ครั้นถึงวันรุ่งขึ้นยามพลบค่ำ ซุนเจินก็นำกำลังพลมาถึงตีนเขาหลูหลัง
หลังจากเลือกหุบเขาแห่งหนึ่งที่ค่อนข้างเปิดโล่งใต้ขุนเขาเพื่อตั้งเป็นที่มั่นแล้ว ซุนเจินจึงคอยให้เข้าประชิดเพื่อสังเกตชัยภูมิของเขาหลูหลัง
ขุนเขาลดเลี้ยวกำบัง สายัณห์มืดมัว มองไปทางซ้ายหรือทางขวา ล้วนเป็นภูเขาทั้งใกล้และไกล เบื้องหน้าคือเขาหลูหลังสูงตระหง่านล้ำ มีทางเดินเล็กๆ สายหนึ่งคดเคี้ยวจากตีนเขาขึ้นไป ทางเดินนั้นไม่กว้างนัก แม้ตรงที่กว้างที่สุดก็ยังพอให้คนเดินเคียงคู่ได้แค่สองคน สองข้างล้วนเป็นหินผาและพุ่มไม้เตี้ย ช่วงแรกยังนับว่าค่อยข้างราบเรียบ ครั้นใกล้ถึงกลางเขากลับตั้งชันและชันดิ่งขึ้นมาทันที พอมองสูงขึ้นไปอีก ทางก็ถูกพุ่มไม้และหินผาปิดกั้น มองไม่เห็นแล้ว
ซินอ้าย เจียงฉิน เล่าเติ้ง เตียนอุย ตันเต้า เหอหงี หลี่เซียง ตันอู่ และนายทัพทั้งหลายปรนนิบัติติดตามอยู่เคียงข้างซุนเจิน
ตันเต้ามีนิสัยหนักแน่น ครั้นแหงนมองทางเดินอันตรายสูงชัน สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย เอ่ยว่า “หากผู้ร้ายมีมือเกาทัณฑ์สักร้อยนาย ซุ่มอยู่ที่กลางเขา แล้วยิงลงมาจากที่สูง เกรงว่าถึงเราจะมีทหารนับพันนับหมื่น ก็ยากจะขึ้นไปได้แม้ก้าวเดียว!”
เจียงฉินเอ่ยว่า “ผู้ร้ายมีเพียงพันกว่านาย ย่อมยากนักจะมีมือเกาทัณฑ์ถึงร้อยนาย อย่างมากก็มีแค่ธนูแข็งแรงและหน้าไม้ทรงพลังสักยี่สิบสามสิบคันก็ถือว่าเก่งกาจยิ่งนักแล้ว”
เหอหงีกับหลี่เซียงล้วนเป็นขุนพลฝ่ายสวามิภักดิ์ ทั้งคู่ล้วนคุ้นเคยกับพฤติการณ์ภายในของกองทัพโพกผ้าเหลืองดี จึงเห็นพ้องกับความเห็นของเจียงฉิน
ในศึกซุ่มโจมตีจั่วซวี หลี่เซียงกับเจียงฉินเคยมีเรื่องผิดใจกัน หลี่เซียงชำเลืองมองเจียงฉินแวบหนึ่ง แล้วมิได้กล่าวสิ่งใด
เหอหงีพยักหน้าเอ่ยว่า “ท่านเจียงกล่าวถูกต้องแล้ว คันศรชั้นดีกับเกาทัณฑ์อันทรงพลังนั้นหาได้ยาก กองกำลังของอีฉวีก็เป็นทหารแตกพ่ายอีก หลบหนีเตลิดมาถึงในเขาหลูหลังนี้ด้วยความรีบร้อน เห็นทีคันศรและหน้าไม้ทรงพลังย่อมมีไม่มากเป็นแน่”
ซุนฮิว หานตานหยง เฉิงเจีย เฉินซ่ง ซวนคาง และคนอื่นๆ ก็ตามติดอยู่ด้วย
