# ตอนที่ 254 — หว่านพรรคพวก เลี้ยงพยัคฆ์เสือดาว
แม้โจโฉปรารถนาจะพบซุนซองสักครั้ง แต่หาได้มีเวลาเหลือพอไม่ ครั้นจัดงานเลี้ยงต้อนรับซุนเจินและซุนเกี๊ยนแล้ว บิดาของเขาก็ส่งหนังสือมาเร่งรัด เขาจึงจำต้องอำลากลับเข้าเมืองหลวง
ซุนเกี๊ยนและซุนเจินส่งโจโฉไปจนถึงเขตแดนอำเภอเอี้ยงเต๊ก
ณ ริมฝั่งแม่น้ำอิ่งสุ่ย ทั้งสามต่างอาลัยอาวรณ์มิอยากจากกัน ซุนเจินหักกิ่งหลิวมอบให้เป็นที่ระลึก โจโฉก็ปลดถุงหัวเสือที่สวมติดกายมอบให้เป็นการตอบแทน
ครั้นส่งโจโฉไปแล้ว วันรุ่งขึ้นซุนเจินก็ไปเข้าเวรที่ท้องพระโรงเมือง ในศึกหน้าเมืองด้านใต้อำเภออู่หยางคราวก่อน แม้เขาต้องบาดเจ็บถึงหกแผล ทว่าด้วยเกราะเกล้าเป็นเลิศ ทั้งมีทหารองครักษ์คุ้มกัน บาดแผลที่ได้รับล้วนเป็นแผลเบา บำรุงรักษามาหลายวันก็ค่อยทุเลาเกือบหายดี เขาเป็นปิงเฉาเฉวียน(เจ้ากรมทหาร)(1)ประจำเมือง แม้มีซีจื้อไฉและสวี่จ้ง สองปิงเฉาสื่อรักษาการแทนในการบังคับบัญชาราชการทหารของเมืองอยู่ แต่ในฐานะหัวหน้าเสมียน(2) ก็มิอาจขาดเวรเป็นเวลานานได้
เขาไปคำนับบุนไท่โส่วก่อน ขอเลิกการลาป่วย แล้วจึงไปยังปิงเฉาเยวี่ยน(ที่ทำการกรมทหาร)ซึ่งตั้งอยู่ลานหน้าของท้องพระโรงไท่โส่ว
ซีจื้อไฉและสวี่จ้งสองคนนำเอกสารราชการและกิจการทหารในช่วงนี้ขึ้นเสนอ
ซุนเจินคลี่ออกพินิจดู เนื้อความมีอยู่สามด้านเป็นใหญ่ ด้านหนึ่งคือการปลอบขวัญทหารที่บาดเจ็บล้มตาย ด้านหนึ่งคือเพื่อป้องกันมิให้พรรคโพกผ้าเหลืองที่ยังหลงเหลือก่อการขึ้นอีก จึงเสริมการเฝ้าระวังป้องกันในเมืองตามคำสั่งบุนไท่โส่ว และอีกด้านหนึ่งคือการประสานกับตู้อิ้ว เจ๋อเฉาเฉวียน(เจ้ากรมโจร)(3) เพื่อปราบปรามจับฆ่ากลุ่มโจรหลายพวกที่ฉวยโอกาสก่อตัวขึ้นในระยะนี้
เขาพลิกดูไปทีละม้วน เมื่อมาถึงม้วนหนึ่งก็หยุดลง ม้วนนี้คือใบประกาศ(4)ที่บุนไท่โส่วออกมา
เขาพิเคราะห์ดูโดยถี่ถ้วน แล้วกล่าวว่า "ใต้เท้ามีดำริจะขยายกำลังพลรักษาเมืองหรือ? อีกทั้งจะให้พวกเราเสริมการฝึกฝนพลรักษาเมืองด้วยหรือ?"
ซีจื้อไฉตอบว่า "ขอรับ"
"ใบประกาศนี้ออกมาเมื่อใด?"
"ออกเมื่อบ่ายวานนี้เอง เดิมข้าคิดจะไปยังเรือนของท่านเพื่อปรึกษากันสักหน่อย แต่ถูกเรื่องจุกจิกอื่นรั้งตัวไว้ ยุ่งอยู่จนดึกดื่น จึงมิได้ไป พอดีท่านมาเข้าเวรในวันนี้ ใต้เท้านี้ก็เปรียบดั่งล้อมคอกเมื่อวัวหาย(5) ทว่ายังไม่สายเกินการ ใบประกาศของใต้เท้าฉบับนี้ ท่านเห็นเป็นประการใด?"
เมื่อเห็นใบประกาศของบุนไท่โส่วฉบับนี้ ก็ปลุกความคิดอย่างหนึ่งในใจซุนเจินขึ้นมา
นับแต่ทราบว่าฮองฮูสงเสนอชื่อเขาเป็นจั่วจวินซือหม่า(6) เขาก็ครุ่นคิดอยู่ว่าควรจัดวางผู้คนใต้บังคับและทหารเหล่านี้ของตนอย่างไรดี
ว่าด้วยเรื่องทหารก่อน มีสองเรื่องที่ต้องจัดการให้เรียบร้อย
ประการแรก ทหารที่ติดตามเขานั้นโดยมากเป็นคนของเมืองนี้ บัดนี้โพกผ้าเหลืองแห่งเองฉวนสงบราบคาบแล้ว คาดว่าจะมีทหารจำนวนหนึ่งไม่ยินดีจะติดตามเขาออกไปรบนอกเมืองอีก ทหารเหล่านี้ต้องปลดประจำการให้เหมาะสม
เขาอยู่ร่วมกับทหารทั้งเช้าค่ำ จึงค่อนข้างรู้ถึงความเป็นไปในครอบครัวและความคิดของแต่ละคน กะประมาณดูแล้ว ทหารที่อยากกลับบ้านน่าจะมีราวหลายร้อยคน
อนึ่ง ในบรรดาพลเดินเท้าและพลม้าสามพันนี้ มีไม่น้อยที่สิ้นญาติพี่น้องไปแล้ว พวกเขาเข้าเป็นทหารตีโพกผ้าเหลืองก็เพราะคนในครอบครัวตายไปในกลียุค ประการต่อมา บัดนี้กิตติศัพท์ซุนเจินเลื่องลือไปไกล ทั้งรางวัลกับโทษก็เที่ยงตรงแจ่มชัด ยามควรปูนบำเหน็จก็ไม่เคยตระหนี่ทรัพย์ ในหมู่ทหารมีไม่น้อยที่อยากเอาดิบเอาดี ไขว่คว้าหาที่ทางตั้งตัว การติดตามเขาจึงนับเป็นทางเลือกที่ดียิ่ง ฉะนั้น เขาจึงคาดว่าคนที่อยากไปก็คงมีเพียงหลายร้อยคนเท่านั้น
ประการที่สอง ที่ฮองฮูสงเสนอชื่อเขานั้นเป็น "จั่วจวินซือหม่า" หาใช่ "เปี๋ยปู้ซือหม่า"(7) ไม่ เปี๋ยปู้ซือหม่ามีสิทธิ์คุมกองทัพโดยลำพังได้ แต่จั่วจวินซือหม่าหามีสิทธิ์นี้ไม่
ในเมื่อมิอาจคุมทัพต่างหากได้ ก็ต้องฟังบัญชาแม่ทัพเบื้องบน ในกองของเขามีพลเดินเท้าและพลม้าสามพัน เป็นนายทหารในสังกัดผู้หนึ่งย่อมมากเกินไปสักหน่อย กองของซุนเกี๊ยนยังมีเพียงพันเศษ แม้โย่วจงหลางเจียงผู้ทรงเกียรติอย่างจูฮีก็นำพลมาเพียงหมื่นเศษเท่านั้น เขาคาดว่าอย่างมากตนก็คงนำพลเดินเท้าและพลม้าได้สักพันเศษอย่างซุนเกี๊ยนก็ดีถมไป เช่นนั้น พลเดินเท้าและพลม้าที่เกินมาจึงต้องคิดหาทางจัดวางเสีย
เมื่อรวมกับเรื่องแรกแล้ว ก็คือว่ายังมีคนอีกราวพันที่ต้องจัดวางต่างหาก
การปลดประจำการนั้นง่าย ให้เงินก็เสร็จเรื่อง แต่การจัดวางนั้นกลับยุ่งยากอยู่บ้าง เขาเพ่งดูใบประกาศฉบับนี้แล้วคิดในใจว่า "ง่วงนอนแท้ ๆ ก็มีใครเอาหมอนมาส่งให้(8) ข้ากำลังกลุ้มใจว่าทหารที่เกินมาจะจัดวางอย่างไร ใต้เท้าก็จะ 'ขยายกำลังพลรักษาเมือง' พอดี หากจับโอกาสนี้ไว้ได้เล่า?" เขาจึงกล่าวแก่ซีจื้อไฉและสวี่จ้งว่า "แม้ปอไซและเหอม่านถูกตัดหัวไปแล้ว ก็มิอาจตัดได้ว่าในเมืองไม่มีพรรคโพกผ้าเหลืองหลงเหลืออยู่ อีกทั้งเพราะกบฏก่อกลียุค โจรผู้ร้ายในที่ต่าง ๆ ก็ผุดขึ้นดั่งฝูงผึ้ง ศึกที่เอี้ยงเต๊กคราวนั้น พลรักษาเมืองล้มตายไปไม่น้อย เมื่อทหารน้อยก็มิพอจะข่มขู่เหล่าโจร สมควรเติมและขยายขึ้นสักหน่อยจริง ๆ คำสั่งใต้เท้าฉบับนี้ถูกต้องนัก"
"แล้วต้นกำลังที่จะมาเติมมาขยายนี้จะหาจากที่ใดเล่า?"
"จื้อไฉเอ๋ย ท่านนี่รู้อยู่แล้วยังแกล้งถามมิใช่หรือ?"
ซีจื้อไฉหัวเราะแล้วว่า "ถ้าอย่างนั้น ท่านคิดจะคัดเลือกจากเหล่าอี้ฉง(9)มาใช้ใช่ไหม?"
"ครั้นแก้วงล้อมเอี้ยงเต๊กได้แล้ว บุ๋นเคี้ยมก็นำเถี่ยกวานถู(นักโทษโรงเหล็กหลวง)(10)เกือบพันมาช่วยเอี้ยงเต๊ก ข้าจัดให้เป็นอี้ฉง ผ่านศึกมาหลายครา ก็ยังเหลืออยู่ราวห้าหกร้อยคน ข้าบอกพวกเขาแต่แรกแล้วว่า หากตั้งความชอบในการรบ ก็จะยกโทษให้ ทั้งจะปูนบำเหน็จ พระราชทานบรรดาศักดิ์และเงินทองให้ บัดนี้โพกผ้าเหลืองแห่งเองฉวนสงบแล้ว พวกเขาส่วนมากตั้งความชอบในการรบ ก็ถึงเวลาที่ข้าควรทำตามที่ลั่นวาจาไว้แล้ว"
ซีจื้อไฉกล่าวว่า "พวกนักโทษเหล่านั้นล้วนเป็นชายชาตรีห้าวหาญ บัดนี้ผ่านศึกเลือดมาแล้ว ใช้งานใหญ่ได้ หากปลดประจำการไปก็น่าเสียดายจริง ถ้าเก็บไว้เป็นพลรักษาเมืองได้ก็ดีที่สุด"
สวี่จ้งก็กล่าวว่า "พวกเถี่ยกวานถูเหล่านี้ล้วนกล้ารบกล้าตาย หากเติมเข้าในเมืองได้ ถึงแม้ฮองฮูสงและท่านจูจากไป ในเมืองก็ไม่ต้องวิตกเรื่องพรรคโพกผ้าเหลืองที่หลงเหลือกับโจรผู้ร้ายอีก"
ซีจื้อไฉกล่าวว่า "เพียงแต่ พวกเขาจะยินดีแปรเป็นพลรักษาเมืองหรือ?"
"ผู้ที่ยินดีแปรเป็นพลรักษาเมืองก็ให้เข้าเป็นพลรักษาเมือง ผู้ที่ไม่ยินดีก็ไม่บังคับ"
อันที่จริง สำหรับคำถามนี้ของซีจื้อไฉ ซุนเจินหาได้กังวลไม่ เขาปฏิบัติต่อพวกเถี่ยกวานถูเหล่านี้อย่างเปิดอกเปิดใจ ผูกพันด้วยน้ำใจไมตรี ยามปกติก็ไถ่ถามทุกข์สุข มีความชอบเป็นต้องปูนบำเหน็จ ทั้งยังมีงักจิ้น เจียงหู และเสี่ยวเซี่ยอยู่ด้วย คาดว่าพวกเขาคงไม่ขัดขืนการแปรเป็นพลรักษาเมือง ถึงจะมีผู้ไม่ยินดีก็คงเป็นส่วนน้อย
ซีจื้อไฉกล่าวว่า "ดีแล้ว เช่นนั้นข้าจะเขียนโจ้วจี้(หนังสือกราบเรียน)(11)ขึ้นเสนอใต้เท้าทันที ขอให้ท่านอนุมัติ"
ที่ต้องจัดวางต่างหากนั้นมีราวพันคน หักห้าหกร้อยที่เป็นเถี่ยกวานถูออกแล้ว ก็ยังเหลืออีกสี่ห้าร้อยคน สำหรับคนเหล่านี้ ซุนเจินคิดจะรับไว้เป็นปินเค่อ(บริวารผู้พึ่งใบบุญ)(12)และถูฟู่(บ่าวไพร่ในสังกัด)(13) เลี้ยงไว้เป็นทหารส่วนตัว
ทั้งการปลดประจำการทหารที่ไม่อยากรบอีก และ "การเลี้ยงทหารส่วนตัว" ล้วนต้องใช้เงิน
สิ่งที่ซุนเจินขาดน้อยที่สุดในเวลานี้ก็คือเงิน
การรบทุกคราวล้วนมีของริบ ปอไซและเหอม่านตีแตกอำเภอมามากมายเพียงนั้น สังหารหมู่ขุนนางอำเภอและผู้มั่งคั่งไปมากมายเพียงนั้น ทรัพย์สมบัติที่ปล้นชิงมากองท่วมท้นดั่งภูเขา ที่อำเภอเซียงเซียและอำเภอเกียบ ซุนเจินริบทรัพย์มาได้หลายร้อยล้าน(14) ส่งคืนท้องพระโรงเมืองไปส่วนหนึ่ง แบ่งให้นายทหารผู้มีความชอบไปส่วนหนึ่ง ที่เหลือก็ยังมีเกือบสองร้อยล้าน ครั้นฮองฮูสงและจูฮีมาถึง ตีคุนเอี๋ยง ตีอู่หยาง เหตุใดซุนเจินจึงมิได้พาซุนฮิวไปด้วย ประการหนึ่งคือให้เขาประสานกับงักจิ้นและบุนเพ่งเฝ้ารักษาอำเภอเซียงเซียและอำเภอเกียบ อีกประการคือเพราะเงินเหล่านี้นี่เอง ในยามที่ซุนเจินไปตีคุนเอี๋ยงและอู่หยาง ซุนฮิวก็แอบลำเลียงเงินเหล่านี้ส่งไปยังเองอิมต่อเนื่องกัน
เมื่อครั้งตีอำเภอเซียงเซียและอำเภอเกียบได้ แลเห็นทองเงินและไข่มุกในคลังนับไม่ถ้วนแล้ว ซุนเจินก็เคยรำพึงในใจว่า "ทำการสิ่งใดก็สู้ทำศึกที่ได้เงินเร็วไม่ได้"
บ้านของเขาเป็นเพียงตระกูลปานกลาง หลายปีก่อนเมื่อเขาออกไปเป็นนายกองศาลาฝานหยาง เพื่อคบหานักเลงและผู้กล้า ใช้เงินดั่งสายน้ำ มักรู้สึกว่าเงินไม่พอใช้ แต่บัดนี้ผ่านศึกมาไม่กี่คราว ในมือก็มีทรัพย์หลายร้อยล้านแล้ว ว่าไปแล้ว ทำศึกได้เงินเร็ว แต่ทำศึกก็ใช้เงินเปลืองเร็วเช่นกัน ซุนเจินรู้ว่าแผ่นดินกำลังจะลุกเป็นไฟ ภายหน้าการซื้อเสบียง ซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ เกณฑ์ทหารซื้อม้า ล้วนต้องใช้เงิน ฉะนั้น ครั้นได้ของริบเหล่านี้มา เขาจึงตัดสินใจเด็ดขาดปิดข่าวเสีย ให้รู้กันแต่เพียงไม่กี่คน กักเก็บเงินเหล่านี้ไว้
สำหรับการจัดวางทหารในสังกัด เขาดำริไว้เช่นนี้
…
อนึ่ง ว่าด้วยผู้คนที่ติดตามเขา เขาก็ต้องจัดวางให้บ้าง อย่างน้อยเมื่อเขาจากเองฉวนไปแล้วก็ต้องมีคนสืบทอดตำแหน่งแทน คอยควบคุมพลรักษาเมืองและโรงเหล็กหลวงแทนเขา
ผู้ที่จะสืบทอดตำแหน่งแทนเขา คือผู้ที่จะรับช่วงเป็นปิงเฉาเฉวียนประจำเมืองต่อจากเขานั้น เขาดำริจะเลือกใช้งักจิ้น
งักจิ้นตั้งความชอบในการรบไว้ไม่น้อยในการปราบโพกผ้าเหลืองแห่งเองฉวน เพียงข้อที่เขานำเถี่ยกวานถูมาช่วยเอี้ยงเต๊กข้อเดียวก็เป็นความชอบใหญ่ พอจะรับตำแหน่งไม่เล็กในท้องพระโรงเมืองได้แล้ว ซุนเจินดำริว่า เมื่อคำแต่งตั้งของราชสำนักลงมาถึงตน ก็จะเสนอชื่อให้งักจิ้นรับช่วงตำแหน่งปิงเฉาเฉวียนประจำเมือง เวลานี้งักจิ้นเป็นจู่ปู้(หัวหน้าเสมียน)(15)แห่งโรงเหล็กหลวง การแปรเป็นปิงเฉาเฉวียนประจำเมืองนั้นไม่ยาก
แต่งักจิ้นคนเดียวจะคุมพลรักษาเมืองมากมายเพียงนี้มิไหว ทั้งจะคุมเอกสารราชการและกิจการทหารในกรมทหารมากมายเพียงนี้ก็มิไหว ยังต้องจัดผู้ช่วยให้เขาอีกหลายคน
ฝ่ายพลรักษาเมืองนั้น ซุนเจินดำริจะให้เกาซู่และเฝิงก่งมาช่วยงักจิ้น ให้ทั้งสองแปรเข้าในพลรักษาเมืองรับตำแหน่งทางทหาร
เกาซู่และเฝิงก่งเป็นคนของเมืองนี้ เป็นบุตรหลานเจ้าที่ดิน บ้านมีนาและเรือน ต่างจากนักเลงอย่างสวี่จ้งและเจียงฉิน เป็นผู้มี "ทรัพย์ถาวร" ทั้งสองมาช่วยซุนเจินปราบโพกผ้าเหลืองแห่งเองฉวน หนึ่งคือเลื่อมใสซุนเจิน สองคือเพื่อปกป้องบ้านเรือนของตน บัดนี้โพกผ้าเหลืองแห่งเองฉวนสงบแล้ว ซุนเจินไม่อยากฝืนใจให้ทั้งสองติดตามตนออกไปรบนอกเมืองอีก พอดีจึงให้ทั้งสองแปรเข้าในพลรักษาเมืองได้
ฝ่ายเอกสารราชการและกิจการทหารนั้น หากซุนเจินได้เลื่อนเป็นจั่วจวินซือหม่า ออกไปรบนอกเมือง ก็จำต้องพาซีจื้อไฉและสวี่จ้งไปด้วยเป็นแน่ เช่นนั้นตำแหน่งปิงเฉาเฉวียนฝ่ายขวาและปิงเฉาฝ่ายซ้าย(16)ก็ว่างลง ซุนเจินดำริจะเสนอชื่อบุนเพ่งเป็นปิงเฉาฝ่ายขวารับช่วงต่อจากซีจื้อไฉ และเสนอชื่อสือซ่างเป็นปิงเฉาฝ่ายซ้ายรับช่วงต่อจากสวี่จ้ง
บุนเพ่งเป็นญาติร่วมตระกูลของบุนไท่โส่ว ในศึกครานี้ก็ตั้งความชอบไว้ แม้อายุยังน้อยไปสักหน่อย แต่มีความชอบในการรบ มีเส้นสาย จะออกรับตำแหน่งปิงเฉาฝ่ายขวาก็ไม่มีปัญหา ดั่งเช่นซุนเกี๊ยนที่เพราะกล้าหาญเก่งกล้าการรบ อายุเพียงสิบแปดก็ได้เป็นจวิ้นซือม่า(17) หรือดั่งอ้องอุ้น อิจิ๋วชื่อสื่อ(18)ที่กำลังจะมาถึง เพราะแต่เยาว์มีกิตติศัพท์เลื่องชื่อ บ้านก็เป็นตระกูลชั้นนำแห่งปิ่งจิ๋ว(19) อายุเพียงสิบเก้าก็ได้เป็นขุนนางเมือง บุนเพ่งจึงพอจะเป็นปิงเฉาฝ่ายขวาประจำเมืองได้แล้ว ทว่าบุนเพ่งยังเยาว์วัยอยู่ ยังต้องอาศัยผู้ที่ช่ำชองรอบคอบมาช่วยงักจิ้น สือซ่างนี่แลคือผู้นั้น
ครั้งที่ซุนเจินกับสือซ่างรู้จักกันแรก ๆ สือซ่างเป็นหลี่เจียนเหมิน(ยามเฝ้าประตูหมู่บ้าน)(20) ภายหลังซุนเจินเสนอชื่อเขาเป็นเซียงจั่ว(ผู้ช่วยตำบล)แห่งตำบลตะวันตก มอบกิจการในตำบลให้เขาจัดการเป็นส่วนใหญ่ จึงรู้ถึงความสามารถของผู้นี้อย่างถ่องแท้ แม้ไม่ถึงกับโดดเด่นเป็นพิเศษ แต่จะรับตำแหน่งปิงเฉาฝ่ายซ้ายก็เหลือเฟือ สือซ่างนับเป็น "กู้ลี่" (ขุนนางเก่าในสังกัด)(21)ของเขา เพื่อช่วยเหลือเขาถึงกับสละตำแหน่งหนีมาเข้าเป็นทหารที่เอี้ยงเต๊ก ก็สมควรปูนบำเหน็จสักหน่อย การเสนอชื่อเขารับช่วงตำแหน่งนี้ยังมีข้อดีอีกอย่าง คือบรรดาเสมียนฝ่ายอักษรในสังกัดซุนเจินเวลานี้ส่วนมากเป็นศิษย์ของซวนปั๋ว เซียงซานเหล่า(ผู้นำคุณธรรมระดับตำบล)แห่งตำบลตะวันตก เช่นซวนคาง หลี่ปั๋อ และสื่อนั่ว การเสนอชื่อสือซ่างก็จะทำให้เสมียนฝ่ายอักษรเหล่านี้ติดตามเขาด้วยใจมั่นคง
เช่นนี้ พลรักษาเมืองมีเกาซู่กับเฝิงก่ง กรมทหารมีบุนเพ่งกับสือซ่าง งักจิ้นก็จะควบคุมกรมทหารและพลรักษาเมืองได้อย่างเบ็ดเสร็จ ส่วนซีจื้อไฉและสวี่จ้งนั้น ซุนเจินเคยถามความสมัครใจของทั้งสองแล้ว ทั้งสองตอบโดยมิลังเลว่า ยินดีสละตำแหน่งในเมือง ติดตามนายไปรบศึก ความสัมพันธ์ของทั้งสองกับซุนเจินนั้นมิใช่ธรรมดา การสละตำแหน่งปิงเฉาสื่อไปเสียดั่งทิ้งรองเท้าขาด
กรมทหารและพลรักษาเมืองมีงักจิ้นเป็นต้นแล้ว โรงเหล็กหลวงก็ต้องมีคนเช่นกัน
โพกผ้าเหลืองในยีหลำ น่ำเอี๋ยง และที่อื่น ๆ กำลังมีกำลังลือลั่น ศึกที่ทัพฮั่นต้องรบยังมีอีกมาก จำต้องเติมอาวุธยุทโธปกรณ์โดยด่วน โรงเหล็กหลวงแห่งเองฉวนจึงต้องเรียกคนกลับมาเปิดงานใหม่โดยเร็วเป็นแน่ โรงเหล็กหลวงเป็นที่ดี แผ่นดินกำลังจะลุกเป็นไฟ หากมีโรงเหล็กหลวงไว้ในมือก็จะมีอาวุธไหลมาไม่ขาดสาย อีกทั้งการปกครองท้องถิ่นและการส่งเสริมการเกษตรก็ต้องใช้เหล็ก ดังนั้น โรงเหล็กหลวงแห่งเองฉวนนี้ ซุนเจินจึงไม่อยากปล่อยทิ้ง
งักจิ้นเดิมเป็นจู่ปู้แห่งโรงเหล็กหลวง หากเขาแปรเป็นปิงเฉาเฉวียนประจำเมือง ในโรงเหล็กหลวงก็จะไม่มีคนของซุนเจินอีก จึงต้องแทรกคนเข้าไปใหม่ ซุนเจินดำริจะเสนอชื่อเสี่ยวเซี่ยเป็นจู่ปู้แห่งโรงเหล็กหลวง
เสี่ยวเซี่ยถูกเขาส่งไปยังโรงเหล็กหลวงตั้งแต่ปีกลาย เพื่อจับตาเสิ่นหรง เถี่ยกวานลิ่ง(นายโรงเหล็กหลวง)(22) จึงคุ้นเคยกับโรงเหล็กหลวงดี เสี่ยวเซี่ยก็ตั้งความชอบในศึกครานี้ ขอเพียงเสิ่นหรงเอ่ยปาก การเลื่อนเป็นจู่ปู้แห่งโรงเหล็กหลวงก็ง่ายดายยิ่งนัก ซุนเจินไม่เกรงว่าเสิ่นหรงจะไม่เอ่ยปาก เมื่อครั้งซุนเจินเป็นตูโหยวฝ่ายเหนือ เสิ่นหรงกลัวเขาแทบสิ้นสติ บัดนี้ซุนเจินคุมพลหลายพัน แม้ทำการอย่างเก็บเนื้อเก็บตัว แต่ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่น่าเกรงขามที่สุดในเมืองเองฉวนเวลานี้อย่างไม่ต้องสงสัย เสิ่นหรงย่อมมิกล้าขัดใจเขาเป็นอันขาด
เสิ่นหรงมิกล้าขัดใจเขา แล้วบุนไท่โส่วเล่า? การเสนอชื่องักจิ้นเป็นปิงเฉาเฉวียนประจำเมืองนั้นต้องได้รับความเห็นชอบจากบุนไท่โส่ว ซุนเจินก็ไม่กังวลว่าบุนไท่โส่วจะคัดค้าน เวลานี้มิเหมือนแต่ก่อนแล้ว กาลผ่านเหตุการณ์เปลี่ยน บุนไท่โส่วหมดความดื้อรั้นถือดีอย่างแต่ก่อนไปนานแล้ว ตัวเขาเองยังเอาตัวแทบไม่รอด ซุนเจินก็โด่งดังลือลั่นจากการปราบโพกผ้าเหลืองแห่งเองฉวนคราวนี้ แม้แต่ฮองฮูสงและจูฮีก็ยังเห็นความสำคัญของเขา บุนไท่โส่วจะขัดขวางได้อย่างไร ต้องตอบรับเป็นแน่
งักจิ้นเป็นปิงเฉาเฉวียนประจำเมือง บุนเพ่งเป็นปิงเฉาฝ่ายขวาประจำเมือง สือซ่างเป็นปิงเฉาฝ่ายซ้ายประจำเมือง เกาซู่กับเฝิงก่งแปรเข้าในพลรักษาเมืองรับตำแหน่งทางทหารในเมือง เสี่ยวเซี่ยเป็นจู่ปู้แห่งโรงเหล็กหลวง
เหล่านี้คือแผนการจัดวางผู้คนใต้บังคับของซุนเจิน
รบหนักมาเดือนเศษ ผู้คนที่ติดตามซุนเจินเหล่านี้ต่างมีความชอบ ซุนเจินก็ต้องคิดเผื่อพวกเขา ให้พวกเขาได้เลื่อนยศ หาที่ทางตั้งตัวให้ ในขณะเดียวกันก็ให้พวกเขาช่วยตนคุมพลรักษาเมืองและโรงเหล็กหลวงแห่งเมืองเองฉวนไว้ เป็นการได้ประโยชน์ทั้งสองทาง อันที่จริง ในศึกปราบโพกผ้าเหลืองแห่งเองฉวนครานี้ ความชอบที่เจียงฉิน เฉินเปา เล่าเติ้ง และคนอื่น ๆ ตั้งไว้นั้นใหญ่หลวงกว่าบุนเพ่งและคนอื่น ๆ เสียอีก แต่พวกเขาเป็นกำลังที่ซุนเจินพึ่งพามากที่สุด ยามนี้กลับยังปล่อยพวกเขาออกไปไม่ได้ คนเหล่านี้ก็จะไม่มีความเห็นขัดข้องในเรื่องนี้ พวกเขาติดตามซุนเจินมาแต่นานแล้ว เป็นปินเค่อใต้ชายคาซุนเจิน เป็นพวกพ้องแท้ของซุนเจิน หากจะไม่พอใจเพราะเหตุนี้ ก็คงไม่มีคุณค่าควรแก่การใช้งานใหญ่อันใดอีก ดั่งเช่นโจเมา ฮันต๋ง เทียเภา งอเก๋ง และคนอื่น ๆ ใต้บังคับซุนเกี๊ยน เทียเภาเดิมก็เป็นขุนนางเมืองผู้หนึ่ง บัดนี้ติดตามอยู่ใต้ธงซุนเกี๊ยน ไม่มีคำบ่นว่าแม้แต่น้อย เมื่อมีตัวอย่างของงักจิ้น บุนเพ่ง และคนอื่น ๆ อยู่เบื้องหน้า พวกเขากลับจะยิ่งฮึกเหิมในการรบ ยิ่งมั่นคงในความคิดที่จะติดตามซุนเจิน
ทว่า แผนการเหล่านี้ ซุนเจินยังมิได้บอกแก่งักจิ้น บุนเพ่ง และคนอื่น ๆ เขาเพียงถามความคิดของซีจื้อไฉและสวี่จ้ง สองคนสนิทที่สุดเป็นการส่วนตัวเท่านั้น ที่ไม่บอกแก่งักจิ้น บุนเพ่ง และคนอื่น ๆ ก็เพราะหากราชสำนักไม่อนุมัติคำเสนอของฮองฮูสง เขาก็จะไม่ได้เป็นจั่วจวินซือหม่า เช่นนั้นแผนการเหล่านี้ก็พลอยใช้การไม่ได้ ใช้การไม่ได้ยังเป็นเรื่องเล็ก หากปราศจากความมั่นใจเต็มเปี่ยมแล้วไป "ลั่นวาจาสุ่มสี่สุ่มห้า" "พูดพล่อย" แก่ผู้ใต้บังคับ ย่อมทำให้คนรู้สึกว่าเป็นคนเหลาะแหละไม่หนักแน่น ผู้เป็น "นายเหนือหัว" ต้องสุขุมหนักแน่น คำที่ไม่มั่นใจเต็มร้อยมิอาจพูดพล่อยได้
…
ซีจื้อไฉจรดพู่กันร่างหนังสือโจ้วจี้ที่จะเสนอบุนไท่โส่วอย่างรวดเร็วบนโต๊ะข้าง ๆ
สวี่จ้งถามว่า "ท่านซุน นอกจากขยายพลรักษาเมืองแล้ว ใต้เท้ายังให้กรมของเราคิดอ่านเรื่องเสริมการฝึกฝนพลรักษาเมืองด้วย เรื่องนี้จะจัดการอย่างไรดี?"
ซุนเจินกล่าวว่า "เรื่องนี้ก็มอบให้ท่านจัดการเถิด เขียนระเบียบแบบแผนออกมาสักฉบับ ให้จื้อไฉดู หากใช้ได้ก็เสนอใต้เท้า"
เรื่องเล็กเช่นนี้ ไม่จำต้องให้ซุนเจินใส่ใจ ผู้คนใต้บังคับของเขามีมากขึ้นทุกที ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องลงมือทำเองทุกอย่าง การกระจายอำนาจตามสมควรยังช่วยฝึกฝนความสามารถของผู้ใต้บังคับได้ ความสามารถของซีจื้อไฉนั้นไม่ต้องพูดถึง ความซื่อสัตย์และความกล้าหาญของสวี่จ้งก็ไม่ต้องพูดถึง แต่ความสามารถของสวี่จ้งในด้านการคุมทหารและฝึกทหารยังต้องได้รับการยกระดับขึ้นอีก พอดีถือโอกาสนี้ให้เขาได้ฝึกฝนเสีย มิใช่แต่ความสามารถในการคุมทหารและฝึกทหารของสวี่จ้งเท่านั้นที่ต้องยกระดับ บรรดาขุนพลใต้บังคับซุนเจินล้วนต้องยกระดับความสามารถสองด้านนี้ รวมทั้งตัวซุนเจินเองก็ต้องยกระดับเช่นกัน เวลานี้กำลังทหารยังไม่มาก ภายหน้าย่อมมากขึ้นเป็นแน่ จะรอให้ถึงคราวกำลังพลมากแล้วค่อยกอดเท้าพระทำไม่ทันการ(23) จำต้องฝึกฝนเล่าเรียนแต่เนิ่น ๆ
สวี่จ้งทำสีหน้าลำบากใจอย่างที่ไม่ค่อยเห็น แล้วกล่าวว่า "ข้าเขียนหนังสือไม่เป็น"
ซุนเจินหัวเราะแล้วว่า "ในกรมมีเสมียนฝ่ายอักษรมากมายเพียงนี้ หาคนมาเขียนแทนสิ ท่านบอก ให้พวกเขาเขียน" พูดมาถึงตรงนี้เขาก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ จึงถามสวี่จ้งว่า "ข้าให้ท่านไปรับมารดากับอิ้วเจี๋ยมา ท่านรับมาแล้วหรือยัง?" มารดาสวี่จ้งและสวี่จี้น้องชายสวี่จ้งเวลานี้ยังอยู่ที่ตำบลตะวันตก ซุนเจินสั่งให้สวี่จ้งไปรับทั้งสองมาตั้งแต่หลายวันก่อน เพื่อให้มารดาสวี่จ้งได้อยู่สุขสบายบ้าง
สวี่จ้งกล่าวว่า "หลายวันมานี้กิจการในค่ายและในกรมมากเหลือเกิน ยังไม่ทันได้ไปรับ"
"นี่ไม่ได้นะ ท่านไม่มีเวลา ข้าส่งคนไปรับ!" ซุนเจินทิ้งใบประกาศในมือ เดินมาหน้าท้องพระโรง เรียกจั่วปั๋อโหวและหยวนจงชิงที่คอยรับใช้อยู่นอกท้องพระโรงเข้ามา แล้วกล่าวแก่หยวนจงชิงว่า "จงชิง เจ้าไปสักเที่ยวอีกที ไปยังตำบลตะวันตกรับมารดาสวี่จ้งและอิ้วเจี๋ยมา"
"ขอรับ"
"ไปเดี๋ยวนี้เลย"
"ขอรับ" หยวนจงชิงกำลังจะไป แต่หวนกลับมาถามว่า "รับมาแล้ว ส่งไปไว้ที่ไหน?"
ปิงเฉาสื่อไม่มีลานพักอาศัยต่างหากของตน เวลานี้สวี่จ้งบางคราวพักในค่าย บางคราวพักใน "ลี่เซ่อ"(เรือนพักของขุนนาง)(24) ลี่เซ่อก็คือเรือนนอนของเจ้าพนักงาน ที่ดีหน่อยก็คนหนึ่งห้องหนึ่ง ที่ไม่ดีก็หลายคนพักรวมห้องเดียวกัน มารดาและสวี่จี้มาแล้วย่อมพักในเรือนนั้นไม่ได้
"ปั๋อโหว เจ้าไปหาซุนเฉิงเอาเงินมาสักหน่อย ไปซื้อบ้านหลังหนึ่งแถวบ้านอาเหยี่ยน(25) ซื้อหลังใหญ่ ๆ! รอมารดากับอิ้วเจี๋ยมาถึงก็จัดให้พักที่นั่น แล้วซื้อบ่าวไพร่เพิ่มอีกหลายคน เครื่องใช้ในบ้านก็ต้องจัดเตรียมให้พร้อม อิ้วเจี๋ยชอบอ่านหนังสือ ข้าจะเขียนบัญชีหนังสือให้ เจ้าไปดูที่ร้านหนังสือในตลาด มีเล่มใดก็ซื้อมาให้หมด" พูดพลางซุนเจินก็หวนกลับไปหลังโต๊ะ หยิบพู่กันและหมึกมา เขียนบัญชีหนังสือฉบับหนึ่ง วิชาขงจื๊อของเขาแม้มีฝีมือเพียงสามัญ แต่ก็มี "การสั่งสอนในตระกูล" หนังสือที่ระบุออกมาล้วนเหมาะแก่สวี่จี้จะอ่าน
จั่วปั๋อโหวรับคำสั่ง รับบัญชีหนังสือมา แล้วออกจากลานไปพร้อมหยวนจงชิง
สวี่จ้งซาบซึ้งใจยิ่งนัก แต่มิได้กล่าวสิ่งใด ระหว่างเขากับซุนเจินก็ไม่จำต้องกล่าวสิ่งใด
ซุนเจินออกจากประตูท้องพระโรง เดินไปสองก้าวบนท้องพระโรง คิดในใจว่า "ก็ไม่รู้ว่าพระราชโองการของราชสำนักจะลงมาเมื่อใด ฮองฮูสงและจูฮีจะยกทัพออกศึกอีกครั้งเมื่อไร สู้ถือโอกาสช่วงนี้รวมเหล่าขุนพลเข้าด้วยกันอีกครา บรรยายเรื่องวิธีคุมทหารฝึกทหารให้พวกเขาฟังสักหน่อยไม่ดีกว่าหรือ?" มีแต่ต้องเร่งใช้ทุกเวลาที่ใช้ได้เท่านั้นจึงจะยกระดับความสามารถของพวกพ้องสายตนได้เร็วที่สุด คิดแล้วก็ลงมือทันที เขากล่าวแก่สวี่จ้งว่า "จวินชิง คืนนี้เลิกเวรแล้วท่านไปยังค่ายนอกเมืองสักเที่ยว บอกบุ๋นเคี้ยมและแปะฉิน(26)กับพวก ให้พวกเขามายังเรือนข้าค่ำพรุ่งนี้"
"ท่านซุนมีกิจหรือ?"
"สนทนากันเล่น ๆ เท่านั้น"
"ขอรับ"
ซีจื้อไฉเขียนหนังสือโจ้วจี้เสร็จแล้ว ก็ไปยังท้องพระโรงราชการเสนอบุนไท่โส่ว
…
ซุนเจินและสวี่จ้งอยู่บนท้องพระโรงไม่มีกิจสิ่งใด จึงสั่งให้เสมียนผู้น้อยนำลูกศรและกระบอกมา สองคนเล่นโถวหู(ขว้างลูกศรลงกระบอก)(27)แก้เซ็ง
การละเล่นโถวหูนี้มีมาแต่ครั้งเซียนฉิน(28)แล้ว แปรมาจากการยิงธนู เป็นการละเล่นชนิดหนึ่งที่ชนชั้นบัณฑิตขุนนางมักเล่นกัน เอาลูกศรขว้างลงกระบอก เมื่อลูกศรลงกระบอกแล้วเพราะการสะท้อนก็จะกระเด้งออกจากกระบอก ผู้ขว้างอาจคว้าจับไว้ขว้างใหม่อีกได้ ผู้เชี่ยวชาญสามารถ "ศรเดียวกระเด้งกว่าร้อยครั้ง" การเล่นการละเล่นชนิดนี้ฝึกความว่องไวในการตอบสนองได้ นับเป็นการฝึกฝีมือยุทธ์อย่างหนึ่งด้วย แต่ก่อนสวี่จ้งไม่ค่อยเล่นการละเล่นชนิดนี้ แต่เขาตาไวมือไว เคลื่อนไหวฉับไว แข่งกับซุนเจินแล้วก็มิได้เป็นรองแม้แต่น้อย สองคนกำลังเล่นกันอย่างออกรส ซีจื้อไฉก็กลับมา
พอดีถึงคราวซุนเจินขว้าง เขาถือลูกศรในมือ หัวเราะกล่าวแก่ซีจื้อไฉที่ก้าวขึ้นบันไดมาถึงหน้าประตูท้องพระโรงว่า "จื้อไฉ เหตุใดเดินเร่งรีบนัก? ทำไมกลับมาเร็วเช่นนี้? ใต้เท้าอนุมัติแล้วหรือ?"
ซีจื้อไฉมิได้ถอดรองเท้าเข้าในท้องพระโรง เพราะเมื่อครู่เดินเร็ว เหงื่อผุดขึ้นที่หน้าผาก เขาเอื้อมมือเช็ดออก กล่าวแก่ซุนเจินว่า "ท่านอ้อง ข้าหลวงมณฑลคนใหม่มาถึงแล้ว"
"ท่านอ้องมาถึงแล้วหรือ?"
"ใต้เท้าจะออกจากท้องพระโรงไปต้อนรับ สั่งให้เฉวียนแห่งกรมต่าง ๆ ติดตามไปด้วย ท่านรีบไปเถิด"
ซุนเจินทิ้งลูกศร ก้าวออกจากประตูท้องพระโรง สวมรองเท้าบนระเบียง แล้วถามว่า "เวลานี้ใต้เท้าอยู่ที่ใด?"
"ออกจากท้องพระโรงราชการ มุ่งไปทางประตูท้องพระโรงแล้ว"
ซีจื้อไฉและสวี่จ้งมีศักดิ์ต่ำ ไม่มีสิทธิ์ตามไท่โส่วไปต้อนรับอ้องอุ้น ข้าหลวงมณฑล ซุนเจินจึงออกจากลานไปคนเดียว
ลานหน้าของท้องพระโรงไท่โส่วเป็นที่ทำการของกรมต่าง ๆ ปิงเฉาเยวี่ยนของเขานั้น ด้านซ้ายขวาและฝั่งตรงข้ามคือจวี๋เฉา เจ๋อเฉา และชางเฉา(29)ตามลำดับ
กัวจวิ้น จวี๋เฉาเฉวียน(เจ้ากรมอาญา)(30) และตู้อิ้ว เจ๋อเฉาเฉวียน ก็เพิ่งออกจากประตูลานเช่นกัน เห็นซุนเจินก็ทักทาย เดินมารวมกัน มุ่งไปยังประตูท้องพระโรงพร้อมกัน
ตู้อิ้วเดินไปถามไปว่า "เจินจือ แผลของท่านหายดีแล้วหรือ?"
"ดีขึ้นมากแล้ว"
"คราวนี้ท่านเข้าทัพออกศึก ความชอบในการรบเกริกไกร ลือลั่นทั่วเมืองแท้ ๆ"
"หากมิได้ท่านทั้งหลายดูแลเสบียงและการส่งกำลังบำรุงอยู่ที่เอี้ยงเต๊กแล้ว ที่ไหนจะมีชัยใหญ่ในแนวหน้าเล่า?"
ตู้อิ้วหัวเราะลั่นแล้วหยุดครู่หนึ่ง กล่าวว่า "คราวนี้ท่านอ้องมารับตำแหน่งข้าหลวงมณฑลแห่งนี้ ข้าได้ยินว่าลิ่วหลงเซียนเซิง(31)ปู่ร่วมตระกูลของท่านก็มาด้วยใช่ไหม?"
กัวจวิ้นกล่าวว่า "ยังมีขงหยงแห่งแคว้นหลู่(32)มาด้วย"
ตู้อิ้วกล่าวว่า "ขงหยงแห่งแคว้นหลู่หรือ? เหอะ ๆ ท่านขงบุ๋นกื้อผู้นี้มิใช่คนธรรมดาเลยนะ เป็นเชื้อสายขงจื๊อ ข้าฟังบิดาเล่าเรื่องเขาให้ฟังมาแต่เด็ก ว่าเขาเป็นเชื้อสายชั้นที่ยี่สิบของขงจื๊อ อายุสี่ขวบยกลูกสาลี่ให้พี่(33) อายุสิบขวบถูกท่านหลี่ยกย่องว่า 'ภายหน้าต้องเป็นภาชนะอันยิ่งใหญ่' อายุสิบสามขวบ บิดาถึงแก่กรรม เศร้าโศกจนกายทรุดโทรม ต้องมีคนพยุงจึงลุกขึ้นได้ คนทั้งแคว้นยกย่องในความกตัญญูของเขา อายุสิบขวบเศษ ช่วยเหลือเตียวเจี่ยน ทั้งบ้านแย่งกันรับโทษตาย บิดาข้ามักกล่าวแก่ข้าว่า ดูคนอื่นอย่างขงบุ๋นกื้อสิ แล้วหันมาดูเจ้า ราวกับม้าพันธุ์ดีเทียบม้าโซ ราวกับหงส์เทียบไก่บ้านเชียวละ"
ขงหยงปราดเปรื่องมาแต่เยาว์ เรื่องยกลูกสาลี่ให้พี่นั้นไม่ต้องพูดถึง อายุสิบขวบเขาตามบิดาไปยังเมืองหลวง เพราะได้ยินกิตติศัพท์ของหลี่อิง จึงไปเยือนบ้านหลี่โดยลำพัง ครั้งนั้นหลี่อิงเป็นเหอหนานอิ่น(ผู้ว่าแดนเหอหนาน)(34) ถือตนเคร่งขรึมหนักแน่น ไม่รับแขกบัณฑิตพร่ำเพรื่อ นอกจากคนดังร่วมยุคและผู้คุ้นเคยร่วมตระกูลมาแต่บรรพชนแล้วล้วนไม่พบ บัณฑิตจะพบหน้าเขาสักครั้งยากยิ่งกว่าขึ้นฟ้า ประตูบ้านเขาถูกเรียกขานว่า "ประตูมังกร"(35) เมื่อขงหยงไปถึง คนเฝ้าประตูไม่ให้เข้า ไม่ยอมแจ้งให้ทราบ เขาจึงกล่าวแก่คนเฝ้าประตูว่า "ข้าเป็นลูกหลานผู้คุ้นเคยร่วมตระกูลมาแต่บรรพชนของท่านหลี่" จึงได้เข้าประตูขึ้นเรือน หลี่อิงจำไม่ได้ว่ามี "ลูกหลานผู้คุ้นเคยร่วมตระกูล" เช่นนี้ จึงถามเขาว่า "ปู่และบิดาของเจ้าเคยมีบุญคุณเก่าแก่กับข้าหรือ?" ขงหยงกล่าวว่า "ขอรับ บรรพชนข้าคือขงจื๊อกับบรรพชนของท่านคือท่านหลี่เหลาจวิน(36)มีคุณธรรมเสมอกัน เทียบความชอบธรรมกัน ทั้งยังเป็นครูเป็นสหายแก่กัน ดังนั้นข้ากับท่านจึงเป็นผู้คุ้นเคยร่วมตระกูลกันมาหลายชั่วคน" ในบ้านหลี่อิงเวลานั้นมีแขกอยู่ ได้ฟังก็พากันนั่งทึ่ง เห็นว่าเขาเฉลียวฉลาด เฉินเหว่ย ไท่จงต้าฝู(ที่ปรึกษาระดับสูง)(37) มาถึงภายหลัง ได้ฟังแล้วกลับกล่าวว่า "อันคนเรายามเด็กเฉลียวฉลาด โตไปไม่แน่ว่าจะเด่น" ขงหยงตอบทันควันว่า "ฟังที่ท่านว่ามาเช่นนี้ ตอนเด็กท่านต้องฉลาดเป็นแน่" หลี่อิงจึงหัวเราะลั่น กล่าวว่า "เจ้าภายหน้าต้องเป็นภาชนะอันยิ่งใหญ่ได้แน่!"
เรื่องราวตอนนี้ ซุนเจินเคยได้ยินมาตั้งแต่ชาติก่อน ขงหยงเปรียบเป็นนามแทนคำว่ากุมารอัจฉริยะทีเดียว
ครั้นภายหลัง บิดาขงหยงถึงแก่กรรม เขาโศกเศร้าแทบขาดใจ ก็เลื่องชื่อในความกตัญญูอีก ครั้นต่อมา ยังช่วยเหลือเตียวเจี่ยน ถูกอำเภอลงโทษ เขากับพี่ชายและมารดาแย่งกันรับโทษตาย แต่ละเรื่องราวเหล่านี้ ฟังแล้วล้วนชวนสะเทือนใจ ชวนให้ไม่กล้าเชื่อว่านี่เป็นการกระทำของเด็กของกุมาร ฉะนั้นเขาจึงลือชื่อก้องแผ่นดินมาแต่นาน เป็นที่ยกย่องของเหล่าบัณฑิต ตู้อิ้วยามเด็กมักถูกบิดายกขงหยงมาเป็นแบบอย่างเพื่อเร่งรัดให้เล่าเรียน กัวจวิ้นยามเด็กก็ฟังบิดายกเรื่องขงหยงมาว่าอยู่ไม่น้อย แม้แต่ซุนเจินเองก็เคยฟังซุนฉวียกตัวอย่างขงหยงมาเฆี่ยนตีตักเตือนเขากับซุนฮิว เทียบกับขงหยงแล้ว วัยเยาว์ของพวกเขาเหล่านี้ช่างมิใช่อะไรเลย
ซุนเจินหัวเราะขึ้น
ตู้อิ้วถามว่า "เจินจือ ท่านหัวเราะอะไร?"
ซุนเจินส่ายหน้าหัวเราะว่า "ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร" ที่จริงเขานึกถึงคำพูดที่เคยได้ยินเมื่อชาติก่อนขึ้นมา ว่ายามเด็กสิ่งที่เกลียดที่สุดก็คือ "ลูกบ้านอื่น" ดูทีในข้อนี้ โบราณกับปัจจุบันก็หาต่างกันไม่ นี่ก็คือหัวใจของพ่อแม่ทั้งโบราณและปัจจุบันล้วนเหมือนกัน ต่างหวังให้ลูกตนเรียนดี ตั้งตัวได้ จึงยกตัวอย่างคนดีเด่นมาเฆี่ยนตีให้กำลังใจ
กัวจวิ้นกล่าวว่า "ครั้งขงบุ๋นกื้อไปเยือนหลี่หยวนหลี่ ถูกเฉินเหว่ย ไท่จงต้าฝู ว่าเขาว่า 'ตอนเด็กฉลาด โตไปไม่แน่ว่าเด่น' ขงบุ๋นกื้อมิใช่แค่ตอนเด็กยอดเยี่ยม โตขึ้นก็ยอดเยี่ยมเช่นกัน สมดั่งที่ท่านหลี่ว่าไว้ว่า 'ภายหน้าต้องเป็นภาชนะอันยิ่งใหญ่' ข้าได้ยินว่าก่อนที่เขาจะถูกท่านอ้องเรียกใช้เป็นฉงสื่อ(ขุนนางที่ปรึกษา)(38)ประจำเมืองนี้ เขาเคยเป็นขุนนางในสังกัดในท้องพระโรงของท่านเอี๊ยง ซือถู(39) เมื่อหลายปีก่อน ราชสำนักสืบสวนชำระขุนนางที่ฉ้อราษฎร์ ญาติของขันทีฉ้อราษฎร์กันมาก ขุนนางผู้ใหญ่ในราชสำนักเกรงอำนาจขันที ส่วนมากไม่กล้าพูด ขงบุ๋นกื้อผู้เดียวที่ไม่เกรงกลัว ฟ้องร้องขึ้นไป ฟ้องเอาผิดญาติขันทีหลายราย ตรงไปตรงมาซื่อสัตย์เที่ยงธรรม ไม่เกรงอำนาจ น่าเคารพยิ่งนัก"
เรื่องนี้ซุนเจินก็รู้ เขาคิดในใจว่า "ขงหยงอายุสิบขวบพบหลี่อิง ถูกเฉินเหว่ยลองภูมิเพียงประโยคเดียวก็ไม่ยอมเสียเปรียบ ต้องย้อนกลับให้ได้จึงจะยอม โบราณว่า สามขวบรู้ถึงแปดสิบ จากนี้พอเห็นได้ว่านิสัยใจคอของคนผู้นี้แข็งกร้าวเพียงใด เขาไม่เกรงอำนาจ ฟ้องเอาผิดญาติขันทีก็อยู่ในวิสัยเหตุผล … อันที่จริง พูดถึงเรื่องขงหยงฟ้องเอาผิดญาติขันทีก็น่าสนใจอยู่ โจโฉกับขงหยง ศัตรูคู่อาฆาตสองคนในภายหน้านี้ ในเวลานี้กลับเป็นคนในทางเดียวกัน ต่างประพฤติตนตรง เกลียดชังความชั่ว ตรงไปตรงมากราบทูล ไม่เกรงอำนาจ ตั้งใจกำจัดขันที" โจโฉก็เคยยื่นฎีกาฟ้องเอาผิดญาติขันทีที่เป็นขุนนางฉ้อราษฎร์เมื่อหลายปีก่อนเช่นกัน
หลายคนเดินเลียบทางหินผ่านกรมต่าง ๆ เลี้ยวไปทางประตูท้องพระโรง
ตู้อิ้วเหลียวซ้ายแลขวา เห็นไม่มีคนนอก จึงลดเสียงลง ทำท่าลึกลับกล่าวว่า "พวกท่านรู้ไหม? เมื่อเดือนก่อนนี้เอง ขงบุ๋นกื้อแทบจะถูกคนลอบฆ่าตาย"
ซุนเจิน "อ้าว" ออกมาคำหนึ่ง ตกใจถามว่า "แทบจะถูกคนลอบฆ่าตายหรือ?"
"มิใช่หรือ? เหอหนานอิ่นโฮจิ๋น(40)เลื่อนเป็นแม่ทัพใหญ่มิใช่หรือ? ก่อนเขารับตำแหน่งนั้นเอง เอี๊ยงสือ(41)ส่งเขาไปถวายหนังสือคารวะแสดงความยินดี กลับถูกกั้นไว้หน้าประตู เขาโกรธจัด คว้า 'หนังสือคารวะ' กลับคืนมา ครั้นกลับถึงท้องพระโรง ก็ยื่นฎีกาฟ้องเอาผิดโฮจิ๋นแล้วลาออกจากตำแหน่งไป ขุนนางในสังกัดเหอหนานถือเป็นความอัปยศ จึงลอบส่งนักฆ่าหวังจะตามสังหารเขา"
กัวจวิ้นกล่าวว่า "โอ้โฮ เช่นนั้นมิอันตรายหรอกหรือ?"
"เคราะห์ดีที่มีปินเค่อของโฮจิ๋นทัดทาน กล่าวแก่โฮจิ๋นว่า 'ขงบุ๋นกื้อมีชื่อเสียงหนักแน่น หากแม่ทัพก่อความแค้นกับคนผู้นี้ บัณฑิตทั่วทุกทิศก็จะชะเง้อคอแล้วจากไปสิ้น สู้ถือโอกาสนี้ให้เกียรติเขา จะได้แสดงความใจกว้างต่อแผ่นดิน' เขาจึงรอดพ้นความตายมาได้"
กัวจวิ้นถามอย่างแคลงใจว่า "ขุนนางในสังกัดโฮจิ๋นจะลอบฆ่าขงหยง ย่อมต้องเป็นเรื่องลับ ท่านรู้ได้อย่างไร?"
"ลับอะไรเล่า? บัณฑิตในลกเอี๋ยงรู้กันมากมายแล้ว เมื่อไม่กี่วันก่อนก็เพิ่งเล่าลือกันอยู่มิใช่หรือว่าขงหยงและลิ่วหลงเซียนเซิงถูกท่านอ้องเรียกใช้เป็นฉงสื่อประจำมณฑล จะตามท่านอ้องมายังเอี้ยงเต๊ก เมื่อวันก่อนข้าหยุดเวรกลับบ้านพูดถึงเรื่องนี้ พอดีในบ้านมีแขกจากลกเอี๋ยงมาคนหนึ่ง เรื่องนี้แขกผู้นั้นเล่าให้ข้าฟัง"
ซุนเจินคิดในใจว่า "เพียงเพราะถูกกั้นไม่ให้เข้าประตูก็คว้าหนังสือคารวะกลับมายื่นฎีกาฟ้องร้อง นิสัยใจคอของขงหยงผู้นี้ช่างหยิ่งทระนงไม่ยอมก้มหัวจริง ๆ"
โฮจิ๋นเป็นพระประยูรญาติฝ่ายมเหสี น้องสาวเขาเป็นพระมเหสีในรัชกาล ในบรรดาแม่ทัพแห่งราชวงศ์ฮั่นทั้งสอง(42) ยศ "แม่ทัพใหญ่" เป็นยศสูงสุด ถือตราทองอักษรม่วง ศักดิ์เทียบสามอัครมหาเสนาบดี ตั้งแต่รัชสมัยฮั่นเหอตี้และฮั่นอันตี้(43)แห่งราชวงศ์เราเป็นต้นมา ตำแหน่งแม่ทัพใหญ่อยู่เหนือสามอัครมหาเสนาบดี ขงหยงเป็นเพียงขุนนางในสังกัดในท้องพระโรงเอี๊ยงสือ เพราะถูกหยามเพียงเล็กน้อยก็แย่ง "หนังสือคารวะ" กลับมา ยื่นฎีกาฟ้องเอาผิดโฮจิ๋น แล้วลาออกไป นี่สืบเนื่องมาจากนิสัยตอนเด็กที่ไม่ยอมเสียเปรียบ ย้อนกลับเฉินเหว่ยนั่นเอง
ขงหยงเกิดในศักราชหย่งซิงปีที่ 1 (ปีที่ 153)(44) นั่นก็คือปีนี้เขาอายุสามสิบสองปี
เชื้อสายขงจื๊อ ลือชื่อแต่เยาว์ จงรักภักดีกตัญญูมีคุณธรรม ปรีชาเปี่ยมล้น หยิ่งทระนงไม่ยอมก้มหัว อยู่ในวัยฉกรรจ์พอดี ยังไม่ทันได้เห็นหน้าขงหยง ภาพของนักปราชญ์ผู้เที่ยงตรงเด็ดเดี่ยวก็ก่อตัวขึ้นในห้วงคำนึงของซุนเจินแล้ว
## เชิงอรรถ
(1) ปิงเฉาเฉวียน — เจ้ากรมทหารประจำมณฑล ขุนนางผู้คุมราชการทหารในสังกัดเจ้าเมือง
(2) หัวหน้าเสมียน — ในที่นี้หมายถึงหัวหน้าผู้รับผิดชอบกิจการในกรม
(3) เจ๋อเฉาเฉวียน — เจ้ากรมโจร เจ้าพนักงานฝ่ายปราบปรามจับกุมโจรผู้ร้ายประจำมณฑล
(4) ใบประกาศ — หนังสือคำสั่งหรือประกาศของทางการที่เจ้าเมืองออกถึงผู้ใต้บังคับ
(5) ล้อมคอกเมื่อวัวหาย — สำนวนจีน หมายถึงแก้ไขเมื่อเกิดความเสียหายแล้ว แม้สาย แต่ยังพอกอบกู้ได้
(6) จั่วจวินซือหม่า — ตำแหน่งซือหม่าผู้ช่วยทัพ อยู่ใต้บัญชาแม่ทัพ ไม่มีสิทธิ์คุมกองทัพโดยลำพัง
(7) เปี๋ยปู้ซือหม่า — ตำแหน่งซือหม่าคุมกองแยก มีสิทธิ์คุมกองทัพอิสระนอกอัตราโดยลำพัง
(8) ง่วงนอนแท้ ๆ ก็มีใครเอาหมอนมาส่งให้ — สำนวนจีน หมายถึงสิ่งที่ต้องการมาถึงพอดีในยามจำเป็น
(9) อี้ฉง — กองอาสาสมัครที่เข้าร่วมรบด้วยใจสมัคร มิใช่พลประจำการ
(10) เถี่ยกวานถู — นักโทษที่ถูกเกณฑ์ทำเหมืองแร่และหลอมเหล็กในโรงเหล็กหลวง เป็นพวกห้าวหาญดุร้ายไม่กลัวตาย
(11) โจ้วจี้ — หนังสือกราบเรียนที่ขุนนางผู้น้อยเสนอต่อเจ้าเมือง
(12) ปินเค่อ — บริวารผู้มาพึ่งใบบุญเจ้าของที่ดินใหญ่ มีหน้าที่ป้องกันและรับใช้ ฐานะอิสระกว่าถูฟู่
(13) ถูฟู่ — บ่าวไพร่ในสังกัดเจ้าที่ดิน ผูกพันกับที่ดินดุจทาส
(14) หลายร้อยล้าน — ต้นฉบับว่า "จี่อี้" คือหลายร้อยล้าน (1 อี้ เท่ากับ 100 ล้าน) ที่เหลือคือเกือบสองร้อยล้าน
(15) จู่ปู้ — หัวหน้าเสมียนคุมเอกสาร คนสนิทของหัวหน้าหน่วย
(16) ปิงเฉาฝ่ายขวา/ฝ่ายซ้าย — เสมียนฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายในกรมทหาร รองจากปิงเฉาเฉวียน
(17) จวิ้นซือม่า — ฝ่ายทหารระดับมณฑล
(18) อิจิ๋วชื่อสื่อ — ข้าหลวงมณฑลอิจิ๋ว ผู้ว่าราชการระดับมณฑลฝ่ายตรวจการ
(19) ปิ่งจิ๋ว — มณฑลทางตอนเหนือ บ้านเดิมของอ้องอุ้น
(20) หลี่เจียนเหมิน — ยามเฝ้าประตูหมู่บ้าน
(21) กู้ลี่ — ขุนนางเก่าที่เคยอยู่ในสังกัดและได้รับการชุบเลี้ยงแต่งตั้ง ถือมีบุญคุณผูกพันต่อผู้แต่งตั้ง
(22) เถี่ยกวานลิ่ง — นายโรงเหล็กหลวง หัวหน้าสูงสุดของโรงเหล็กหลวง
(23) กอดเท้าพระทำ — สำนวนจีน หมายถึงรอจวนตัวจึงค่อยเร่งจัดการอย่างฉุกละหุก
(24) ลี่เซ่อ — เรือนพักของขุนนางและเจ้าพนักงาน
(25) อาเหยี่ยน — ชื่อเรียกลำลองของคนสนิทในกองซุนเจิน
(26) แปะฉิน — ชื่อรองของเจียงฉิน
(27) โถวหู — การละเล่นขว้างลูกศรลงกระบอก สืบทอดมาแต่ครั้งโบราณ พัฒนามาจากการยิงธนู ชนชั้นบัณฑิตขุนนางนิยมเล่น
(28) เซียนฉิน — ยุคก่อนราชวงศ์ฉิน
(29) จวี๋เฉา/เจ๋อเฉา/ชางเฉา — กรมอาญา กรมโจร และกรมยุ้งฉางประจำมณฑลตามลำดับ
(30) จวี๋เฉาเฉวียน — เจ้ากรมอาญา ขุนนางผู้พิพากษาคดีอาญาประจำมณฑล
(31) ลิ่วหลงเซียนเซิง — สมญาของซุนซอง หนึ่งในแปดมังกรตระกูลซุน
(32) แคว้นหลู่ — แคว้นเดิมในมณฑลอิจิ๋ว บ้านของขงหยง ดินแดนของขงจื๊อแต่โบราณ
(33) ยกลูกสาลี่ให้พี่ — เกร็ดเล่าว่าขงหยงวัยสี่ขวบเลือกลูกสาลี่ลูกเล็กให้ตน ยกลูกใหญ่ให้พี่ ๆ เป็นแบบอย่างความอ่อนน้อมและพี่น้องปรองดอง
(34) เหอหนานอิ่น — ผู้ว่าราชการแดนเหอหนานอันเป็นที่ตั้งนครหลวงลกเอี๋ยง ระดับสองพันสือ ต่างจากเจ้าเมืองมณฑลทั่วไปเพราะเป็นแดนเขตหลวง
(35) ประตูมังกร — คำเรียกประตูบ้านหลี่อิง โดยถือว่าผู้ได้รับการต้อนรับจากเขาเปรียบดั่งปลาที่กระโดดข้ามประตูมังกรกลายเป็นมังกร
(36) ท่านหลี่เหลาจวิน — หมายถึงเหลาจื๊อ ปฐมาจารย์ลัทธิเต๋า ผู้มีแซ่หลี่ ขงหยงอ้างว่าขงจื๊อเคยถามวิชาเหลาจื๊อ จึงนับเป็นครูเป็นสหายกันมาแต่บรรพชน
(37) ไท่จงต้าฝู — ที่ปรึกษาระดับสูงของราชสำนัก
(38) ฉงสื่อ — ขุนนางที่ปรึกษาในสังกัดข้าหลวงมณฑล
(39) ซือถู — หนึ่งในสามอัครมหาเสนาบดี ฝ่ายพลเรือน ในที่นี้คือเอี๊ยงสือ
(40) โฮจิ๋น — เหอหนานอิ่นในเวลานั้น ภายหลังเลื่อนเป็นแม่ทัพใหญ่ น้องสาวเป็นพระมเหสี
(41) เอี๊ยงสือ — ซือถูในเวลานั้น (บรรพชนตระกูลเอี๊ยง)
(42) ราชวงศ์ฮั่นทั้งสอง — หมายถึงฮั่นตะวันตกและฮั่นตะวันออกรวมกัน
(43) ฮั่นเหอตี้/ฮั่นอันตี้ — สองพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันออก
(44) ศักราชหย่งซิงปีที่ 1 — ตรงกับปีคริสต์ศักราช 153 (ผู้เขียนระบุไว้ในต้นฉบับ)