนังก็ดี มวยปล้ำก็ดี ล้วนเป็นการละเล่นที่ราษฎรชื่นชอบ ครั้งราชวงศ์ฮั่นก่อน(1) พระเจ้าเซี่ยวอู่ฮ่องเต้ทรงจัดการแสดงมวยปล้ำครั้งใหญ่ขึ้นที่เตียงอันในศักราชหยวนเฟิงปีที่สาม "คนสามร้อยลี้พากันมาชม" จึงเห็นได้ว่าได้รับความนิยมเพียงใด อนึ่ง มวยปล้ำก็เช่นเดียวกับการเตะลูกหนัง ต่างก็เคยปรากฏในงานเลี้ยงที่โอรสสวรรค์ทรงต้อนรับราชทูตต่างแดน การที่โอรสสวรรค์ให้ราชทูตต่างแดนชมการเตะลูกหนังและมวยปล้ำนั้น จุดมุ่งหมายมีเพียงประการเดียว คือการสำแดงแสนยานุภาพให้ปรากฏ
การเตะลูกหนังนั้นดุเดือดอยู่แล้ว ยิ่งผสานกลยุทธ์มวยปล้ำเข้าไปด้วย ซุนเจินยืนอยู่บนเนินดินมองดูเหตุการณ์ในสนาม หวนรำลึกถึงการแข่งขันฟุตบอลและรักบี้ในชาติก่อน การเตะลูกหนังในยามนี้ ดุจดังเป็นการรวมกันของสองสิ่งนั้น ทั้งความดุเดือดเหี้ยมโหดยังเหนือกว่าเสียอีก
เจียงฉินรับลูกจากเกาเจี่ย ไม่ทันได้หยุดเลย ก็พุ่งตรงเข้าใส่ประตูฝ่ายตรงข้าม
ซูเจ๋อกับซูเจิ้งสองพี่น้องก็เป็นพรรคพวกของสวี่จ้งเช่นกัน มีไมตรีอันดีกับเจียงฉิน รู้ฝีมือการเตะลูกหนังของเขาดี จับตามองมานานแล้ว ครั้นนี้ก็แยกซ้ายขวา โอบล้อมเข้ามาจากสองข้าง
เมื่อสองพี่น้องเข้าใกล้เจียงฉิน เกาเจี่ยเพิ่งจะทุ่มผู้ที่สกัดล้มลง วิ่งมาไม่ทัน ช่วยไม่ได้ แต่ยังมีเกาปิ่งกับพวกอยู่
เกาปิ่งอายุยังน้อย ยังไม่ได้เข้าพิธีสวมกวาน ยังไม่ถึงยี่สิบ ราวสิบแปดสิบเก้าปี รูปร่างหน้าตาหมดจดงดงาม ปกติพูดจาน้อย ดูเหมือนเด็กหนุ่มขี้อาย แต่ครานี้ในสนามกลับราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน วิ่งฉิวดุจสายฟ้าแลบ ตั้งแต่เจียงฉินเลี้ยงลูก เขาก็คอยตามอยู่ข้างหลังคุ้มกัน เห็นสองพี่น้องซูบีบเข้ามา ก็ไม่ลังเล รับมือซูเจ๋อทันที
ซูเจ๋อก็รู้จักเขาดี รู้ว่าหน้าตาหมดจดนั้นล้วนหลอกลวง แท้จริงดุดันหาตัวจับยาก จึงไม่ประสงค์จะปะทะซึ่งหน้า ใช้ชั้นเชิงสะบัดให้หลุดก่อน วิ่งเร็วแล้วหยุดกะทันหัน เปลี่ยนทิศกลางคัน ทำต่อกันสองครั้ง แต่เกาปิ่งกลับตามติดดุจเงาตามตัว ไม่ยอมปล่อย
ซูเจ๋อหมดหนทาง เห็นซูเจิ้งก็ถูกอีกฝ่ายหนึ่งตรึงไว้ ส่วนพวกพ้องของตนบ้างอยู่ไกล บ้างก็ถูกสกัด ไม่มีใครป้องกันเจียงฉินได้อีกแล้ว จะปล่อยให้เจียงฉินยิงประตูก็ไม่ได้ จำต้องเปลี่ยนมาปะทะเกาปิ่งซึ่งหน้า สองคนต่างไม่ใช้ชั้นเชิงพลิกแพลง ปะทะแข็งต่อแข็ง ดุจหมัดเหล็กสองข้างกระทบกัน คนนอกสนามได้ยินแต่เสียง "เผละ" เกาปิ่งถูกกระแทกกระเด็นไปสามสี่ก้าว
ตู้หม่ายเป็นหัวหน้า คนทั้งหลายก็ส่งเสียงเชียร์อีกพร้อมกันว่า "เยี่ยม!"
"ฆ่าศัตรูพันหนึ่ง ตนเสียแปดร้อย" ซูเจ๋อกระแทกเกาปิ่งหลุดไป ตนเองก็เซถลาถอยหลัง เกือบล้มลง ครั้นตั้งหลักได้ หันไปมองเจียงฉิน เจียงฉินเลี้ยงลูกวิ่งมาถึงนอกประตูแล้ว ห่างเพียงสิบกว่าก้าว เขาออกแรงวิ่งกระหน่ำ แต่ก็ล้มเหลวเมื่อใกล้ความสำเร็จ ในที่ห่างจากเจียงฉินสองก้าว ได้แต่มองตาปริบ ๆ เห็นเจียงฉินเขี่ยลูกขึ้นอย่างแคล่วคล่อง เตะเข้าประตูไป
เพื่อกันไม่ให้ลูกกลิ้งไกลออกไปจนเก็บยาก ประตูนั้นจึงสร้างด้วยแผ่นไม้สองชั้น แผ่นไม้หน้าเปิดเป็นช่องประตู ขอบประตูติดพื้น ส่วนแผ่นไม้หลังไม่ได้เปิด ดังนี้ เมื่อลูกเข้าประตูไปแล้ว กระทบแผ่นไม้หลัง ก็จะไม่กลิ้งหนีไป ประตูที่ถูกแบบแผนยังมีหลังคา สร้างคล้ายเป็นเรือนน้อยหลังหนึ่ง ส่วนประตูในสนามนี้พวกในศาลาทำขึ้นเฉพาะกิจเมื่อคืนวานนี้ ไม่ได้พิถีพิถันเช่นนั้น เบื้องบนไม่มีหลังคา มีแต่แผ่นไม้สองแผ่นต่อกันเท่านั้น
ซุนเจินยกมือขึ้น เปล่งเสียงดังว่า "ฝ่ายกังตีได้หนึ่งเมือง ได้หนึ่งประตู!"
คนนอกสนามต่างโห่ร้องดีใจ ส่วนเจียงฉิน เกาเจี่ย เกาปิ่งกับพวกในสนามต่างเหลียวมองกันอย่างทะนงองอาจ ส่วนพวกหมู่บ้านเป่ยผิงหลี่นั้นก้มหน้าหดหู่ เฉินเปาวิ่งเข้ามากลางสนาม เก็บลูกกลับมาส่งให้ซูเจิ้ง ร้องว่า "บัดนี้ให้หมู่บ้านเป่ยผิงหลี่เปิดลูก ทุกคนกลับเข้าแดนของตน กลับเข้าแดนของตน!"
สองฝ่ายต่างกลับเข้าแดนของตน ซูเจิ้งเปิดลูก
ซูเจ๋อปลุกขวัญกำลังใจ กล่าวว่า "เพิ่งเสียเมืองเดียว นับเป็นอะไรเล่า! ตาที่แล้วนี้เป็นเพียงการอุ่นเท้าเท่านั้น! ไม่ว่าจะการเตะลูกหนังหรืออื่นใด หมู่บ้านเป่ยผิงหลี่เราเคยแพ้เมื่อไรกัน? ขอเพียงสนามนี้ชนะ ข้าวที่พี่น้องเราพึงได้จะแบ่งให้พวกเจ้าทั้งหมด!" ชี้ไปยังฝ่ายตรงข้าม เปล่งเสียงว่า "เกาสอง เมื่อกี้ที่กระแทกเจ้าไม่ล้ม ยังไม่นับ ตานี้เรามาใหม่! เจ้ากล้ารับไม่?"
เกาปิ่งจะยอมแพ้ได้อย่างไร? เขาอยากประลองกับซูเจ๋อให้รู้แพ้รู้ชนะอยู่แล้ว จึงตอบว่า "ไฉนจะไม่กล้า? เกรงแต่เจ้าขาอ่อน ไม่ใช่คู่มือต่างหาก!" แม้สองคนเป็นพรรคพวกกัน แต่ในวงพนันไม่มีพ่อลูก การเตะลูกหนังก็เช่นกัน เมื่อเลือดขึ้นหน้า จะอะไรกันนักหนา เอาให้สะใจก่อนแล้วค่อยว่ากัน! สองคนนี้คนหนึ่งถาม คนหนึ่งตอบ ไม่เพียงปลุกขวัญหมู่บ้านเป่ยผิงหลี่ให้ฮึกเหิม ยังจุดไฟฮึดในใจเจียงฉินกับพวกขึ้นอีกด้วย
ตานี้ ดุเดือดยิ่งกว่าตาแรก
เปิดลูกได้ไม่นานนัก ทั้งสองฝ่ายก็มีคนล้มลงกับพื้นไปแล้วฝ่ายละสองคน ในสนามฝุ่นตลบ นอกสนามคนคลั่งไคล้ดุจบ้า ปะทะยิ่งดุเดือด ผู้ชมยิ่งตื่นเต้น โดยเฉพาะพวกที่เตะลูกหนังเป็น เดี๋ยวก็กำหมัด เดี๋ยวก็กระทืบเท้า เห็นลูกงาม ๆ ก็เปล่งเสียงเชียร์ เห็นลูกพลาด ก็แค้นใจที่ไม่เอาไหน เสียดายที่เมื่อกี้ไม่ได้สมัครเข้าแข่งอย่างกระตือรือร้น จึงไม่ได้โอกาสลงสนาม
ซุนเจินมองการแข่งในสนามไปพลาง สังเกตท่าทีของชาวบ้านไปพลาง เห็นพวกเขาเป็นเช่นนี้ มุมปากก็ผุดยิ้ม คิดในใจว่า "แผนการอาศัยการเตะลูกหนังกระตุ้นความกระตือรือร้นของชาวบ้านสำเร็จแล้ว!"
ทันใดนั้น คนทั้งหลายโห่ร้องพร้อมกัน ดังกึกก้องดุจฟ้าลั่น
เขาเหลียวไปมองในสนาม กลับเป็นซูเจ๋อกับเกาปิ่งปะทะกันอีกครั้ง สมดังที่ทั้งคู่ตอบโต้กันเมื่อกี้ คราวนี้ก็ไม่ได้ใช้ชั้นเชิงพลิกแพลงแม้แต่น้อย ยังคงเป็นการปะทะแข็ง ๆ ด้วยกำลังกายล้วน ๆ ผู้ที่เสียเปรียบก็ยังคงเป็นเกาปิ่ง คราวนี้ ซูเจ๋อคงเตรียมตัวเต็มที่ แรงกระแทกหนักขึ้น เกาปิ่งต้านไม่อยู่ ล้มหงายลงกับพื้น
เกาเจี่ยเห็นน้องเสียเปรียบ จะทนได้อย่างไร?
พอดีชาวหมู่บ้านเป่ยผิงหลี่ผู้หนึ่งส่งลูกมาถึงเท้าซูเจ๋อ ซูเจ๋อเลี้ยงลูกวิ่งไป หมายจะยิงเข้าประตูฝ่ายตรงข้าม เกาเจี่ยขาเร็ว วิ่งเฉียงตัดเข้ามา สกัดซึ่งหน้า ลูกหนังนั้นทำด้วยหนัง ภายในยัดด้วยขนสัตว์ ความยืดหยุ่นไม่สู้ดี ส่วนใหญ่ได้แต่กลิ้งบนพื้น เว้นแต่ผู้ที่ชั้นเชิงสูงส่ง จึงจะเล่นลีลาพลิกแพลงได้ ชั้นเชิงของซูเจ๋อไม่สู้สูง ฉะนั้นเวลาเลี้ยงลูกจึงได้แต่เตะตามตรง ๆ เกาเจี่ยตัดเข้ามาขวาง เอียงตัว เสยเท้าครั้งหนึ่ง แย่งลูกจากเท้าซูเจ๋อไปได้
ซูเจ๋อกำลังพุ่งไปข้างหน้า หยุดตัวไม่ทัน กว่าจะหยุดได้ เกาเจี่ยก็เลี้ยงลูกกลับเข้าแดนหมู่บ้านเป่ยผิงหลี่ไปแล้ว
ฝ่ายหมู่บ้านเป่ยผิงหลี่ครานี้รับบทเรียนจากการเสียทีคราวก่อน คอยจัดคนหนึ่งเฝ้าหน้าประตูตนเองตลอดเวลา เห็นเกาเจี่ยวิ่งมา ก็รีบรุดออกไปกู้ ซูเจิ้งอยู่ห่างจากแดนหลังไม่ไกล ก็รีบสะบัดผู้ที่ตรึงตนหลุด ถอยกลับเข้าแดน ขนาบหน้าหลังกับผู้ที่เฝ้าอยู่ แย่งลูกคืนมาได้
เกาเจี่ยสันทัดมวยปล้ำ แม้ตกเป็นรอง แม้เสียลูกไป แต่ในระหว่างแย่งชิงนั้น กลับใช้ชั้นเชิงอันแยบยล ทุ่มผู้ที่เฝ้าประตูหมู่บ้านเป่ยผิงหลี่ล้มลงกับพื้นอีกคน นับว่าได้กู้หน้ากลับมาบ้าง ซูเจิ้งเลี้ยงลูก ด้วยความร่วมมือของพวกตนสองคน บุกตะลุยเข้าประตูฝ่ายตรงข้าม
เทียบกับตาแรกที่เปิดประตูยิงได้ทันที ครานี้เพราะทั้งสองฝ่ายต่างฮึดสู้ จึงเข้าสู่ภาวะคุมเชิงอย่างเห็นได้ชัด
คนสิบสองคนในสนามคล่องแคล่วดุจบินได้ วิ่งไล่ล่า สิทธิ์ครองลูกหนังผลัดเปลี่ยนมือกันไม่ขาด เดี๋ยวก็ถูกตีเข้าแดนฝ่ายเจียงฉิน เดี๋ยวก็ถูกตีเข้าแดนหมู่บ้านเป่ยผิงหลี่ ชาวบ้านนอกสนามชมอย่างเคลิบเคลิ้ม โห่ร้องดีใจไม่ขาดสาย
หลังจากลูกหนังผลัดมือกันไปมาสี่ห้าครั้ง ก็ตกลงสู่เท้าเกาเจี่ยอีกครั้ง
เขาส่งลูกให้เจียงฉิน แล้วบัญชาคนที่เหลือกระจายกันคุ้มกันหน้าหลังซ้ายขวา ปกป้องเจียงฉินตะลุยเข้าแดนฝ่ายตรงข้ามอีก ซูเจ๋อ ซูเจิ้งนำพวกเข้าสกัด แต่กระไรเล่า เกาเจี่ยสันทัดมวยปล้ำ ส่วนเจียงฉินก็ได้ชื่อว่า "มวยมือหนึ่ง" การปะทะประชิดตัวจึงเสียเปรียบสิ้น ต้องถอยร่นทีละขั้น ในที่สุด ตานี้ก็จบลงด้วยเจียงฉินยิงประตูได้ หมู่บ้านเป่ยผิงหลี่เสียทีอีกเช่นเคย
ก่อนแข่งได้ตกลงกันไว้ว่า สองเค่อ(2)เป็นหนึ่งครึ่ง เมื่อจบครึ่งแรก พักหนึ่งเค่อ แล้วเล่นครึ่งหลังต่อ ในเวลาไม่ถึงสองเค่อ เจียงฉินคนเดียวยิงได้สองประตูติด ผู้ชมต่างเปล่งเสียงเชียร์เขาเสียงสนั่น
การแข่งขันดำเนินต่อไป
นักเตะทั้งสองฝ่ายต่างแย่งชิงสุดกำลัง ต่างไม่ยอมน้อยหน้ากัน ซุนเจินกับเฉินเปาคุมกติกาเคร่งครัด ผู้ใดฝ่าฝืนกฎเป็นต้องลงโทษ
หลังจบครึ่งแรก ฮองตงก็นำน้ำออกจากรถเข็นมาให้คนทั้งหลายดื่ม
เมื่อฝ่ายเจียงฉินเตะลูกได้งาม ชาวบ้านก็เชียร์ให้เขาเหมือนกัน แต่ถึงอย่างไรเจียงฉินกับพวกก็ไม่ใช่คนของศาลานี้ ฉะนั้นในยามที่สองฝ่ายพักผ่อน ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงพากันกรูไปอยู่ข้างซูเจิ้ง ซูเจ๋อกับพวก ต่างให้กำลังใจปลุกขวัญ ยังมีผู้ที่ถือว่าตนเตะลูกหนังเก่ง ไปหาตู้หม่ายกับเฉินเปาขอเปลี่ยนตัวลงสนาม การนี้ผิดกติกา เฉินเปาย่อมต้องปฏิเสธ
ครั้นปฏิเสธแล้ว เขาก็ปลอบใจ กล่าวว่า "สนามนี้ไม่ได้ลง สนามหน้าลงได้! พอดีอาศัยโอกาสนี้ดูเชิงพวกกัง พวกเกา ให้รู้ว่าหนักเบาแค่ไหน เมื่อรู้เชิงพวกเขาแล้ว ไม่ยิ่งชนะง่ายขึ้นหรือ?"
เฉินเปาเป็นคนเฉลียวฉลาด เดาออกแต่ต้นแล้วว่าเหตุใดซุนเจินจึงยอมให้เจียงฉินกับพวกลงสนาม คงหมายจะอาศัยการนี้กระตุ้นจิตสำนึกรักถิ่นฐานของชาวบ้าน เพื่อเสริมความสามัคคีของพวกเขา กระตุ้นความกระตือรือร้นในการเข้าร่วมเตะลูกหนัง อันจะบรรลุจุดมุ่งหมายในการฝึกซ้อม ฉะนั้น ในขณะที่ปฏิเสธชาวบ้าน เขาก็ไม่ลืมปลอบใจให้กำลังใจ ปลุกขวัญพวกเขาด้วย
…
ตะวันคล้อยลงทางตะวันตก ทุ่งทั้งสี่ทิศเขียวขจี
ในสนามฝุ่นตลบ เสียงเอ็ดอึงคึกคัก
ตามการแข่งขันที่ดำเนินไป ผู้ชมไม่ได้มีเพียงชาวบ้านเดิมแล้ว ยังมีชาวนาที่ทำงานในไร่นาพากันมาไม่น้อย แม้แต่ชาวหมู่บ้านหนานผิงซึ่งอยู่ใกล้ที่นี้ที่สุดก็ยังมีมา ซุนเจินสังเกตเห็นว่า บ้านเฝิงก็มาด้วยสองคน คนหนึ่งเป็นชายหนุ่ม อีกคนท่าทางคล้ายบ่าวไพร่ ทั้งสองยืนอยู่บนเนินดินที่ค่อนข้างไกล ดูอย่างสนอกสนใจ
เฉินเปาแนะนำให้เขาเบา ๆ ว่า "ชายหนุ่มผู้นั้นคือบุตรคนเล็กของบ้านเฝิง"
ซุนเจิน "อือ" หนึ่งคำ สีหน้าไม่ได้เปลี่ยนแปลงประการใด
ที่นี้อึกทึกเพียงนี้ บ้านเฝิงอยู่ใกล้แค่เอื้อม จะไม่ถูกดึงดูดมาก็แปลกแล้ว แม้ได้ยินเฉินเปาว่าบุตรคนเล็กบ้านเฝิงผู้นี้เป็นคนเข้าสังคม ผิดกับบิดา แต่ซุนเจินก็ไม่มีใจจะรู้จักเขา จึงทำเป็นไม่เห็น
จบครึ่งชั่วยาม(3) ผลในสนามคือสามต่อหนึ่ง
ฝ่ายเจียงฉินได้สามแต้ม ส่วนฝ่ายหมู่บ้านเป่ยผิงหลี่นั้น มีแต่ซูเจ๋อยิงได้ประตูเดียว แพ้ชนะไม่ต้องกล่าวก็แจ่มแจ้ง ซุนเจินเป็นคนรักษาคำพูด ครั้นแล้วก็กล่าวขึ้น ณ ที่นั้นว่า "ฝ่ายท่านกังชนะ ตามที่ตกลงไว้ก่อนหน้า ผู้ละห้าโต่ว(4)ข้าว เดี๋ยวกลับถึงศาลา ข้าจะนับให้กับมือ!"
ชาวบ้านยังจมอยู่กับการแข่งเมื่อกี้ ส่วนใหญ่หน้าตาเบิกบาน พวกหมู่บ้านเป่ยผิงหลี่หน้าหม่นหมอง พวกที่ไม่ได้ลงสนามถอนใจไม่ขาด ส่วนผู้ชมที่มาทีหลังกลับถูกคำพูดของซุนเจินดึงดูดในทันที พูดจาวิพากษ์กันขรม "ผู้ชนะได้คนละห้าโต่วข้าว?" จึงถามชาวบ้านที่ร่วม "เตรียมรับโจร" ว่า "ข้าวไม่ใช่มีไว้สำหรับการฝึกซ้อมหรือ?"
"ท่านซุนว่าไว้ การเตะลูกหนังก็คือการฝึกซ้อม"
"การเตะลูกหนังคือการฝึกซ้อม? … ไอหยา รู้อย่างนี้ ข้าก็มาเสียแล้ว!" ผู้พูดตบขากระทืบเท้า เสียดายไม่ทันการ "วันก่อนผู้ใหญ่บ้านมาหาข้า ชวนให้ร่วมเตรียมรับโจร ก็เพราะเมียขี้เหร่ของข้าแท้ ๆ ไฉนก็ไม่ยอม! ห้าโต่วข้าว ห้าโต่วข้าว! ชนะสองครั้งก็เป็นหนึ่งสือ(5) แล้ว!" ภาษิตว่า "ราษฎรเล็กน้อยวัดด้วยเชิ่งด้วยโต่ว" สำหรับครอบครัวยากจน ข้าวห้าโต่วก็ไม่ใช่จำนวนน้อยเสียแล้ว
ไม่ใช่น้อยที่คิดคำนวณว่า "จะกลับไปหาผู้ใหญ่บ้านขอเข้าร่วมเตรียมรับโจรดีหรือไม่หนอ?"
ซุนเจินไม่รู้ความคิดของคนเหล่านี้ ทว่าถึงเขารู้ก็ดี ถึงผู้ใหญ่บ้านแต่ละหมู่บ้านจะมาขอกับเขาก็ดี บัดนี้ก็สายเสียแล้ว เขาไม่ยอมอนุญาตเป็นอันขาด หากไม่มีการเปรียบเทียบ ความรู้สึกเหนือกว่าจะมาแต่ไหน? เมื่อมีความรู้สึกเหนือกว่าจึงจะเกิดการยอมรับ เมื่อมีการยอมรับจึงจะเกิดความกระตือรือร้น
ผู้ที่เสียดายไม่ทันการนั้น ไม่ว่าเขาจะคิดคำนวณอย่างไร คำพูดของเขากลับสะกิดใจคนทั้งหลายที่เข้าร่วมเตรียมรับโจร มีผู้ได้สติ เปล่งเสียงถามว่า "นายกองศาลา ท่านว่า 'เดี๋ยวกลับถึงศาลา' การฝึกซ้อมวันนี้เลิกแล้วหรือ?"
"ใช่น่ะสิ"
"พวกข้ายังไม่ได้ลงสนามเลย! … นายกองศาลา เล่นอีกสนามเถิด!"
"วันนี้พวกเรามาสาย เวลาก็ไม่เช้าแล้ว เกรงว่าจะไม่พอเล่นอีกสนาม เอาเป็นว่าแค่นี้ก่อนเถิด!"
ฤดูสารทกลางวันสั้นกลางคืนยาว ต่อให้เล่นได้อีกสนาม กว่าจะเลิก กว่าจะกลับถึงบ้านก็คงค่ำมืดแน่ ชาวบ้านแม้ไม่เต็มใจ แต่เป็นจริงเช่นนั้นก็จนปัญญา จึงพากันโทษพวกที่มาสายว่า "หากไม่ใช่พวกเจ้ามาสาย จะได้เล่นแค่สนามเดียวหรือ?"
ในหมู่ผู้มาสายอาจมีคนเพิ่งแต่งงานใหม่ จึงถูกล้อเลียนว่า "รู้แล้วว่าเจ้าเพิ่งได้ลิ้มรสเนื้อ แต่ออมแรงไว้บ้าง มาเสียแต่เช้า เอาเรี่ยวแรงมาใช้ในสนาม ไม่ดีกว่าหรือ? เจ้าจะไถนาที่บ้านมากเท่าใด แลกข้าวห้าโต่วได้หรือ? หากชนะในสนามสักครั้ง นั่นแหละข้าวห้าโต่วของจริง เอากลับไปบ้านให้เมียเจ้า นางต้องดีใจแน่ บางทีอาจยอมให้เจ้าลองพลิกแพลงท่าใหม่เสียด้วยซ้ำ!"
คนทั้งหลายหัวเราะกันลั่น
ฮองตง ตู้หม่าย เฉินเปานำคนทั้งหลายลงสนาม เก็บประตู เอาลูกหนังคืนมา กองรวมไว้บนรถ มีผู้ถามว่า "นายกองศาลา คราวหน้าฝึกซ้อมเมื่อไร?"
"แม้เป็นช่วงว่างจากการเกษตร แต่ก็ไม่ใช่ไม่มีกิจให้ทำ ไม่ควรให้การฝึกซ้อมขัดต่อกิจของครอบครัวพวกเจ้า เมื่อวานกับวันนี้สองวันติดกันแล้ว ข้าคิดจะวางการฝึกซ้อมคราวหน้าไว้อีกสามวันถัดไป"
คำว่า "อีกสามวัน" ทำให้พวกที่กำหมัดเตรียมจะชิงข้าวผิดหวังยิ่งนัก ดุจถูกราดน้ำเย็นทั้งถังตรงกบาล มีผู้อดไม่ได้ ร้องว่า "ที่บ้านจะมีกิจอันใดเล่า? พวกเราคนจน ไม่มียุ้งฉางต้องซ่อม ก็ไม่มีคูคลองต้องขุด นายกองศาลา รออีกสามวันนานเกินไปหน่อยแล้ว!"
"ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าว่าอย่างไร?"
"พรุ่งนี้ พรุ่งนี้เถิด!"
ไม่ใช่น้อยที่ออกเสียงสนับสนุน ร้องว่า "ใช่แล้ว พรุ่งนี้!"
การนี้กลับเป็นสิ่งที่ซุนเจินคาดไม่ถึง เขารู้ว่าการเตะลูกหนังย่อมเร้าความสนใจของชาวบ้านได้ ทั้งรู้ว่าข้าวห้าโต่วย่อมยกความกระตือรือร้นของพวกเขาได้ แต่ก็ยังประเไม่นผลที่ปรากฏต่ำเกินไป เดิมเขาคิดจะค่อยเป็นค่อยไป แต่เมื่อมีผู้เสนอเช่นนี้ ทั้งดูท่าผู้สนับสนุนก็ไม่น้อย ในใจคิดว่า "นี่แหละที่ใจปรารถนา เพียงแต่ไม่บังอาจเอ่ยปากขอเอง" หน้าตากลับแสร้งลังเล กล่าวว่า "พรุ่งนี้?"
"ใช่แล้ว พรุ่งนี้เถิด นายกองศาลา ฉวยตอนอากาศดี พวกเราเล่นกันหลาย ๆ สนาม รออีก เดี๋ยวก็จะหนาวเสียแล้ว!"
มีคำว่า "จะเอาจากเขา ต้องให้แก่เขาก่อน" การเตะลูกหนังสนามหนึ่ง ข้าวห้าโต่ว แลกมาซึ่งความกระตือรือร้นอันพลุ่งพล่านของชาวบ้าน ซุนเจินฉวยน้ำตามเรือ กล่าวว่า "เช่นนั้นก็ได้ พรุ่งนี้! ยังคงรวมพลยามเฉินเหมือนเดิม เป็นอย่างไร?"
"ได้"
"ไม่มีปัญหา!"
"ดี! ผู้ใดกล้ามาสายอีก ข้าจะเอาเรื่องด้วย!"
วันแรกของการฝึกซ้อม ได้ผลดีเกินกว่าที่ซุนเจินคาดหมาย ในระหว่างทางกลับพร้อมคนทั้งหลาย เขาดูภายนอกเหมือนสงบเยือกเย็น หัวเราะพูดคุยกับเจียงฉิน ซูเจ๋อ สือจวีเซียนกับพวกอย่างเป็นปกติ แต่ภายในใจนั้นดีอกดีใจยิ่งนัก
## เชิงอรรถ (1) ราชวงศ์ฮั่นก่อน — หมายถึงราชวงศ์ฮั่นตะวันตก (前汉) "พระเจ้าเซี่ยวอู่ฮ่องเต้" คือพระเจ้าฮั่นอู่ตี้ ศักราชหยวนเฟิงปีที่สามตรงกับราว 108 ปีก่อนคริสตกาล (2) เค่อ (刻) หรือเรียกเต็มว่า เค่อจง (刻钟) — หน่วยเวลาโบราณ หนึ่งวันแบ่งเป็นร้อยเค่อ หนึ่งเค่อราว 14-15 นาที "สองเค่อ" จึงราวครึ่งชั่วโมง (3) ครึ่งชั่วยาม (半个时辰) — ชั่วยามหนึ่ง (时辰) เท่ากับสองชั่วโมงปัจจุบัน ครึ่งชั่วยามจึงราวหนึ่งชั่วโมง (4) โต่ว (斗) — หน่วยตวงข้าวยุคฮั่น สิบโต่วเป็นหนึ่งสือ (石) (5) สือ (石) — หน่วยตวงข้าวใหญ่ เท่ากับสิบโต่ว