สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 174 ตูโหยวพิโรธ (ตอนกลาง)

28 นาที· 6.3K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 174 — ตูโหยวพิโรธ (ตอนกลาง)

ซุนเจินขึ้นม้าด้วยความขุ่นเคือง ไม่ได้ใส่ใจเสี่ยวเซี่ย เสี่ยวเริ่น เฉิงเยี่ยน และผู้อื่น เร่งม้าเดินไปอย่างเชื่องช้า

เฉิงเยี่ยนปลอบเล่าเติ้งว่า "ท่านซุนอารมณ์ไม่สู้ดี เจ้าอย่าได้โกรธเลย" แล้วก็ลืมตาพูดความเท็จยกตนเป็นพยาน "เจ้าหารู้ไม่ ตามปรกติข้าน้อยถูกท่านซุนตวาดด่าเสียนับครั้งไม่ถ้วน ครั้งอยู่ฝานหยาง ท่านยังเคยตบตีข้าน้อยด้วยซ้ำ ท่านซุนเคยกล่าวแก่ข้าน้อยว่า 'ตีคือรัก ด่าคือเอ็นดู ไม่ตีไม่ด่าก็ไม่รักไม่เอ็นดู' เจ้าอย่าได้เก็บไปใส่ใจเลย"

เสี่ยวเซี่ย เสี่ยวเริ่นนึกในใจว่า "ท่านซุนด่าเจ้าเมื่อไรเล่า แล้วยัง 'ครั้งอยู่ศาลาฝานหยางเคยตีเจ้า' อีก ปีนั้นที่ติดตามไปพำนักกับท่านซุนที่ศาลาฝานหยางหาใช่เจ้าผู้เดียวไม่ ข้าก็อยู่ด้วย ไฉนไม่เคยเห็นเลยสักหน ฯลฯ ท่านซุนเคยกล่าวแก่เจ้าว่า 'ตีคือรัก ด่าคือเอ็นดู ไม่ตีไม่ด่าก็ไม่รักไม่เอ็นดู' จริงอยู่ แต่นั่นเป็นเพราะเจ้าด่าเมียของเจ้าที่บ้าน เมียเจ้านั่งร้องไห้อยู่ลำพัง เจ้าก็เสียใจกลัดกลุ้ม ไม่รู้จะปลอบโยนอย่างไร ท่านซุนจึงสอนวาทะนี้ให้เจ้าเอาไปกล่าวแก่เมียเจ้าต่างหาก หาใช่กล่าวแก่เจ้าไม่"

เรื่องเหล่านี้เล่าเติ้งหารู้ไม่ เขาหึ่ง ๆ ว่า "ม้ายังมีพลาดกีบ คนยังมีพลาดเท้า ข้าเพียงแต่ล้มลงคะมำคราหนึ่ง ก็มาด่าทอข้าถึงเพียงนี้ ไม่ได้ ข้าจะไปหาท่านซุนถามหาความ ลูกผู้ชายฆ่าได้แต่หยามไม่ได้"

"ทั้งเจ้าทั้งข้าไม่รู้หนังสือสักตัว ควรหรือจะเรียกตนว่า 'ลูกผู้ชายผู้ทรงศักดิ์' วาจานี้หากหลุดปากออกไป ระวังเขาจะหัวเราะจนฟันหลุด ท่านซุนเลี้ยงดูเจ้าข้ามาด้วยอาหารอาภรณ์หลายปี บุญคุณล้นพ้น ถูกด่าสักสองสามคำจะเป็นไรไป อย่าได้โกรธเลย ไปขอขมาท่านซุนเสียเถิด ท่านซุนใจกว้างเปี่ยมเมตตา คงจักให้อภัยเจ้า" เฉิงเยี่ยนรู้จักมักจี่กับเล่าเติ้งมาปีเศษ รู้ซึ้งถึงความกล้าหาญของเขา ยิ่งผ่านศึกบ้านเสิ่นคราวนั้น ยิ่งรู้ว่าเล่าเติ้งเป็นยอดนักรบที่หาได้ยาก ภายหน้าย่อมเป็นกำลังแขนขาแก่ซุนเจินได้ ไม่ใช่ตนจะเทียบได้เลย จึงไม่อยากให้เล่าเติ้งบังเกิดความแค้นเคืองด้วยเหตุนี้ ฉะนั้นจึงปลอบประโลมด้วยปากเปียกปากแฉะ

เล่าเติ้งจ้องเขม็ง

เล่าเติ้งร่างใหญ่ล่ำสัน ไหล่ผายเอวกลม เฉิงเยี่ยนแม้กำยำอยู่บ้างก็ห่างชั้นนัก ชะงักไปครู่หนึ่ง ถอยหลังก้าวหนึ่ง ไม่รู้เป็นไฉนรู้สึกพรั่นพรึงอยู่ในใจ จึงถามว่า "เป็นไฉนเล่า"

เล่าเติ้งยื่นมือผลักเขาล้มลง ตวาดด่าเสียงดังว่า "เจ้าหมาขี้เรื้อนหาใช่ลูกผู้ชายผู้ทรงศักดิ์ไม่ พ่อเจ้าต่างหากเป็นลูกผู้ชายผู้ทรงศักดิ์"

ซุนเจินไม่ได้ไปไกลนัก หันกลับมาทันที ตวาดด่าว่า "ไอ้หมาขี้เรื้อน กินดีหมีเข้าไปหรือ จึงบังอาจด่าทออาเยี่ยน เสี่ยวเซี่ย เสี่ยวเริ่น จับมันกดลง เอาแส้ม้าเฆี่ยนให้สาแก่ใจ เฆี่ยนเสร็จแล้วก็ไล่ไปเสีย ข้าเลี้ยง 'มหาวีรบุรุษ' เยี่ยงนี้ไว้ไม่ไหว"

เสี่ยวเซี่ย เสี่ยวเริ่นลังเล ซุนเจินตวาดว่า "เจ้าทั้งสองก็ไม่เชื่อฟังคำข้าแล้วหรือ"

เสี่ยวเซี่ย เสี่ยวเริ่นจนใจ เข้าไปกดเล่าเติ้ง เล่าเติ้งสะบัดมือปัด ทั้งสองคนกระเด็นไปไกลโพ้น ผู้อื่นที่เหลือรับคำสั่งซุนเจิน กรูกันเข้าไป จับเล่าเติ้งกดล้มลง เสี่ยวเซี่ยลุกขึ้น แย่งแส้ม้าจากมือนักเลงคนหนึ่ง กล่าวเบา ๆ ว่า "เจ้าทนไว้เถิด ถูกเฆี่ยนสักสองสามทีท่านซุนก็หายโกรธ เจ้าไปขอขมาท่านซุนอีกครั้ง เรื่องก็จะแล้วกันไป" ว่าแล้วยกแส้จะเฆี่ยน

เล่าเติ้งนึกในใจว่า "ท่านซุนก็ไล่ข้าแล้ว ละครเรื่องนี้ก็นับว่าเล่นจบแล้ว เสี่ยวเซี่ย ข้ายังไม่โง่พอจะให้เจ้าเฆี่ยนซ้ำดอก" แล้วก็สะบัดให้พ้นมือคนที่กดทับ กลิ้งไปสองตลบ หลุดพ้นวงที่แส้จะเฆี่ยนลง ลุกขึ้นปัดฝุ่นบนเสื้อผ้า แล้วหึ่งว่า "ท่านซุนไม่ยั้งข้าไว้ ลูกผู้ชายเต็มตัวจะกลัวอดข้าวที่ไหน ลาก่อนละ" ว่าแล้วก้าวยาว ๆ จากไป

เสี่ยวเซี่ย เสี่ยวเริ่น เฉิงเยี่ยน และผู้อื่นพากันงงงันมองหน้ากัน

เฉิงเยี่ยนเห็นเล่าเติ้งเดินไกลออกไปทุกที หากไม่ตามไปก็จะไม่ทันการ จึงรีบไล่ตามซุนเจิน หมายจะปลอบ

ซุนเจินตวาดว่า "ห้ามพูดมากความ" แล้วสั่งเสี่ยวเซี่ย เสี่ยวเริ่นที่ไล่ตามมาภายหลังว่า "ต่อไปนี้ห้ามเอ่ยชื่อเจ้าทาสนั่นต่อหน้าข้าอีก"

แม้ว่าต่อหน้าผู้คนในเรือนรองตำบลตะวันตกนั้นซุนเจินจะแสดงความโกรธน้อยครั้งนัก แต่ด้วยการกระทำต่าง ๆ ที่ผ่านมา ทั้งยกพลช่วยศาลาข้างเคียงยามค่ำคืน ปราบเกาซู่จนยอมศิโรราบ ล้างโคตรตระกูลตี้ซาน ตลอดจนเพิ่งสังหารเสิ่นสวิ่นด้วยมือตน ขับไล่ขุนนางทุจริต เหล่านี้ทำให้เขาสถาปนาภาพลักษณ์อันสง่าผ่าเผยและห้าวหาญขึ้นในใจของผู้คนในเรือนรองตำบลตะวันตกเสียแต่ก่อนแล้ว ไม่ทันแสดงความโกรธก็มีบารมีในตัว ครานี้พอบันดาลโทสะขึ้นมา ผู้คนต่างยำเกรงครั่นคร้าม ไม่มีผู้ใดออกปากปลอบอีก

เฉิงเยี่ยนแอบถอนใจเฮือกหนึ่ง

เสี่ยวเริ่น เสี่ยวเซี่ยรู้สึกว่าวาจาและการกระทำของซุนเจินในวันนี้ผิดแผกแตกต่างจากแต่ก่อนยิ่งนัก ในใจกังขา แอบชำเลืองดูสีหน้าซุนเจิน เห็นเขาสีหน้าปรกติดังเดิม ยิ่งบังเกิดความสงสัย เพียงแต่ติดด้วยคำสั่งของซุนเจิน จึงได้แต่เก็บความกังขาไว้ลึก ๆ ปิดปากนิ่งเสีย

หน้าที่หลักของตูโหยวมีอยู่สองประการ ประการหนึ่งคือตรวจตราขุนนางและราษฎรในเขต อีกประการหนึ่งคือเมื่อราชสำนักหรือจวิ้นฝู่(1)มีคำสั่งต้องส่งลงมา ก็รับคำสั่งไปบอกกล่าวแก่บรรดาอำเภอในเขต โดยทั่วไปแล้วทุกเดือนต้องออกตรวจอำเภอสักหนึ่งสองครั้ง ตากแดดกรำฝนก็ลำบากตรากตรำอยู่ แต่ในยามไม่ได้ออกตรวจอำเภอ ก็สบายว่างวายเงียบสงบดี

ครั้นพ้นวันพักผ่อน(2) ถึงวันต้องเข้าทำงาน ซุนเจินก็แต่งกายเรียบร้อย สวมชุดดำเหน็บกระบี่ คาดตราและสายถักที่เอว พาเสี่ยวเซี่ยไปแต่ผู้เดียว มายัง "ที่ทำการตูโหยว" ขึ้นสู่โถงประชุม เรียกซูจั่ว(3)มาซักถามว่า "วันนี้มีคำสั่งเบื้องบนที่ต้องส่งไปยังบรรดาอำเภอหรือไม่"

ซูจั่วตอบว่า "ไม่มีขอรับ"

ไม่มีก็แปลว่าไม่มีงานอันใดต้องทำ ซุนเจินสองปีกว่ามานี้ยุ่งจนชิน อยู่ ๆ ก็ว่างเปล่าไร้ธุระขึ้นมา ก็ไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย นึกในใจว่า "ข้าเพิ่งกลับจากตรวจอำเภอมาหยก ๆ จะกลับไปตรวจอำเภออีกก็ใช่ที่" หากเขาออกตรวจรอบหนึ่งจบแล้ว ก็ตามด้วยอีกรอบ อีกรอบ ไม่ได้หยุดหย่อนแล้วไซร้ ท้องถิ่นก็คงจะถึงคราว "ขุนนางก็อยู่ไม่เป็นสุข" เป็นแน่

เขานั่งเหม่ออยู่บนพระโรงครู่หนึ่ง ชั่วขณะหนึ่งก็คิดไม่ออกว่าควรกระทำสิ่งใด ซูจั่วเมื่อยังไม่ได้รับคำสั่งจากเขาก็ไม่กล้าหลีกไป

สองคนต่างนั่งอยู่ คนหนึ่งนั่งเหม่อ อีกคนคุกเข่าหมอบ อยู่ตรงข้ามกันเสียนาน ซุนเจินนึกขึ้นได้เรื่องหนึ่ง จึงถามว่า "เมื่อสองสามวันก่อนข้าออกตรวจอำเภอ สั่งให้ขุนนางที่ติดตามข้าไปคุมตัวขุนนางทุจริตและคหบดีนอกกฎหมายหลายคนกลับเข้าแคว้น ผลการพิจารณาออกมาแล้วหรือยัง"

ตามครรลองแล้ว ที่ทำการตูโหยวมีหน้าที่ตรวจตราเท่านั้น ไม่ได้พิจารณาคดี เสมียนน้อยในที่ทำการคงจะไม่ใคร่รู้ผลการพิจารณาคดีนัก แต่ดีอยู่ที่ซูจั่วผู้นี้อยู่ในจวิ้นฝู่มานานพอควร รู้จักผู้คนกว้างขวาง ในฝ่ายตัดสินคดีก็มีคนคุ้นเคย จึงพอรู้ผลการพิจารณาอยู่บ้างสองสามอย่าง อากาศร้อน ในพระโรงอบอ้าว เขาเหงื่อโทรมหน้า เช็ดเหงื่อแล้วตอบว่า "ข้าน้อยได้ยินคนเล่าว่า คดีต่าง ๆ ตัดสินเสร็จแล้ว สำนวนหยวนซู(4)ก็ยื่นให้ฝู่จวินตรวจทานแล้ว ทั้งได้อ่านคำพิพากษาให้บรรดานักโทษฟังแล้วด้วย"

อันหยวนซูคือบันทึกตลอดกระบวนพิจารณาคดี การอ่านคำพิพากษาก็คือการประกาศตัดสิน เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ให้ขุนนางฝ่ายอาญาอ่านให้ผู้ต้องคดีฟัง หากนักโทษไม่มีข้อโต้แย้ง ผู้ฟังก็ไม่มีความเห็นต่าง ก็ถือว่า "โทษต้องด้วยมูลคดี" แล้ว "จึงลงนามในแผ่นไม้คดีตามกฎหมาย เป็นอันตัดสินโทษชัดเจน"

"มีผู้ใดร้องว่าตนต้องโทษโดยไม่เป็นธรรม ขอให้รื้อคดีพิจารณาใหม่หรือไม่" อันการขอรื้อคดีก็คือการร้องขออุทธรณ์นั่นเอง

"ไม่มีขอรับ" ซูจั่วตอบเสร็จก็นึกในใจว่า "บารมีลูกเสือตระกูลซุนเลื่องลือกระฉ่อน บรรดานักโทษเหล่านั้นล้วนยินดีที่ไม่ต้องตายในมือท่านอย่างเสิ่นสวิ่น ได้แต่หวังให้คดีจบเร็ว ๆ ที่ไหนเลยจะกล้าร้องขอรื้อคดีอีก"

ซุนเจินนับนิ้วคำนวณ ตั้งแต่เขาส่ง "ผู้ต้องสงสัย" เข้าแคว้นจนถึงบัดนี้ยังไม่ถึงครึ่งเดือน ในเวลาสั้นเพียงนี้กลับพิจารณาผู้ต้องสงสัยหลายคนได้กระจ่างแจ้งทุกราย ด้วยนิสัยของกุยโต๋(5)จวี๋เฉาเฉวียนที่โลภในทรัพย์สิน ในนี้ย่อมต้องมีเงื่อนงำที่บอกใครไม่ได้ เขานึกในใจว่า "น้ำใสเกินไปก็ไร้ปลา ตราบใดที่ฝ่ายตัดสินคดีมิได้ปล่อยตัวนักโทษด้วยเล่ห์เพทุบายเพื่อเอื้อพวกพ้อง จะตัดสินเบาไปสักหน่อยก็ปล่อยให้เบาไปเถิด"

ฝ่ายซวนคางกับหลี่ปั๋อ บัดนี้ได้รับหนังสือแต่งตั้งแล้ว ย้ายเข้าไปพำนักในเรือนพักขุนนาง ซุนเจินส่งซูจั่วออกไป แล้วเรียกสองคนนั้นมา ถามด้วยรอยยิ้มว่า "พำนักในเรือนพักขุนนางพอจะคุ้นเคยหรือยัง"

หลี่ปั๋อตอบด้วยความนอบน้อมว่า "ก็ดีอยู่ขอรับ"

ซวนคางบ่นอุบว่า "ในลานเดียวมีห้องเดี่ยวสิบยี่สิบห้อง พอออกจากห้องก็เจอแต่ผู้คน หน้าหนาวเห็นจะดีอยู่ เพราะอบอุ่นดี แต่อากาศเยี่ยงนี้ ร้อนจะตายอยู่แล้ว" เรือนพักขุนนางย่อมเทียบเรือนพักตูโหยวไม่ได้ ตูโหยวเป็นขุนนางใหญ่แห่งแคว้น พำนักลานละคน ส่วนขุนนางกินเบี้ยน้อยอย่างหลี่ปั๋อ ซวนคาง ได้พำนักในห้องเดี่ยวคนละห้องก็นับว่าดีถมไปแล้ว บางอำเภอเล็ก อำเภอยากจน ขุนนางสองสามคนเบียดอยู่ห้องเดียวก็มี

ซุนเจินหัวเราะก้องด้วยความขัน หยอกล้อว่า "เม่งจื๊อ(6)กล่าวไว้ว่า 'ฟ้าจะมอบภารกิจอันใหญ่หลวงแก่ผู้ใด ย่อมต้องทรมานจิตใจ ตรากตรำร่างกายผู้นั้นเสียก่อน' วันนี้พำนักในเรือนคับแคบได้ วันหน้าจึงจะได้พำนักในคฤหาสน์ศักดิ์สองพันสือเหมือนอย่างฝู่จวิน" คฤหาสน์ที่อินซิ่วพำนักนั้นเลิศกว่าเรือนพักตูโหยวมากนัก เป็นหมู่เรือนซ้อนชั้นหน้าหลังหลายชั้น มีเขาจำลอง มีสระน้ำ มีหอสูงซ้อนหอ แมกไม้เขียวครึ้ม

ซวนคางฉงน นึกในใจว่า "วันนี้อารมณ์ท่านซุนดูจะดีอยู่ เอาเรามาหยอกเล่น ไปพบเรื่องดีอันใดมาหรือ"

อารมณ์ซุนเจินดีก็ย่อมมีเหตุอยู่ เมื่อคืนก่อนเขาได้ข่าวมาว่า ตามคำเชื้อเชิญของปอเหลียน เล่าเติ้งได้ไปยังบ้านตระกูลปอเมื่อค่ำคืนวันก่อน

เขาพูดคุยกับซวนคาง หลี่ปั๋อสักพักหนึ่ง นั่งเหงาไร้ธุระเสียจริง จึงตกลงใจไปหาซุนฮก เพื่อถามว่าเรื่อง "ซื้อข้าวสำรองภัย" นั้นได้กราบเรียนไท่โส่วแล้วหรือไม่ สั่งความหลี่ปั๋อ ซวนคางสองคนสองสามคำ กำชับให้ทั้งสองหมั่นไปมาหาสู่กับเพื่อนร่วมราชการ อย่าได้อาศัยความสนิทสนมกับตนแล้วดูแคลนผู้อื่น ซวนคาง หลี่ปั๋อรับคำ

เขาจัดเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อย ลุกออกจากพระโรง เรียกเสี่ยวเซี่ยที่คอยอยู่กลางลาน ไปหาซุนฮก ซุนฮกเป็นจู่ปู้(7) อันเป็นขุนนางคนสนิทของไท่โส่ว เวลานี้น่าจะอยู่ข้างกายไท่โส่ว ออกจากที่ทำการตูโหยว เลี้ยวผ่านลานของฝ่ายต่าง ๆ หลายแห่ง ก็แลเห็นซุนฮกอยู่บนโถงประชุมในจวิ้นฝู่ ซุนฮกกำลังคุกเข่านั่งอยู่อาสนะข้าง ปรนนิบัติอยู่เบื้องขวาแท่นของอินซิ่ว ขุนนางร้อยสือ(8)สองคนที่ถือไม้ไผ่จารึกคุกเข่าอยู่เบื้องซ้าย นอกพระโรงมีนายทหารสองคนสวมหมวกบู๊ถือทวนยืนอยู่ ทั้งยังมีเสมียนกินเบี้ยน้อยอีกคน ซุนเจินหยุดเท้าแต่ไกล มองเข้าไปในพระโรง ขุนนางร้อยสือสองคนนั้นดูจะกำลังกราบเรียนราชการแก่อินซิ่ว วันนี้เป็นวันที่อินซิ่วขึ้นว่าราชการ จัดการกิจการบ้านเมือง

เวลานี้เขาเข้าไปรบกวนไม่ได้ จึงหาที่ร่มใต้ประตูลาน ยืนคอยอยู่ก่อน เบื้องหลังมีเสียงฝีเท้า มีคนสองคนเดินมา เขาหันไปดู เห็นคนที่เดินนำหน้าสวมสายถักดำหมวกสูง กลับเป็นเฟ่ยช่าง

สองฝ่ายสบตากัน ซุนเจินแย้มยิ้ม พยักหน้าทักทาย ประสานมือกล่าวว่า "ท่านเฟ่ยเฉิง(9)มาหรือ มาหาฝู่จวินหรือ"

เฟ่ยช่างเห็นจะกำลังครุ่นคิดเรื่องอันใดอยู่ เดิมเอียงคอเดินมา ครั้นเหลือบเห็นซุนเจิน ก็เงยหน้าขึ้นทันที นึกในใจว่า "ไฉนมาพบมันที่นี่เล่า หึ่ง ๆ ยังมาเสแสร้งยิ้มแย้มให้ข้าอีกหรือ เจ้าลูกตระกูลซุนนี้ใจกล้าไม่ใช่เล่น หรือไม่ฉะนั้นก็โง่เง่าเซ่อซ่า ถึงกับรับคำเชิญงานเลี้ยงค่ำของท่านชายข้า คอยดูเถิด ในงานเลี้ยง ดูซิว่าท่านชายข้าจะแก้แค้นแทนข้าอย่างไร เมื่อถึงคราวนั้น เห็นจะต้องว่า ข้าก็จะด่าทอเจ้าสักสองสามคำด้วย" ไม่แยแสซุนเจิน เชิดหน้าทะนงองอาจวางท่าเดินผ่านไป

ที่เดินตามหลังเขามาเป็นขุนนางร้อยสือคนหนึ่ง ก็เชิดหน้าเดินมาเฉกเช่นเดียวกัน ครั้นเดินผ่านซุนเจินก็ค้อนตาขาว

เสี่ยวเซี่ยรู้จักเฟ่ยช่าง เขาเองก็เป็นชาวตำบลตะวันตก เป็นคนถิ่นเดียวกับเฟ่ยช่าง จึง "เอ๊ะ" ออกมาคำหนึ่ง นึกในใจว่า "เฟ่ยช่างนี้หาขุนนางใต้บังคับได้ดีจริง ทั้งกิริยาท่าเดินเหมือนกันราวพิมพ์เดียว ผู้ที่รู้ก็รู้ว่าทั้งสองเป็นขุนนางผู้ใหญ่กับขุนนางผู้น้อย ผู้ที่ไม่รู้คงนึกว่าเป็นพ่อลูกกัน เพียงแต่ผู้เป็นลูกอายุมากไปสักหน่อย แก่กว่าผู้เป็นพ่อเสียอีก" ขุนนางร้อยสือผู้นั้นหน้ายาวหนวดบาง อายุราวสี่สิบเศษ

ซุนเจินส่งสายตามองทั้งสองเข้าลานขึ้นพระโรง นึกในใจว่า "เฟ่ยช่างวางท่าถึงเพียงนี้ งานเลี้ยงค่ำอีกสองสามวันข้างหน้าเห็นจะรับมือยากอยู่" อารมณ์เขาเพิ่งดีขึ้นได้ไม่นานก็กลับขุ่นมัวลงอีก

งานเลี้ยงของเตียวจื๋อนั้นไม่ไปก็ไม่ได้ ไม่ไปก็จะเสียชื่อ ครั้นไป หากต้องถูกหยามก็ไม่ได้อีก ยิ่งจะเสียชื่อหนักเข้าไปอีก เขาครุ่นคิดในใจว่า "งานเลี้ยงค่ำของเตียวจื๋อย่อมไม่ใช่งานเลี้ยงดี เขาเชิญข้าไปกินเหล้าที่บ้านเขาเห็นชัดว่าไม่ได้คิดดี คงหมายจะหยามข้าเป็นแน่ แต่ปัญหาคือ เขาคิดจะหยามข้าอย่างไร จะทำให้ข้าได้อายกลางวงเลี้ยง หรือด่าทอข้าสักยกหนึ่ง หรืออย่างไรกัน"

สถานที่จัดงานเลี้ยงค่ำอยู่ที่บ้านเตียวจื๋อ สำหรับซุนเจินถือเป็นถิ่นคนอื่น เดิมก็เสียเปรียบอยู่แล้ว อีกทั้งยังหยั่งไม่ถึงแผนการและข้อคิดอ่านที่แน่ชัดของเตียวจื๋อ ยิ่งเสียเปรียบหนักขึ้น เขาก็ไม่มีกลอุบายอันใดดี ได้แต่ตัดสินใจพาคนไปให้มากสักหน่อย ถึงคราวนั้นค่อยดูลู่ทางแก้ไขเอา กำลังครุ่นคิดอยู่ ก็ได้ยินผู้หนึ่งหัวเราะแล้วกล่าวว่า "เจินจือ มายืนเหม่ออยู่ที่นี่ทำไม เห็นสีหน้าเจ้าหม่นหมอง ใช่ว่าเพิ่งจะถูกท่านเฉิงเหนียวจ้วน(10)ทำให้ขุ่นเคืองมาหรือ"

ซุนเจินเงยหน้าขึ้น ผู้ที่พูดคือตู้อิ้ว ข้างกายตู้อิ้วมีจางจ้งยืนอยู่

เขาคิดเพลินไป ไม่ได้ยินว่าทั้งสองเดินใกล้เข้ามา จึงรีบทำความเคารพ พลางยิ้มถามว่า "ท่านเฉิงเหนียวจ้วนหรือ"

"เจ้าไม่รู้หรอกหรือ ผู้ที่เดินผ่านไปเมื่อครู่นี้ แม้จะไม่แตกฉานในคัมภีร์ตำรา ทว่ามีฝีมืออยู่อย่างหนึ่ง คือถนัดเขียนอักษรลายนก(11) อาศัยฝีมือนี้จึงได้เป็นที่โปรดปรานในตระกูลของท่านเตียวฉางสือ ด้วยเหตุนี้แรกได้เป็นตูโหยว ต่อมาได้เป็นจวิ้นเฉิง(12) ครั้งเป็นตูโหยว ผู้คนในแคว้นเรียกเขาว่า 'ตูโหยวอักษรลายนก' บัดนี้เป็นจวิ้นเฉิงแล้ว ก็พลอยเปลี่ยนเป็น 'จวิ้นเฉิงอักษรลายนก' ไปด้วย"

ซุนเจินอดหัวเราะไม่ได้

จางจ้งกล่าวว่า "วิญญูชนพึงระวังวาจา อย่าได้นินทาผู้อื่นลับหลัง อีกประการหนึ่ง อันจวิ้นเฉิงนั้นเป็นผู้ช่วยฝู่จวิน ท่านเฟ่ยอย่างไรก็เป็นขุนนางผู้ใหญ่ของเรา จะเรียกเขาว่า 'จวิ้นเฉิงอักษรลายนก' ก็ไร้ความเคารพยำเกรงเกินไป"

"ฉะนั้นข้าจึงเรียกเขาว่า 'ท่านเฉิงอักษรลายนก' อย่างไรเล่า"

"ท่านตู้เจ้าพนักงาน(13)เอ๋ย"

ตู้อิ้วแม้จะเหมือนกุยโต๋ตรงที่โลภในทรัพย์สิน ฉ้อราษฎร์อยู่บ้าง แต่ถึงกระนั้นก็เป็นบุตรหลานตระกูลขุนนาง ย่อมเป็นปฏิปักษ์กับขันทีโดยกำเนิด ดูแคลนเฟ่ยช่างผู้เป็นปินเค่อสุนัขรับใช้ของตระกูลเตียวเหยียง เขาแลบลิ้นปลิ้นหน้าล้อเลียนให้ซุนเจินดู

ซุนเจินนึกในใจว่า "ตู้อิ้วพูดจาน่าขันอยู่ไม่น้อย" ทำให้เขานึกถึงเซี่ยอู่แห่งตำบลตะวันตก เซี่ยอู่ก็พูดจาน่าขบขันเช่นกัน

จางจ้งถามว่า "ตูโหยวมาที่นี่ด้วยธุระอันใด"

"มีธุระจะมาหาบุ๋นเยียก"

จางจ้งชำเลืองมองขึ้นไปบนพระโรงคราหนึ่ง พยักหน้ากล่าวว่า "ข้ากับท่านตู้เจ้าพนักงานมีราชการจะขอให้ฝู่จวินวินิจฉัย ตูโหยวคอยอยู่ที่นี่สักครู่เถิด ข้าจะช่วยเรียกจู่ปู้ออกมาให้"

"ขอบพระคุณท่านจางมาก" จางจ้งเป็นผู้สุจริตและมีอำนาจน่าเกรงขาม ซุนเจินจึงนับถือเขาอยู่มาก

จางจ้ง ตู้อิ้วประสานมือคารวะแล้วลาจากไป ขึ้นไปบนพระโรง

ไม่ช้า ซุนฮกก็ออกมา ถามว่า "พี่ใหญ่กลับเข้าแคว้นเมื่อใด เรื่องสู่ขอเจรจาเป็นอย่างไรบ้าง กำหนดวันวิวาห์แล้วหรือ อ้อ ท่านจางบอกว่าพี่มีธุระมาหาข้าหรือ"

"ก็ไม่มีธุระอันใดดอก ข้ากลับเข้าแคว้นเมื่อวานซืน กำหนดวันวิวาห์เรียบร้อยแล้ว เป็นวันที่สิบสามเดือนแปด เมื่อวานเดิมตั้งใจจะมาหาเจ้า แต่จื้อไฉมาหาข้า ลากข้าไปเล่นพนันที่บ้านอวี้หลานจนได้ จนพลบค่ำจึงปล่อยข้ากลับที่พัก เลยพ้นเวลาไป จดหมายของเจ้าข้าได้มอบแก่หัวหน้าตระกูลแล้ว ทั้งหนังสือและกระเบื้องเชิงชายก็ฝากให้จงอวี้กับจงเหรินไปแล้ว วันนี้ที่มาหาเจ้า ก็เพื่อจะถามว่า เรื่องซื้อข้าวสำรองภัยนั้น เจ้าได้กราบเรียนฝู่จวินแล้วหรือยัง"

"กราบเรียนแล้ว"

"ฝู่จวินว่ากระไร"

"อนุญาตแล้ว ทั้งส่งหนังสือราชการแจ้งไปยังบรรดาอำเภอและฝ่ายต่าง ๆ ในจวิ้นฝู่แล้ว รอให้บรรดาอำเภอแจ้งยอดข้าวสะสมและความเสียหายจากภัยแล้งของอำเภอตนขึ้นมา แล้วรอให้ฝ่ายฉางในแคว้นตรวจนับข้าวสะสมในยุ้งฉางต่าง ๆ ของแคว้น ส่วนฝ่ายทะเบียนราษฎรก็คำนวณจากความเสียหายของบรรดาอำเภอ ประกอบกับจำนวนครัวเรือนราษฎรในแคว้น คำนวณให้กระจ่างว่าต้องใช้ข้าวเท่าใดจึงจะข้ามพ้นความอดอยากในปีหน้าได้ แล้วฝ่ายการคลังจึงเบิกเงิน ส่งขุนนางไปซื้อข้าวจากแคว้นอื่น"

"เช่นนี้ก็ดีนัก"

"พี่ใหญ่ยังมีธุระอื่นอีกหรือไม่"

"เฟ่ยเฉิงมาหาฝู่จวินด้วยธุระอันใด"

ซุนฮกหนักแน่นรอบคอบ แม้แต่กับซุนเจินก็ไม่ยอมเอ่ยเรื่องราชการบนพระโรง ไม่ตอบกลับถามว่า "นาน ๆ จะได้ยินพี่ใหญ่ถามถึงเรื่องราชการ เป็นอะไรไปหรือ" พลางยิ้ม

"เตียวจื๋อจะเลี้ยงเหล้าข้า นัดข้าไปกินเหล้าที่บ้านเขาในอีกห้าวัน"

ซุนฮกชะงักไปเล็กน้อย แล้วก็เดาออกทันทีถึงเหตุที่เตียวจื๋อเชิญซุนเจินไปกินเหล้า เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า "น้องจะไปกับพี่ด้วย"

——

1, การอ่านคำพิพากษา การขอรื้อคดี และการส่งคดีให้ราชสำนักวินิจฉัย

ระบอบกฎหมายของแผ่นดินเราในยุคโบราณนั้นดีงามยิ่งนัก หากนำเรื่องนี้มาศึกษาตรองดู จะพบว่าไม่ว่าจะเป็นความเป็นมนุษยธรรมและความครอบคลุมรอบด้านของบทกฎหมาย หรือความรัดกุมและระดับอารยะของกระบวนพิจารณาคดี ล้วนน่าพิศวงทั้งสิ้น

ยกตัวอย่างเช่นการอ่านคำพิพากษาและการขอรื้อคดี เมื่ออ่านคำพิพากษาแล้ว หากนักโทษเห็นว่าตนต้องโทษโดยไม่เป็นธรรม "หากนักโทษร้องว่าไม่เป็นธรรมและประสงค์จะขอรื้อคดี ก็ให้อนุญาต" เป็นอันยอมให้อุทธรณ์ได้ และเช่นเดียวกับยุคนี้ ก็มีกำหนดเวลาอุทธรณ์ กำหนดเวลาอุทธรณ์ในยุคฮั่นคือสามเดือน เมื่อเลยกำหนดก็ไม่รับพิจารณาอีก

เมื่อนักโทษขอรื้อคดี อำเภอพิจารณาทบทวนแล้ว ต้องเสนอผลขึ้นไปยังแคว้น แคว้นก็พิจารณาทบทวนอีก ในที่สุดยังต้องส่งไปให้ "แคว้นใกล้เคียง" ร่วมพิจารณาด้วย ตลอดกระบวนการนั้นรัดกุมเคร่งครัดยิ่งนัก ขั้นตอนเข้มงวดยิ่งนัก

หากมีคดียุ่งยาก ทั้งอำเภอทั้งแคว้นต่างไม่อาจตัดสินได้ ก็เสนอขึ้นไปยังราชสำนัก ส่งให้ถิงเว่ย(14)แห่งราชสำนักจัดการ เรียกกระบวนนี้ว่า "การส่งคดีให้ราชสำนักวินิจฉัย" คดียุ่งยากที่ถิงเว่ยจัดการแล้ว ก็อาจถือเป็น "ปี่" ได้ "ปี่" ก็คือคำพิพากษาบรรทัดฐาน ดังที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ว่า 《ฝ่าปี่ตูมู่》ก็คือตำราคำพิพากษาบรรทัดฐานเล่มหนึ่ง ภายหน้าเมื่อพบคดีคล้ายคลึงกันก็จัดการตามนี้ได้ เหล่านี้ล้วนละม้ายกับกระบวนพิจารณาคดีในยุคนี้

ส่วนเรื่อง "การปกครองด้วยตัวบุคคล" นั้น ในสังคมศักดินายากจะหลีกเลี่ยงได้ แต่หากเทียบกับชาติตะวันตกในยุคเดียวกันแล้ว ก็นำหน้าอยู่ไกลลิบ

## เชิงอรรถ

(1) จวิ้นฝู่ — ที่ว่าการแคว้น (จวิ้น) อันเป็นศูนย์ราชการประจำมณฑล มีไท่โส่ว (ผู้ว่าราชการมณฑล) เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด

(2) วันพักผ่อน — ยุคฮั่นกำหนดให้ขุนนางหยุดงานพักผ่อนทุกห้าวัน เรียกว่า "วันสิวมู่" (วันสรงสนานชำระกาย) ก่อนกลับเข้าทำงานตามเดิม

(3) ซูจั่ว — เสมียนชั้นผู้น้อยในที่ว่าการ ทำหน้าที่จดบันทึกและช่วยงานเอกสาร

(4) หยวนซู — สำนวนคดีตามแบบกฎหมายยุคฮั่น คือบันทึกคำให้การและกระบวนพิจารณาคดีทั้งหมดไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

(5) กุยโต๋ — จวี๋เฉาเฉวียน (เจ้าพนักงานพิพากษาคดีอาญาประจำแคว้น) บุตรหลานตระกูลกัวแห่งเอี้ยงเต๊ก ตระกูลนักกฎหมายชื่อก้อง อินซิ่วเรียกเข้ารับราชการ นิสัยโลภในทรัพย์สิน

(6) เม่งจื๊อ — ปราชญ์ผู้สืบสายขงจื๊อยุคจั้นกั๋ว ชื่อตัวว่าเม่งจื๊อ วาทะที่อ้างมาจากคัมภีร์เม่งจื๊อ ความว่าผู้จะรับภารกิจใหญ่จากฟ้าต้องผ่านความทุกข์ยากตรากตรำเสียก่อน

(7) จู่ปู้ — หัวหน้าเสมียนคุมเอกสาร เป็นขุนนางคนสนิทของไท่โส่ว มีอำนาจรองจากกงเฉา

(8) ขุนนางร้อยสือ — ขุนนางชั้นล่างศักดิ์หนึ่งร้อยสือ (เบี้ยหวัดวัดเป็นปริมาณข้าว) ใช้ตราประทับครึ่งดวงและสายถักสีดำอมแดง

(9) เฟ่ยเฉิง — คือ "ท่านเฟ่ยจวิ้นเฉิง" เรียกตามแซ่เฟ่ยกับยศจวิ้นเฉิง (รองข้าหลวงมณฑล) เฟ่ยช่างเลื่อนจากตูโหยวขึ้นเป็นจวิ้นเฉิง

(10) ท่านเฉิงเหนียวจ้วน — คำที่ซุนเจินเรียกเฟ่ยช่างเย้ยหยัน "เหนียวจ้วน" (อักษรลายนก) คือแบบอักษรประดิษฐ์โบราณรูปคล้ายตัวนก เฟ่ยช่างถนัดวิชานี้จึงได้ดิบได้ดี

(11) อักษรลายนก (เหนียวจ้วน) — แบบอักษรจ้วน (อักษรตราประทับ) ชนิดประดิษฐ์ให้มีเส้นโค้งคดคล้ายตัวนกตัวหนอน ใช้ในการจารึกตราและงานประดับ ไม่ใช่ความรู้ในคัมภีร์ตำราขงจื๊อ

(12) จวิ้นเฉิง — รองข้าหลวงมณฑล ผู้ช่วยไท่โส่ว (ฝู่จวิน) มีศักดิ์สูงกว่าตูโหยว

(13) ท่านตู้เจ้าพนักงาน — คำที่จางจ้งเรียกตู้อิ้ว ตู้อิ้วดำรงตำแหน่งเจ๋าเฉาเฉวียน (เจ้าพนักงานสืบจับโจรประจำแคว้น)

(14) ถิงเว่ย — เสนาบดียุติธรรมแห่งราชสำนัก มีอำนาจวินิจฉัยคดีอาญาชั้นสูงสุดของแผ่นดิน

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป