# ตอนที่ 173 — ตูโหยวพิโรธ (ตอนต้น)
ครั้นเข้าเขตเมืองเอี้ยงเต๊ก ใกล้จะถึงที่พักตูโหยวอยู่แล้ว เบื้องหน้ามีเสียงคนร้องม้าฮี ผู้ขี่ม้าสองสามคนไม่หลบไม่หลีก ควบม้าพุ่งตรงเข้ามา
ผู้ขี่ม้าบนหลังม้าร้องตะโกนว่า "ม้าตื่นแล้ว ม้าตื่นแล้ว"
ตามถนนนั้นไก่บินสุนัขกระโจน ผู้สัญจรบ้างก็ทิ้งของในมือคลานหนีกลิ้งเกลือก บ้างก็กอดลูกร้องตกใจหลบหลีก โกลาหลกันไปทั้งหมู่ ซุนเจินรีบรุดมาหลายสิบลี้ ถูกแดดแผดเผาจนหัวหมุนสมองมึน กำลังอ่อนล้าเต็มที พอเห็นม้าหลายตัวพุ่งเข้าใส่ตน ก็รีบบ่ายหัวม้าหมายจะหลบไปข้างทาง ครั้นเขาหลบเช่นนี้ ม้าหลายตัวนั้นก็พลันเปลี่ยนทิศตาม ยังคงควบพุ่งเข้าใส่เขาดังเดิม
ในเมื่อเป็นม้าตื่นจริง ไฉนเลยจะเปลี่ยนทิศได้ตามอำเภอใจเช่นนั้น
คำเตือนของซุนฮกที่ให้เขาระวังนักฆ่า พลันผุดขึ้นในใจซุนเจิน เขาสะดุ้งวาบขนลุกซู่ กลางวันอันร้อนระอุดุจถูกน้ำเย็นราดรดศีรษะ ความอ่อนล้าหายวับไปในบัดดล จิตใจคึกฮึกขึ้นมาทันที เขากระโจนลงจากหลังม้า คว้าดาบร้องเรียกว่า "อาเติ้ง" ทว่าผู้ที่พุ่งเข้ามาถึงตัวเขาก่อนคนแรกกลับเป็นเฉิงเยี่ยน
ตั้งแต่ "ม้าตื่น" ปรากฏขึ้น เฉิงเยี่ยนก็ตั้งการระแวดระวังขึ้นถึงขีดสุด ก่อนที่ซุนเจินจะลงจากม้าร้องเรียกเสียอีก เขาก็กลิ้งตัวลงจากหลังม้าแล้ว ครั้นได้ยินซุนเจินร้องเรียก เขาก็เชิดกายพุ่งตรงเข้าไป ชักดาบออกจากฝัก เผชิญหน้าม้าตัวล่ำหลายตัวที่ควบใกล้เข้ามา แผ่ร่างออกจนกว้างสุดกำลัง หมายบังซุนเจินไว้ข้างหลังให้ได้มากที่สุด
เสี่ยวเริ่นกับคนอื่น ๆ ต่างกลิ้งตัวลงจากม้า รุดเข้ามาคุ้มกันนาย มีแต่เสี่ยวเซี่ยที่ไม่ได้ลงจากม้า เขาฟาดแส้ลงบนหลังม้าอย่างแรง เร่งม้าใต้อานให้พุ่งเข้าชนม้า "ตื่น" หลายตัวนั้น ในชั่วเสี้ยวขณะคับขันยิ่งนี้ ความว่องไวของเขาแสดงออกจนหมดสิ้น ด้วยว่าหากจะสกัด "ม้าตื่น" วิธีดีที่สุดย่อมคือใช้ม้าเข้าชนนั่นเอง
ตำแหน่งของเล่าเติ้งอยู่ค่อนไปทางหลัง ครั้นเห็นซุนเจินตกอยู่ในอันตราย เขาก็กระโจนลงจากม้าในชั่วพริบตาแรกเช่นกัน ตามหลังเสี่ยวเริ่นกับพวกพุ่งไปข้างหน้า พอพุ่งมาถึงข้างกายซุนเจิน ซุนเจินกลับฉวยจังหวะที่ผู้คนไม่ทันสังเกต ยื่นเท้าขวางขาเขาไว้ เล่าเติ้งกำลังตั้งใจมุ่งพุ่งไปข้างหน้า สายตาจดจ่ออยู่ที่ม้าหลายตัวตรงหน้า ที่ไหนจะคาดคิดว่าซุนเจินจะร้องเรียกชื่อเขาแล้วจู่ ๆ ก็ยื่นเท้าขัดขาเขาเช่นนี้ จึงล้มคะมำหน้าทิ่มดินในทันที ปากเต็มไปด้วยดิน ฟันกระแทกพื้น เลือดไหลริมปาก
เขาเอามือยันพื้น เบือนหน้าด้วยความงงงัน เอ่ยว่า "อูลาอูลา" ที่แท้คือกัดลิ้นตนเอง พูดจาไม่ชัดอยู่ครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าเอ่ยอันใดออกมา ซุนเจินขยิบตาให้เขาอย่างรวดเร็ว เขาตะลึงไปครู่หนึ่ง ครั้นเข้าใจ ก็ส่งสายตาตอบรับอย่างรู้กัน แล้วค่อย ๆ คลานลุกขึ้นช้า ๆ ทำเป็นยืนไม่มั่น ล้มลงเองอีกครั้งหนึ่ง
พอเขายืนได้มั่น เสี่ยวเริ่นกับพวกก็พุ่งมาถึงข้างหน้าเฉิงเยี่ยน ชักดาบกุมไว้ในมือ ม้า "ตื่น" หลายตัวนั้นไม่ได้พุ่งเข้ามาดังที่คาด หากแต่หยุดฉิวเฉียดอยู่ห่างจากพวกเขาไปไม่กี่ก้าว กีบม้าชูสูง เสียงม้าร้องก้องกังวาน ฝุ่นคลุ้งกระจาย ผู้ขี่ม้าบนหลังม้า — บัดนี้เห็นชัดแล้วว่า จะเรียกว่าผู้ขี่ม้า สู้เรียกว่าทาสจูงม้าไม่ได้ ต่างก็พากันหัวเราะลั่น
จากด้านหลังทาสจูงม้าหลายคนนี้ มีคนสองคนขี่ม้าตามมา ทางซ้ายเป็นชายฉกรรจ์ร่างล่ำหนวดเครารุงรัง สวมอาภรณ์งดงาม ทางขวาเป็นชายผู้สวมมงคลประดับไข่มุกเสื้อปักลาย ทั้งสองมาถึงตรงหน้าก็หยุดม้าลง ชายทางขวาไม่ได้ลงจากม้าเช่นกัน ประสานมือคารวะอย่างเลื่อนลอย แสร้งทำเป็นเสียอกเสียใจกล่าวว่า "ม้าของบ่าวในบ้านตื่นตกใจ พลั้งวิ่งชนใต้เท้า ขอจงอย่าได้ถือสา… เอ๊ะ นี่ไม่ใช่ตูโหยวฝ่ายเหนือดอกหรือ"
คนสองคนนี้ ซุนเจินมองเห็นตั้งแต่ตอนคว้าดาบเมื่อครู่แล้ว ทั้งยังรู้จักทั้งคู่ คนทางซ้ายนั้นคือปอเหลียน ส่วนชายทางขวาที่กำลังเอ่ยอยู่นี้คือเตียวจื๋อ
ซุนเจินสั่งเสี่ยวเริ่นกับพวกให้เก็บดาบเข้าฝัก ให้พวกเขากลับมา เสี่ยวเซี่ยก็รั้งม้าไว้ ถอยกลับมาข้างกายซุนเจิน แล้วลงจากม้าเหยียบดิน ซุนเจินประสานมือคารวะกล่าวว่า "ข้าพเจ้าขอคารวะท่านเตียว คารวะท่านปอ"
"เจ้ารู้จักเราสองคนหรือ"
"เมื่อครั้งอยู่ตำบลตะวันตกเคยพบท่านปอแล้ว วันที่มารับตำแหน่งในเมืองนี้ก็ยังเคยพบท่านทั้งสองบนถนนอีก เพียงแต่ล้วนแลเห็นแต่ไกล ท่านทั้งสองคงไม่ทราบ"
"เราก็เคยเห็นตูโหยวแต่ไกลบนถนนเช่นกัน วันที่ตูโหยวตระเวนหัวเมืองทางเหนือเสร็จกลับเข้าเมือง เราอยู่บนเรือนของบ้านเรา แลเห็นตูโหยวมีคนแห่นำตามหลัง รถม้าเกริกเกียรติ ครานั้นเราพิศวงยิ่งนัก ถามคนข้างกายว่า 'นี่ผู้สูงศักดิ์ผู้ใดกัน บารมีถึงเพียงนี้' คนข้างกายตอบว่า 'นี่คือตูโหยวฝ่ายเหนือคนใหม่นั่นแล' เราจึงเพิ่งถึงบางอ้อ กล่าวกับคนข้างกายว่า 'อ้อ คือผู้ที่มารับตำแหน่งต่อจากเฟ่ยช่างบ่าวในบ้านเรานั่นเองหรือ' คนข้างกายตอบว่า 'ใช่แล้ว'"
เฉิงเยี่ยน เสี่ยวเริ่น เสี่ยวเซี่ย และคนทั้งหลายได้ยินคำนี้ ต่างก็พิโรธยิ่งนัก คำว่า "คือผู้ที่มารับตำแหน่งต่อจากเฟ่ยช่างบ่าวในบ้านเรา" นั้นมีนัยอันใด เห็นชัดว่ากำลังหยามเหยียดซุนเจินนั่นเอง
เล่าเติ้งก็ปรากฏสีหน้าโกรธเช่นกัน ทว่าไม่นานก็เก็บงำความโกรธไว้ได้ ปิดปากยืนอยู่ข้างซุนเจิน ทำท่าเป็นอันธพ่ายระทดระทวยอย่างน่าสมเพช ที่จริงเขาก็น่าสมเพชอยู่แล้ว ปากมีเลือดไหล เสื้อผ้าเปื้อนฝุ่นไปทั้งตัว ไม่ต้องแสร้งทำก็เพียงพอแล้ว
ซุนเจินไม่ได้โกรธ เขาคิดในใจว่า "'เฟ่ยช่างบ่าวในบ้าน' หรือ… เมื่อสองสามวันก่อนข้ากลับบ้าน ตอนออกจากเอี้ยงเต๊ก ก็พบเฟ่ยช่างบนถนน คราวนั้นข้ายังคิดอยู่ว่า เฟ่ยช่างจะมีท่าทีอย่างไรต่อการที่ข้าสะสางหัวเมืองทางเหนือ หรือว่าเตียวจื๋อผู้นี้คือคนที่เฟ่ยช่างไปหามา"
ก่อนที่จะรู้เจตนาของเตียวจื๋อให้ชัดแจ้ง เขาไม่อยากตอบโต้โดยไร้ประโยชน์ จึงกล่าวว่า "วันนั้นข้าพเจ้ากลับจากหัวเมืองทางเหนือ ตอนเข้าเมืองไม่ได้คิดมากนัก ไม่คาดว่าจะทำให้ใต้เท้าตื่นตระหนก ละอายใจยิ่งนัก ละอายใจยิ่งนัก"
เตียวจื๋อชายตามองปอเหลียนแวบหนึ่ง บนใบหน้าปรากฏสีหน้าเหยียดหยาม ครั้นแล้วก็เหลือบตามองซุนเจิน วางมาดข่มข่มเหนือกว่า กล่าวว่า "วันนี้บ่าวในบ้านปล่อยให้ม้าตื่นไปทำให้ตูโหยวตกใจ เราเสียใจยิ่งนัก พอดีเลย เมื่อวานเราเพิ่งนัดตูโหยวฝ่ายใต้ไปดื่มสุราที่บ้านเรา ตูโหยวก็มาด้วยกันเสียเลยเถิด ถือเสียว่าเป็นการทำขวัญให้เจ้า"
ใจของซุนเจินหมุนวับ มองออกถึงนัยดูแคลนหยามหมิ่นของเขา คิดในใจว่า "เพิ่งหยามข้าหยก ๆ แล้วก็มาเชื้อเชิญข้าไปดื่มสุราโดยไร้เหตุ งานเลี้ยงครานี้ไม่ใช่งานดีแน่" คิดพลางพลางพูดบ่ายเบี่ยงว่า "ขอบคุณใต้เท้ายิ่งนัก เพียงแต่ข้าพเจ้าเพิ่งหยุดพักกลับมา เพิ่งถึงเมืองนี้ เกรงว่าจะไม่มีเวลาว่าง"
"ไม่เป็นไร สุราจะดื่มเมื่อใดก็ได้ ไม่ต้องรีบในวันสองวันนี้ ก็กำหนดเป็นอีกห้าวันข้างหน้าก็แล้วกัน เวลานั้นเจ้าก็พอดีถึงวันหยุดพักอีกครั้ง พวกเราจะดื่มกันไม่เมาไม่เลิก"
"นี่… "
เตียวจื๋อหัวเราะกล่าวว่า "อย่างไรเล่า ตูโหยวไม่ยอมไว้หน้าเรา หรือว่ากลัวสิ่งใดกันเล่า บ้านเราน่ากลัวถึงเพียงนั้นเชียวหรือ มีต้นไม้ดาบกับหลุมไฟหรือไร" ปอเหลียนกับทาสจูงม้าหลายคนนั้นต่างหัวเราะลั่น
สายตาของปอเหลียนแรกอยู่ที่ตัวซุนเจิน ครั้นแล้วก็เลื่อนไปยังเฉิงเยี่ยน เสี่ยวเริ่น เสี่ยวเซี่ยหลายคน พอมองเห็นเล่าเติ้ง เสียงหัวเราะของเขาก็หยุดลงเล็กน้อย ขมวดคิ้วครู่หนึ่ง ปรากฏสีหน้าครุ่นคิด ดุจดังกำลังเทียบเคียงกับภาพบางภาพในห้วงคำนึง
เสียงเตียวจื๋อพูดนั้นดังมาก ผู้สัญจรบนถนนหลายคนได้ยินกันทั่ว ไม่น้อยที่ปัดฝุ่นที่เพิ่งเปื้อนตัวเมื่อครู่ไปพลาง เหลียวมองมาทางนี้ไปพลาง ซุนเจินเห็นภาพบนถนนเช่นนี้ก็คิดในใจว่า "อุบายยั่วยุให้เสียท่ากระนั้นหรือ" ยิ่งแน่ใจว่าการที่เตียวจื๋อเชื้อเชิญเขาดื่มสุรานั้นไม่ได้คิดดีแน่
เขาคิดในใจว่า "คนบนถนนมากมายเพียงนี้ได้ยินกันหมด หากข้าปฏิเสธอีก ครั้นเล่าลือออกไป ชาวเมืองจะเข้าใจว่าข้ากลัวตระกูลเตียว ชื่อเสียงที่อุตส่าห์ตรากตรำมาได้ก็จะป่นปี้ ช่างเถิด แม้รู้ทั้งรู้ว่าเขายั่วยุ รู้ทั้งรู้ว่างานเลี้ยงนี้ไม่ใช่งานดี งานสุรานี้ข้าก็ต้องไปให้ได้" ฉีกยิ้มออกมา กล่าวว่า "ใต้เท้าล้อเล่นไปได้ วันนี้ข้าพเจ้ากลับเข้าเมืองก่อนกำหนด วันหยุดพักครั้งหน้าอยู่อีกหกวันข้างหน้า… "
เตียวจื๋อขัดคำเขา กล่าวว่า "ถ้าเช่นนั้นอีกหกวันข้างหน้า เราจะจัดงานเลี้ยงยามค่ำ คอยรับเสด็จตูโหยว"
"ดีแล้ว"
เตียวจื๋อรวบสายบังเหียน บ่ายหัวม้า หัวเราะลั่นฟาดแส้ม้า พาปอเหลียนกับทาสจูงม้าหลายคนนั้นควบผ่านข้างซุนเจินกับพวกไป ม้าห้าหกตัว กีบม้ายี่สิบกว่ากีบเหยียบกันสับสน ก็พัดฝุ่นขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง คลุมหน้าคลุมตัวซุนเจินกับพวกจนทั่ว
เฉิงเยี่ยนถ่มน้ำลายปุ้ย จ้องมองพวกเขาจากไปด้วยความโกรธ พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า "ท่านซุนจะไปรับปากเขาทำไมเล่า ดูท่าทางที่อวดเบ่งข่มขู่คนนี้ งานเลี้ยงบ้านเขามีอะไรน่าไปด้วย ไปก็มีแต่จะถูกข่มเหง"
เสี่ยวเซี่ยครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า "เกรงว่างานเลี้ยงนี้ไม่ใช่งานดี" เสี่ยวเริ่นกำด้ามดาบไว้ กล่าวว่า "ท่านซุนรับปากเขาแล้ว ต่อให้เป็นต้นไม้ดาบหลุมไฟจริง ๆ พวกเราก็ไม่กลัวที่จะลุยเข้าไปสักครั้ง"
ซุนเจินเหลียวกลับไปมองอย่างเงียบ ๆ เห็นเตียวจื๋อกับปอเหลียนยังไปไม่ไกล จึงหันหน้ากลับมา หน้าเปลี่ยนสีเป็นฉับพลัน ถลึงตาจ้องเล่าเติ้งด้วยความโกรธ ชี้นิ้วด่าทออย่างเจ็บแสบว่า "เจ้าทาส กูเอาน้ำใจจริงมอบให้เจ้า เจ้ากลับเอาความเย็นชาตอบกูฤๅ แต่ก่อนกูก็เห็นว่าเจ้ากล้าหาญห้าวหาญ พอถึงคราวให้เจ้าทำการ เจ้ากลับไม่ได้เรื่องเช่นนี้ เดินสองก้าวยังล้มคะมำกับพื้น ไอ้สุนัขเลว จะเอาเจ้าไว้ทำไม" ชักดาบออกจากฝัก ทำท่าจะฟันลง
เสี่ยวเซี่ย เสี่ยวเริ่น เฉิงเยี่ยน และคนทั้งหลายไม่รู้ว่าไฉนเขาจึงโกรธขึ้นมาฉับพลัน ต่างหน้ามองหน้า
เฉิงเยี่ยนอยู่ใกล้ซุนเจิน รีบบิดตัวพุ่งเข้าไปคว้าแขนเสื้อเขาไว้ พูดอย่างรีบร้อนไม่ทันเลือกคำว่า "ฆ่าไม่ได้ ฆ่าไม่ได้ ท่านซุนได้โปรดไว้ชีวิตคน" เขาออกแรงมากเกินไป เกือบทำให้ซุนเจินเซล้ม
ซุนเจินซวนเซไปครู่หนึ่ง รีบยืนให้มั่น ทั้งขันทั้งโกรธ ตวาดว่า "ปล่อยมือ"
เฉิงเยี่ยนปล่อยมืออย่างเก้อเขิน เกาหัวถามว่า "อาเติ้ง อาเติ้งเป็นอะไรไป" ซุนเจินเก็บดาบเข้าฝักอย่างแค้นเคือง ชี้หน้าด่าเล่าเติ้งว่า "เลี้ยงทหารพันวัน ก็ใช้การไม่ได้แม้ยามเดียว"
เล่าเติ้งก็ทำท่าโกรธจัดเช่นกัน เอาตามองไปด้านหลังซุนเจินสองสามที อ้าปากหลายครั้ง ดุจอยากจะด่าตอบกลับ แต่ก็ข่มกลั้นไว้
…
เตียวจื๋อ ปอเหลียน กับพวกหันหลังกลับมามอง
ปอเหลียนกล่าวว่า "เรานึกออกแล้ว ชายฉกรรจ์ที่ถูกด่านี้ชื่อเล่าเติ้ง ราษฎรหัวเมืองทางเหนือเรียกขานเขาว่า 'นั่งห้องเหล็ก' คราวที่ลูกตระกูลซุนไปหัวเมืองทางเหนือเที่ยวก่อน ก็เพราะอาศัยเล่าเติ้งผู้นี้คุ้มกัน จึงรอดพ้นภัยมาได้โดยปลอดภัย ผู้กล้าเช่นนี้ เพียงเพราะพลั้งเผลอชั่วขณะหนึ่ง ล้มลงทีหนึ่ง ก็ถูกลูกตระกูลซุนผู้นี้ด่ากลางถนนเช่นนี้" ส่ายหน้าไปมา ปรากฏสีหน้าไม่อาจทนดูได้
เตียวจื๋อหัวเราะกล่าวว่า "คาดว่าลูกตระกูลซุนผู้นี้ถูกเราหยามจนเสียหน้า ขัดเคืองใจไม่หาย จึงระบายโทสะใส่บริวารของตน เราดูเล่าเติ้งผู้นี้ก็ดูจะมีสีหน้าไม่พอใจขุ่นแค้นต่อเรื่องนี้อยู่มาก ท่านดูเขาอ้าปากหลายครั้ง ดุจทนคำด่าทอของลูกตระกูลซุนไม่ได้แล้ว เฒ่าปอ พี่น้องในบ้านท่านเลี้ยงนักดาบไว้มาก ในบ้านมีผู้พึ่งใบบุญนับร้อย เป็นเมิ่งฉ่างจวิ้น(1)แห่งเมืองเรา ในเมื่อท่านสงสารเล่าเติ้งที่กล้าหาญห้าวหาญ เสียดายมุกดางามต้องตกอยู่กับคนไม่รู้ค่า ทนไม่ได้ที่เห็นเขาถูกคนสามัญด่าทอ ไฉนไม่ฉวยโอกาสนี้เกลี้ยกล่อมเขามาไว้ในสังกัดเสียเล่า ก็เป็นเรื่องงามอยู่"
ปอเหลียนเกิดใจอยากได้ขึ้นมา หันกลับไปมองครั้งแล้วครั้งเล่า มองเล่าเติ้งติด ๆ กันหลายที จนกระทั่งห่างไกลออกไปแล้ว จึงเก็บสายตากลับ
เขากล่าวกับเตียวจื๋อว่า "ลูกตระกูลซุนแม้ไม่รู้ค่ามุกดา แต่บารมีของเขาสะท้านหัวเมืองทางเหนือ ก็ไม่อาจดูเบาได้"
เตียวจื๋อหัวเราะเย้ยกล่าวว่า "หากไม่ใช่เพราะเขา 'บารมีสะท้านหัวเมืองทางเหนือ' การจัดการตูโหยวกระจ้อยร่อยคนหนึ่งจะคู่ควรให้เรามาด้วยตนเองหรือ วันนี้เรามาด้วยตนเอง ก็เพื่อมาดูว่าเขาเป็น 'ผู้บารมีสะท้านหัวเมืองทางเหนือ' เยี่ยงไรกันแน่ ดูจากวันนี้ เรากลับไม่ควรมาเสียเลย เราเอาเขาไปเทียบกับบ่าวในบ้านเรา เขาก็ยังทนกล้ำกลืนลงได้ ขลาดเขลาไม่คู่ควรเอ่ยถึง" เขาถ่มน้ำลายลงพื้นด้วยความเหยียดหยาม "ไอ้ลูกชาวนา(2) ยังบังอาจมาขัดขวางตระกูลเรา คอยดูเถิด พอเขามางานเลี้ยงเมื่อใด เราจะหยามเหยียดเขาบนโต๊ะสุราให้ดู"
## เชิงอรรถ
(1) เมิ่งฉ่างจวิ้น — อ๋องขุนนางผู้ลือนามแห่งแคว้นฉีสมัยรณรัฐ ขึ้นชื่อเรื่องเลี้ยงเหล่าผู้พึ่งใบบุญไว้ในเรือนถึงสามพันคน ในที่นี้เตียวจื๋อยกมาเปรียบตระกูลปอที่เลี้ยงนักดาบและบริวารไว้มาก
(2) ลูกชาวนา — คำเหยียดหมายถึงคนบ้านนอกผู้ต่ำต้อยจากเรือกสวนไร่นา ดุจ "ไอ้บ้านนอก" สื่อความดูแคลนว่าเป็นคนไร้สกุลรุนชาติ