สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 250 ทแกล้วทหารล้มตายในศึก ผู้ใดเล่าจะได้บรรดาศักดิ์ (ตอนปลาย)

66 นาที· 15.2K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 250 — ทแกล้วทหารล้มตายในศึก ผู้ใดเล่าจะได้บรรดาศักดิ์ (ตอนปลาย)

ครั้นเห็นในค่ายของจูฮียามราตรีเกิดโกลาหล ปอไซก็คลายความแคลงใจที่ยังหลงเหลืออยู่เพียงเศษเสี้ยวลงสิ้น ดีอกดีใจเกินคาด กล่าวแก่เหล่าฉวี๋ซ่วย(1)ว่า "ฟ้าช่วยข้าแท้ ๆ! ไอ้พวกโจรฮั่นทหารแตกตื่นในค่ายกลางดึก(2)เสียแล้ว! นี่ต้องเป็นเพราะรบติดต่อกันมาหลายวัน ไพร่พลเหน็ดเหนื่อยเป็นแน่ คืนนี้แหละคือคืนที่กองของเราจะตีฝ่าวงล้อมออกไป!"

ทหารแตกตื่นในค่ายกับค่ายโกลาหลกลางดึกนั้นความหมายเดียวกัน เป็นสิ่งที่แม่ทัพผู้คุมพลกลัวที่สุด ครั้งที่โจวย่าฟู(3)รบกับอู๋อ๋อง(4)ผู้เป็นกบฏ ในค่ายก็เคยเกิดเหตุทหารแตกตื่นกลางดึก "ต่างคนต่างเข้าตีกันเอง ก่อความวุ่นวายลามไปถึงหน้ากระโจมแม่ทัพ" ขุนพลผู้ลือนามดั่งโจวย่าฟูยังมิวายต้องเจอ นับประสาอะไรกับคนอื่น ครั้งที่ราชวงศ์เราตีพวกซีเชียง(5) ก็เคยเกิดเหตุทหารแตกตื่นกลางดึกขึ้นครั้งหนึ่ง เหตุทหารแตกตื่นนี้มักเกิดในกองทัพที่รบมานานจนกำลังอ่อนล้าที่สุด เมื่อรบมานาน ไพร่พลเหน็ดเหนื่อย จิตใจตึงเครียด เสียงไหวเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ค่ายแตกตื่นได้ ปอไซแม้ไม่รู้พิชัยสงคราม แต่เคยได้ยินผู้อื่นเล่าถึงเหตุทหารแตกตื่นกลางดึกเมื่อครั้งราชวงศ์เราตีซีเชียง จึงรู้ว่านี่เป็นข้อห้ามใหญ่หลวงของนักการศึก

เขาไม่ลังเลอีกต่อไป ออกคำสั่งว่า "เรียกระดมทั้งกองทัพ ตีฝ่าออกจากประตูเมืองด้านใต้!"

รักษาเมืองมาหลายวัน พลรักษาเมืองล้มตายไปเกือบสองพันคน บาดเจ็บอีกพันกว่าคน มีฉวี๋ซ่วยผู้หนึ่งถามว่า "แล้วพวกที่บาดเจ็บจะทำอย่างไร"

"บาดเจ็บเบาก็ให้ตามไป ส่วนที่บาดเจ็บหนัก… ทิ้งไว้เถิด"

"ขอรับ"

เหล่าฉวี๋ซ่วยและนายกองน้อย(6)ที่รับคำสั่งต่างวิ่งลงจากเชิงเทิน รีบไปจัดกำลังพลในสังกัดของตนอย่างว่องไว ครึ่งชั่วยามให้หลัง ไพร่พลที่ยังเดินไหว รวมทั้งพลรักษาเมืองบนกำแพง ก็มาชุมนุมพร้อมกันเสร็จสิ้น ณ ภายในประตูเมืองด้านใต้

ปอไซลงมาจากกำแพงเมือง พลองครักษ์ของเขานำเกราะมาให้ จูงม้ามาให้ เขาสวมเกราะขึ้นหลังม้า ควบขึ้นไปบนทางลาดที่ทอดจากเชิงเมืองสู่กำแพงเมือง ยืนอยู่กลางทาง ทอดสายตามองไปยังไพร่พลหมื่นเศษที่เรียงแถวอยู่หลังประตูเมือง ยืนเต็มถนน คนหมื่นเศษ มืดทะมึนดำพรืดไปทั้งแถบ เขาเปล่งเสียงดังกล่าวว่า "ไอ้พวกโจรฮั่นทหารแตกตื่นในค่ายแล้ว! คืนนี้แหละคือคราวที่กองของเราจะตีฝ่าวงล้อมออกไป เสินซ่างสื่อ(7)แห่งน่ำเอี๋ยง กับเหอหงีแห่งยีหลำ บุกตียึดเมืองรุดหน้าไม่มีผู้ใดต้านทาน เกือบจะตีสองเขตนั้นได้หมดสิ้นแล้ว ครั้นตีฝ่าวงล้อมออกไปได้ พวกเราก็จะลงใต้ไปสมทบกับเสินซ่างสื่อแห่งน่ำเอี๋ยง! รอช่วยเสินซ่างสื่อตียึดน่ำเอี๋ยงได้ทั้งเขตแล้ว จึงค่อยยกทัพกลับมาเองฉวน(8) สู้กับพวกโจรฮั่นให้แตกหักกันไปข้างหนึ่ง!"

หนทางรอดอยู่ตรงหน้าแล้ว เหล่าพลโพกผ้าเหลืองฮึกเหิมขึ้น พร้อมกันขานรับว่า "ขอรับ!"

ปอไซดูเหมือนมีถ้อยคำพันคำหมื่นคำ ทว่ามาจุกอยู่ในลำคอ กลับไม่อาจเอ่ยออกมาได้สักคำเดียว

ในชั่วเดือนสองเดือนสั้น ๆ นับแต่ก่อการมานี้ เขาผ่านอะไรมามากมายเหลือคณานับ ในที่สุดเขาก็มิได้กล่าวสิ่งใดอีก เพียงกวาดสายตาผ่านใบหน้าของเหล่าไพร่พลเหล่านี้ แล้วสั่งพลองครักษ์ที่อยู่ข้างกายว่า "เอาผ้าเหลืองมา!"

ยามเย็นตอนตรวจค่าย เขาพบว่าไพร่พลจำนวนมากผ้าเหลืองที่โพกหน้าผากหายไปแล้ว ตรวจค่ายเสร็จ เขาก็สั่งพลองครักษ์ให้ค้นทั่วเมือง ริบเอาผ้าเหลืองตามบ้านราษฎรในเมืองมาจนหมด เอามาทำเป็นผ้าโพกเหลือง พลองครักษ์รับคำสั่ง หามผ้าโพกเหลืองมาหลายเข่งใหญ่ วางลงบนถนน ให้นายกองน้อยแต่ละกองแจกจ่ายแก่ไพร่พลในกองที่ไม่มีผ้าโพกเหลือง

ไพร่พลโพกผ้าเหลืองหมื่นเศษเงียบกริบดั่งกาเงียบนก ผู้ที่มีผ้าโพกเหลืองก็จัดเสื้อเกราะ อาวุธ เตรียมตัวตีฝ่าวงล้อม ผู้ที่ไม่มีผ้าโพกเหลืองก็เงียบ ๆ หยิบผ้าเหลืองมาคาดที่หน้าผาก ครึ่งชั่วยามให้หลัง ไพร่พลทั้งกองทัพล้วนคาดผ้าเหลืองเสร็จสิ้น แสงจันทร์ยามราตรีสาดความกระจ่างใส ตกต้องลงบนตัวพวกเขา แม้เสื้อเกราะและอาวุธจะไม่เหมือนกัน ทว่าผ้าเหลืองบนหน้าผากที่เป็นสีเดียวกันล้วนกลับทำให้กองกำลังนี้มีสง่าราศีอันเคร่งขรึม

ปอไซพยักหน้าด้วยความพอใจ ชักกระบี่ออก ชี้ไปทางใต้เมืองแต่ไกล ร้องตะโกนเสียงดังว่า "ฆ่าโจรฮั่น! ตั้งฟ้าเหลือง! สร้างไท่ผิง(9)!"

ไพร่พลหมื่นเศษชูอาวุธสารพัดชนิด ร้องขานพร้อมกันว่า "ฆ่าโจรฮั่น! ตั้งฟ้าเหลือง! สร้างไท่ผิง!"

ปอไซตะโกนซ้ำอีกว่า "สร้างไท่ผิง! สร้างไท่ผิง!"

ไพร่พลหมื่นเศษถูกเขาปลุกใจให้ฮึกเหิม ทุกคนหน้าตาคลั่งใคล้ ชูอาวุธกระทืบเท้า ร้องตะโกนกึกก้องว่า "สร้างไท่ผิง! สร้างไท่ผิง!"

เสียงตะโกนคลั่งใคล้ของคนหมื่นเศษนี้ดั่งฟ้าคำราม กระเบื้องหลังคาบ้านเรือนในตรอกซอกใกล้ ๆ สั่นสะเทือนไปตาม ครั้นเสียงตะโกนเงียบลง ตามตรอกซอกทั้งใกล้ไกลก็มีเสียงร้องไห้ของทารกและเด็กเล็กที่ตื่นตกใจดังออกมา กองของปอไซก่อการเข่นฆ่าไว้ไม่น้อยในอู่หยาง(10) แรกทีก็ฆ่าล้างตระกูลใหญ่คหบดีมั่งคั่งจนสิ้น ต่อมาหลายวันที่รักษาเมืองก็ปล้นเสบียงจากบ้านราษฎรไม่หยุดหย่อน ราษฎรที่ถูกพลโพกผ้าเหลืองฆ่าตายและทำร้ายมีอยู่ไม่ใช่น้อย ชาวเมืองแต่เดิมก็หวาดผวาอยู่แล้ว ยามดึกสงัดจู่ ๆ ได้ยินไพร่พลหมื่นเศษร้องตะโกนคลั่งใคล้ ต่อให้เป็นยามปกติก็ยังจะตื่นตกใจ นับประสาอะไรกับยามนี้ เสียงทารกและเด็กเล็กร้องไห้กลางดึกดังขึ้นสลับกันไปมา ในยามราตรีได้ยินชัดเจนยิ่งนัก

ปอไซขมวดคิ้วมองเข้าไปในเมือง รู้สึกว่าเสียงร้องไห้นี้ดูจะไม่เป็นมงคลนัก ทว่าลูกธนูขึ้นสายแล้ว มิอาจไม่ปล่อยได้ เขารั้งม้าชูกระบี่ ร้องตะโกนอีกครั้งว่า "ตั้งฟ้าเหลือง! ตั้งฟ้าเหลือง!"

ไพร่พลหมื่นเศษขานรับเสียงดังว่า "ตั้งฟ้าเหลือง! ตั้งฟ้าเหลือง!"

"เปิดประตูเมือง"

หักลบพวกที่ตายในศึกและบาดเจ็บหนักออกแล้ว กองของปอไซยังเหลือเกือบหมื่นสี่พันคน

สองพันคนนำหน้า สามพันคนคุมท้าย สองพันคนเป็นปีกซ้าย สองพันคนเป็นปีกขวา เขาเองคุมพลแกร่งห้าพันอยู่กองกลาง ทยอยออกจากเมืองเป็นแถวเรียงเดี่ยว

ประตูเมืองห่างจากค่ายของจูฮีราวสี่ห้าลี้ ครั้นกองหน้าผ่านไปแล้ว ปอไซก็ออกจากประตูเมืองโดยมีกองกลางห้อมล้อม ขณะข้ามคูเมือง เขาเงยหน้ามองออกไปไกล แลเห็นในค่ายของจูฮีเบื้องหน้ายังคงเปลวไฟพวยพุ่งสู่ฟ้า เสียงอึกทึกโกลาหล หันไปมองซ้ายขวา ก็มืดดำเงียบสงัด ทัพฮั่นที่อยู่นอกกำแพงเมืองด้านตะวันออกและตะวันตกดูเหมือนยังตั้งตัวไม่ทัน ยังมิได้ส่งกำลังมาระงับเหตุค่ายโกลาหล เขารีบสั่งกองหน้าว่า "เร็ว เร็ว! เร็วกว่านี้อีก!"

ในเมื่อทัพฮั่นยังตั้งตัวไม่ทัน นี่คือโอกาสงามที่ฟ้าประทานมา ย่อมต้องฉวยโอกาสนี้รีบฆ่าฝ่าค่ายจูฮีไปเสีย ในค่ายจูฮีเดิมก็ทหารแตกตื่นกลางดึกอยู่แล้ว หากถูกพวกเขาเข้าฆ่าซ้ำอีก ไพร่พลหมื่นเศษใต้บังคับจูฮีก็จะระส่ำระสายจนสุดที่จะระงับ ผ่านคนหมื่นเศษนี้ไปแล้วยังจะก่อความวุ่นวายให้ทัพฮั่นที่เหลือได้อีก เช่นนี้ การตีฝ่าวงล้อมก็มีความมั่นใจเต็มร้อย

ภายใต้คำสั่งเร่งรัดของเขา กำลังพลม้ากองหน้าสองพันเร่งฝีเท้าเดินทัพ กองกลางก็เร่งตาม ปีกซ้ายขวาและกองหลังก็ติดตามมาติด ๆ คนหมื่นเศษไม่มีใครเอ่ยปาก ได้ยินแต่เสียงฝีเท้ากระชั้นแกรบ ๆ

เพราะเร่งฝีเท้าเดินทัพ ขบวนของกองทัพโพกผ้าเหลืองไม่นานก็ไม่เป็นระเบียบเหมือนตอนแรกออกจากเมืองอีก พลเดินเท้าบางคนเร็ว บางคนช้า ไม่เพียงรูปกระบวนกลายเป็นเหลื่อมล้ำไม่เสมอกัน ยังค่อย ๆ ยืดทั้งขบวนให้ยาวออกไป ตอนแรกออกจากเมือง กองหน้าหลังซ้ายขวายังเชื่อมต่อประสานกันได้ เดินไปไม่ถึงสองลี้ก็กลายเป็น "กระบวนงูยาว"(11) เรียวเล็กไปเสีย

ปอไซไม่เคยอ่านตำราพิชัยสงคราม ไม่มีประสบการณ์การคุมพล ไม่ทันสังเกตเห็นภัยอันตรายของรูปกระบวนเช่นนี้ ยังคงเร่งให้กองหน้าเร็วขึ้นอีกซ้ำ ๆ ติด ๆ

ทางสี่ห้าลี้ในไม่ช้าก็ถึง ปอไซขี่อยู่บนหลังม้า ยันตัวขึ้นมองดูกองหน้าสองพันที่จากการเดินเร็วกลายเป็นวิ่งกรูเข้าตี ตะโกนโห่บุกเข้าค่ายจูฮี เขาทรุดกลับลงนั่งบนอาน หันมองไปสองข้าง นอกกำแพงเมืองด้านตะวันออกและตะวันตกยังคงเงียบสงัดไร้เสียง เขาถอนใจโล่งอก รำพึงในใจว่า "กองหน้าบุกเข้าค่ายจูฮีแล้ว ในค่ายจูฮีกำลังโกลาหล ย่อมไม่มีกำลังตอบโต้แน่นอน คราวนี้การตีฝ่าวงล้อมสำเร็จแล้ว" ลมหายใจที่เขาเพิ่งจะผ่อนลงนี้ พลองครักษ์ข้างกายเขาก็ฉุดดึงเสื้อเกราะของเขา ชี้ไปข้างหน้าด้วยความร้อนรน ร้องว่า "ซ่างซือ(12)! ดูเหมือนจะมีบางอย่างไม่ชอบมาพากล!"

เขาดึงสายตาที่มองซ้ายขวากลับ มองไปข้างหน้า เห็นไพร่พลที่เพิ่งบุกเข้าค่ายจูฮีเมื่อครู่หนีกลับออกมา

"เกิดอะไรขึ้น" เขาตกใจแคลงใจไม่แน่ใจ

ทันใดก็ได้ยินเสียงกลองศึกในค่ายจูฮีดังขึ้นพร้อมกัน เสียงกลองครื้นกระหึ่ม ไม่รู้ว่ามีคนสักเท่าใดบุกฆ่าออกมาจากค่าย คนที่ออกมาเหล่านี้ล้วนนุ่งเสื้อแดงเข้ม(13) นี่คือเครื่องแบบทหารฮั่น

"หา?" ปอไซได้สติคืน ร้องว่า "อ้าว ฉิบหายแล้ว! ติดอุบายล้อมล้างของพวกโจรฮั่นเข้าให้แล้ว!" รีบสั่งทัพทั้งสาม "เร็ว เร็ว เร็วถอยหลัง กลับเข้าเมืองไป!"

คำสั่งนี้ออกมาช้าไปเสียแล้ว

ติดตามเสียงกลองในค่ายจูฮีมา ทางด้านตะวันออกและตะวันตกก็เสียงกลองดังครื้นเช่นกัน กำลังพลสองสายฆ่าออกมาจากหลังเมือง พุ่งตรงเข้าหาปีกซ้ายขวาของเขา

ติดตามมาทันที ก็เสียงกลองฮึกเหิมดังขึ้นอีกชุดหนึ่ง เขาหันหลังเหลียวมอง เห็นกำลังพลอีกสายหนึ่งวกออกมาจากหลังเมือง กำลังพลสายนี้มิได้มาเข้าตีพวกเขา หากแต่รุดไปยังนอกคูเมือง แบ่งกำลังเป็นสองส่วน ส่วนใหญ่ตั้งกระบวนริมคู ส่วนน้อยเข้าไปในเมือง เห็นได้ชัดว่านี่คือต้องการตัดทางถอยกลับเข้าเมืองของพวกเขา

ทั้งด้านหน้า หลัง ซ้าย ขวา ล้วนมีข้าศึกปรากฏขึ้น กำลังพลของปอไซถูกล้อมไว้ตรงกลาง

ปอไซโทสะพลุ่งจนแน่นใจ รู้สึกแต่ว่าตาพร่ามืด เกือบทรุดตกลงจากหลังม้า พลองครักษ์รีบลนลานประคองเขาไว้ ร้องว่า "ซ่างซือ! ซ่างซือ!"

นายกองน้อยผู้หนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา ร้องว่า "ซ่างซือ สี่ด้านล้วนมีโจรฮั่น พวกเรา พวกเรา พวกเราติดอุบายโจรเข้าแล้ว! เดี๋ยวนี้ควรทำอย่างไรดี จะตีฝ่าออกไป หรือจะฆ่าตีกลับเข้าเมือง"

กลับเข้าเมืองนั้นแน่นอนว่าไม่ได้แล้ว ในบรรดาข้าศึกสี่ด้านนั้น สายหลังที่ตัดทางถอยของพวกเขามีจำนวนมากที่สุด ที่มาถึงริมคูเมืองแล้วมีถึงสามสี่พันคน อีกทั้งยังมีไพร่พลทยอยมาจากหลังเมืองไม่ขาดสาย ปอไซหารู้ไม่ว่ากำลังพลสายนี้คือกองหลักของฮองฮูสง(14)นั่นเอง เป็นกำลังที่เกียวซิ้ว(15)แห่งกองทหารราบและกองหน้าไม้สองนายคุมมา การล้อมล้างปอไซคราวนี้ มีสิ่งสำคัญยิ่งยวดสองประการ ประการหนึ่งคือกันมิให้เขาตีฝ่าวงล้อมหนีลงใต้ อีกประการคือกันมิให้เขาหนีกลับเข้าเมือง ดังนั้นในวงล้อมสี่ด้านนี้ กองจูฮีและเว่ยเกียวซิ้ว(16)ที่อยู่ด้านหน้า กับกองที่อยู่ด้านหลังสายนี้จึงเป็นสองสายที่มีกำลังเข้มแข็งที่สุด

ปอไซยึดอานม้าไว้ กวาดสายตามองรอบด้านอย่างลนลาน สังเกตท่าทีข้าศึก แล้วตัดสินใจว่า "โจรฮั่นที่ล้อมเราด้านหน้าและด้านหลังมีพลมาก โจรฮั่นที่ตีเราด้านซ้ายขวามีพลน้อย พวกเราตีฝ่าไปทางตะวันออก!"

ทัพฮั่นที่ไปยังริมคูเมืองสายนี้มาจากนอกกำแพงเมืองด้านตะวันตก ส่วนนอกกำแพงเมืองด้านตะวันออกนั้น นอกจากกำลังพลสายที่ฆ่าออกมาก่อนแล้ว ก็ไม่มีกองอื่นใดอีก อ่อนแอที่สุด ขอเพียงตีสายนั้นให้แตกได้ ก็ยังพอมีหวังหนีรอดอยู่บ้าง นายกองน้อยผู้นั้นรับคำสั่ง หันกลับวิ่งกลับสู่กองของตน เหล่าพลองครักษ์ต่างขี่ม้าแยกย้าย ไปส่งคำสั่งให้แต่ละกองตีฝ่าไปทางตะวันออก

ได้ช่วงเวลาผ่อนหายใจสักครู่นี้ ปอไซก็ตั้งสติได้พอประมาณ มองไปทางตะวันออกอย่างพินิจ

กำลังพลที่มาจากทางตะวันออกสายนี้ก่อนหน้านี้ซุ่มอยู่ห่างออกไปห้าลี้ จะตีมาถึงหน้าแนวของปอไซยังต้องใช้เวลาอีกหน่อย

ปอไซเงยหน้ามองอย่างพินิจ เห็นกำลังพลสายนี้ด้านหน้าชูธงผืนหนึ่ง แรกทีเดียวมองไม่ชัด ครั้นยิ่งใกล้เข้าก็เห็นชัด บนธงเขียนอักษรว่า "ซุน" ในทัพฮั่น แม่ทัพคุมพลที่แซ่ซุนมีเพียงซุนเจินผู้เดียว และภายใต้ธงผืนนี้มีคนหนึ่งสวมเกราะถือทวน ในการคุ้มกันของพลม้าหลายสิบนาย กำลังขับม้าควบฝ่าลมราตรีมา ดูคนผู้นี้หนุ่มแน่นองอาจ มิใช่ซุนเจินดอกหรือ

ปอไซดวงตาแดงก่ำขึ้นในทันที แค้นเก่าที่ฆ่าน้องชายของเขาแต่ก่อน(17) กับแค้นใหม่ที่ติดอุบายในคืนนี้ แค้นใหม่แค้นเก่าประดังเข้ามารวมกัน เป็นที่สุดจะอดกลั้นได้!

เขาชักกระบี่ออกจากเอว ตวาดเสียงดุดันว่า "ฆ่าฝ่าเข้าไป! ผู้ใดสังหารซุนโจรในแนวรบได้ ให้บำเหน็จทองร้อยเหลี่ยง(ตำลึง)!"

นี่แลคือศัตรูพบกัน นัยน์ตายิ่งแดงก่ำ และเป็นเส้นทางคับแคบที่คู่อาฆาตมาเจอกันพอดี

กองสายนี้ของซุนเจินมิได้มีแต่กองในสังกัดของเขาเท่านั้น ยังมีกองของโจโฉ(18)ด้วย รวมเป็นห้าพันคน

โจโฉคุมกองตามมาข้างหลังเขา

ซุนเจินแบ่งพลราบม้าสองพันในสังกัดออกเป็นสามสาย ซ้าย กลาง ขวา จัดเป็นกระบวนเข้าตีรูปสามเหลี่ยม ด้านซ้ายเจียงฉินคุมกอง ด้านขวาเล่าเติ้งคุมกอง กองกลางเป็นสวี่จ้ง เฉินเปา หยวนพ่าน ฯลฯ ส่วนตัวเขาเองนำซินอ้าย เฉิงเยี่ยน ฯลฯ พลม้าหลายสิบนายคุ้มกันอยู่หน้าสุดบุกตะลุย

ยามนี้ใกล้ยามสามแล้ว เป็นเวลาราตรีดึกสงัดพอดี

ในค่ายจูฮีมีเปลวไฟลุกโชน ทัพฮั่นที่ตั้งกระบวนริมคูเมืองก็จุดคบเพลิง แสงไฟสองด้านส่องสว่างไปหลายลี้

ท่ามกลางแสงไฟ ซุนเจินคุมกองบุกตีปีกซ้ายของปอไซอย่างห้าวหาญ

ภายใต้คำสั่งและการจัดวางของปอไซ ไพร่พลโพกผ้าเหลืองแบ่งเป็นสี่กอง กองหน้าต้านจูฮีสุดกำลัง กองหลังเฝ้าระวังทัพฮั่นริมคูเมือง ปีกขวาต้านซุนเกี๊ยน ปีกซ้ายรับซุนเจิน

เพื่อให้ตีซุนเจินทางตะวันออกให้แตกพ่ายโดยเร็วที่สุด แล้วตีฝ่าวงล้อมหนีรอดจากตรงนี้ ปอไซส่งทหารสวมเกราะแกร่งห้าร้อย พลม้าสามร้อย เข้าสมทบปีกซ้าย ไม่รอให้ซุนเจินเข้าใกล้ ชิงเข้าตีก่อน ทหารเกราะและพลม้าเหล่านี้คือกองคนสนิทของเขา เป็นต้นทุนที่เขาใช้ตั้งตัวมา แต่ก่อนตอนตีเอี้ยงเต๊กก็ใช้เป็นกองกลาง เป็นกำลังที่มีฝีมือรบเก่งกล้าที่สุดในกองทัพโพกผ้าเหลือง

ราตรีมืดมัวคลุมแผ่นดิน ทางใต้เมืองเปลวไฟพวยพุ่งสู่ฟ้า

พลม้าสามร้อยที่ปอไซส่งมาข้ามปีกซ้าย ตวาดร้องโถมทวนเร่งม้า เข้าปะทะหน้ากับพลม้าหลายสิบนายที่ซุนเจินนำมาเอง

ทหารม้าสองสายนี้ดั่งลูกธนูคมสองดอกที่พ้นสาย แยกตัวออกจากกองใหญ่ ทะยานออกหน้าแนว ปะทะกันเข้าบนลานโล่งกว้างระหว่างกระบวนทัพทั้งสองฝ่าย

ผู้ที่ศรัทธาลัทธิไท่ผิงมิใช่มีแต่ชาวนาราษฎรเท่านั้น ยังมีพวกนักเลงและเด็กหนุ่มเกเรตามอำเภอต่าง ๆ ด้วย พลม้าเหล่านี้ก็คือพวกนักเลงและเด็กหนุ่มเกเรที่ศรัทธาลัทธิตามอำเภอต่าง ๆ นั่นเอง ห้าวหาญยิ่งนัก ว่ากันเฉพาะกำลังวังชาแล้วก็ไม่ต่างจากพลม้าใต้บังคับซุนเจินมากนัก ทว่าพลม้าใต้บังคับซุนเจินชนะตรงที่มีความเป็นระเบียบหมู่กอง ผ่านการฝึกฝนจากซุนเจินมายาวนาน ในสนามรบนั้นความกล้าหาญของแต่ละคนสำคัญ แต่การประสานกันยิ่งสำคัญกว่า ด้วยเหตุนี้ พลม้าใต้บังคับซุนเจินแม้น้อย เผชิญข้าศึกที่มีกำลังเหนือกว่ากลับมิได้เกรงกลัวแม้แต่น้อย กลับโถมเข้าใส่

แลเห็นพลม้าข้าศึกบุกมาถึงหน้าด้วยท่วงทีน่าครั่นคร้าม ซินอ้ายที่ขี่ม้าอยู่ข้างซุนเจินก็เลือดร้อนพลุ่งขึ้นสมอง ใจฮึกเหิมปลุกเร้า

"พลโจร" หมื่นสี่พันคน ทัพฮั่นสี่หมื่นเศษ คืนนี้ที่รบกันบนผืนแผ่นดินกว้างหลายลี้ทางใต้เมืองอู่หยางมีคนรวมกันเกือบหกหมื่น ช่างเป็นฉากใหญ่โตเพียงใด!

ซินอ้ายมีปณิธานยิ่งใหญ่อยู่เสมอว่า "ถือกระบี่เจ็ดฉื่อ(19) สร้างความชอบ ณ ชายแดน ก้าวขึ้นสู่ท้องพระโรงโอรสสวรรค์" ฉากใหญ่โตเช่นคืนนี้เขาเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก เพิ่งเคยร่วมเป็นครั้งแรก ความฮึกเหิมในใจมิพักต้องเอ่ย เขาสวมเกราะหนังพื้นดำลายแดง มือซ้ายถือหน้าไม้ม้า มือขวาถือทวนยาว เข่าหนีบท้องม้า ปากร้องว่า "เฮ้ย เฮ้ย!" เร่งฝีม้า พุ่งแซงซุนเจินขึ้นไปอยู่หน้าสุด

เผชิญพลม้าโพกผ้าเหลืองที่บุกเข้ามา เขายกแขนซ้ายขึ้น น้าวหน้าไม้แกร่งยิงรัวต่อเนื่อง เขาใช้หน้าไม้ยิงต่อเนื่อง ลูกหน้าไม้พุ่งออกรัวเร็วดั่งห่าฝน เพียงชั่วพริบตาลูกหน้าไม้หลายลูกก็พุ่งปราดออกไป พลม้าโพกผ้าเหลืองฝ่ายตรงข้ามไร้ประสบการณ์ รูปกระบวนที่บุกเข้ามาแน่นชิดกัน ระยะระหว่างกันไม่ห่าง ไม่มีที่หลบหลีก ทันใดก็มีคนถูกลูกหน้าไม้ยิงถูกสองสามคน

คนถูกลูกหน้าไม้ยังพอทำเนา ขอเพียงไม่ถูกจุดสำคัญ ด้วยความอดทนของพวกนักเลงและเด็กหนุ่มเกเรในวันก่อนเหล่านี้ ก็ยังอดกลั้นความเจ็บปวดบุกตะลุยต่อไปได้ แต่ถ้าม้าถูกลูกหน้าไม้ละก็ไม่ได้แล้ว ม้าที่พลม้าโพกผ้าเหลืองขี่นั้นส่วนใหญ่เป็นม้าสามัญ ม้าดีมีไม่เท่าใด นับประสาอะไรกับม้าศึกที่ผ่านการฝึก เดิมทีก็บุกตะลุยห้อมล้อมกันมาหน้าหลัง ในหมู่ม้าเหล่านี้ก็มีตัวที่ตื่นตกใจอยู่แล้ว ลูกหน้าไม้ของซินอ้ายยิงมา ยิงถูกม้าตัวหนึ่งที่อยู่ข้างหน้า ถูกตรงคอม้าพอดี ม้าตัวนี้กำลังควบเร็ว เจ็บปวดรุนแรงเช่นนี้ ก็ยกกีบหน้าขึ้นร้องครวญครางเสียงยาว ควบไปอีกสองก้าวก็ล้มลงดังโครม เพราะมีแรงส่งจากการควบมาก่อน ล้มลงแล้วยังไถลไปข้างหน้าอีกช่วงหนึ่ง

พลม้าบนหลังม้าขาข้างหนึ่งถูกม้าทับ ทิ้งทวนยาว กอดขาที่ถูกทับร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด ที่แท้ขาหักเสียแล้ว เสียงร้องเพิ่งเริ่ม ยังไม่ทันร้องได้สองคำ ก็ถูกม้าของพลม้าที่บุกตามมาข้างหลังเหยียบตาย ในบรรดาพลม้าหลายนายที่ควบผ่านตัวเขาและม้าของเขาไป ก็มีอีกสองนายที่ม้าเสียหลักล้มลง ติดตามมา พลม้าข้างหลังก็บุกตามมาอีก ก็ถูกสะดุดล้มอีก สะดุดล้มต่อเนื่องกันสี่ห้าตัว พลม้าอื่น ๆ จึงมีโอกาสเปลี่ยนทิศทางการบุกฆ่า อ้อมหลบพวกนั้นไป กระบวนทั้งหมดนี้เล่าไปก็ยาว ที่จริงสั้นยิ่งนัก เพียงชั่วหายใจสองสามครั้งเท่านั้น

ซุนเจิน เฉิงเยี่ยน และพลม้าองครักษ์คนอื่น ๆ ในมือก็ถือหน้าไม้เช่นกัน ซุนเจินยกหน้าไม้ในมือขึ้นเสมอ อีกมือชูทวนยาวขึ้นสูง ออกคำสั่งเสียงดังว่า "ยิง!"

พลม้าองครักษ์หลายสิบนายยิงหน้าไม้ดั่งห่าฝน

กองกลางของสวี่จ้ง เฉินเปา หยวนพ่าน ก็ตามมาข้างหลังพลม้าของซุนเจิน ในกองของสวี่จ้งมีพลง้างหน้าไม้(20)อยู่สองฉวี(21) คราวออกศึกนี้เพราะเป็นการลอบจู่โจมประชิดตัว พลง้างหน้าไม้เหล่านี้จึงมิได้นำหน้าไม้ใหญ่ที่ต้องใช้กำลังเอวและขายิงมา ที่นำมาล้วนเป็นหน้าไม้เล็ก ใช้แรงแขนอย่างเดียวก็ยิงได้ สวี่จ้งเห็นซุนเจินยิงหน้าไม้ ก็รีบสั่งไพร่พลว่า "ยิง!" ยิงหน้าไม้คุ้มกันให้ซุนเจินบุกขึ้นหน้า เผชิญข้าศึกยิงไม่เกินสามลูก ในยามที่ทั้งฝ่ายเราฝ่ายข้าศึกล้วนเป็นพลม้าบุกตะลุยกันยิ่งใช้ไม่ถึงสามลูก กองของสวี่จ้งยิงเพียงสองลูก พลม้าองครักษ์ที่ซุนเจินนำมาก็ปะทะอาวุธยาวกับพลม้าโพกผ้าเหลืองแล้ว

ครั้นยิงลูกหน้าไม้ในมือหมด ซุนเจินก็ประชิดพลม้าโพกผ้าเหลืองมากแล้ว ต่างฝ่ายต่างเห็นสีหน้าดุร้ายของอีกฝ่ายได้

เขาเหลือบเห็นซินอ้ายควบม้าโดดเดี่ยวพุ่งฝ่าเข้าหมู่พลม้าข้าศึกเป็นคนแรก ร้องเรียกออกไปคำหนึ่งว่า "อวี้หลาง" หมายจะให้เขาช้าลงสักหน่อย ทว่าเสียงเรียกนี้กลมกลืนหายเข้าไปในเสียงตะโกนของพลม้าหลายร้อยทั้งฝ่ายเราฝ่ายข้าศึก เสียงควบและเสียงร้องของม้าหลายร้อยตัว เล็กน้อยจนสุดประมาณ ซินอ้ายไม่ได้ยินเลยแม้แต่น้อย

พลม้าข้าศึกมาถึงแล้ว ไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่นอีก

ซุนเจินทิ้งหน้าไม้ม้า สองมือกุมทวนยาวหน้าหลัง ถือเสมอข้างกาย ปลายทวนชี้ออกนอก เตรียมท่าเข้าตีพร้อมแล้วก็เหยียบโกลนให้มั่น ค้อมตัวลงเล็กน้อย กันมิให้ตนถูกชนตกหลังม้าตอนปะทะกับพลม้าข้าศึก พลม้าข้าศึกยิ่งใกล้เข้ามา สามสิบก้าว ยี่สิบก้าว สิบห้าก้าว พลม้าข้าศึกสองนายที่บุกอยู่หน้าสุดยกทวนยาว แทงเฉียงเข้ามาฝ่ายซ้ายหนึ่งฝ่ายขวาหนึ่งถึงหน้า

ซุนเจินก้มตัวหลบ ยืดเอวขึ้น ทวนยาวในมือแทงไปทางซ้าย แทงข้าศึกฝ่ายซ้ายตกหลังม้า ฝ่ายขวาไม่ต้องสนใจ เฉิงเยี่ยนที่ตามติดอยู่ขวาม้าของเขาตวาดเสียงดัง โถมทวนแทงตรง แทงพลม้านายนี้ตกหลังม้าเช่นกัน ซุนเจินเงยหน้ามองไปข้างหน้า ซินอ้ายขี่ม้าโดดเดี่ยว ทะลวงลึกเข้าไปในหมู่พลม้าข้าศึกเสียแล้ว

ที่จริงซินอ้ายมิได้มีกำลังวังชาโดดเด่นอะไร เกราะหนาเขายังสวมไม่ได้ สวมได้แต่เกราะหนัง ห่างไกลจากสวี่จ้ง เล่าเติ้ง เจียงฉิน นัก ทั้งสู้ซุนเจินก็ไม่ได้ ทว่ายามเผชิญข้าศึกออกรบ เขากลับมีใจห้าวหาญไม่กลัวตายสู้ยิบตา เรื่องในโลกนี้ช่างแปลกประหลาด ยิ่งกลัวตายยิ่งตายเร็ว ยิ่งไม่กลัวตายยิ่งไม่ตาย ไม่กลัวตายนั้น ในด้านท่วงทีก็ข่มฝ่ายตรงข้ามได้ ตระกูลซินกับตระกูลซุนเกี่ยวดองกัน ซินอ้ายเดิมมีไมตรีกับซุนเจินเพียงธรรมดา นับแต่รักษาเอี้ยงเต๊ก เขาสมัครเข้ารบด้วยตนเองแล้ว สองคนก็สนิทสนมกันขึ้นวันละน้อย ซินอ้ายเลื่อมใสความองอาจเด็ดเดี่ยวของซุนเจิน ซุนเจินก็ชอบความหยิ่งทะนงไม่ถือพิธีของซินอ้าย เขาจึงเป็นอันขาดที่จะนั่งดูซินอ้ายติดอยู่กลางวงข้าศึกโดยไม่ช่วย พลม้าโพกผ้าเหลืองหลายคนรู้จักซุนเจิน เพราะคำสั่งของปอไซ พลม้าที่รุมล้อมตีเขาจึงมีมากที่สุด เขาตกอยู่ในวงรบที่สับสน ฝีม้าช้าลง ไม่มีทางไปช่วยรับซินอ้าย พลม้าโพกผ้าเหลืองที่พยายามเข้าฆ่าเขามีมากเกินไป เขาไม่มีเวลาเหลียวหลัง ด้านหนึ่งก็ใช้ทวนยาวแทงงัดซ้ายขวา ต่อสู้นองเลือดกับพลม้าข้าศึกที่รุมฆ่าเข้ามา ด้านหนึ่งก็ร้องว่า "อาเหยี่ยน! ไปช่วยอวี้หลาง!"

เฉิงเยี่ยนจะทิ้งเขาไปช่วยซินอ้ายได้อย่างไร หากเป็นคำสั่งอื่น แม้แต่ขึ้นเขาดาบลงทะเลเพลิง เฉิงเยี่ยนก็จะขานรับโดยไม่ลังเล แต่คำสั่งนี้เขาเป็นอันขาดที่จะปฏิบัติตามมิได้ เขาคุ้มกันอยู่ขวาม้าของซุนเจินอย่างแน่นแฟ้น ไม่ห่างแม้ครึ่งก้าว ตั้งใจมั่นรับทวนยาวและจี่(22)เหล็กที่แทงมาจากทางขวาแทนซุนเจิน ไม่หันหลังกลับ ร้องว่า "อาตู้ ไปช่วยท่านซิน!"

อาตู้เป็นหนึ่งในยี่สิบสามม้าที่ซินอ้ายนำมาจากตระกูลเข้าร่วมทัพ แลเห็นซินอ้ายขี่ม้าโดดเดี่ยวทะลวงลึก ติดอยู่กลางวงข้าศึก กำลังต่อสู้กับพลม้าข้าศึกหลายนายอยู่ห่างไปสิบกว่าก้าวข้างหน้า เขายิ่งร้อนใจกว่าซุนเจินและเฉิงเยี่ยน ขานรับเสียงดัง เรียกพลม้าใกล้ ๆ อีกหลายนาย ออกจากซุนเจินบุกฆ่าขึ้นหน้า ดั่งเอามีดเจาะไม้ มุ่งเข้าหาซินอ้าย ต่างกันแต่ว่ามีดเจาะไม้นั้นเจาะออกมาเป็นขี้เลื่อย ส่วนพวกเขาเจาะออกมาเป็นเลือดเนื้อที่กระจุยกระจาย

อาศัยลูกหน้าไม้และลูกธนูที่ช่วยไว้แต่ก่อน พลม้าโพกผ้าเหลืองยังไม่ทันปะทะ รูปกระบวนก็เสียระเบียบเสียแล้ว พลม้าใต้บังคับซุนเจินแม้น้อยกว่าฝ่ายตรงข้ามมาก แต่ชนะตรงที่มีความเป็นระเบียบหมู่กอง ฉวยจังหวะศึก ประสานกันและกัน ชั่วพริบตาก็แทงพลม้าข้าศึกตกหลังม้าไปสี่ห้าสิบคน บุกเข้าในกระบวนข้าศึกได้ยี่สิบสามสิบก้าว

สวี่จ้ง เฉินเปา หยวนพ่าน นำกองกลางตามมาข้างหลังพลม้าของซุนเจิน บ้างก็ฉวยจังหวะยิงหน้าไม้ บ้างก็ฟันสังหารพลม้าข้าศึกที่ถูกซุนเจินแทงตกม้าลงมา

เล่าเติ้ง เจียงฉิน นำพลราบสองปีกมิได้ปะทะพลม้าข้าศึก หากแต่ชูโล่กระชับดาบ เผชิญพลราบโพกผ้าเหลืองที่บุกเข้ามา

พลม้าและพลราบทยอยตกในวงรบสับสนกันไป

ทัพฮั่นมีอยู่สี่หมื่นเศษ จูฮีกับเว่ยเกียวซิ้วคุมพลหมื่นเศษอยู่ด้านหน้าเข้าสกัดต้าน ซุนเกี๊ยนกับนายทหารกล้าหาญในค่ายอีกหลายนายคุมพลห้าพันบุกตีจากทางตะวันตก ซุนเจินกับโจโฉรวมพลห้าพันบุกตีจากทางตะวันออก เกียวซิ้วแห่งกองทหารราบและกองหน้าไม้สองนายคุมพลหมื่นนายตัดทางถอยของปอไซอยู่นอกคูเมือง กำลังพลหลายสายนี้รวมกันสามหมื่นเศษ ยังเหลืออีกหมื่นเศษ

หมื่นเศษนี้ฮองฮูสงคุมเอง

ในยามที่จูฮี ซุนเกี๊ยน ซุนเจิน โจโฉ ฯลฯ ตกในศึกหนัก ฮองฮูสงนำพลหมื่นเศษนี้วกออกมาจากนอกกำแพงเมืองด้านตะวันตก มาถึงหลังแนวซุนเกี๊ยน ตั้งกระบวนนั่งลง สงวนกำลังไว้

ภารกิจของพวกเขาคือรอจูฮีตีทัพหน้ากองทัพโพกผ้าเหลืองให้แตก หรือรอให้ซุนเกี๊ยน ซุนเจิน ตัดกองทัพโพกผ้าเหลืองออกจากกลางได้แล้วจึงค่อยออกตี เพื่อขยายผลแห่งชัยชนะ

ฮองฮูสงจัดวางพลหมื่นเศษนี้เรียบร้อย ก็พาบุนไท่โส่ว(23)กับนายทหารอีกหลายนายควบม้าไปยังเนินเขาแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล เฝ้าดูความเป็นไปของศึก

ราตรีมืดมัวกว้างไกล ท้องทุ่งเบื้องไกลเงียบสงัด ลำธารคดเคี้ยว เบื้องใกล้เปลวไฟลุกโชน เสียงโห่ฆ่าฟันสะเทือนฟ้า คนหลายหมื่นห้ำหั่นกันบนท้องทุ่งทางใต้เมืองผืนนี้

ขอบสุดด้านใต้ของสนามรบคือค่ายที่จูฮีตั้งทัพ ในค่ายมีเงาเปลวไฟ ไพร่พลนุ่งเสื้อแดงเข้มตั้งกระบวนฆ่าออกมาจากค่ายไม่ขาดสาย

ฮองฮูสงแลเห็นว่า จูฮีสวมหมวกเกราะครบครัน ยืนอยู่ใต้ธงแม่ทัพหน้าประตูค่าย บัญชาไพร่พลให้บุกฆ่าขึ้นหน้า กองทัพโพกผ้าเหลืองที่สกัดพวกเขาไว้มีเพียงสองพันคน คนน้อยเกินไป กำลังยากจะค้ำจุน ปอไซจึงส่งคนพันหนึ่งจากกองกลางรุดไปช่วย พันคนนี้บางส่วนเป็นพลบาดเจ็บในกองทัพโพกผ้าเหลือง ยามนี้กำลังพลคับขัน พลบาดเจ็บก็จำต้องออกรบ

ขอบสุดด้านเหนือของสนามรบคือคูเมืองอู่หยาง

เกียวซิ้วแห่งกองทหารราบและกองหน้าไม้สองนายนำกองมาถึงครบหมดแล้ว ตั้งกระบวนคอยอยู่ ฝ่ายตรงข้ามของพวกเขาคือพลโพกผ้าเหลืองสามพันที่เดิมปอไซใช้เป็นกองคุมท้าย

เพราะคำสั่งที่เกียวซิ้วสองนายรับมาคือ กันมิให้ปอไซกลับเข้าเมือง อีกทั้งเพราะปอไซบัดนี้ตัดใจเรื่องกลับเข้าเมืองแล้ว กำลังมุ่งตีทางตะวันออกที่ซุนเจินกับโจโฉอยู่ หมายจะตีฝ่าวงล้อมจากตรงนั้น ดังนั้นในยามที่ทั้งสามด้าน ตะวันออก ตะวันตก ใต้ ล้วนตกในศึกนองเลือด มีเพียงกำลังข้าศึกกับฝ่ายเราสองสายตรงนี้เท่านั้นที่ยังไม่เคลื่อนไหวชั่วคราว เพียงเผชิญหน้ากันอยู่

ด้านตะวันตกสุดของสนามรบ ก็คือขอบปีกขวาของปอไซนั่นเอง ย่อมเป็นพลหมื่นเศษที่ฮองฮูสงคุมเอง พลหมื่นเศษนี้อยู่ห่างจากสนามรบที่ห้ำหั่นกันราวลี้เศษ กำลังนั่งบนพื้นชะเง้อมองซุนเกี๊ยนกับเหล่าขุนพลเข้าตีแนวข้าศึก

ซุนเกี๊ยนได้เปรียบอยู่ข้อหนึ่ง ปอไซส่งพลม้าไปทางตะวันออกเสียมาก ฝ่ายเขานี้ที่เผชิญหน้าล้วนเป็นพลราบโพกผ้าเหลือง

ซุนเกี๊ยนในการคุ้มกันของเหล่าขุนพลงอเก๋ง โจเมา ฮันต๋ง เทียเภา ขี่ม้าด่างเทาของเขา กวัดแกว่งทวนรบดุเดือด พลโพกผ้าเหลืองใช้ "พลราบ" รับมือ "พลม้า" ของเขา จะต้านทานได้อย่างไร แทบไม่มีข้าศึกที่ต้านได้แม้เพลาเดียว อาจใช้คำว่า "รุดหน้าไม่มีผู้ใดต้าน" มาพรรณนาเขาได้ เปิดศึกไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เขาก็นำกองทะลวงเข้าในกระบวนปีกขวาข้าศึกได้ห้าสิบก้าว มองเห็นธงแม่ทัพในกองกลางปอไซลาง ๆ แล้ว

ด้านตะวันออกสุดของสนามรบ ก็คือขอบปีกซ้ายของปอไซ เป็นกองหลังของโจโฉ ข้างหน้าเป็นพลราบของซุนเจิน เลยไปข้างหน้าอีกเป็นพลม้าหลายสิบนายที่ซุนเจินนำ

ที่ใดที่ซุนเจินกับพลม้าควบผ่าน ก็ทิ้งข้าศึกที่ล้มตายไว้เกลื่อนพื้น สวี่จ้ง เฉินเปา หยวนพ่าน นำพลราบกองกลางหลายร้อยคนกุมดาบน้าวหน้าไม้ตามมาข้างหลัง ด้านหนึ่งก็ฆ่าพลม้าข้าศึกที่ตกม้าลงพื้น ด้านหนึ่งก็บุกตะลุยขึ้นหน้า ฮองฮูสงไม่รู้จักสวี่จ้งและพวก เห็นแต่ว่ามีขุนพลสวมเกราะดำคลุมหน้านำพลราบหลายร้อยคนบุกตะลุยขึ้นหน้าอย่างห้าวหาญ ขุนพลผู้นี้รูปร่างเตี้ยเล็ก เคลื่อนไหวว่องไว กระโดดข้ามม้าและพลม้าข้าศึกที่ล้มลงพื้น ไม่หยุดแม้ก้าวเดียว ไล่กระชั้นตามหลังซุนเจินกับพลม้า ข้างหลังสองข้างของขุนพลผู้นี้ ต่างก็มีขุนพลสวมเกราะอีกนายหนึ่ง นายหนึ่งตามอยู่ข้างซ้าย อีกนายตามอยู่ข้างขวา เป็นระยะ ๆ ก็หยุดฝีเท้า กวาดตามองหกด้าน ดูสภาพการบุกตะลุยของซุนเจินและความเปลี่ยนแปลงรูปกระบวนข้าศึก บัญชาไพร่พลให้เปลี่ยนรูปกระบวนหรือทิศทางการตีตาม ขุนพลสวมเกราะดำคลุมหน้าก็คือสวี่จ้ง คนทางซ้ายของเขาคือหยวนพ่าน คนทางขวาของเขาก็คือเฉินเปา

อีกทั้งสองปีกของพลราบพลม้าของซุนเจิน สวี่จ้ง ฯลฯ ต่างก็มีกำลังพลกองหนึ่ง สองกองนี้ส่วนใหญ่เป็นพลราบ ตามอยู่หลังขุนพลทั้งสองนายตามลำดับ กำลังห้ำหั่นกับพลราบโพกผ้าเหลืองอยู่

สองกองนี้กำลังพลพอ ๆ กัน แต่ละกองมีห้าหกร้อยคน แต่ยุทธวิธีเข้าตีข้าศึกกลับต่างกันราวฟ้ากับเหว กองทางซ้ายมีพลโล่ มีทหารเกราะ มีพลธนูหน้าไม้ ทหารหลายเหล่าประสานกันเข้ารบ กองทางขวากลับทั้งไม่มีโล่ ทั้งไม่มีธนูหน้าไม้ ล้วนเป็นทหารเกราะถือดาบ ภายใต้การนำของขุนพลผู้คุมกองที่บุกตะลุยขึ้นหน้าก่อน ร้องโหวกเหวกห้ำหั่นประชิดตัวกับพลราบโพกผ้าเหลือง กำลังสองสายนี้ก็คือกองของเจียงฉินกับเล่าเติ้งนั่นเอง

ขณะที่ฮองฮูสงดูกองซุนเจินจบ เตรียมจะดูกองโจโฉต่อ โดยมิได้ตั้งใจ สายตากวาดผ่าน เห็นข้างหน้าซุนเจินกับพลม้ายังมีพลม้าอีกห้าหกนาย

พลม้าห้าหกนายนี้ห่างจากซุนเจินกับพลม้าราวสิบกว่าก้าว รอบข้างล้วนเป็นพลม้าโพกผ้าเหลือง พวกเขาแม้เป็นกองโดดเดี่ยวที่ทะลวงลึก ตกอยู่ในวงล้อมหนัก ภายใต้การนำของขุนพลผู้สวมเกราะดำลายแดงผู้หนึ่ง กลับยังคงตรงดิ่งขึ้นหน้า ห้ำหั่นสุดกำลัง ไม่ยอมถอย เขาเอามือชี้ไป ถามคนข้าง ๆ ว่า "พลม้าที่สวมเกราะดำลายแดงอยู่หน้าม้าท่านซุนนั้นคือผู้ใด"

ซุนเจินแต่ก่อนเวลาออกนอกเมืองมักนำสวี่จ้ง เล่าเติ้ง เฉิงเยี่ยน อาเซี่ย อาเริ่น ฯลฯ ไปด้วย บัดนี้สวี่จ้ง เล่าเติ้ง อาเซี่ย อาเริ่น ต่างคุมพลกองหนึ่ง ติดตามอารักขาไม่ได้แล้ว จึงเปลี่ยนมานำเฉิงเยี่ยนกับซินอ้ายไปด้วยเสมอ ฮองฮูสงไม่เคยเห็นซินอ้าย แต่ในหมู่ขุนพลรอบข้างเขาไม่น้อยที่เคยเห็นซินอ้าย บุนไท่โส่วก็รู้จักซินอ้าย บุนไท่โส่วตอบว่า "เป็นอวี้หลาง"

"อวี้หลาง?"

"ชื่อจริงเรียกขานว่าซินอ้าย เป็นบุตรหลานตระกูลซินแห่งเอี้ยงเต๊ก เพราะรูปงาม ชาวอำเภอจึงเรียกว่า 'อวี้หลาง'"

"อ้อ! ที่แท้เป็นบุตรหลานตระกูลซิน" ตระกูลซินแห่งเอี้ยงเต๊กเป็นตระกูลเอกของอำเภอ ทั้งยังเป็นตระกูลขุนนางที่มีชื่อเสียงมาก ฮองฮูสงเคยได้ยินกิตติศัพท์มา

เขายังพูดไม่จบ นายทหารผู้หนึ่งข้างกายก็ร้อง "อ้าว!" ขึ้นเสียงหนึ่ง จ้องเข้าไปในแนวรบด้วยความตึงเครียด ร้องว่า "ไม่ดีแล้ว! ตกหลังม้าแล้ว!"

ซินอ้ายตกหลังม้าแล้วหรือ

ฮองฮูสงรีบหันกลับมา มองเข้าไปในแนวรบอีกครั้ง กลับเห็นซินอ้ายที่ติดอยู่ในวงล้อมข้าศึกยังคงห้ำหั่นอยู่ มิได้ตกหลังม้า ใจสะดุ้ง รำพึงว่า "หรือว่าจะเป็นซุนเจิน"

เขารีบมองไปข้างหลังซินอ้ายอีก ซุนเจินก็ยังคร่อมนั่งอยู่บนหลังม้า ทวนยาวพลิกฟาดไปมา มิได้ตกหลังม้า เขาถามว่า "ผู้ใดตกหลังม้า"

"พลองครักษ์ข้างกายท่านซุนผู้หนึ่ง"

"พลองครักษ์ผู้หนึ่ง?"

นายทหารผู้นี้เอามือชี้เข้าไปในแนวรบ ร้องว่า "ดู! ก็คนนั้นไง!"

ท่ามกลางพลม้าหลายร้อยห้ำหั่นกันสับสน จะหาคนตกหลังม้าสักคนหนึ่งไม่ใช่ง่าย ฮองฮูสงเขย่งเท้าเพ่งสายตามองสุดลูกหูลูกตา ในวงรบหมื่นพันที่ผู้คนตะโกนม้าร้องระงม เห็นซุนเจินภายใต้การรุมตีของพลม้าข้าศึกสี่ห้านาย ไม่นำพาต่อทวนจี่ดาบของฝ่ายตรงข้าม วกม้าหันกลับ นับแต่เริ่มรบมา ซุนเจินมีแต่บุกขึ้นหน้า ไม่เคยถอยหลัง นี่เป็นครั้งแรก เห็นแต่เขาเร่งม้าวกกลับไปหลายก้าว ก้มตัวลงบนหลังม้า ยื่นมือลงไปยังพื้น

ตรงที่เขายื่นมือลงไป พื้นมีคนอยู่ผู้หนึ่ง อาจขาหัก นั่งครึ่งนอนครึ่ง ข้างกายคนผู้นี้มีม้าตัวหนึ่งล้มตายอยู่ คงเป็นม้าที่เขาขี่อยู่ก่อน

"คนผู้นี้เป็นใคร ถึงค่าควรให้ท่านซุนวกกลับมาช่วยถึงเพียงนี้" ฮองฮูสงใจแขวนอยู่ที่ลำคอ พึงรู้ว่านี่อยู่กลางกระบวนข้าศึก กำลังบุกตะลุยห้ำหั่นกันอยู่ การที่ซุนเจินวกม้ากลับมาเช่นนี้ ก็เท่ากับหันหลังให้พลม้าข้าศึก แม้มีพลองครักษ์บังคุ้มกัน แต่ก็อันตรายยิ่งนัก เหล่าขุนพลข้างกายเขา รวมทั้งบุนไท่โส่วต่างจ้องดูซุนเจินช่วยคนกลางวงรบที่สับสนด้วยความตึงเครียด ไม่มีเวลาตอบคำถามของเขา

คนที่อยู่บนพื้นผู้นี้ก็ยื่นมือออกมาเช่นกัน แลเห็นว่าซุนเจินกำลังจะคว้ามือเขาไว้ ดึงเขาขึ้นจากพื้น ทว่าคนผู้นี้กลับจู่ ๆ หดมือกลับ ราวกับตะโกนลั่นเสียงหนึ่ง โผนลุกขึ้นจากพื้น

ท่วงท่าของเขาต่อจากนั้นรวดเร็วรุนแรง ไม่เหมือนคนที่เพิ่งตกจากหลังม้าขาหักเลยแม้แต่น้อย ขณะโผนลุกขึ้น เขาก็ชักดาบยาวที่เอวออก พุ่งตามม้าของซุนเจินตรงไปยังท้ายม้า ตรงนั้นมีพลม้าข้าศึกนายหนึ่งฆ่าฝ่าการคุ้มกันของพลองครักษ์ซุนเจิน โถมทวนเข้าใกล้ ปลายทวนห่างจากซุนเจินไม่ถึงสองก้าวแล้ว คนผู้นี้กลางอากาศกวัดดาบฟันลง ฟันปลายทวนของข้าศึกนายนี้เฉไป ทิ้งดาบ พุ่งเข้าชนหน้าม้าของข้าศึกผู้นี้ กอดหัวม้าไว้ ม้าของข้าศึกตกใจกลัว เบือนหัวงอขา พยายามสะบัดเขาให้หลุด แต่กลับก้าวพลาด ล้มคว่ำลงพื้น พลม้าบนหลังม้าก็ตกลงพื้นเช่นกัน

พลม้าล้มลงพื้น หมายจะชักกระบี่ คนผู้นี้ก็ลุกขึ้นจากพื้นอีก โถมเข้าทับร่างพลม้า กอดเขาไว้แน่น พลม้าผู้นี้สวมเกราะ สวมหมวกเกราะ ไม่มีที่ลงมือ คนผู้นี้จึงใช้หัวกระแทก ดันหมวกเกราะของเขาให้เลื่อนเปิดออก อ้าปาก กัดงับใบหูของเขา ฮองฮูสงและพวกแม้มองไม่ชัด แต่ก็นึกออกได้ว่า ยามนี้พลม้าข้าศึกต้องเจ็บปวดผิดปกติเป็นแน่ พลม้าผู้นี้สมจริง ภายใต้ความเจ็บปวดรุนแรง ตกใจสุดขีดทำอะไรไม่ถูก ชักกระบี่สองครั้งจึงชักออกได้ ไม่ดูตาม้าตาเรือ ทิ่มแทงลงบนตัวคนผู้นี้มั่ว ๆ แต่คนผู้นี้กลับไม่ยอมปล่อยมือเลยตั้งแต่ต้นจนจบ

เพื่อช่วยซุนเจิน ยอมสละโอกาสรอดชีวิต ทั้งทนความเจ็บปวดจากขาหักหลังตกม้า ถูกแทงหลายกระบี่ก็ยังไม่ปล่อยมือ ฮองฮูสงตกใจร้องว่า "นี่เป็นผู้ใดกัน! ภักดีองอาจถึงเพียงนี้!"

ม้าของพลม้าข้าศึกนายนั้นเมื่อครู่ตอนล้มคว่ำลง เพราะอยู่ห่างจากซุนเจินไม่มากนัก เกือบล้มทับลงบนม้าของซุนเจิน ซุนเจินขับม้าหลบไปข้าง ครั้นวกกลับมาก็สายเสียแล้ว ผู้ที่ยอมสละชีพปกป้องเขาผู้นี้ถูกแทงไปหลายกระบี่แล้ว ฮองฮูสงและพวกเห็นซุนเจินร้องตะโกนด้วยความโศกแค้น โถมทวนยาวแทงลงบนตัวพลม้าข้าศึกนายนี้ไม่หยุด แล้วยังจะกระโจนลงจากหลังม้า แต่ถูกพลองครักษ์ที่รุดมาห้ามไว้ พลองครักษ์สองนายลงจากม้า ดึงพลม้าข้าศึกที่ถูกแทงตายไปแล้วนายนี้ออกมา เพราะถูกกอดแน่นเกินไป ดึงหลายครั้งจึงสำเร็จ ส่วนคนที่กอดพลม้าข้าศึกผู้นั้น แม้ยังคงท่ากอดคนอยู่ งอแขนชูขึ้นสู่ราตรี แต่ตัวคนกลับนอนนิ่งอยู่บนพื้นไม่ไหวติง เห็นชัดว่าตายแล้ว

ฮองฮูสงและพวกเงียบงันอยู่นาน

นายทหารผู้หนึ่งกล่าวว่า "นี่คือเฉิงเยี่ยน ข้าเห็นเขาอยู่ข้างกายท่านซุนเสมอ"

นายทหารอีกผู้หนึ่งกล่าวว่า "ได้ยินว่าตอนท่านซุนเป็นนายกองศาลา(24)แห่งศาลาฝานหยาง(25)ก็รู้จักเฉิงเยี่ยนแล้ว ครานั้นเฉิงเยี่ยนเป็นพลศาลา ดูเหมือนท่านซุนเคยมีบุญคุณต่อเขา ภายหลังเมื่อท่านซุนพ้นตำแหน่งนายกองศาลา เขาจึงติดตามออกมาด้วย แต่นั้นมาก็คอยรับใช้ท่านซุนเรื่อยมาจนถึงวันนี้"

ฮองฮูสงถอนใจกล่าวว่า "แม้เป็นเพียงพลศาลา ทว่าความภักดีองอาจช่างจับใจ"

การที่เฉิงเยี่ยนวายชนม์ย่อมต้องกระทบกระเทือนใจซุนเจินอย่างหนัก ทุกคนมองเข้าไปในแนวรบอีก เห็นซุนเจินขี่อยู่บนหลังม้า โถมทวนเงยหน้า ดั่งกำลังร้องระงมด้วยความเจ็บปวดต่อราตรี จากนั้นเขาก็สั่งให้สวี่จ้ง เฉินเปา หยวนพ่าน ฯลฯ ที่ตามมา เก็บศพเฉิงเยี่ยน วกหัวม้ากลับ ท่วงทีดั่งพยัคฆ์โกรธ บุกเข้าแนวข้าศึกอีกครั้ง

ครานี้ เพราะความโศกแค้นคลั่งโกรธ ท่วงทีบุกตะลุยของเขายิ่งดุเดือดกว่าเมื่อครู่สิบเท่า คมกล้าหาที่ต้านไม่ ชั่วพริบตาก็แซงซินอ้ายและพลม้าที่เดิมอยู่หน้า กลายเป็นผู้ที่บุกตะลุยอยู่หน้าสุด

ห่างออกไปหลายลี้ ชาวเมืองในอำเภออู่หยางทางเหนือถูกเสียงโห่ฆ่าฟันที่สะเทือนฟ้านี้ปลุกให้ตื่น บ้านที่ใจกล้าก็จุดไฟ เพราะบนกำแพงเมืองยามนี้ไร้ผู้รักษา ชาวเมืองบางคนก็แอบขึ้นไปบนกำแพงเฝ้ามอง เห็นซุนเจินบุกเข้าแนวข้าศึกดั่งเสือพอดี มองไปฝั่งตรงข้ามของเขา ข้ามกองกลางของปอไซไป ซุนเกี๊ยนก็เร่งกองรุกคืบเช่นกัน กำลังสองสายนี้ดั่งดาบคมสองเล่ม แทงทะลวงเข้าปีกสองข้างของปอไซอย่างรุนแรง รุดหน้าเร็วยิ่งนัก

ซุนเจินทั้งตัวอาบเลือด เปลี่ยนม้าสองตัว เปลี่ยนทวนสามเล่ม บาดเจ็บหกแห่ง สู้ตายขึ้นหน้า

ถึงคราวที่ต้องเสี่ยงชีวิตก็ต้องเสี่ยงชีวิต จะทำการใหญ่ไฉนจะเสียดายตัว ต่อให้เห็นใจกองทัพโพกผ้าเหลืองมากเพียงใด บัดนี้พวกเขาก็เป็นข้าศึกที่ต้องห้ำหั่นกันเป็นกันตาย

ซุนเจินมีจิตสำนึกนี้อยู่เดิม อีกทั้งได้เห็นเฉิงเยี่ยนสละชีพปกป้องตนกับตา นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนใกล้ชิดวายชนม์ในศึก ความสะเทือนใจมิพักต้องเอ่ย ความโศกแค้นคลั่งโกรธที่ยากกลั้น ประกอบกับมีพลม้าสองร้อยนายที่โจโฉส่งมาช่วย พลม้าที่ปอไซส่งมาก็ต้านทานไม่ไหวอีกต่อไป ถูกเขาตีแตกพ่าย

ซุนเจินไม่ถอย บุกลึกเข้าในกระบวนข้าศึกต่อ ร้องตะโกนเสียงดังว่า "ซุนเจินอยู่นี่! ปอไซไอ้โจร กล้ามารบหรือไม่ กล้ามารบหรือไม่" ซินอ้ายและพลม้าองครักษ์ พลม้าที่โจโฉส่งมา ตลอดจนสวี่จ้ง เฉินเปา หยวนพ่าน และเจียงฉิน เล่าเติ้ง ฯลฯ ของสองปีก ก็ร้องตะโกนตาม เสียงตะโกนไม่ขาดสาย กึกก้องไปทั่วสนามรบ เหล่าขุนพลรุกหน้าชิงตายไม่หวั่นเกรงสิ่งใด

ไพร่พลโพกผ้าเหลืองขวัญหนีดีฝ่อ ต่างร้องระงมว่า "ตูโหยวฝ่ายเหนือ(26)ต้านไม่อยู่!" แตกพ่ายหนีกระเจิง

ซุนเจินตัดหัวขุนพลฉวยธงข้าศึก ทั้งตีทหารเกราะแกร่งที่ปอไซส่งไว้หลังพลม้าให้แตกพ่ายอีก ก็ยังไม่ถอย จากนั้นก็ฆ่ามุ่งตรงไปยังธงแม่ทัพกองกลางของปอไซ

ลมพัดพาเสียงโห่ร้อง ราตรีมืดเปลวไฟส่องสว่าง มองจากด้านหลัง เห็นแต่ธงทหารของซุนเจินมุ่งหน้าไม่มีผู้ใดต้าน โจโฉอดมิได้ที่จะรั้งม้าชม สรรเสริญว่า "วีรชนแท้!"

ปอไซเห็นซุนเจินกับซุนเกี๊ยนจวนจะถึงกองกลาง รีบส่งทหารเกราะแกร่งขึ้นหน้าสกัดอีก ทว่าสุดวิสัยจะแก้ไขแล้ว

ฮองฮูสงบนเนินเขามองเห็นชัดเจน กองซุนเจินกับซุนเกี๊ยนสองสายอยู่หน้าทัพทั้งปวง ตีปีกสองข้างของปอไซทะลุแล้ว ไม่ช้าก็จะฆ่าถึงกองกลาง

เขากล่าวว่า "นี่คือคราวล้างโจร!" ก็สั่งให้ใต้บังคับตีกลอง

พลราบหมื่นเศษที่นั่งอยู่หลังกองบุกตะลุยของซุนเกี๊ยน ได้ยินเสียงกลองก็ลุกขึ้น ไพร่พลหมื่นเศษริมคูเมืองก็ได้ยินเสียงกลองรุกหน้าเช่นกัน กองจูฮีมีพลหมื่นเศษ แต่กลับสู้ซุนเจินกับซุนเกี๊ยนไม่ได้ จนถึงบัดนี้ยังไม่อาจตีทัพหน้าปอไซให้แตกได้ หน้าแตกไม่เป็นกระบวน ครั้นได้ยินเสียงกลอง ก็ลงสนามด้วยตนเอง เร่งขุนพลใต้บังคับเข้าตี ในชั่วครู่นั้น ทัพฮั่นสี่หมื่นเศษ พลม้าพลราบ พร้อมกันฆ่ามุ่งตรงเข้าหากองกลางของปอไซ

ปอไซนั่งบนหลังม้ากวาดสายตามองรอบด้าน ทั้งซ้ายขวาสองด้านมองเห็นเงาซุนเจินกับซุนเกี๊ยนแล้ว ส่วนหน้าหลังสองด้านก็มีทัพฮั่นสองหมื่นเร่งตีกระชั้น ทางทิศตะวันตกยังมีพลแกร่งทัพฮั่นหมื่นเศษที่สงวนกำลังมาครึ่งค่อนวันร้องตะโกนฆ่ามา เขารู้ว่าคืนนี้จะต้องแพ้แล้ว ก่อการมาจนบัดนี้ไม่ถึงสองเดือน ผู้คนนับสิบหมื่น(27)ที่เกรียงไกรก็จะถูกล้างผลาญจนสิ้น การชิงราชย์ครองใหญ่กลับกลายเป็นความว่างเปล่าชั่วพริบตา

เขาเห็นเหล่าฉวี๋ซ่วย นายกองน้อย พลองครักษ์ใกล้ ๆ เผยสีหน้าหวาดผวา จึงชักกระบี่ออกถือไว้ เบิกตาขึ้งร้องแก่คนข้างกายว่า "คืนนี้แพ้ศึก พวกเราชายชาตรี ตายก็ตายไป จะหวาดผวาทำไม ขอเพียงต้าเสียนเหลียงซือ(28)ยังอยู่ ฟ้าเหลืองช้าเร็วก็ต้องตั้งได้ ไท่ผิงช้าเร็วก็สร้างได้!" เบือนหน้ามองไปทางตะวันออกที่ซุนเจินมา กล่าวด้วยความแค้นว่า "เสียดายแต่ที่ท่านทั้งหลายต้องพ่ายตายไปกับข้า ไม่อาจเห็นวันไท่ผิง เสียดายแต่ที่ไม่อาจล้างซุนโจรนี้ ไม่อาจแก้แค้นแทนน้องข้า!" แล้วเอากระบี่เชือดคอตน

แม้เขาจะเป็นโจรลัทธิ กบฏ ในสายตาทัพฮั่น แต่ในสายตาของเขาเอง เขากลับไม่ถือว่าตนเป็นโจรกบฏ เขาตายเพื่อสร้างไท่ผิง เขาตายเพื่อกวาดล้างเมฆหมอกอัปมงคล เป็นวีรชนชายชาตรี เขาเคยมีไพร่พลใต้บังคับนับสิบหมื่น เคยทำให้แคว้นเมืองตื่นตระหนก เคยสะเทือนถึงราชธานี เขามีศักดิ์ศรีของตนเอง ไม่ยอมตกในมือทัพฮั่นเป็นเชลยรับความอัปยศ

เหล่าพลองครักษ์แย่งกระบี่จากเขาไม่ทัน ประคองศพเขาที่เอนตกจากหลังม้า ร้องโศกพร้อมกันว่า "ซ่างซือตายแล้ว! ซ่างซือตายแล้ว!"

ทัพฮั่นฆ่ามาถึง สี่ด้านล้วนข้าศึก ตีฝ่าวงล้อมไร้หวัง ซ่างซือก็ตายอีก เหล่าฉวี๋ซ่วย นายกองน้อย พลองครักษ์ที่อยู่ข้างปอไซสิ้นหวังถึงที่สุด คนหนึ่งนึกถึงคำสั่งเสียก่อนตายของปอไซ ก็ร้องระงมด้วยความโศกว่า "ซ่างซือกล่าวถูกแล้ว! วันนี้แม้พวกเราพ่าย แต่ฟ้าเหลืองช้าเร็วก็ตั้งได้ โลกไท่ผิงช้าเร็วก็สร้างได้!" เหล่าฉวี๋ซ่วย นายกองน้อย พลองครักษ์ของปอไซหลายสิบคนก็ร้องระงมตามว่า "ฟ้าเหลืองช้าเร็วก็ตั้งได้ โลกไท่ผิงช้าเร็วก็สร้างได้!" ต่างก็ชักดาบออกถือไว้ ตามปอไซเชือดคอตาย

แม้รู้ว่ายอมจำนนเป็นเชลยแล้วอาจถูกฆ่าล้างดั่งเชลยที่คุนเอี๋ยง(29) แต่การณ์บีบบังคับ ไพร่พลโพกผ้าเหลืองที่ถูกล้อมตียังหวังจะรอดชีวิตเฮือกหนึ่ง วางอาวุธคุกเข่ายอมจำนน ที่ไม่ยอมจำนนก็มี บ้างก็ต่อสู้ดื้อด้านจนถูกทัพฮั่นฆ่าตาย บ้างก็เชือดคอตายในแนวรบดั่งปอไซ หลังศึกตรวจนับ ฉวี๋ซ่วย นายกองน้อย และไพร่พลโพกผ้าเหลืองที่ฆ่าตัวตายมีไม่ต่ำกว่าพันคน

ศึกครานี้ รบตั้งแต่ยามสามจนรุ่งสาง

หลังศึกออกจากสนามรบ มาถึงริมทาง ซุนเจินตรวจนับเหล่าขุนพลไพร่พลในสังกัด จึงรู้ว่าจัวเยว่(30)ก็วายชนม์ในศึกเช่นกัน สวี่จ้ง เจียงฉิน ซินอ้าย เล่าเติ้ง เฉินเปา เกาซู่ เฝิงก่ง หยวนพ่าน ฯลฯ ล้วนได้รับบาดเจ็บกันทั้งสิ้น ไพร่พลสองพันบาดเจ็บล้มตายไปสามร้อยเศษ นับแต่ก่อการมาจนบัดนี้ นี่เป็นครั้งที่สูญเสียหนักที่สุด ทั้งยังเป็นครั้งแรกที่มีคนใกล้ชิดวายชนม์ในศึก แถมยังครั้งเดียวเสียสองคน

เหล่าพลองครักษ์หามศพเฉิงเยี่ยนกับจัวเยว่มา วางลงบนทาง

มองดูแขนของเฉิงเยี่ยนที่ยังโอบขึ้นเบื้องบน เนื้อหูข้าศึกที่กัดงับมาในปาก ตลอดจนนัยน์ตาที่ตายแล้วก็ยังมิหลับ หวนระลึกถึงน้ำเสียงรอยยิ้มของเขาในหลายปีที่ผ่านมา ซุนเจินพลิกตัวลงจากหลังม้า ทรุดทับลงบนศพเขา ความโศกท่วมท้นขึ้นมาในใจ

แรกพบเฉิงเยี่ยนเมื่อฤดูสารท วันนั้นซุนเจินขี่ม้าเดี่ยวไปรับตำแหน่งที่ศาลาฝานหยาง เห็นเฉิงเยี่ยนที่หน้าประตูเรือนศาลา ครานั้นเขาพิงวงกบประตูถามไถ่ความประสงค์ของซุนเจินอย่างเกียจคร้าน รอยแผลเป็นดุร้ายดั่งตะขาบบนใบหน้าของเขาคือภาพแรกที่ติดตาซุนเจิน

ถัดจากนั้น ซุนเจินช่วยภรรยาของเขาไว้ เขาคุกเข่าก้มกราบในลานหลัง กล่าวแก่ซุนเจินว่า ชีวิตเส้นนี้ของเขานับแต่นี้ก็เป็นของซุนเจินแล้ว

ถัดมาอีก เขาก็ติดตามซุนเจินออกจากศาลาฝานหยาง ไปตำบลตะวันตก ไปเอี้ยงเต๊ก กลับเองอิม(31) มาเอี้ยงเต๊กอีก ออกศึกในเขต

ในหลายปีที่เขาติดตามซุนเจินมานี้ เขาทำตามคำมั่นของเขา ยามปกติก็ปรนนิบัติรับใช้อยู่หน้าม้าหลังอานอย่างละเอียดถี่ถ้วน ครั้นโพกผ้าเหลืองก่อการ ก็ติดตามฝ่าเป็นฝ่าตาย ซุนเจินไม่หลับ เขาก็ไม่หลับ ซุนเจินไม่กิน เขาก็ไม่กิน ยามเข้าศึก ซุนเจินมักบุกตะลุยขึ้นหน้า เขาก็ไม่หลบอันตรายตามอารักขาติด ๆ บาดเจ็บมาหลายครั้ง

เกาซู่ก็มาสวามิภักดิ์ซุนเจิน เมื่อปีก่อนภรรยาเฉิงเยี่ยนเกือบถูกเกาซู่ชิงเอาไป ตามเหตุผลแล้วเขาควรเกลียดเกาซู่เข้ากระดูกดำ ทว่ากลับไม่เคยปริปากบ่นต่อหน้าซุนเจินแม้สักคำ หลังเกาซู่ได้รับแต่งตั้งจากซุนเจินให้เป็นถุนจ่าง(32) เขาก็ไม่เคยแสดงความไม่พอใจแม้น้อย คอยรับใช้อารักขาซุนเจินเหมือนเดิม ในบรรดาขุนพลใต้บังคับซุนเจิน สวี่จ้ง เจียงฉิน เล่าเติ้ง เฉินเปา เกาซู่ ฯลฯ บ้างก็ห้าวหาญ บ้างก็มีไหวพริบ ต่างมีความถนัด มีเพียงเฉิงเยี่ยนที่ไม่มีความเด่นอื่นใด มีแต่ความภักดี คนหยาบที่ไม่เคยอ่านหนังสือ ไม่รู้หนังสือสักตัวผู้นี้ เพียงเพราะบุญคุณของซุนเจินครั้งเดียว บัดนี้ก็ทำตามคำมั่นของเขา มอบชีวิตของเขาให้ซุนเจิน

ลมวสันต์โชยพัดต้องใบหน้า กลิ่นรวงข้าวสาลีอบอวลอุ่น ใต้แสงอรุณยามรุ่ง ต้นไม้ริมทางเขียวชอุ่ม ต้นหลิวริมลำน้ำข้างเมืองอ่อนช้อย หากไร้กลิ่นควันศึกหลังการรบ นี่คงเป็นเช้าฤดูใบไม้ผลิอันชวนหลงใหล ซุนเจินคุกเข่าก้มตัวลง รูดนัยน์ตาที่เบิกค้างของเฉิงเยี่ยนให้หลับ ฉีกชายเสื้อใต้เกราะออกผืนหนึ่ง เช็ดคราบเลือดบนหน้าบนปากให้เขา เช็ดยังไม่กี่ที ก็เหลือทนความโศกเศร้า ทิ้งชายเสื้อ ปิดหน้าร้องไห้คร่ำครวญ น้ำตาไหลพรากดั่งสายฝน

เฉินเปา เกาซู่ เฝิงก่ง ฯลฯ เป็นชาวบ้านเดียวกับเฉิงเยี่ยน ทั้งยังเป็นคนรู้จักเก่า โดยเฉพาะเฉินเปากับเกาซู่ คนหนึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานเก่าของเฉิงเยี่ยนที่ศาลาฝานหยาง อีกคนหนึ่งเคยข่มเหงเฉิงเยี่ยนเมื่อก่อน ก็ล้วนเศร้าโศกยิ่งนัก

เกาซู่ทรุดตัวลงคุกเข่าดังตุ้บ คุกเข่าหน้าศพเฉิงเยี่ยน ก้มหัวลงก้มกราบกับพื้นแรง ๆ ติด ๆ กัน กล่าวว่า "อาเหยี่ยน ข้าผิดต่อเจ้า! เจ้าตายเพื่อปกป้องท่านซุน นับแต่นี้ไป มารดาของเจ้าก็คือมารดาของข้า ภรรยาของเจ้าก็คือพี่สะใภ้ของข้า วันนี้ข้าจะให้คนไปรับมารดากับภรรยาของเจ้าจากตำบลตะวันตกมาที่บ้านข้า จะดูแลอย่างดีให้จงได้"

เกาซู่เป็นคนหยิ่งผยอง แต่ก่อนที่ตำบลตะวันตกมักทำเรื่องอาศัยอำนาจข่มเหงผู้อื่น แต่นี่เกี่ยวเนื่องกับการอบรมเลี้ยงดูและความเป็นมาแต่เด็กของเขา ตัวเขาเองไม่ได้มีเล่ห์เพทุบายอะไร หลังมาสวามิภักดิ์ซุนเจิน เดิมเขาก็กังวลอยู่บ้างว่าเฉิงเยี่ยนซึ่งเป็นองครักษ์คนสนิทของซุนเจินจะวางขาขัด แก้แค้นเขาหรือไม่ แต่เฉิงเยี่ยนไม่ได้ทำเช่นนั้น ทำให้เขาประหลาดใจยิ่ง บัดนี้เฉิงเยี่ยนวายชนม์ ความรู้สึกผิดท่วมท้นขึ้นในใจ ถ้อยคำเหล่านี้ของเขาออกมาจากก้นบึ้งหัวใจ

เฉินเปารู้จักเฉิงเยี่ยนมานานที่สุด รู้จักเฉิงเยี่ยนตั้งแต่ก่อนซุนเจินเสียอีก สองคนอยู่ในเรือนศาลาเดียวกันทั้งเช้าค่ำ ภายหลังก็มาติดตามซุนเจินด้วยกัน ไมตรีจิตดีมาก เห็นเฉิงเยี่ยนวายชนม์ เขาก็เศร้าโศกยิ่ง แต่ฝืนข่มความเจ็บปวด ปลอบโยนซุนเจินว่า "ท่านซุน คนตายฟื้นคืนมาไม่ได้ อาเหยี่ยนฆ่าโจรแล้วตาย ตายอย่างคุ้มค่า ขอท่านอย่าโศกเศร้าจนเกินไปเลย"

กว่าจะปลอบซุนเจินให้สงบได้ก็ยากเย็น

ซุนเจินเช็ดน้ำตา ไม่นำพาต่อบาดแผลของตน ยังไม่ทันพันแผล ก็ไปปลอบขวัญเหล่าทหารที่บาดเจ็บ กล่าวว่า "เมื่อคืนตีโจรแตก อาศัยกำลังของท่านทั้งหลายแท้ ๆ!" มองดูไพร่พลเบื้องหน้า แล้วมองดูสวี่จ้ง เจียงฉิน ซินอ้าย เล่าเติ้ง เฉินเปา เกาซู่ เฝิงก่ง ฯลฯ อดมิได้ที่จะนึกถึงเฉิงเยี่ยนกับจัวเยว่อีก ความโศกท่วมท้นขึ้นมา ท่ามกลางวงล้อมของไพร่พลขุนพล ก็ร้องไห้คร่ำครวญน้ำตานองหน้าต่อหน้าคนทั้งปวงบนทางอีกครั้ง

ทัพฮั่นศึกครานี้ชนะใหญ่ จับเชลยได้หลายพัน เข้าเมืองอู่หยาง

ปอไซเคยทิ้งพลบาดเจ็บหนักไว้ในอู่หยางบางส่วน พลบาดเจ็บหนักเหล่านี้เมื่อคืนถูกชาวเมืองฆ่าตายไปแล้ว คนนำหลายคนนำชาวเมืองคุกเข่ากราบอยู่สองข้างนอกประตูเมืองรับเสด็จราชทัพ

ฮองฮูสง จูฮี บุนไท่โส่ว ฯลฯ ไปก่อน เว่ยเกียวซิ้ว ฯลฯ ตามหลัง ครั้นซุนเจินกับซุนเกี๊ยนนำกองเดินผ่านมา ชาวเมืองเหล่านี้ต่างเผยสีหน้ายำเกรง ไม่มีอื่น ที่ชาวเมืองเหล่านี้กล้าฆ่าพลบาดเจ็บหนักที่ปอไซทิ้งไว้ ก็เพราะเห็นบนกำแพงเมืองว่าทัพฮั่นได้เปรียบ พวกเขาเห็นความห้าวหาญองอาจอันเป็นเอกของทัพทั้งปวงของซุนเกี๊ยนและซุนเจินกับตา โดยเฉพาะซุนเจิน แต่ก่อนตอนเป็นตูโหยวฝ่ายเหนือ ซุนเจินเคยมาอู่หยาง ขับไล่จับฆ่าขุนนางฉ้อฉลและคหบดีนอกกฎหมายไปหลายคน ครานั้นก็ลือชื่อก้องอู่หยางแล้ว บัดนี้ยังฆ่าข้าศึกองอาจ ยิ่งทำให้ชาวเมืองเหล่านี้ยำเกรงเลื่อมใส

ครั้นเข้าเมือง ฮองฮูสงกับจูฮีสั่งให้รักษาผู้บาดเจ็บ ฝังศพผู้ตาย กวาดล้างทั้งในเมืองนอกเมือง ไล่จับฆ่าพรรคพวกโพกผ้าเหลืองที่เหลือ และสั่งให้ตัดหัวเชลยจนสิ้น ดั่งเมื่อครั้งที่คุนเอี๋ยง เอาหัวพวกนั้นกับหัวพลโพกผ้าเหลืองที่ถูกฆ่าในศึกมารวมกัน ตั้งกองไว้นอกประตูเมือง ก่อเป็นจิงกวาน(33) จัดแจงเรื่องเหล่านี้แบ่งหน้าที่ลงไปแล้ว ฮองฮูสงกับจูฮีก็ไปตรวจค่ายผู้บาดเจ็บก่อน จากนั้นกลับมายังที่ว่าการอำเภออู่หยางซึ่งใช้เป็นที่ตั้งทัพชั่วคราว สั่งเสมียนใต้บัญชาเขียนใบบอกชัยชนะ พร้อมหัวของปอไซกับเหอมั่น(34) ส่งไปยังราชธานี จัดการเรื่องจิปาถะเหล่านี้เสร็จ คืนนั้น ฮองฮูสง จูฮี บุนไท่โส่ว ก็เลี้ยงเหล่าขุนพล

เหล่าขุนพลชุมนุมกันในลานที่ว่าการอำเภอ ฮองฮูสงยืนอยู่บนชานบันได กล่าวแก่คนทั้งปวงว่า "ลำดับที่นั่งวันนี้ ไม่ถือยศสูงต่ำ ถือความชอบในศึก เหวินไถ(35) เจินจือ เชิญเข้านั่งโต๊ะขวา" ในลานมีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ใต้ต้นจัดโต๊ะและที่นั่งสองแถว ภายใต้สายตาจับจ้องของเหล่าขุนพลขุนนาง อันมีเกียวซิ้วและตูเว่ยศักดิ์เทียบสองพันสือ จวินซือหม่าศักดิ์เทียบพันสือ จวินโฮ่วศักดิ์เทียบหกร้อยสือ ฯลฯ ที่ยืนสำรวมอยู่ ซุนเกี๊ยนกับซุนเจินก้าวออกจากแถว เข้านั่งโต๊ะบนทางขวา

รอให้สองคนนั่งลงแล้ว เหล่าขุนพลจึงทยอยเข้านั่งตามลำดับ

ทั้งวงล้วนเป็นขุนนางใหญ่ขุนนางสูงศักดิ์ที่คาดสายถักเขียวประทับตราเงิน คาดสายถักประทับตราทองแดง ใต้ร่มไม้ครึ้ม ซุนเกี๊ยนกับซุนเจินนั่งอยู่เหนือพวกเขา

## เชิงอรรถ

(1) ฉวี๋ซ่วย — หัวหน้ากองใหญ่ในกองทัพกบฏโพกผ้าเหลือง ตำแหน่งแม่ทัพประจำมณฑล (เตียวก๊กตั้งสามสิบหกฟาง แต่ละฟางมีฉวี๋ซ่วยคุม) ปอไซเป็นฉวี๋ซ่วยประจำเองฉวน

(2) ทหารแตกตื่นในค่ายกลางดึก — เหตุที่ไพร่พลในค่ายตื่นตระหนกโกลาหลกลางดึก จนเข้าตีฆ่าฟันกันเอง เป็นเหตุที่แม่ทัพยุคโบราณกลัวที่สุด มักเกิดในกองทัพที่รบมานานจนกำลังอ่อนล้า

(3) โจวย่าฟู — ขุนพลผู้ลือนามต้นราชวงศ์ฮั่น ยกทัพปราบกบฏเจ็ดแคว้น

(4) อู๋อ๋อง — อ๋องแห่งแคว้นอู๋ ผู้นำก่อกบฏเจ็ดแคว้นต่อราชสำนักฮั่น ถูกโจวย่าฟูยกทัพปราบ ครั้งนั้นในค่ายโจวย่าฟูก็เคยเกิดเหตุทหารแตกตื่นกลางดึก

(5) ซีเชียง — ชนเผ่าเชียงทางตะวันตก ราชวงศ์ฮั่นเคยยกทัพไปปราบ ครานั้นในค่ายก็เคยเกิดเหตุทหารแตกตื่นกลางดึกครั้งหนึ่ง

(6) นายกองน้อย — หัวหน้ากองย่อยของกบฏโพกผ้าเหลือง คอยไล่ต้อนไพร่พลเข้าตี ตำแหน่งรองจากฉวี๋ซ่วย

(7) เสินซ่างสื่อ — สมญา (แปลความว่า "ทูตเบื้องบน/ผู้แทนเทพ") ของเตียวมั่นเฉิง หัวหน้ากบฏโพกผ้าเหลืองแห่งน่ำเอี๋ยง

(8) เองฉวน — เขตปกครองที่เองอิมบ้านเกิดพระเอกสังกัด แหล่งกำเนิดยอดกุนซือ

(9) ไท่ผิง — ลัทธิไท่ผิง (ลัทธิสันติมหายุค) ลัทธิเต๋าสายเตียวก๊ก รากเหง้าของกบฏโพกผ้าเหลือง คำขวัญ "ตั้งฟ้าเหลือง สร้างไท่ผิง" หมายถึงสถาปนายุคสันติสุขในความเชื่อของลัทธิ

(10) อู่หยาง — อำเภอในเขตเองฉวน บ้านของหานเสาหนึ่งใน "สี่ผู้เฒ่าแห่งเองฉวน"

(11) กระบวนงูยาว — ขบวนทัพที่ยืดยาวเป็นเส้นเดียวดั่งงู เป็นรูปกระบวนเสียระเบียบที่อันตรายเมื่อถูกตีตัดกลาง

(12) ซ่างซือ — สมญายศ (แปลความว่า "อาจารย์สูงสุด") ของปอไซ ในฐานะผู้นำลัทธิไท่ผิงประจำเองฉวน ไพร่พลโพกผ้าเหลืองใช้เรียกเขา

(13) เสื้อแดงเข้ม — เครื่องแบบทหารฮั่นสีแดงเข้ม เป็นเครื่องหมายแยกจากพลโพกผ้าเหลือง

(14) ฮองฮูสง — แม่ทัพใหญ่แห่งราชวงศ์ฮั่น ผู้บัญชาการหลักในการปราบกบฏโพกผ้าเหลือง

(15) เกียวซิ้ว — ยศทหารระดับกองพัน (ต่ำกว่าแม่ทัพ สูงกว่าพันตรี)

(16) เว่ยเกียวซิ้ว — เกียวซิ้วแซ่เว่ย แม่ทัพฮั่นที่ร่วมกับจูฮีตีสกัดทัพหน้าปอไซ

(17) แค้นที่ฆ่าน้องชายปอไซ — ปอเหลียนน้องชายร่วมท้องของปอไซ ถูกฝ่ายซุนเจินสังหารแต่ก่อน

(18) โจโฉ — มหาเสนาบดีแห่งราชวงศ์ฮั่น ผู้วางรากฐานวุยก๊ก ครานี้ร่วมรบใต้บัญชาฮองฮูสง

(19) เจ็ดฉื่อ — หน่วยความยาวยุคฮั่น 1 ฉื่อราว 23 เซนติเมตร "ถือกระบี่เจ็ดฉื่อ" เป็นสำนวนหมายถึงชายฉกรรจ์ผู้มีปณิธานสร้างความชอบ

(20) พลง้างหน้าไม้ — ทหารที่ใช้เท้าง้างคันหน้าไม้แรงสูงในการยิง

(21) ฉวี — หน่วยทหารยุคฮั่น รองจากปู้ คุมสองถุน

(22) จี่ — อาวุธด้ามยาวปลายเป็นง่ามแหลมผสมกับใบหอก

(23) บุนไท่โส่ว — เจ้าเมือง (ไท่โส่ว) แซ่บุน

(24) นายกองศาลา — หัวหน้าด่านศาลา ตำแหน่งที่ซุนเจินเคยดำรงเมื่อแรกรับราชการ

(25) ศาลาฝานหยาง — ด่านศาลาที่ซุนเจินมาประจำเมื่อแรกรับตำแหน่งนายกองศาลา

(26) ตูโหยวฝ่ายเหนือ — ผู้ตรวจราชการระดับมณฑลฝ่ายเหนือ ตำแหน่งที่ซุนเจินเคยดำรง มีอำนาจสูง

(27) สิบหมื่น — หนึ่งแสน ในที่นี้หมายถึงไพร่พลโพกผ้าเหลืองเรือนแสนที่เคยอยู่ใต้บัญชาปอไซ

(28) ต้าเสียนเหลียงซือ — สมญา (แปลความว่า "มหาปราชญ์ครูประเสริฐ") ที่เตียวก๊กผู้นำลัทธิไท่ผิงใช้เรียกตน

(29) คุนเอี๋ยง — สมรภูมิในเองฉวน ครั้งก่อนทัพฮั่นเคยฆ่าล้างเชลยโพกผ้าเหลืองที่นั่น

(30) จัวเยว่ — นายทหารคนสนิทของซุนเจินที่สละชีพในศึกอู่หยาง เคียงคู่เฉิงเยี่ยน

(31) เองอิม — อำเภอใหญ่ (คือเมืองสวี่ชางในปัจจุบัน) บ้านเกิดของซุนเจิน

(32) ถุนจ่าง — หัวหน้าถุน (หน่วยทหารราวร้อยคน) เทียบนายร้อย

(33) จิงกวาน — เนินกองศพหรือกะโหลกข้าศึกที่ก่อไว้หน้าประตูเมืองเพื่อประจานชัยชนะ

(34) เหอมั่น — แม่ทัพกบฏโพกผ้าเหลืองเองฉวน ฐานะรองจากปอไซ คุมกองตะลุยแนว

(35) เหวินไถ — ชื่อรองของซุนเกี๊ยน

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป