สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 251 ยามคืนกลับ มีโฉมงามมารับ ณ หน้าเมือง

18 นาที· 4K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 251 — ยามคืนกลับ มีโฉมงามมารับ ณ หน้าเมือง

ในใบบอกชัยที่ฮองฮูสงกับจูฮีส่งไปยังนครหลวงนั้น กล่าวรวมความไว้สามประการ

ประการหนึ่งคือรายงานชัยชนะ ประการหนึ่งคือขอพระบัญชาว่าจะให้ยกทัพไปทางใดต่อไป อีกประการหนึ่งคือขอความดีความชอบให้แก่นายทัพนายกองและขุนนางผู้มีคุณ ในสามประการนี้ มีอยู่ประการหนึ่งที่เกี่ยวพันกับซุนเจิน คือประการหลังสุดนั้นเอง

ในการปราบกบฏโพกผ้าเหลืองแห่งเองฉวน ซุนเจินได้สร้างความชอบไว้ใหญ่หลวง ฮองฮูสงจึงเสนอชื่อเขาขึ้นเป็นจั่วจวินซือหม่า (ซือหม่าผู้ช่วยทัพ)(1)

จั่วจวินซือหม่าก็คือตำแหน่งที่ซุนเกี๊ยนดำรงอยู่ในบัดนี้ เป็นตำแหน่งฝ่ายทหาร ศักดิ์เทียบหกร้อยสือ ก่อนซุนเกี๊ยนจะรับตำแหน่งนี้นั้นเป็นเซี่ยนเฉิง (รองนายอำเภอ) อันเป็นผู้ช่วยของอำเภอหนึ่ง ส่วนซุนเจินเวลานี้เป็นเพียงจวินปิงเฉาเหยวียน (เสมียนกรมทหารแห่งแคว้น)(2) ศักดิ์ร้อยสือเท่านั้น จากจวินปิงเฉาเหยวียนขึ้นเป็นจั่วจวินซือหม่านับว่าเลื่อนข้ามขั้นทีเดียว หากเป็นแต่ก่อนเห็นจะมิใช่ง่ายที่จะได้รับอนุมัติจากราชสำนัก แต่บัดนี้ความเป็นไปมิเหมือนวันก่อน ซุนเจินได้พบจังหวะอันดี คือราชสำนักเพิ่งยกเลิกข้อห้ามคดีตั่งกู้ (คดีพรรคพวก)(3) ลงหมาด ๆ ตัวเขาเองแม้ถูกถอนพันธนาการตั่งกู้มาแต่หลายปีก่อนแล้ว แต่อย่างไรเสียก็เคยต้องคดีตั่งกู้มาก่อน อีกทั้งยังเป็นบุตรหลานตระกูลซุน ราชสำนักเพื่อจะปลอบขวัญเหล่าบัณฑิตพรรคพวกทั่วแผ่นดิน เพื่อจะให้คนเหล่านั้นเชื่อว่าราชสำนักรักษาคำมั่น ได้แก้ไขความผิดเดิมจริง ๆ แล้ว ก็ย่อมจะไม่เสียดายที่จะ "ใช้เงินพันตำลึงซื้อกระดูกม้า"(4) คงจะไม่ปฏิเสธคำเสนอชื่อของฮองฮูสงเป็นแน่

หากได้รับแต่งตั้งจากราชสำนักให้เป็นจั่วจวินซือหม่า ก็นับเป็นคุณแก่ความเจริญก้าวหน้าของซุนเจินในวันข้างหน้า

ประการแรก จั่วจวินซือหม่ามีศักดิ์สูงกว่าจวินปิงเฉาเหยวียน เทียบหกร้อยสือ นับเป็นขุนนางชั้นกลางแล้ว ประการต่อมา จวินปิงเฉาเหยวียนเป็นเพียงตำแหน่งในแคว้น ออกนอกแคว้นมิได้ ส่วนจั่วจวินซือหม่าเป็นตำแหน่งฝ่ายทหาร ขอเพียงราชสำนักมีบัญชา ก็ไปได้ทั่วทั้งแผ่นดินใหญ่ กล่าวคือ ในการปราบปรามความวุ่นวายต่อไปนี้ ซุนเจินก็จะไม่ถูกจำกัดอยู่แต่ในเขตแคว้นเดียวอีก อาจติดตามฮองฮูสงหรือจูฮีออกนอกแคว้นเองฉวน ไปทำศึกสร้างความชอบต่อไปได้

ต่อคำเสนอชื่อของฮองฮูสงครั้งนี้ ซุนเจินรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณยิ่งนัก

อันที่จริงก็เป็นเรื่องวาสนาที่ผูกพันระหว่างคนกับคน แม้ซุนเจินได้พบจูฮีก่อน จูฮีก็ให้ความสำคัญและสุภาพอ่อนน้อมต่อเขา ทว่าหากจะว่าด้วยความสนิทสนมแล้ว จูฮีกลับสู้ฮองฮูสงมิได้ เรื่องนี้เห็นจะเกี่ยวกับชาติกำเนิดของทั้งสองคน จูฮีนั้นมาแต่ตระกูลยากไร้ ส่วนฮองฮูสงเป็นตระกูลทหารสืบสกุล อีกทั้งฮองฮูกุย ลุงของฮองฮูสง ก็เลื่อมใสบัณฑิตผู้มีชื่อในหมู่พรรคพวก ฮองฮูสงจึงมีความรู้สึกใกล้ชิดต่อซุนเจินโดยธรรมชาติ ฝ่ายซุนเจินเล่าก็เคารพในความสามารถการคุมทัพของฮองฮูสง ทั้งมีใจอยากลอบเรียนวิชา จึงให้ความเคารพและสนิทชิดเชื้อกับฮองฮูสงยิ่งกว่าจูฮีโดยปริยาย

ครั้นทัพฮั่นเข้าสู่เองฉวนแล้ว ก็ทำศึกติดต่อกันมิได้ขาดถึงครึ่งเดือน สังหารกบฏโพกผ้าเหลืองแห่งเองฉวนไปถึงหนึ่งแสนคน เหล่าทหารต่างเหน็ดเหนื่อย จำต้องพักฟื้น จึงถือโอกาสระหว่างที่ส่งใบบอกชัยไปนครหลวงและคอยพระบัญชาจากราชสำนัก พักทัพอยู่ที่อู่หยางสองวัน แล้วยกทัพทั้งหมดกลับสู่เอี้ยงเต๊ก ในระหว่างทางกลับเอี้ยงเต๊ก บุนไท่โส่วเรียกจงฮิวกับพวกกลับมา ฝ่ายซุนเจินก็เรียกซุนฮิว งักจิ้น บุนเพ่ง ซุนเฉิง กับพวกกลับมาด้วย คนทั้งหลายมาบรรจบกันที่ริมฝั่งแม่น้ำยี (หรู่สุ่ย)

ครั้นข้ามแม่น้ำ ผ่านเมืองเซียงเซีย ถึงวันรุ่งขึ้นยามบ่ายก็มาถึงนอกเมืองเอี้ยงเต๊ก

ฮองฮูสงนั้นเหี้ยมเกรียมมิยอมผ่อนปรนต่อกบฏโพกผ้าเหลือง แต่กลับเอ็นดูทะนุถนอมราษฎรเป็นยิ่งนัก ระเบียบทหารเคร่งครัด มิยอมให้ทหารในสังกัดเข้าเมือง สั่งให้ทัพฮั่นกว่าสี่หมื่นตั้งค่ายพักอยู่ ณ ที่ห่างจากเมืองออกไปสิบลี้ ครั้นเลือกชัยภูมิตั้งค่ายเสร็จ จัดการงานทหารเรียบร้อย สั่งกำชับให้นายทัพนายกองแต่ละหมู่ควบคุมทหารโดยเคร่งครัด มิให้เข้าไปก่อความวุ่นวายในเมืองแล้ว จึงเข้าเมืองพร้อมกับจูฮี เว่ยเกียวซิ้ว โจโฉ ซุนเกี๊ยน ซุนเจิน เป็นต้น ตามคำเชิญของบุนไท่โส่ว

วันนี้เป็นวันฟ้าโปร่ง ปอไซก่อการกบฏในเดือนสอง บัดนี้สิ้นศึกแล้วก็ย่างเข้ากลางเดือนสาม แสงวสันต์งอมงาม ภายใต้แสงแดดอุ่นยามบ่าย ต้นไม้น้อยใหญ่กลางทุ่งเขียวขจี ฝูงนกบินไปมาเป็นหมู่ ส่งเสียงร้องไพเราะเสนาะหู ไอชื้นแห่งดิน ความสดชื่นของต้นข้าวสาลีอ่อน และกลิ่นหอมของดอกไม้ป่า อบอวลอยู่ในอากาศ ลมพัดมาแต่ท้องทุ่ง อ่อนละมุน โชยมาเป็นระลอก ๆ ต้องใบหน้าผู้คนให้รู้สึกจักจี้ชอบกล

แสงวสันต์ชวนรื่นรมย์ ยิ่งเห็นชาวเมืองที่พากันออกมาต้อนรับการกลับมาอย่างมีชัยของพวกเขาแสดงอาการกระโดดโลดเต้นยินดี ก็ยิ่งทำให้ผู้คนชื่นอกชื่นใจอิ่มเอม

ราษฎรในเมืองไม่รู้ออกมามากมายเพียงใด หามีผู้ใดจัดแจงไม่ ล้วนออกมาด้วยใจสมัครทั้งสิ้น แถวต้อนรับนี้เริ่มแต่สองข้างประตูเมือง เรียงรายออกไปไกลหลายลี้ เบียดเสียดยัดเยียดกันแน่นขนัดอยู่ริมทาง นี่มิใช่ครั้งแรกที่ซุนเจินได้รับการต้อนรับจากราษฎร อย่าว่าแต่ที่อื่นเลย ว่าแต่ที่เอี้ยงเต๊กนี้ คราวก่อนที่เขาถูกจูฮีเรียกตัวกลับจากเซียงเซีย ก็เคยมีราษฎรออกมาต้อนรับ แต่เทียบกับครั้งนี้แล้วก็ดุจมดเทียบกับช้าง

เหล่าทหารทัพฮั่นต่อสู้อย่างอาบเลือด สังหารกบฏโพกผ้าเหลืองของปอไซ คืนความสงบร่มเย็นแก่เองฉวน ราษฎรไฉนจะไม่ยินดีออกมาต้อนรับเล่า

ผู้ที่ออกมาต้อนรับนั้นมีทั้งชายทั้งหญิง ทั้งคนแก่ ทั้งเด็กเล็ก จูงคนแก่อุ้มเด็ก ออกมาต้อนรับกองทัพหลวงด้วยความปีติ

ซุนเจินยศต่ำ ไม่มีศักดิ์พอจะเดินอยู่แถวหน้า ลำดับตำแหน่งค่อนไปทางหลัง ซีจื้อไฉขี่ม้าเคียงข้างเขา ฝ่ายซินอ้าย จั่วปั๋อโหว หยวนจงชิง กับพวกคุ้มกันอยู่ข้างหลัง

จั่วปั๋อโหวกับหยวนจงชิงเป็นคนในหมู่บ้านของหยวนพ่าน ทั้งยังเป็นศรัทธาชนแห่งลัทธิไท่ผิง เป็นคนรู้จักเก่าแก่ของซุนเจินด้วย ติดตามหยวนพ่านเข้ามาในกองทัพพร้อมกัน ซุนเจินเพื่อจะแสดงความไว้วางใจต่อทั้งสอง จึงตั้งจั่วปั๋อโหวกับหยวนจงชิงผู้เลื่องชื่อในความกล้าหาญให้เป็นรองของเฉิงเยี่ยน ช่วยเฉิงเยี่ยนคุมทหารองครักษ์ บัดนี้เฉิงเยี่ยนตายในที่รบเสียแล้ว ทั้งสองคนจึงเป็นดุจหัวหน้าหมู่องครักษ์ของซุนเจินไป

ทหารที่ติดตามฮองฮูสง จูฮี กับพวกเข้าเมืองนั้นมีไม่มาก ล้วนเป็นพลม้า ราวสองสามร้อยคน

ซุนเจินติดตามขบวนเคลื่อนไป เดินไปได้ระยะหนึ่ง แลเห็นหอประตูเมืองเอี้ยงเต๊กแต่ไกลก็รู้สึกสะเทือนใจยิ่งนัก จากเอี้ยงเต๊กไปหลายวัน ผ่านศึกเลือดมา บัดนี้ได้ชัยกลับคืน

กุยโต๋กับขุนนางที่อยู่รักษาเมืองในช่วงวันเหล่านี้ เห็นจะได้จัดคนซ่อมแซมหอประตูและกำแพงเมือง หอประตูและกำแพงเมืองบางส่วนที่เสียหายในศึกรักษาเมืองเอี้ยงเต๊กบัดนี้แลดูใหม่เอี่ยม บนหอประตูยังทาสีใหม่ พอแสงแดดต้องก็สว่างไสวเรืองรอง เป็นภาพอันงดงามของความสงบสุขหลังศึก

กุยโต๋ นายอำเภอเอี้ยงเต๊ก กับพวก ออกมารับถึงนอกเขตอำเภอ คราวนี้เป็นผู้นำหน้า นำพาคนทั้งหลายเคลื่อนไปอย่างช้า ๆ ท่ามกลางราษฎรที่ห้อมล้อมอยู่ริมทาง กลางทางมีผู้เฒ่านำสุรามาถวาย ขบวนจึงหยุดลง

ซุนเจินอยู่ข้างหลังได้ยินเสียงผู้เฒ่ากล่าวคำ คงเป็นการอวยพรบุนไท่โส่ว ฮองฮูสง จูฮี ที่มีชัยกลับมา ถัดนั้นก็ได้ยินเสียงบุนไท่โส่ว ผู้เฒ่านั้นบางทีฟันคงหลุดหมดปาก พูดจาลมรั่ว ออกเสียงไม่ชัด เสียงบุนไท่โส่วก็แหบต่ำ จึงฟังเนื้อความที่สนทนากันมิถนัด ได้ยินแต่เสียงไม่กี่พยางค์ที่ลมพัดมา ครั้นบุนไท่โส่วกล่าวคำเสร็จ ขบวนก็เคลื่อนต่อไป

ราษฎรมากมายเหลือเกิน สองข้างทางมีแต่ผู้คนเบียดเสียดกันแน่นจนลมแทบลอดไม่ผ่าน แม้สองข้างทางจะมีทหารแคว้นที่เกณฑ์มากระทันหันคอยกั้นเป็นแนว ก็มิอาจต้านราษฎรที่ออกมาด้วยใจร้อนรนได้ ทหารแคว้นเหล่านั้นกลับถูกเบียดถอยร่นไปไม่ขาด

ทางไม่กี่ลี้กลับเดินกินเวลาตั้งเกือบครึ่งยาม เดินต่อไปอีกพักใหญ่ ซุนเจินจึงแลเห็นแสงระยิบระยับของน้ำในคูเมืองผ่านช่องว่างระหว่างพลม้าข้างหน้า

ยิ่งใกล้เมือง ราษฎรก็ยิ่งร้อนรน ต่างส่งเสียงโห่ร้องยินดี เด็กเล็กถูกผู้ใหญ่อุ้มไว้ในอ้อมอก หรือนั่งคร่อมบนบ่าผู้ใหญ่ จ้องมองเกราะ ม้า และอาวุธของพวกเขาด้วยความฉงน หญิงสาวและสตรีต่างถือของกินโยนใส่ตัวพวกเขา พลม้าบางคนด้วยความภาคภูมิใจก็เชิดอกตรง ยิ่งราษฎรโห่ร้องก็ยิ่งจ้องตรงไม่ชายตา พลม้าบางคนก็ยิ้มร่า ดวงตากวาดมองสาว ๆ และแม่เรือนสาวริมทางไปมา หากมีผู้ใดโยนของกินมาให้ก็รับไว้ ถือไว้ในมือ ใครให้มาไม่ปฏิเสธ หากพบสตรีหรือหญิงสาวหน้าตางดงามก็อดเหลือบมองหลายครั้งมิได้

ซุนเจิน ซินอ้าย กับพวกที่ไปด้วยกันนั้น นอกจากฮองฮูสง จูฮี กับพวกแล้ว ก็เป็นผู้ที่ราษฎรเพ่งมองมากที่สุด

ด้วยพวกเขาเป็นคนในแคว้นนี้ ซุนเจินเป็นขุนนางอยู่ที่เอี้ยงเต๊กมานาน อีกทั้งแต่ก่อนเคยนำทหารแคว้นรักษาเมืองเอี้ยงเต๊ก ราษฎรในเมืองไม่มีผู้ใดไม่รู้จักเขา ส่วนซินอ้ายนั้นเป็นชาวอำเภอนี้แต่กำเนิด เป็นชายรูปงามผู้เลื่องชื่อ เมื่อครั้งก่อนที่เขาควบม้าตามซุนเจินออกไปตีโจรนอกเมือง เพราะควบม้าทะยานไปตามถนน ก็เคยทำให้สตรีในเมืองพากันแตกตื่นวิ่งตาม นับประสาอะไรกับยามมีชัยกลับมาคราวนี้ ที่ใดพวกเขาผ่านไป ก็มีสตรีส่งเสียงกรีดร้องมิได้ขาด ซุนเจินรู้สึกว่าเหล่าสตรีเหล่านี้ไฉนจึงคล้ายกับพวกคลั่งไคล้ผู้มีชื่อในชั้นหลังอยู่บ้าง ส่วนซินอ้ายนั้นเห็นจนชินตามิได้ถือเป็นเรื่องแปลก นั่งบนหลังม้าทำเฉยเสีย ปล่อยให้สตรีริมทางกรีดร้องตามใจ บางทีก็ชายตาดูครั้งหนึ่ง บางทีก็ก้มหน้าลูบเสื้อ มิได้ใส่ใจ

ใกล้จะถึงคูเมือง ซุนเจินเหลือบเห็นในหมู่ราษฎรริมทางด้านขวามือ มีหญิงกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ ราวสิบเจ็ดสิบแปดคน ในนั้นมีหญิงผู้หนึ่งโดดเด่นที่สุด เพราะนางสูงที่สุด สูงกว่าหญิงทั้งหลายตั้งศีรษะหนึ่ง ดุจนกกระเรียนยืนเด่นอยู่ในฝูงไก่

นางแต่งกายมาอย่างพิถีพิถัน หน้าตาแต่งแต้มงดงาม สวมเสื้อสีคราม นุ่งกระโปรงสีเขียว ผมยาวรวบไว้ที่ต้นคอด้านหลังเกล้าเป็นมวยห้อยหลวม ๆ กำลังใช้มือซ้ายเสยผมข้างหู แขนเสื้อรูดลง เผยให้เห็นกำไลข้อมือบนข้อมือขาวผ่อง เหล่านายทัพและพลม้าที่ผ่านไปต่างจ้องมองนางอยู่บ่อยครั้ง บางคนขี่ม้าเลยไปแล้วก็ยังอดเหลียวหลังมองมิได้ แต่นางหาได้ใส่ใจสายตาเหล่านี้ไม่ เพียงแต่กวาดสายตาไปมาในขบวนด้วยความร้อนรน ดุจกำลังตามหาผู้ใดผู้หนึ่ง พอพลม้าผ่านไปมากขึ้นทุกที สายตาของนางก็ค่อยหันไปมองข้างหลัง ห่างจากนางออกไปยี่สิบกว่าก้าว คั่นด้วยพลม้าสี่ห้าคน นางก็แลเห็นซุนเจิน สายตาจับนิ่งอยู่ที่ใบหน้าของซุนเจิน

ใบหน้าอันงามหวานของนางทีแรกไร้สีหน้า ครั้นแล้วก็แย้มริมฝีปากแดงดังผลหยางถาว เผยรอยยิ้มดุจคนที่จากกันนานแล้วได้พบกันอีก ในที่สุดเมื่อได้เห็นอีกฝ่ายอีกครั้งและพบว่าอีกฝ่ายปลอดภัยดี จึงคลายความกังวลลงได้

ทันใดนั้น สายตาของนางก็ละจากใบหน้าซุนเจินไปอย่างร้อนรน หันไปมองตัวเขา ครั้นเห็นผ้าพันแผลที่พันรอบแขนของซุนเจิน นางก็ยกมือปิดปาก เลื่อนสายตาลงต่ำอีกก็เห็นผ้าพันแผลสีขาวที่โผล่อยู่ในเสื้อเกราะบริเวณบั้นเอวของซุนเจิน ดุจตกใจ ตัวเอนไปข้างหลังวูบหนึ่ง แต่ก็ยืนตรงได้ในไม่ช้า แล้วทอดสายตาอันร้อนรนกลับไปที่ใบหน้าของซุนเจินอีกครั้ง เมื่อครู่นางเป็นรอยยิ้มแห่งความยินดี คราวนี้นางเป็นสายตาแห่งความห่วงใย ซุนเจินเคลื่อนไปตามขบวน มาถึงเบื้องหน้านาง สายตาของนางก็กลับกลายเป็นความปรารถนา ความปรารถนานี้ดุจสายน้ำ ดุจเปลวไฟ ราวกับอยากจะเอ่ยคำกับซุนเจิน อีกทั้งดูเหมือนซ่อนเร้นสิ่งอื่นไว้ ซุนเจินหันหน้าไปมองนาง ควบม้าผ่านไปในขณะที่สบตากับนาง

หญิงผู้นี้คือนางฉือผีนั่นเอง

เมื่อเดือนก่อนตอนที่ซุนเจินฝึกทหารอยู่นอกเมือง นางก็อุตส่าห์ไปคอยดู คราวนี้ซุนเจินมีชัยกลับมา นางก็แต่งกายงดงามออกมาต้อนรับอีก

ซุนเจินดูออกว่านางออกมาต้อนรับตนโดยเฉพาะ ใจก็หวั่นไหวอยู่เบา ๆ แต่ก็บอกไม่ถูกว่าตนกับนางมีความสัมพันธ์กันอย่างไร

คนทั้งสองมิได้สนทนากันมากนัก ทั้งมิเคยอยู่ด้วยกันตามลำพัง ส่วนใหญ่เป็นการพบกันกลางทาง ทว่าไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด ความสัมพันธ์ของทั้งสองกลับกลายเป็นกำกวมคลุมเครือ เขายังจำได้ว่าในงานเลี้ยงประตูหงเหมิน(5) ที่บ้านเตียวจื๋อนั้น ฉือผีเคย "ช่วย" เขาไว้ครั้งหนึ่ง การได้กลับมาจากสมรภูมิอันเต็มไปด้วยการเข่นฆ่า แล้วได้พบโฉมงามเช่นนี้ ย่อมเป็นเรื่องน่ายินดี แต่จนใจด้วยเฉิงเยี่ยนตายในที่รบ ซุนเจินจิตใจหม่นหมองยิ่งนัก จึงมิได้แสดงท่าทีต่อนางมากนัก ฉือผีมองดูเงาร่างที่จากไปของเขา บนใบหน้าเผยความผิดหวัง ส่งสายตาดูเขาเคลื่อนตามขบวนข้ามคูเมือง เข้าสู่ในเมืองไป

## เชิงอรรถ

(1) จั่วจวินซือหม่า — ตำแหน่งซือหม่าผู้ช่วยทัพ เป็นตำแหน่งฝ่ายทหาร ศักดิ์เทียบหกร้อยสือ

(2) จวินปิงเฉาเหยวียน — เสมียนกรมทหารแห่งแคว้น ขุนนางชั้นล่างประจำแคว้น ศักดิ์ร้อยสือ ออกนอกแคว้นมิได้

(3) ตั่งกู้ (คดีพรรคพวก) — การเนรเทศและห้ามรับราชการของบัณฑิตที่ต่อต้านขันที ผ่อนปรนลงในปีกวงเหอที่สาม

(4) "ใช้เงินพันตำลึงซื้อกระดูกม้า" — สำนวนจีน หมายถึงการยอมจ่ายราคาแพงเพื่อแสดงความจริงใจในการเสาะหาผู้มีความสามารถ ดุจกษัตริย์โบราณยอมจ่ายเงินพันตำลึงซื้อกระดูกม้าพันลี้ที่ตายแล้ว เพื่อแสดงว่าตนใฝ่หาม้าดี จนภายหลังมีผู้นำม้าพันลี้ตัวจริงมาถวายมากมาย

(5) งานเลี้ยงประตูหงเหมิน — สำนวนหมายถึงงานเลี้ยงที่ซ่อนเงื่อนปองร้าย มาจากเหตุการณ์ที่เซี่ยงอวี๋เชิญหลิวปังมาเลี้ยงสุราที่หงเหมินโดยวางแผนจะสังหาร แต่หลิวปังหนีรอดไปได้

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป