เจ๋อหยงใช้ชีวิตอยู่ที่แฮผีมาอย่างสุขสบาย กำอำนาจเป็นตายในบังคับ ได้รับความไว้ใจจากโตเกี๋ยม สวมแพรพรรณหรู ภักษาหารเลิศ มีผู้ห้อมล้อมหน้า-หลัง ได้สักการะพระพุทธปฏิมา บูรณะเจดีย์ ทุกวันสนทนาพระธรรมกับพระผู้ใหญ่จากถิ่นไกล ดื่มสุรากับลูกน้องสนิทและหลานชาย ล้วนสุขเกษม จะมีก็แต่งานบุญสงฆ์เป็นระยะ แจกสุราอาหารแก่ราษฎร ช่างอยู่เย็นเป็นสุขเพียงใด แต่วันดี ๆ ก็ดับวูบลงสิ้นเมื่อสองวันก่อน
ตั้งแต่ซุนเจินกรีฑาทัพเข้าโจมตี ข่าวร้ายก็ถาโถมไม่ขาดสาย หายใจยังหายใจไม่ทัน
ข่าวเสียเมืองไหวหลิงเพิ่งมาถึง ข่าวเสียอำเภอสูก็ตามมาติด ๆ ตามด้วยแนวกันทัพฝั่งเหนือแม่น้ำไหลพังราบ ทัพซุนเจินข้ามแม่น้ำไหลเข้ามาง่ายดาย ปลายหอกชี้ตรงสู่เซี่ยชิว ยังไม่พอ ยังมีรายงานทางทหารมาว่า กองทัพซุนเกี๊ยนแห่งอิจิ๋วก็เคลื่อนไหวอย่างคะนอง นำทัพขึ้นเหนือถึงไกโป้วจวี้ ราวกับจะประสานคีมกับทัพซุนเจินขนาบทั้งตะวันออก-ตะวันตก กดดันเซี่ยชิวและที่อื่นอย่างหนักหน่วงขึ้นอีก
ยังเท่านั้นไม่สิ้น ยังได้รับรายงานต่อว่า เตียวหยุนนำทัพออกจากอำเภอหลิง บุกเข้าดินแดนแฮผี ชนะศึกสามครั้งสามครา กำลังประชิดเซี่ยเซียงอย่างรวดเร็ว
ข่าวร้ายไม่ว่างเว้น ทำให้เจ๋อหยงปวดเศียรเวียนเกล้า
ขณะรับรายงานว่าเตียวหยุนใกล้ถึงเซี่ยเซียง เขาเพิ่งเลิกประชุมกลาโหมเรื่องทัพหลักซุนเจินมาถึงอำเภอสูแล้ว เมืองแฮผีควรรับมืออย่างไร แต่ได้ยินเหตุการณ์ใหม่นี้ก็สุดปัญญา จำต้องเรียกนายทหารและเสมียนเมืองที่เพิ่งลาไปกลับมาใหม่อีกรอบ
รอให้ผู้ร่วมประชุมมากันครบ เจ๋อหยงให้องครักษ์นำรายงานทางทหารที่ได้รับมาส่งให้พวกเขาดูพลางกล่าวว่า “พวกท่านลองดูเถิด เตียวหยุนใกล้ถึงเซี่ยเซียงแล้ว”
