นายทหารวัยสามสิบกว่า ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครา นัยน์ตาคมกริบเอ่ยถาม “ท่านแม่ทัพ เหตุใดจึงกล่าวเช่นนี้”
ผู้ที่เอ่ยวาจาผู้นี้คือเฉาเซิ่ง
ลิโป้ก้าวเท้ามาถึงปากกระโจม เอนกายพิงเสา จ้องมองไปไกลยังเมืองติ้งหลิงอยู่ครู่หนึ่ง จึงหันกลับมายิ้มพลางกล่าว “แม้หงจือจะได้รับความช่วยเหลือจากผู้ดีมีตระกูลและตระกูลใหญ่แห่งเองฉวน ระดมไพร่พลได้ถึงห้าพัน แต่ว่าคนห้าพันนี้ล้วนเก็บเล็กผสมน้อยมาจากสารทิศ จะนับว่าเป็นกองทัพอันใดได้? ยังกล้าออกมาโอ้อวดฤทธิ์เดชต่อหน้าพวกเรา ข่มขู่พวกข้าหรือ? ข้ากำลังวิตกว่าเมื่อมันนำทัพหนุนมาถึงแล้ว หากมันสร้างค่ายมั่นไม่ยอมออกมา เลียนแบบเต่าหดหัวซ่อนกระดอง ไม่ยอมออกรบ ได้แต่รอให้ซุนบุ๋นไท่นำไพร่พลมาถึง เมื่อถึงตอนนั้นทัพเราจะออกรบ คงต้องเปลืองแรงไปไม่น้อย แต่ทว่ามันกลับไม่สร้างค่ายตั้งมั่นในทันที กลับตั้งขบวนทัพกลางทุ่งกว้าง นี่ไม่ใช่การเดินเข้ามาหาเองหรือ? ดังสุภาษิตว่า ‘คนอายุแปดสิบกินสารหนู เหนื่อยหน่ายชีวิตแล้ว’ มิใช่รึ?”
บรรดานายทหารในกระโจมได้ยินคำพูดนี้ของลิโป้ ต่างก็เข้าใจว่าลิโป้ดูเหมือนมีความคิดจะนำทัพเข้าตีหงจือ จึงมีนายทหารอีกคนถามขึ้น “ท่านแม่ทัพคิดจะฉวยโอกาสที่หงจือกำลังตั้งขบวน นำทหารออกจากค่ายไปโจมตีหรือขอรับ?”
แม่ทัพผู้นี้อายุสามสิบกว่าเช่นกัน ผิวพรรณเหลืองซีด ผู้นี้คือเกาหย่า
ลิโป้กล่าว “ถูกต้อง!”
เฉาเซิ่งเป็นคนซื่อตรง พูดจาไม่อ้อมค้อม ฉับพลันก็ขมวดคิ้ว กล่าวถึงความกังวลของตนตามตรงว่า “กำลังเสริมที่หงจือคุมมา แม้จะเป็นดังที่ท่านแม่ทัพว่าคือการระดมมาประกอบกัน แต่ก็มีถึงห้าพันนาย เมื่อรวมกับทหารรักษาเมือง ภายในภายนอกก็ปาเข้าไปหกเจ็ดพันคน แถมยังตั้งกระบวนทัพแบบคีมหนีบเข้าไว้ ทัพเราหากจะเข้าโจมตีตรงๆ กระผมเกรงว่าคงจะหาชัยชนะมิได้ง่ายนัก”
ลิโป้หันไปถามนายทหารที่เหลือ “พวกเจ้าคิดว่าอย่างไร?”
