ศักราชชูผิงปีที่หนึ่ง ปลายเดือนสิบสอง
หลังจากซุนเจินเดินทางจากเมืองเองฉวนกลับสู่กังเหลงได้หลายเดือน แม้งักจิ้นจะถูกซุนเกี๊ยนถวายฎีกาแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองแฮผีไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ตลอดหลายเดือนนี้ซุนเจินกลับยับยั้งกองทัพไว้ไม่เคลื่อนไหว หลังจากปลดระวางทหารบางส่วนเปลี่ยนไปตั้งกองทหารทำนาบนที่ดินรกร้าง สิ่งที่เขากระทำในแต่ละวันล้วนไม่พ้นการบำเพ็ญกิจปกครองภายในอย่างขะมักเขม้น กำกับดูแลเสบียงให้ความสำคัญแก่เกษตรกรรม คารวะปราชญ์และอ่อนน้อมต่อบัณฑิต เปิดกว้างรับผู้มีความสามารถ รวมถึงขยายการทูตออกไป ผู้มีชื่อเสียงแห่งกังเหลงเช่นฉินซง ต้วนจวน ตลอดจนคนประเภทเฉิงเจีย แทบจะเดินทางรอนแรมไม่หยุดหย่อนทั้งวันทั้งคืน ไปมาทั่วทุกเขตของมณฑลชีจิ๋ว เป็นตัวแทนของซุนเจินในการผูกไมตรีกับขุนนางและผู้มีชื่อเสียงในท้องถิ่นต่างๆ แม้ล่วงรู้ว่าโตเกี๋ยมลอบผูกสัมพันธ์กับอ้วนสุด ส่งเสบียงและอาวุธยุทโธปกรณ์ไปยังโลหยางอย่างลับๆ เห็นได้ชัดว่าเป็นการใช้สิ่งนี้เพื่ออาศัยอำนาจที่แท้จริงของอ้วนสุดมาทำให้ตนมั่นคงขึ้นแล้ว เขาก็ยังคงไม่ใส่ใจ ไม่สนใจไยดี
ในวันนี้ ได้รับสาส์นจากซุนเกี๊ยนอีกฉบับหนึ่ง
ในสาส์นของซุนเกี๊ยนระบุว่า: ตั้งแต่ห้าวันก่อนเป็นต้นมา ขบวนรถขนสัมภาระจากตันเสียไปโลหยาง เพิ่มเวรยามอารักขาขึ้นเป็นสองเท่า นอกจากธงประจำกองของมณฑลชีจิ๋วแล้ว ยังมีทหารชั้นดีจากตานหยางและเขาไท้ซานอยู่ไม่น้อย เดินทางกลางวันพักแรมกลางคืน ควบคุมป้องกันอย่างเข้มงวด ตลอดทางยังมีอำนาจท้องถิ่นคอยรับส่ง หมดโอกาสที่จะฉวยจังหวะลงมือได้แล้ว
ในขณะที่ซุนเจินได้รับสาส์นของซุนเกี๊ยนนั้น ยามราตรีเพิ่งมาเยือน เขาเพิ่งร่วมสำรับอาหารเย็นกับซีจื้อไฉ ซุนฮิว ซุนฮก ซุนเฉิน ซุนเยี่ยน และคนอื่น ๆ เสร็จ กำลังนั่งสนทนาอย่างสบายอารมณ์อยู่ภายในห้องโถงด้านหลัง เมื่ออ่านสาส์นของซุนเกี๊ยนจบ เขาก็ส่งต่อให้ซีจื้อไฉและคนอื่น ๆ ได้พลัดกันดู พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “โดนบุ๋นไท่ปล้นเสบียงกลางทางไปหลายหน โตเกี๋ยมก็เรียนรู้ที่จะฉลาดขึ้นเสียแล้ว”
