# ตอนที่ 255 — ได้ยินข่าวกลางถนน หยามจวิ้นเฉิง (ตอนต้น)
ครั้นมาถึงหน้าประตูจวนเจ้าเมือง บุนไท่โส่ว ฮองฮูสง จูฮี เฟ่ยช่าง หานเลี่ยง จงฮิว กุยโต๋ กับขุนนางทั้งหลาย รวมทั้งนายอำเภอเอี้ยงเต๊กก็มาอยู่ที่นั่นกันแล้ว ซุนเจิน ตู้อิ้ว กับกัวจวิ้นก้าวเข้าไปคำนับตามธรรมเนียม แล้วเข้าไปยืนในหมู่ขุนนาง
เสมียนผู้น้อยคนหนึ่งควบม้ามาตามถนน ลงจากหลังม้ารีบก้าวเข้ามากราบเรียนว่า "ท่านจู่ปู้(1)นำตัวท่านจื้อสื่อ(2)มาถึงตำบลหนึ่งแล้ว ขอรับ"
อันจื้อสื่อนั้นแม้มีศักดิ์เพียงหกร้อยสือ แต่ก็เป็นทูตของโอรสสวรรค์ เป็นผู้แทนพระองค์ออกตรวจการแคว้นและรัฐทั้งหลายในมณฑล ฉะนั้นเมื่อจื้อสื่อเข้ารับตำแหน่ง บรรดาแคว้นและรัฐทั้งปวงในมณฑลย่อมต้องส่งขุนนางผู้หนึ่งไปคอยรับ ณ เขตแดนมณฑล ดังตำราเก่าว่า "ตามแบบโบราณ รถม้าเทียมสามตัว ห้อยม่านแดงรอบรถ ออกรับ ณ เขตแดนมณฑล" บัดนี้มณฑลอิจิ๋วเกิดศึกสงคราม แคว้นยีหลำ แคว้นเฉิน รัฐเพ่ยกั๋ว ฯลฯ บ้างก็มีโจรโพกผ้าเหลืองอาละวาดอยู่ในแคว้น บ้างก็เส้นทางขาดสะบั้นเดินทางมิได้ จวิ้นโฉ่วและเสนาบดีของแคว้นรัฐเหล่านั้นจึงไม่อาจส่งขุนนางไปคอยรับ ณ เขตแดนมณฑลได้ มีแต่เพียงเขตเองฉวนซึ่งเพิ่งปราบโจรโพกผ้าเหลืองในแคว้นของตนราบคาบเท่านั้นที่ส่งขุนนางผู้หนึ่งไปคอยรับอ้องอุ้น ณ เขตแดนมณฑล ผู้ที่บุนไท่โส่วส่งไปรับนั้นคืออ้องหลานจู่ปู้แห่งมณฑล
อันจื้อสื่อนั้นเป็นทูตที่โอรสสวรรค์ทรงส่งไปยังมณฑลต่าง ๆ เพื่อตรวจตราขุนนางท้องถิ่น บุนไท่โส่วแม้มิจำต้องออกไปรับถึงนอกจวน แต่ก็มิอาจนั่งวางมาดอยู่ในจวนคอยท่าได้ จึงเรียกประชุมเหล่าขุนนางให้มาคอยอยู่ที่หน้าประตูจวน
มีเสมียนผู้น้อยควบม้ามาเป็นระยะ ๆ มิขาดสาย มาแจ้งว่าอ้องอุ้นและอ้องหลานเดินทางมาถึงที่ใดแล้ว เสมียนผู้น้อยเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ที่บุนไท่โส่วส่งไปคอยดักรออยู่ตามตำบลและศาลาต่าง ๆ ข้างหน้าล่วงหน้า ด้วยเหตุนี้ก็แลเห็นได้ว่าบุนไท่โส่วให้ความสำคัญแก่การออกรับอ้องอุ้นคราวนี้เพียงใด ว่าตามหลักแล้ว บุนไท่โส่วเป็นไท่โส่ว มีศักดิ์สองพันสือ ส่วนอ้องอุ้นเป็นเพียงหกร้อยสือ ดูเหมือนไม่จำต้องทำถึงเพียงนี้ ทว่าเฟ่ยช่าง นายอำเภอเอี้ยงเต๊ก หานเลี่ยง จงฮิว กุยโต๋ กับขุนนางทั้งหลายที่ตามมาคอยรับพร้อมบุนไท่โส่ว รวมทั้งซุนเจินด้วย ล้วนมิได้พิศวงกับเรื่องนี้เลย เป็นเพราะจื้อสื่อแม้มีศักดิ์เพียงหกร้อยสือ แต่อำนาจนั้นหนักหนายิ่งนัก
ต้นกำเนิดของจื้อสื่อประจำมณฑลทั้งสองยุคฮั่นนั้นสืบย้อนไปได้ถึงราชวงศ์โจว "(โอรสสวรรค์แห่งโจว)ตั้งขุนนางต้าฟูเป็นสามผู้ตรวจการ ตรวจตรารัฐของบรรดาฟางป๋อ รัฐละสามคน" ครั้นถึงราชวงศ์ฉิน ปฐมจักรพรรดิฉินรวมแผ่นดินเป็นสามสิบหกแคว้น ทุกแคว้นตั้งจวิ้นโฉ่วหนึ่ง จวิ้นเว่ยหนึ่ง และผู้ตรวจการหนึ่ง ผู้ตรวจการนั้นก็คือเจี้ยนยี่สื่อ(3) อันเจี้ยนยี่สื่อนี้แลคือต้นเค้าของจื้อสื่อในยุคฮั่นทั้งสอง หน้าที่คล้ายคลึงกับจื้อสื่อ คือ "สอบสวนการปกครอง ถอด-เลื่อนตามดีชั่ว" นอกจากนี้ยังอาจคุมทหารได้อีกด้วย
ครั้นถึงราชวงศ์เรา ด้วยเหตุที่แคว้นและรัฐตั้งเคียงกัน อำนาจของจวิ้นโฉ่วและเสนาบดีแคว้นรัฐมิหนักหนาเท่าครั้งราชวงศ์ฉิน ฮั่นเกาจู่(4)จึงลดทอนแบบแผนเจี้ยนยี่สื่อลง ครั้นถึงรัชสมัยฮั่นฮุ่ยตี้(5) เขตซานฝู่(6)เกิดการมิชอบด้วยกฎหมายมากมาย จึงเอาอย่างแบบฉิน ส่งยี่สื่อกลับไปตรวจตราซานฝู่อีกครั้ง ภายหลังแคว้นรัฐต่าง ๆ ก็ "ตั้งเจี้ยนฉาหยี่สื่อขึ้นใหม่" ในยามนั้น เจี้ยนฉาหยี่สื่อผู้นี้ยังมิใช่จื้อสื่อ หากเป็นแบบเก่าครั้งราชวงศ์ฉิน ทุกแคว้นทุกรัฐมีผู้หนึ่ง ครั้นถึงรัชสมัยฮั่นอู่ตี้(7) ฮั่นอู่ตี้ตั้งสิบสามมณฑลทั่วแผ่นดิน มิส่งเจี้ยนฉาหยี่สื่อไปยังแคว้นรัฐอีก หากเปลี่ยนเป็นส่งจื้อสื่อมณฑลละหนึ่งคนแทน จึงกลายเป็นแบบแผนตายตัวสืบมา
ในชั้นแรกเริ่มนั้น อำนาจของจื้อสื่อยังมินับว่าหนัก ฮั่นอู่ตี้กำหนดอำนาจตรวจการให้จื้อสื่อหกข้อ ผู้ที่ถูกตรวจจำกัดอยู่แต่เพียงตระกูลใหญ่และผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น กับขุนนางสองพันสือในมณฑลเท่านั้น เรื่องที่ตรวจก็จำกัดอยู่แต่การตรวจการมิชอบด้วยกฎหมายของคนเหล่านี้ ทว่าตามกาลเวลาที่ล่วงไป อำนาจของจื้อสื่อกลับหนักขึ้นทุกที ครั้นถึงปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันตก อำนาจนั้นได้แผ่ลงถึงนายอำเภอแห่งแคว้นรัฐต่าง ๆ ในมณฑล นายอำเภอนั้นใช้สายตราดำ ที่ต่ำลงมาคือเฉิงและเว่ยประจำอำเภอซึ่งใช้สายตราเหลือง ครั้นถึงราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ในศักราชหย่งเจี้ยน(8)ปีแรกรัชสมัยฮั่นซุ่นตี้ ทรงมีพระราชโองการฉบับหนึ่งว่า "ให้จื้อสื่อมณฑลอิว ปิง เหลียง ตรวจสอบขุนนางตั้งแต่สองพันสือลงมาจนถึงสายตราเหลือง ผู้ใดชราอ่อนแอมิอาจรับราชการทหารได้ ให้เสนอชื่อขึ้นมา" อำนาจของจื้อสื่อจึงแผ่ถึงสายตราเหลือง อันเฉิงและเว่ยประจำอำเภอนั้นเป็นขุนนางชั้นต่ำสุดที่ราชสำนักแต่งตั้งโดยตรง มาถึงเพียงนี้ อำนาจตรวจการของจื้อสื่อก็แผ่ขยายไปถึง "ขุนนางที่ราชสำนักแต่งตั้ง" ทั้งปวงในมณฑล
แต่เดิม ตามกฎหกข้อของฮั่นอู่ตี้ จื้อสื่อมีแต่อำนาจตรวจการ ตรวจตราได้แต่ว่าขุนนางสองพันสือปฏิบัติการชอบหรือมิชอบเท่านั้น มิอาจก้าวก่ายการปกครองท้องถิ่นได้ ทว่าเมื่อมีอำนาจตรวจการอยู่แล้ว เพื่อให้ตรวจตราขุนนางใหญ่ในท้องถิ่นได้ดียิ่งขึ้น จื้อสื่อบางคนที่เด็ดเดี่ยวก็เริ่มยื่นมือเข้าก้าวก่ายราชกิจในท้องถิ่น แอบรับฟังการฟ้องร้องของขุนนางและราษฎรเอง นาน ๆ เข้าก็กลายเป็นธรรมเนียม การที่จื้อสื่อก้าวก่ายการปกครองก็กลายเป็นความจริงที่ยอมรับกันแล้ว ครั้นถึงราชวงศ์เรา ฮ่องเต้มิเพียงทรงยอมรับว่าจื้อสื่อมีอำนาจเช่นนี้ หากยังมักมีพระราชโองการให้จื้อสื่อเข้าดูแลราชกิจทั้งปวงด้วยตนเอง โดยเฉพาะการปกครองสำคัญบางอย่าง เช่น "เลิกการห้ามผูกขาดเกลือเหล็ก" ขุดลอกแม่น้ำลำคลอง ตลอดจนสงเคราะห์ราษฎรผู้ประสบภัย ตามปกติเมื่อมีพระบรมราชโองการมอบหมายภารกิจ ก็มักเอ่ย "จื้อสื่อ สองพันสือ" เคียงคู่กัน บางคราวจื้อสื่อมิเพียงก้าวก่ายเท่านั้น หากถึงกับเข้าทำการแทนเสียเลย ดังเช่นเจี่ยฉง(9)ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นเจียวจิ๋วชื่อสื่อในปีนี้เช่นกัน ครั้นถึงตำแหน่ง ด้วยเหตุที่ท้องถิ่นเก็บส่วยภาษีหนักเกินไป ประจวบกับเป็นคราวภายหลังภัยศึก เขาก็ตัดสินใจเองว่า "คัดเลือกขุนนางดี ส่งไปรักษาการตามอำเภอต่าง ๆ" นี่ก็เท่ากับผลักนายอำเภอออกไปเสียข้างหนึ่งโดยสิ้นเชิง เข้าจัดการราชกิจของแคว้นและอำเภอด้วยตนเองโดยตรงเลยทีเดียว
เทียบกับจื้อสื่อครั้งฮั่นอู่ตี้แห่งฮั่นตะวันตกแล้ว จื้อสื่อในราชวงศ์เรามิเพียงขอบเขตตรวจการกว้างขึ้น อาจยื่นมือเข้าราชกิจของแคว้นและอำเภอได้ หากอำนาจฟ้องกล่าวโทษและถวายฎีกาโดยตรงก็หนักขึ้นด้วย แต่เดิมฎีกาที่จื้อสื่อถวายขึ้นนั้นต้องผ่านการสอบทานของกงฝู่(10)แห่งราชสำนักก่อน ดังว่า "ตามแบบเก่า เมื่อโจวมู่ถวายฎีกาว่าขุนนางสองพันสือมิคู่ควรแก่ตำแหน่ง เรื่องล้วนต้องส่งลงสามอัครเสนาบดีก่อน สามอัครเสนาบดีส่งเจ้าพนักงานไปสอบสวน แล้วจึงถอดถอน" หากจื้อสื่อกระทำมิชอบ ก็ให้กงฝู่กล่าวโทษ ทว่าครั้นถึงต้นราชวงศ์เรา อำนาจสอบทานนั้นมิได้มอบแก่สามฝู่อีกต่อไป ดังว่า "(กวงอู่)ฮ่องเต้ครั้งนั้นทรงใช้การพิจารณาด้วยพระองค์เอง มิทรงมอบหมายสามฝู่อีก อำนาจจึงตกแก่ขุนนางผู้ตรวจสอบกล่าวโทษ" ฉะนั้นซ่างซู(11)จึงผูกขาดอยู่ภายใน ส่วนอำนาจการเสนอชื่อและกล่าวโทษในท้องถิ่นก็ตกมาแก่จื้อสื่อ และในราชวงศ์เรานี้เอง จื้อสื่อยังมีอำนาจเสนอชื่ออีกด้วย ดังว่า "พระราชโองการเดือนแปด วันอี่เว่ย ศักราชเจี้ยนอู่ปีที่สิบสอง...ให้ซือลี่ จื้อสื่อ เสนอชื่อเม่าฉาย(12)ได้ปีละหนึ่งคน" ทุกปีอาจเสนอชื่อผู้หนึ่งเป็นเม่าฉายได้
ครั้งราชวงศ์ฉินนั้น เจี้ยนยี่สื่อมีอำนาจคุมทหาร ครั้นเข้าสู่ราชวงศ์ฮั่น จื้อสื่อก็สิ้นอำนาจคุมทหาร ทว่าถึงกลางราชวงศ์เรา เพื่อปราบปรามการลุกฮือของชาวนาและการต่อต้านของชนชาติส่วนน้อย จื้อสื่อก็ได้รับมอบอำนาจคุมทหารอีก รัชสมัยฮั่นอันตี้ ฮั่นหวนเต้ ฯลฯ มิต้องเอ่ยถึง ขอเอ่ยเพียงปีที่โอรสสวรรค์พระองค์ปัจจุบันครองราชย์อยู่นี้ เมื่อห้าปีก่อน ศักราชกวงเหอ(13)ปีที่สอง ชนเผ่าปั่นหมาน(14)แคว้นปาจวิ้นก่อกบฏ ก็เคยทรงส่งอวี้สื่อจงเฉิงชุยอ้าย(15)คุมทัพอี้โจวชื่อสื่อไปปราบ
ดังที่กล่าวมาข้างต้น จื้อสื่อแห่งราชวงศ์เรานั้น ประการแรก ผู้ที่ถูกตรวจสอบครอบคลุมขุนนางที่ราชสำนักแต่งตั้งทั้งปวงในมณฑล ทั้งตระกูลใหญ่ผู้มีอิทธิพล ทั้งอ๋องเชื้อพระวงศ์ ประการที่สอง อาจยื่นมือเข้าการปกครองท้องถิ่น ประการที่สาม มีอำนาจเสนอชื่อและกล่าวโทษ ประการที่สี่ ในยามคับขันมีอำนาจคุมทหาร อันที่จริงได้แปรจากขุนนางตรวจการกลายมาเป็นขุนนางผู้ปกครองชั้นสูงในท้องถิ่นไปแล้ว อาจกล่าวได้ว่า ภาระความสำคัญของมณฑลนั้นเป็นมาช้านานแล้ว
ด้วยเหตุนี้ จื้อสื่อแม้มีศักดิ์เพียงหกร้อยสือ อยู่ในชั้นเซี่ยต้าฟู(16) แต่บุนไท่โส่วผู้มีศักดิ์สองพันสือก็มิได้ถือฐานะตน วางมาดหยิ่งผยองในการต้อนรับเลย ว่าไปแล้ว จื้อสื่อมีศักดิ์หกร้อยสือกลับสามารถตรวจการจวิ้นโฉ่วและเสนาบดีสองพันสือได้ นี่แลคือกุศโลบายของโอรสสวรรค์ ดังว่า "ผู้มีศักดิ์ต่ำแต่ได้รับมอบหมายอันสูง ตำแหน่งเล็กแต่อำนาจหนัก นี่คือนัยแห่งการให้เล็กใหญ่คุมกัน ในนอกถ่วงดุลกัน" คือ "ใช้สิ่งเบาบังคับสิ่งหนัก" จื้อสื่อกับจวิ้นโฉ่วเสนาบดี ฝ่ายหนึ่งตำแหน่งต่ำแต่มีอำนาจตรวจการ อีกฝ่ายแม้ถูกตรวจการแต่ตำแหน่งสูง ต่างถ่วงดุลเล็กใหญ่ระหว่างกัน อำนาจสมดุลกัน การกระทำเช่นนี้ย่อมป้องกันมิให้ท้องถิ่นเกิดภาวะหางใหญ่สะบัดมิไหว ทั้งอาจเสริมอำนาจให้รวมศูนย์อยู่ส่วนกลางได้
…
เสมียนผู้น้อยมาแจ้งต่อเนื่องมิขาด ว่าอ้องอุ้นเดินทางถึงตำบลนั้น อ้องอุ้นเดินทางถึงศาลานี้ ผ่านไปสองยามนาฬิกา รถม้าของอ้องอุ้นก็เข้าสู่เมืองเอี้ยงเต๊ก
คอยอยู่อีกครู่หนึ่ง เสียงล้อรถแล่นมาและเสียงกีบม้าฝีเท้าจัดก้าวมาก็แว่วเข้าโสตของผู้คนที่อยู่หน้าประตูจวน
ซุนเจินชะเง้อมองไปในหมู่คน มองตามถนนไปข้างหน้า ไม่ช้าก็แลเห็นขบวนรถม้าหมู่หนึ่งแล่นมา
เพื่อต้อนรับอ้องอุ้น บุนไท่โส่วให้คนเก็บกวาดถนนเสียทีหนึ่ง ปัดกวาดจนสะอาดหมดจด ประพรมน้ำ ห้ามมิให้ราษฎรเดินผ่าน แล้วส่งพลรักษาเมืองกับขุนนางไปยืนเรียงรายสองข้างถนน ขบวนรถม้าหมู่นี้จึงแล่นเข้ามาถึงหน้าประตูจวนเจ้าเมืองท่ามกลางพลรักษาเมืองและขุนนางที่ยืนเรียงรายเป็นสองแถวขนาบทาง บนถนนที่ว่างเปล่าไร้ผู้คน
ขบวนรถม้าหมู่นี้ข้างหน้ามีผู้นำทาง ข้างหลังมีพลคุ้มกัน เครื่องประดับยศพร้อมสรรพ ถัดจากผู้นำทางและเครื่องประดับยศคือรถคันหนึ่งเทียมม้าสามตัว นี่แลคือรถม้าหลวงที่อ้องอุ้นนั่งมา
อันแบบแผนรถม้าหลวงของฮั่นนั้น ที่สูงสุดคือรถเทียมม้าหกตัวหรือเจ็ดตัว รถม้าหลวงชนิดนี้เป็น "เกียรติยศพิเศษ" มีแต่แม่ทัพผู้ออกศึกแทนพระองค์เท่านั้นจึงนั่งได้ หรืออ๋องในหัวเมืองที่ถูกอัญเชิญมาเป็นโอรสสวรรค์จึงนั่งได้ รองลงมาคือเทียมม้าสี่ตัว ขุนนางต้าฟูนั่ง ถัดลงมาคือเทียมม้าสามตัว ขุนนางเซี่ยต้าฟูนั่ง จื้อสื่อมีศักดิ์หกร้อยสือ อยู่ในชั้นเซี่ยต้าฟู จึงนั่งรถเทียมม้าสามตัว
ตามแบบแผน รถม้าหลวงที่จื้อสื่อนั่งนั้นต้องห้อยม่านแดงรอบรถ แต่รถม้าหลวงคันที่อยู่ตรงหน้านี้กลับเอาม่านแดงที่ห้อยอยู่ข้างหน้าออกเสีย แลจากข้างนอกก็เห็นผู้ที่อยู่ในรถได้
ด้วยเหตุที่มีบุนไท่โส่ว เฟ่ยช่าง จงฮิว กับขุนนางทั้งหลายกั้นอยู่ข้างหน้า ซุนเจินจึงยังมิอาจเห็นหน้าตาของผู้ที่อยู่ในรถได้ เห็นแต่เลา ๆ ว่าผู้หนึ่งสวมเสื้อดำหมวกสูง มือกุมกระบี่ยืนอยู่บนรถ
เขานึกในใจว่า "อ้องอุ้นเอาม่านหน้ารถออกเสีย นี่เป็นการเอาอย่างเรื่องเก่าของกัวเฮ่อ" กัวเฮ่อ(17)มีชื่อรองว่าเฉียวชิง เป็นคนรัชสมัยกวงอู่ตี้ศักราชเจี้ยนอู่ "ได้รับแต่งตั้งเป็นจิงจิวชื่อสื่อ...มีคำสั่งให้ออกตรวจการโดยเอาม่านออก ให้ราษฎรได้เห็นหน้าตาเครื่องแต่งกาย เพื่อแสดงว่ามีคุณธรรม" จื้อสื่อมีหน้าที่มองไกลฟังกว้าง ตรวจตราความดีความชั่ว จึงเอาม่านที่ห้อยข้างหน้าออกเสีย เพื่อแสดงว่าใกล้ชิดราษฎร
บุนไท่โส่วลงจากบันไดออกไปรับ เหล่าขุนนางตามไปด้วย ซุนเจินตามอยู่ในหมู่คน แอบชำเลืองดูหน้าตาอ้องอุ้น
ครั้นรถจอดนิ่งแล้ว อ้องอุ้นมิทันรอขุนนางผู้ติดตามข้างรถมาพยุง ก็ใช้มือยันราวจับบนรถ ก้าวลงมาจากรถสองสามก้าว กิริยาคล่องแคล่วว่องไว ครั้นลงจากรถแล้ว ก็สะบัดสองมือไปข้างหลัง แขนเสื้อยาวสะบัดพลิ้ว เชิดหน้าก้าวเดินรวดเร็วเข้าหาบุนไท่โส่วกับเหล่าคนที่ออกมารับ
ซุนเจินเห็นหน้าตาเขาถนัด เห็นเขาอายุราวห้าสิบ ใต้คางมีหนวดยาวสามเส้น ใบหน้าผอมยิ่งนัก แก้มขวามีไฝดำเม็ดหนึ่ง หลังตรงเหยียด มือกุมกระบี่ก้าวเดินเร็ว แลแล้วก็รู้ว่าเป็นคนเด็ดขาด เขานึกในใจว่า "ตระกูลอ้องอุ้นเป็นตระกูลชั้นนำของมณฑลมาหลายชั่วคน ได้ยินว่าแต่เยาว์เขาชอบการใหญ่ มีปณิธานจะสร้างคุณงามความดี มิเพียงท่องบ่นคัมภีร์เป็นนิจ หากยังหมั่นฝึกควบม้ายิงธนูทุกเช้าค่ำ ข้าดูหน้าตาเขา หนวดผมขาวดำปนกัน ปีนี้ยังไม่ถึงห้าสิบ เกรงว่าก็ใกล้แล้ว แต่เมื่อครู่ลงจากรถกลับมิรอให้คนพยุง กิริยาคล่องแคล่ว สมแล้วที่เป็นผู้พร้อมทั้งบุ๋นทั้งบู๊" บุนไท่โส่ว ฮองฮูสง จูฮีพบกับอ้องอุ้น ทั้งสามรู้จักกันมาแต่ก่อนแล้ว การปราศรัยทักทายมิขอกล่าวถึง
ซุนเจินยืนตามหลังบุนไท่โส่วร่วมกับจงฮิว กุยโต๋ กับขุนนางทั้งหลาย น้อมกายคอยรับ
ตู้อิ้วอยู่ข้างซุนเจิน ใช้ข้อศอกสะกิดซุนเจิน กระซิบว่า "ผู้เฒ่าท่านนั้นคือลิ่วหลงเซียนเซิง(18)ใช่ไหม" ซุนเจินแอบเอียงหน้าไปดู
ถัดจากรถม้าหลวงของอ้องอุ้นมีรถเหยา(19)เทียมม้าสองตัวบ้างม้าตัวเดียวบ้างตามมาหลายสิบคัน ยามนี้ขุนนางที่ยืนอยู่ในรถเหยาต่างทยอยลงจากรถ กะคร่าว ๆ เห็นจะราวยี่สิบสามสิบคน ล้วนเป็นเจ้าพนักงานในสังกัดของอ้องอุ้น แต่แรกเริ่มนั้น จื้อสื่อไม่มีเจ้าพนักงานในสังกัดประจำตัว ดังว่า "จื้อสื่อเลือกเอาขุนนางสองพันสือและฉงซื่อจากในมณฑลของตนได้" ล้วนเอาขุนนางผู้น้อยในแคว้นต่าง ๆ ของมณฑลมาเป็นฉงซื่อของจื้อสื่อชั่วคราว นับแต่ปลายฮั่นตะวันตกเป็นต้นมา จื้อสื่อจึงมีเจ้าพนักงานในสังกัดอย่างเป็นทางการ ดังว่า "รัชสมัยฮั่นหยวนตี้ เฉิงเซียงยหวีติ้งกั๋ว(20)จัดวางอัตราเจ้าพนักงานตามขนาดของมณฑล มีจื้อจง เปี๋ยเจี้ย ฉงซื่อประจำเขตต่าง ๆ ศักดิ์ล้วนร้อยสือ เสมอด้วยฉงซื่อของแคว้นต่าง ๆ" เจ้าพนักงานในสังกัดของจื้อสื่อในราชวงศ์เราล้วนให้จื้อสื่อแต่งตั้งเรียกใช้เอง
จื้อสื่อตรวจการมณฑลหนึ่ง อำนาจก็ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เจ้าพนักงานในสังกัดก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ บ้างก็คล้ายเจ้าพนักงานในสังกัดของแคว้นและอำเภอ บ้างก็ต่างกัน เจ้าพนักงานคนสำคัญมีเปี๋ยเจี้ยฉงซื่อ จื้อจงฉงซื่อ ปู้จวิ้นกั๋วฉงซื่อสื่อ จู่ปู้ ฉงซื่อประจำกรมต่าง ๆ เช่นปู้เฉา ปิงเฉา อี้เฉา กับกงเฉาซูจั่ว เตี่ยนจวิ้นซูจั่ว ตลอดจนเซี่ยวจิงซือผู้คุมการสอบคัมภีร์ เยว่ลิ่งซือผู้ดูแลฤดูกาลและการเซ่นไหว้ ลหวี่ลิ่งซือผู้ชำระตัดสินตามกฎหมาย เป็นต้น เจ้าพนักงานเหล่านี้บ้างมีเพียงผู้เดียว บ้างมีหลายคน อาทิ "ปู้จวิ้นกั๋วฉงซื่อสื่อ"(21) ตำแหน่งนี้มีหลายคน เป็นตำแหน่งที่คอยตรวจตราแคว้นและรัฐต่าง ๆ ในมณฑลโดยเฉพาะ ในมณฑลมีกี่แคว้นกี่รัฐก็ตั้ง "ฉงซื่อสื่อ" เท่านั้น ฉงซื่อสื่อแต่ละคนตรวจการเฉพาะแคว้นหนึ่งหรือรัฐหนึ่ง มณฑลอิจิ๋วมีแคว้นรัฐรวมหกเขต ลำพังปู้จวิ้นกั๋วฉงซื่อสื่อก็มีหกคนแล้ว บรรดาเจ้าพนักงานในสังกัดทั้งปวง เปี๋ยเจี้ยฉงซื่อกับจื้อจงฉงซื่อสองตำแหน่งนี้สูงสุด
เปี๋ยเจี้ยฉงซื่อ ตามความหมายของชื่อ "เปี๋ยเจี้ย" ก็คือนั่งรถม้าหลวงแยกคันมา นั่งรถแยกอีกคันหนึ่งตามจื้อสื่อตระเวนมณฑล เป็นมือซ้ายมือขวาของจื้อสื่อ ดังว่า "ภาระหน้าที่หนักเท่าครึ่งหนึ่งของจื้อสื่อ" ส่วนจื้อจงฉงซื่อคล้ายกงเฉาของแคว้นและอำเภอ ดูแลการคัดเลือกแต่งตั้งและกิจทั้งปวง เป็น "ภาระคู่ใจ" ของจื้อสื่อ สองตำแหน่งนี้ เปี๋ยเจี้ยฉงซื่อดูแลกิจภายนอก จื้อจงฉงซื่อดูแลกิจภายใน ฝ่ายแรกสูงกว่าฝ่ายหลังเล็กน้อย
ยามนี้ ขุนนางผู้ติดตามของอ้องอุ้นทยอยลงจากรถ ไปยืนอยู่หลังอ้องอุ้น มีสองคนเดินอยู่หน้าขุนนางทั้งหลาย "ผู้เฒ่าท่านนั้น" ที่ตู้อิ้วเอ่ยถึงก็คือหนึ่งในสองคนนี้ ซุนเจินแลเห็นในแวบเดียว ผู้เฒ่าท่านนี้อายุราวหกสิบ หน้าตาผ่ายผอม สวมหมวกสูงเสื้อดำ พกกระบี่ หนวดเครายาวบาง ขาวไปสิ้นแล้ว แต่หวีจัดเรียบร้อยมิให้คลาดสักเส้น ในชั่ววูบหนึ่ง เขาจำมิได้ว่าผู้นี้ใช่ซุนซองหรือไม่
ซุนซองออกจากบ้านไปสิบกว่าปีก่อน ซุนเจินทะลุข้ามภพมาก็มิเคยพบเขาเลย "ซุนเจินคนก่อน" แม้เคยพบซุนซอง แต่ครั้งนั้นยังเป็นเด็กเล็ก ผ่านมาหลายปีปานนี้ ความทรงจำก็เลือนรางไปนานแล้ว เขาฝืนนึกอย่างยากเย็น ตู้อิ้วรอไม่ไหว สะกิดเขาอีกครั้ง ถามว่า "ใช่หรือไม่" ในที่สุดซุนเจินก็นึกหน้าตาของซุนซองออก เทียบกับผู้เฒ่าที่อยู่ตรงหน้า แม้มีต่างกันเล็กน้อย เช่น ซุนซองในความทรงจำอ้วนกว่าผู้นี้เล็กน้อย และซุนซองในความทรงจำหนวดผมล้วนดำ อีกทั้งซุนซองในความทรงจำใบหน้าก็มิได้มีริ้วรอยมากเช่นนี้ แต่นี่ล้วนเป็นรอยที่กาลเวลาทิ้งไว้ เขามั่นใจว่าผู้นี้คือซุนซอง จึงพยักหน้าเบา ๆ
ตู้อิ้วกระซิบว่า "ถ้างั้นท่านยังไม่รีบไปคารวะอีกหรือ"
"ใต้เท้าเจ้าเมืองกับท่านแม่ทัพทั้งสองกำลังสนทนากับฟางป๋อ(22)อยู่ ข้าจะออกจากแถวไปอย่างบุ่มบ่ามได้อย่างไร" ฟางป๋อเป็นชื่อเรียกอีกอย่างของจื้อสื่อ
กุยโต๋ก็อยู่ข้างซุนเจินเช่นกัน เขากระซิบเบา ๆ ว่า "ผู้เฒ่าท่านนี้คือลิ่วหลงเซียนเซิง ถ้าเช่นนั้นผู้ที่อยู่ข้างเซียนเซิงก็คงเป็นขงหยงสินะ"
ซุนซองและขุนนางในมณฑลลงจากรถแล้ว ยามนี้กำลังเดินไปทางหลังอ้องอุ้น ซุนซองเดินเคียงไหล่กับอีกผู้หนึ่ง เดินอยู่หน้าสุด
ผู้นี้อายุสามสิบเศษ หมวกและเข็มขัดเรียบร้อย เสื้อดำคาดเข็มขัดหนัง พกกระบี่ยาว เดินเป็นจังหวะก้าวเหลี่ยมตรง ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มนุ่มนวล เดินไปพลางก็มองพลรักษาเมืองที่ยืนข้างถนนมิวางตา ครั้นแล้วก็มองบุนไท่โส่ว ฮองฮูสง จูฮี ครั้นแล้วก็มองเหล่าขุนนางที่น้อมกายยืนคอยรับ ต่อมาก็มองพลจี่ที่อยู่หน้าจวนเจ้าเมือง ครั้นแล้วก็แหงนมองหวนเปี่ยว(23)ที่อยู่หน้าจวนเจ้าเมือง สุดท้ายสายตาก็กลับไปอยู่ที่อ้องอุ้น เดินไปยืนอยู่หลังอ้องอุ้น ยืนนิ่งคู่กับซุนซอง แล้วก็เหลือบมองเข้ามาในหมู่ขุนนางอีกครั้ง ดวงตาเต็มไปด้วยความใคร่รู้
ตู้อิ้วกระซิบเบา ๆ ว่า "ผู้นี้คือขงบุ๋นกื้อหรือ" ด้วยน้ำเสียงแคลงใจ
ซุนเจินก็แคลงใจยิ่งนัก หน้าตาท่าทางของอ้องอุ้นและซุนซองใกล้เคียงกับที่เขาวาดภาพไว้ แต่ภาพลักษณ์ของ "ขงหยง" ผู้นี้กลับต่างจากที่เขาคิดไว้มากนัก เมื่อครู่ระหว่างทางออกจากจวน กุยโต๋กับตู้อิ้วเล่าเรื่องราวของขงหยงให้ฟังบ้าง ประกอบกับที่ซุนเจินรู้เรื่องขงหยงมาแต่ก่อน ในห้วงคำนึงของซุนเจินก็ก่อภาพบัณฑิตผู้ซื่อตรงเด็ดเดี่ยวขึ้นแล้ว ทว่าผู้ที่อยู่ตรงหน้านี้กลับมิมีท่าทีแข็งกร้าวจองหองแม้แต่น้อย รอยยิ้มบนใบหน้า แววตาใคร่รู้ ให้ความรู้สึกอ่อนโยนยิ่งนัก ทว่าผู้นี้ต้องเป็นขงหยงแน่ เขากระซิบว่า "ฟางป๋อแต่งตั้งขงบุ๋นกื้อเป็นจื้อจงฉงซื่อ ท่านผู้นี้เดินอยู่หน้าเหล่าเจ้าพนักงานในสังกัด เคียงไหล่กับท่านปู่ร่วมตระกูลของข้า นอกจากท่านขงแล้วก็หามีผู้อื่นไม่" อ้องอุ้นแต่งตั้งขงหยงเป็นจื้อจงฉงซื่อ แต่งตั้งซุนซองเป็นเปี๋ยเจี้ยฉงซื่อ ผู้นี้สามารถเดินเคียงไหล่กับซุนซอง เดินอยู่หน้าสุดได้ ก็มีแต่ขงหยงเท่านั้น
ซุนซองและขงหยงนำเจ้าพนักงานในสังกัดของมณฑลเดินมายืนเรียบร้อยอยู่หลังอ้องอุ้น การปราศรัยทักทายระหว่างอ้องอุ้นกับบุนไท่โส่ว ฮองฮูสง จูฮีก็จบลงตอนหนึ่ง
อ้องอุ้นกล่าวแก่บุนไท่โส่วว่า "โจรในยีหลำอาละวาด เส้นทางขาดสะบั้น ข้าพเจ้ายังไปยังที่ว่าการมิได้ จำต้องพำนักอยู่ในมณฑลของท่านไปก่อนแล้ว"
บุนไท่โส่วกล่าวว่า "มณฑลของข้าพเจ้าเพิ่งผ่านศึกโจร กำลังต้องการปลอบประโลมราษฎร ท่านรับพระบรมราชโองการมาถึง ราษฎรต่างชื่นบาน หากท่านพำนักรถม้าหลวงในมณฑลของข้าพเจ้าได้ ก็เป็นบุญของมณฑลแล้ว" อันจื้อสื่อแต่เดิมไม่มีที่ว่าการประจำ ดังว่า "จื้อสื่อนั่งรถม้าหลวง ตระเวนแคว้นและรัฐ" อยู่มิเป็นที่ ภายหลังจึงค่อยมีที่ว่าการประจำ ที่ว่าการประจำของอิจิ๋วชื่อสื่ออยู่ที่อำเภอเจียวแห่งรัฐเพ่ยกั๋ว ปัจจุบันยีหลำและที่ต่าง ๆ เกิดจลาจลใหญ่ เส้นทางขาดสะบั้นเดินทางมิได้ อ้องอุ้นจึงจำต้องพำนักอยู่ในเองฉวนก่อน
## เชิงอรรถ
(1) จู่ปู้ — หัวหน้าเสมียนคุมเอกสาร คนสนิทของเจ้าเมือง/นายอำเภอ รองจากกงเฉา ในที่นี้หมายถึงอ้องหลานจู่ปู้แห่งเมืองเองฉวน
(2) จื้อสื่อ — ข้าหลวงมณฑล ผู้ว่าราชการระดับมณฑลฝ่ายตรวจการ มีศักดิ์เพียงหกร้อยสือ แต่เป็นทูตของโอรสสวรรค์ มีอำนาจตรวจสอบขุนนางท้องถิ่นทั่วมณฑล
(3) เจี้ยนยี่สื่อ — ขุนนางตรวจการสมัยฉินและต้นราชวงศ์ฮั่น เป็นต้นกำเนิดของจื้อสื่อ มีหน้าที่สอบสวนการปกครอง ถอด-เลื่อนขุนนางตามดีชั่ว
(4) ฮั่นเกาจู่ — พระเจ้าฮั่นเกาจู่ (เล่าปัง) ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ผู้ลดทอนแบบแผนเจี้ยนยี่สื่อลง
(5) ฮั่นฮุ่ยตี้ — พระเจ้าฮั่นฮุ่ยตี้ ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันตก รัชสมัยที่ตั้งเจี้ยนยี่สื่อกลับไปตรวจตราเขตซานฝู่
(6) ซานฝู่ — เขตสามเขตรอบนครหลวงเก่าฉางอานแห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ดินแดนมั่งคั่ง
(7) ฮั่นอู่ตี้ — พระเจ้าฮั่นอู่ตี้ ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ผู้ตั้งสิบสามมณฑลทั่วแผ่นดิน และวางแบบแผนจื้อสื่อตรวจการหกข้อ
(8) ศักราชหย่งเจี้ยน — ศักราชในรัชสมัยฮั่นซุ่นตี้แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันออก คราวมีพระราชโองการขยายอำนาจตรวจการของจื้อสื่อถึงขุนนางสายตราเหลือง
(9) เจี่ยฉง — ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นเจียวจิ๋วชื่อสื่อในปีเดียวกัน ครั้นถึงตำแหน่งก็คัดเลือกขุนนางดีไปรักษาการตามอำเภอเอง เป็นตัวอย่างจื้อสื่อที่ก้าวก่ายงานปกครอง
(10) กงฝู่ — สำนักของอัครเสนาบดีและขุนนางชั้นสูงในราชสำนัก ทำหน้าที่สอบทานฎีกาที่จื้อสื่อถวายขึ้น
(11) ซ่างซู — สำนักราชเลขาธิการในราชสำนัก ผู้กุมอำนาจกิจการภายในราชสำนัก
(12) เม่าฉาย — ชั้นการคัดเลือกผู้มีคุณวุฒิที่จื้อสื่อหรือมณฑลเสนอชื่อได้ปีละหนึ่งคน (คู่กับเซี้ยวเหลียน)
(13) ศักราชกวงเหอ — ศักราชในรัชสมัยฮ่องเต้พระองค์ปัจจุบัน (ฮั่นเลนเต้)
(14) ปั่นหมาน — ชนเผ่าปั่นหมานแห่งแคว้นปาจวิ้น ผู้ก่อกบฏในศักราชกวงเหอปีที่สอง
(15) ชุยอ้าย — อวี้สื่อจงเฉิง (ขุนนางตรวจการรองในราชสำนัก) ผู้คุมทัพอี้โจวชื่อสื่อไปปราบชนเผ่าปั่นหมานแห่งแคว้นปาจวิ้น
(16) เซี่ยต้าฟู — ชั้นยศขุนนางต้าฟูระดับล่าง จื้อสื่อศักดิ์หกร้อยสือจัดอยู่ในชั้นนี้
(17) กัวเฮ่อ — อดีตจิงจิวชื่อสื่อในรัชสมัยกวงอู่ตี้ศักราชเจี้ยนอู่ ผู้ริเริ่มเลิกม่านแดงหน้ารถเพื่อให้ราษฎรได้เห็นหน้า อ้องอุ้นเอาอย่าง มีชื่อรองว่าเฉียวชิง
(18) ลิ่วหลงเซียนเซิง — สมญา "อาจารย์หกมังกร" ของซุนซอง หนึ่งในแปดมังกรตระกูลซุน
(19) รถเหยา — รถม้าเปิดโล่งไม่มีหลังคาม่าน สำหรับขุนนางนั่งตรวจราชการ
(20) ยหวีติ้งกั๋ว — เฉิงเซียง (อัครเสนาบดี) รัชสมัยฮั่นหยวนตี้ ผู้วางอัตราเจ้าพนักงานประจำจื้อสื่อ ทั้งจื้อจง เปี๋ยเจี้ย และฉงซื่อประจำเขตต่าง ๆ
(21) ปู้จวิ้นกั๋วฉงซื่อสื่อ — เจ้าพนักงานเฉพาะที่คอยตรวจการแคว้นและรัฐแต่ละเขตในมณฑล มีจำนวนเท่าจำนวนแคว้นรัฐ (อิจิ๋วมีหกแคว้นรัฐจึงมีหกคน)
(22) ฟางป๋อ — ชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งของจื้อสื่อ
(23) หวนเปี่ยว — เสาหินสูงปลายไขว้ ใช้บอกทางและเป็นเครื่องหมายประดับหน้าสถานที่ราชการ