สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 237 เสียงกลองศึกแตรงอนยามดึกอันโศกองอาจ (ตอนต้น)

21 นาที· 4.8K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 237 — เสียงกลองศึกแตรงอนยามดึกอันโศกองอาจ (ตอนต้น)

บรรดาผู้ที่นั่งบนแท่นสูงในท้องพระโรงนั้นล้วนเป็นเสมียนขุนนางประจำมณฑลโดยมาก เว้นแต่จูฮี(1)แล้ว ยังมีอีกผู้หนึ่งที่ซุนเจินไม่รู้จัก ผู้นี้ก็สวมตราเงินสายเขียว(2) ตำแหน่งอยู่เหนือเสมียนขุนนางทั้งปวง รองลงมาก็แต่บุนไท่โส่วกับจูฮีเท่านั้น

ซุนเจินคิดในใจว่า "ตราเงินสายเขียวนั้น มีแต่ผู้ดำรงตำแหน่งขั้นเทียบสองพันสือ(3)ขึ้นไปจึงจะคาดได้ ผู้นี้ต้องเป็นเกียวซิ้ว(4)แห่งทัพเหนือเป็นแน่" ทหารห้ากองทัพเหนือ(5)นั้น แต่ละกองตั้งเกียวซิ้วไว้หนึ่งนาย เกียวซิ้วมีขั้นเทียบสองพันสือ ทั้งท้องพระโรงเว้นบุนไท่โส่วกับจูฮีแล้ว มีผู้คาดตราเงินสายเขียวอยู่เพียงผู้เดียวนี้ ดูได้ว่ากองทัพที่จูฮีนำมาคราวนี้คงเป็นพลกล้าที่เกณฑ์จากเขตนครหลวงกับพลม้าสามฮ่อ(6)เสียโดยมาก ส่วนทหารห้ากองทัพเหนือนั้นมาเพียงกองเดียว ซุนเจินครุ่นคิดว่า "กองที่มานี้ไม่รู้ว่าเป็นกองใดหนอ" ทหารห้ากองทัพเหนือนั้นแบ่งเป็นกองฉางสุ่ย กองเยว่ฉี กองเซ่อเซิง กองถุนฉี และกองปู้ปิง กองฉางสุ่ย กองเยว่ฉี และกองถุนฉีเป็นทหารม้า กองเซ่อเซิงเป็นพลง้างหน้าไม้ด้วยเท้า(7) กองปู้ปิงเป็นพลสวมเกราะ แต่ละกองมีพลเจ็ดแปดร้อยคน

ซุนเจินกับซีจื้อไฉคุกเข่ากราบลงเบื้องท้องพระโรง ทำคารวะต่อบุนไท่โส่ว จูฮี และเกียวซิ้วผู้นี้

บุนไท่โส่วกล่าวด้วยเสียงเบาว่า "ลุกขึ้นเถิด!... เห็นทีไม่ต้องให้เราแนะนำ ท่านคงรู้อยู่แล้วว่า ผู้นี้คือโย่วจงหลางเจียง(8)ท่านจู ส่วนผู้นี้คือเยว่ฉีเกียวซิ้วท่านเว่ย"

จูฮีกับซุนเกี๊ยนเป็นชาวบ้านเดียวกัน(9) ด้วยเป็นชาวเมืองหยางโจวด้วยกัน แต่สำเนียงพูดกลับไม่เหมือนกัน ซุนเกี๊ยนแม้พูด "ภาษากลาง" คือสำเนียงหลวงแถบลกเอี๋ยงได้ แต่ในคำพูดยังติดสำเนียงแถบหยางและอู๋อยู่หนัก ส่วนจูฮีหาเป็นเช่นนั้นไม่ เขาพูดภาษากลางได้ดียิ่ง ระหว่างคำต่อคำมีเสียงลากทอดเนิบช้า ฟังเข้าหูแล้วรื่นรมย์ยิ่งนัก จูฮีกล่าวว่า "เจ้านี่หรือคือซุนหรู่หู่(10)?"

ซุนเจินกล่าวว่า "ขุนนางผู้น้อยซุนเจิน ขอคารวะท่านแม่ทัพ"

"แต่ก่อนเมื่อข้าอยู่ในราชสำนัก ก็ได้ยินชื่อเจ้าแล้ว บัดนี้ครั้นเข้าเขตเองฉวน ยิ่งได้ยินชื่อท่านอยู่ทุกหนแห่ง เจ้าคือลูกหลานตระกูลซุนแห่งเองอิม(11)หรือ?"

ซุนเจินคิดในใจว่า "'แต่ก่อนเมื่ออยู่ในราชสำนัก ก็ได้ยินชื่อข้าแล้ว' รึ? แปลกแท้ ชื่อของข้าเล่าลือไปถึงราชสำนักเมื่อใดกัน?" แล้วตอบไปว่า "ใช่ขอรับ"

"ไม่ทราบว่าเจ้ากับท่านซุนหลางจง(12)เกี่ยวดองกันฉันใด?"

ท่านซุนหลางจงนั้นก็คือซุนซอง "แปดมังกรตระกูลซุน ฉือหมิงหาที่เปรียบมิได้" ในรุ่นญาติผู้ใหญ่ของซุนเจินนั้น ซุนซองเลื่องชื่อที่สุด แตกฉานคัมภีร์ชุนชิวถึงสิบสองสำนวน ไท่เว่ย(13)ตู้เฉียวเห็นแล้วยกย่อง กล่าวว่า "พึงเป็นครูคนได้" ตู้เฉียวเป็นนามใหญ่ผู้เลื่องชื่อเสมอด้วยหลี่กู้ ใครได้รับคำชมจากเขาก็ลือชื่อก้องแผ่นดินทันที ในศักราชเหยียนซีปีที่เก้า(14) ไท่ฉาง(15)เตียวเตี่ยนเสนอชื่อซุนซองว่าเป็นยอดกตัญญู ได้รับแต่งตั้งเป็นหลางจง(16) ครานั้นซุนซองอายุสามสิบสองปี ครั้นเข้ารับตำแหน่งก็ถวายฎีกาฉบับหนึ่งแล้วลาออกจากราชการไป ไม่ช้าก็เกิดคดีตั่งกู้(17) เขาจึงไปหลบซ่อนตัวอยู่ริมทะเลก่อน ภายหลังก็หนีไปไกลถึงริมแม่น้ำฮั่น มุ่งมั่นเขียนตำรา จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังมิได้กลับบ้านเลย

ซุนเจินตอบว่า "หลางจงเป็นซานฉงฟู่(18)ของข้าพเจ้าขอรับ"

ฉงฟู่คือผู้ร่วมปู่เดียวกัน ไจ้ฉงฟู่คือผู้ร่วมปู่ทวดเดียวกัน ซานฉงฟู่ก็คือผู้ร่วมปู่ทวดทวดเดียวกัน ปู่ของซุนเจินกับปู่ของซุนซองเป็นพี่น้องร่วมท้อง ซุนเจินกับซุนซองจึงเป็นพี่น้องสี่ฉง(19) อีกสองชั่วคนถัดไปก็จะพ้นเขตวงศ์ญาติห้าชั้น(20)

จูฮีกล่าวว่า "วงศ์ตระกูลของเจ้ามีผู้มีปรีชาเกิดขึ้นสืบ ๆ กัน เป็นตระกูลมีชื่อเสียงก้องแผ่นดิน พี่น้องร่วมตระกูลของเจ้า ทั้งซุนเยว่ ซุนเยี่ยน ซุนเฉิน ล้วนเป็นยอดคนแห่งแคว้นและมณฑล ข้าได้ยินชื่อมานานแล้ว หลานในตระกูลของเจ้าคือซุนฮิวก็เฉลียวฉลาดมาแต่เยาว์วัย บัดนี้ยังมีเจ้าผู้มีปรีชาองอาจ ได้สมญาว่า 'หรู่หู่' อีก ปรีชาแห่งเองฉวนรวมอยู่ที่ตระกูลของเจ้าเสียครึ่งหนึ่งทีเดียว!" ตระกูลซุนมีเกียรติยศหนักแน่นก้องแผ่นดิน ด้วยศักดิ์อันสูงส่งของจูฮี ก็ยังปฏิบัติต่อซุนเจินด้วยความนอบน้อม

ซุนเจินคิดในใจว่า "พี่รองว่าจูฮีเป็นคนเข้มงวดเด็ดเดี่ยว แต่ข้าฟังถ้อยคำของเขาก็ดูนุ่มนวลปรองดองดีนี่" แล้วตอบอย่างถ่อมตนว่า "สมญา 'หรู่หู่' นั้น ล้วนเป็นด้วยชาวบ้านยกย่องเอ็นดู ข้าพเจ้าหากล้ารับไม่"

"ไม่ เจ้าได้สมญาหรู่หู่นี้สมจริงทีเดียว! เมื่อสามวันก่อนข้ายกผ่านเข้าเขตยีหลำ(21) ตีคืนเอี้ยงเฉิงกับหลุนซื่อก่อน บัณฑิตและราษฎรในสองอำเภอนี้ชมเชยเจ้าไม่ขาดปาก ทั้งรักษาเอี้ยงเต๊ก ตีคืนสองอำเภอ ข้ามน้ำล่อข้าศึก เจ้าเด็ดขาดหนักแน่นองอาจ มีน้ำใจดุจเสือจริงแท้! เจ้ารบกับโจรหลายครั้ง บัดนี้ยังมาจากเซียงเซียอีก คงรู้ความเป็นไปของฝ่ายโจรดี ทัพโจรเวลานี้เป็นอย่างไรบ้าง?"

"ท่านแม่ทัพตีคืนเอี้ยงเฉิงกับหลุนซื่อแล้วหรือขอรับ?"

"ถูกแล้ว ข้านำกองทัพออกด่านเมื่อสามวันก่อน วันก่อนตอนเช้าตีคืนเอี้ยงเฉิงได้ ตอนบ่ายก็ยึดหลุนซื่อคืนมา"

ที่ว่า "ออกด่าน" นั้นหมายถึงออกด่านหยวนกวาน(22) ซุนเจินกล่าวว่า "วันเดียวตีคืนสองอำเภอ ช่างรวดเร็วเสียกระไร! ท่านแม่ทัพมีบุญฤทธิ์ยิ่งนัก"

จูฮีลูบเคราหัวเราะว่า "เทียบกับเจ้าที่ตีคืนสองอำเภอในคืนเดียวเล่า เป็นฉันใด?"

"ที่ข้าพเจ้าตีคืนเซียงเซียกับเกียบได้นั้น เป็นด้วยโชคช่วยเท่านั้น เมื่อสองสามวันก่อนที่ข้ามน้ำล่อข้าศึกก็มิได้สำเร็จ" ซุนเจินหยุดครู่หนึ่ง แล้วตอบคำถามที่จูฮีถามไว้ก่อนหน้าว่า "ทัพโจรตีฟู่เฉิงกับคุนเอี๋ยงแตกติด ๆ กัน บัดนี้กำลังล้อมตีอู่หยางอยู่ ครั้นฟู่เฉิงกับคุนเอี๋ยงเสียแล้ว ทัพโจรก็ฆ่าฟันผู้มีบรรดาศักดิ์(23)ในอำเภอจนหมดสิ้น ปล้นเสบียงไปทั่ว ราษฎรเดือดร้อนยิ่งนัก ราษฎรทางใต้ของมณฑลชะเง้อคอเฝ้ารอท่านแม่ทัพทั้งวันทั้งคืน ดุจทารกเฝ้ารอบิดามารดา"

"โจรตีอู่หยางมากี่วันแล้ว?"

"พอถึงรุ่งเช้าพรุ่งนี้ก็จะครบห้าวันขอรับ"

"ตามความเห็นของเจ้า อู่หยางยังจะรักษาไว้ได้หรือไม่?"

"อู่หยางเป็นอำเภอเล็ก ทหารน้อย ฝ่ายโจรมีกำลังมาก อีกทั้งชนะติดต่อกันมา แม้ปอไซจะกลับไปคุนเอี๋ยงแล้ว แต่ยังมีกองของเหอมั่นสองหมื่นคนตีเมืองอยู่ เกรงว่าจะรักษาไว้ได้ไม่นาน"

"ข้าปรึกษากับท่านบุนไท่โส่วแล้ว ตกลงว่าพรุ่งนี้จะไปช่วยอู่หยาง เจ้าเห็นเป็นอย่างไร?"

แต่เดิมซุนเจินก้มหน้าหมอบอยู่กับพื้น ครั้นได้ยินดังนั้นก็สะดุ้ง เงยหน้าขึ้น กล่าวว่า "ท่านแม่ทัพคิดจะยกลงใต้ไปช่วยอู่หยางในวันพรุ่งนี้เลยหรือขอรับ?"

"ถูกแล้ว ดังที่เจ้าว่า ทัพโจรโหดเหี้ยมทารุณ ครั้นตีฟู่เฉิงกับคุนเอี๋ยงแตกแล้วก็ฆ่าฟันผู้มีบรรดาศักดิ์ในอำเภอจนหมดสิ้น บัดนี้อู่หยางรักษาเมืองมาหลายวัน ยากจะทานทนได้นาน ครั้นอู่หยางแตกเมื่อใด ผู้มีบรรดาศักดิ์ในอำเภอก็เกรงจะต้องถูกโจรฆ่าฟันอีก ราษฎรก็จะต้องทุกข์ทรมานด้วยน้ำมือโจร เดิมทีข้ามาก็เพื่อปราบโจรอยู่แล้ว บัดนี้อู่หยางคับขัน ก็ควรรีบยกลงใต้แต่เนิ่น ๆ เพื่อช่วยผู้มีบรรดาศักดิ์และราษฎร"

ซุนเจินทำหน้าลังเล ในความคิดเดิมของเขานั้น จูฮีน่าจะรอให้ฮองฮูสง(24)มาถึงก่อนแล้วจึงค่อยยกทัพไปพร้อมกัน หาคาดไม่ว่าจูฮีจะร้อนรนถึงเพียงนี้

จูฮีสังเกตสีหน้าท่าทาง จึงถามว่า "เป็นอย่างไร? เจ้ามีความเห็นต่างหรือ?"

"หาบังอาจไม่ เพียงแต่ข้าพเจ้าเห็นว่า การยกลงใต้ในวันพรุ่งนี้ดูจะรีบร้อนเกินไปสักหน่อย"

"คำนี้ว่าฉันใด?"

"ท่านแม่ทัพมาแต่ไกล อีกทั้งตีคืนสองอำเภอติด ๆ กัน ไพร่พลคงเหน็ดเหนื่อย ตามความเห็นของข้าพเจ้า สู้พักรี้พลสักสองวันก่อนแล้วจึงยกลงใต้ก็ยังไม่สาย"

จูฮีไม่เห็นพ้องด้วย กล่าวว่า "อู่หยางอยู่ในขั้นล่อแหลมยิ่งนัก ข้าคุมพลแกร่งกว่าหมื่น ทั้งมีชัยติดต่อกันเป็นกำลังหนุน ไฉนจะตั้งทัพอยู่เฉยในเอี้ยงเต๊ก นั่งดูดายได้เล่า?"

"ท่านแม่ทัพยังมีสิ่งที่หารู้ไม่"

"อ้อ?"

"ฝ่ายโจรรบแพ้ติด ๆ กัน คับแค้นแน่นอก ครั้นตีฟู่เฉิงแตกแล้ว ปอไซฉวี๋ซ่วย(25)แห่งฝ่ายโจรก็จัดทัพเสียใหม่ คัดเลือกผู้แข็งแรง คัดทิ้งผู้แก่อ่อน ปลุกใจด้วยกำลังขวัญ ล่อด้วยลาภผล สภาพทัพผิดไปจากแต่ก่อนแล้ว ตำราพิชัยสงครามว่าไว้ 'อันคนเรานั้น ย่อมตายเพื่อความรัก ตายด้วยความแค้น ตายด้วยศักดิ์ศรี ตายด้วยคุณธรรม ตายเพื่อลาภ'(26) นี่คือโจรที่ตายด้วยความแค้นและตายเพื่อลาภ มิอาจดูเบาได้"

จูฮียิ้มเย้ยแล้วกล่าวว่า "ในศักราชกวงเหอปีที่หนึ่ง(27) ข้าตีเหลียงหลงกับขงจือ เอาพลห้าพันตีแตกหลายหมื่น เพียงเดือนเดียวก็สงบศึกแคว้นเจียวจื่อได้ ครานั้นพลที่ข้านำไปครึ่งหนึ่งยังเป็นทหารในเรือน ที่เหลืออีกครึ่งก็เป็นแต่ทหารมณฑล บัดนี้พลที่ข้านำมาล้วนเป็นกำลังชั้นเยี่ยมของแผ่นดิน เมื่อก่อนตีเอี้ยงเฉิงกับหลุนซื่อ ก็ตีแตกในการรุกครั้งเดียวทั้งสิ้น! ความที่ทัพโจรรบไม่เป็นท่าก็เห็นได้แล้ว ทัพปอไซแม้มีคนมาก แต่ครึ่งหนึ่งเป็นหญิงและเด็ก ที่รบได้ไม่เกินสามสี่หมื่น ต่อให้เขาจัดทัพฝึกปรืออีก ไม่กี่วันจะได้ผลอันใด? เจ้าเอาพลใหม่ตั้ง เอาน้อยตีมาก ก็ยังรบชนะติด ๆ กัน เป็นไฉน? ข้ากลับจะสู้เจ้าไม่ได้รึ? ข้าเอากำลังชั้นเยี่ยมเข้าตีพวกระดมมาสุ่ม ๆ ของเขา ตีแตกง่ายดายนัก"

ซุนเจินคิดในใจว่า "กำลังหลักของโพกผ้าเหลืองล้วนอยู่แถบคุนเอี๋ยงกับอู่หยาง การตีคืนเอี้ยงเฉิงกับหลุนซื่อจึงไม่ใช่เรื่องยากอยู่แล้ว"

ทว่าจูฮีกล่าวมาถึงเพียงนี้ เขาก็ไม่อาจทัดทานต่อไปอีก ขืนทัดทานอีกก็เท่ากับดูแคลนจูฮี ดังที่จูฮีว่า "เจ้านำพลใหม่สองพันยังรบชนะติด ๆ กันได้ ข้านำกำลังชั้นเยี่ยมกว่าหมื่นกลับจะสู้เจ้าไม่ได้รึ?" จนใจ เขาจึงได้แต่นิ่งเงียบเสีย เขาจำได้ว่าในประวัติศาสตร์เดิมนั้น การรบครั้งแรกระหว่างจูฮีกับปอไซก็พ่ายแพ้เช่นกัน หรือว่าจะแพ้เพราะความประมาทข้าศึกเช่นนี้เอง? ซุนเจินคิดในใจว่า "เวลานี้ทัพโพกผ้าเหลืองมาตั้งชุมนุมอยู่ฝั่งใต้แม่น้ำยี(28) ศึกฉางเสอที่ควรจะเกิดขึ้นอาจไม่เกิดอีกแล้ว เช่นนั้น การพ่ายแพ้ในศึกแรกของจูฮีจะยังมีอยู่หรือไม่หนอ?"

คืนนั้นปรึกษากันในท้องพระโรงเป็นที่ตกลงว่า เช้าพรุ่งนี้จูฮีจะนำกองทัพออกจากเมือง ส่วนซุนเจินจะช่วยเหลือเขาในฐานะปิงเฉาเฉวียน(29)ประจำมณฑล โดยจะออกเดินทางก่อนในเช้ามืด ไปเตรียมการที่เซียงเซียล่วงหน้า

ครั้นปรึกษาการศึกเป็นที่เรียบร้อย ราตรีก็ดึกแล้ว ซุนเจินกับซีจื้อไฉออกจากจวนไท่โส่ว กลับไปพักผ่อนที่เรือนกรมทหาร

ระหว่างทาง ซีจื้อไฉกล่าวว่า "ท่านจูนำพลหมื่นรุดมาหลายร้อยลี้ รบมาแล้วสองอำเภอ เพิ่งเข้าเอี้ยงเต๊ก ยังมิทันพักรี้พล ก็จะยกลงใต้ไปรับทัพโจรหลายหมื่นอีก ตำราพิชัยสงครามว่า 'ผู้รุดทัพร้อยลี้เพื่อชิงชัย แม่ทัพใหญ่ย่อมเพลี่ยงพล้ำ'(30) รุกเบาเช่นนี้เกรงจะแพ้"

"เหตุใดท่านจึงไม่ทัดทานในท้องพระโรง?"

"ท่านมิได้สังเกตหรือ? เมื่อครู่ที่ท่านทัดทานในท้องพระโรง ขอให้เขาพักรี้พลก่อนแล้วจึงค่อยตีโจร เขาก็แสดงความไม่พอใจขึ้นทันที ท่านจูเป็นคนเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว ทัดทานไปก็หาประโยชน์ไม่"

ซุนเจินคิดในใจว่า "'เข้มงวด เด็ดเดี่ยว ชอบความเที่ยงธรรม' เมื่อก่อนข้ายังนึกว่าพี่รองวิจารณ์ผิดไป มาบัดนี้ดูแล้ว คำว่า 'เข้มงวด' นี้ถูกต้องไม่ผิดเพี้ยนเลยสักนิด!"

เหตุการณ์มาถึงเพียงนี้ ในเมื่อไม่อาจหวนคืนได้ ก็ได้แต่ปฏิบัติตามคำสั่งเท่านั้น

ด้วยกังวลใจกลัวจะเพลี่ยงพล้ำ ซุนเจินจึงพลิกตัวไปมานอนไม่หลับทั้งคืน รุ่งขึ้นแต่เช้าตรู่ ฟ้ายังไม่ทันสาง เขาก็รีบรุดออกจากเอี้ยงเต๊กไปกับซีจื้อไฉ เร่งไปยังเซียงเซียล่วงหน้า

ตอนสาย จูฮีก็นำกองทัพออกจากเมือง

ณ เมืองคุนเอี๋ยง

ปอไซได้ข่าวว่าเอี้ยงเฉิงกับหลุนซื่อเสียแล้ว รู้ว่าจูฮีนำพลหมื่นเข้าเองฉวนมาแล้ว

หลายปีก่อน จูฮีปราบแคว้นเจียวจื่อราบคาบในเดือนเดียว ในคำเล่าลือทั้งในและนอกราชสำนักล้วนว่าเป็นผู้รู้การศึก ปอไซจึงไม่กล้าดูเบา รีบเรียกประชุมเหล่าฉวี๋ซ่วยใต้บัญชา กล่าวอย่างฮึกเหิมดุเดือด ชักกระบี่ฟันลงบนโต๊ะ ว่า "ก่อนนี้เราล้อมเอี้ยงเต๊ก กลับมามือเปล่าไร้ความชอบ ครั้นยกลงใต้ถึงแม่น้ำยี ก็ถูกซุนเจินโจรรบกวนอีก แม้ตีฟู่เฉิงกับคุนเอี๋ยงได้ แต่อู่หยางยังไม่แตก เส้นทางลงใต้ก็ยังไม่เปิด ทัพเรายังไม่อาจรวมกับฝ่ายยีหลำและน่ำเอี๋ยงได้ แต่ทัพใหญ่ของราชสำนักกลับมาถึงแล้ว! ข้างหลังมีจูฮีกับซุนเจินโจรจะเข้าตี ข้างหน้ามีอู่หยางขวางกั้น เราหลายหมื่นถูกขังอยู่ในที่ราวร้อยลี้ ถ้าแพ้ละก็ จะไม่เหลือซากกันเลย! ต้องสู้ตาย!"

คนทั้งปวงรับคำพร้อมกัน

ปอไซส่งคนควบม้าเร็วไปอู่หยาง เรียกเหอมั่นกลับ

เหอมั่นได้รับสาร ก็ถอนการล้อมทันที เหลือไว้แต่พลม้าสองพันคอยเฝ้าจับตาอู่หยาง แล้วนำพลที่เหลืออีกหมื่นกว่าคนกลับไปคุนเอี๋ยง

ทั้งสองฝ่ายมาสมทบกัน รวมเป็นสี่หมื่นห้าพันคน ลับอาวุธเตรียมม้า สาบานตนปลุกใจไพร่พล หมายจะสู้กับจูฮีและซุนเจินให้แตกหักเป็นตาย

## เชิงอรรถ

(1) จูฮี — แม่ทัพขุนนางฝ่ายทหารคนสำคัญแห่งราชวงศ์ฮั่น ร่วมปราบกบฏโพกผ้าเหลือง

(2) ตราเงินสายเขียว — เครื่องยศตราเงินสายถักสีเขียว สำหรับขุนนางบรรดาศักดิ์ตั้งแต่ระดับเทียบสองพันสือขึ้นไป

(3) ขั้นเทียบสองพันสือ — ระดับเงินเดือนขุนนาง "เทียบสองพันสือ" รองจากสองพันสือเต็ม สือเป็นหน่วยตวงข้าวยุคฮั่นที่ใช้บอกขั้นเงินเดือนขุนนาง

(4) เกียวซิ้ว — ยศทหารระดับกองพัน ต่ำกว่าแม่ทัพ สูงกว่าพันตรี มีขั้นเทียบสองพันสือ

(5) ทหารห้ากองทัพเหนือ — ทหารห้ากองแห่งทัพเหนือของราชสำนักฮั่น คือกองฉางสุ่ย กองเยว่ฉี กองเซ่อเซิง กองถุนฉี และกองปู้ปิง แต่ละกองมีนายกอง (เกียวซิ้ว) หนึ่งนาย

(6) พลม้าสามฮ่อ — พลทหารม้าจากสามลุ่มน้ำหรือสามฮ่อ คือเหอเน่ย เหอตง และเหอหนาน

(7) พลง้างหน้าไม้ด้วยเท้า — พลทหารที่ใช้เท้าง้างคันหน้าไม้แรงสูง สังกัดกองเซ่อเซิง

(8) โย่วจงหลางเจียง — ยศแม่ทัพราชสำนักฝ่ายขวา ตำแหน่งของจูฮี

(9) ชาวบ้านเดียวกัน — จูฮีกับซุนเกี๊ยนต่างเป็นชาวเมืองหยางโจวด้วยกัน ในที่นี้หมายถึงคนถิ่นเดียวกัน

(10) ซุนหรู่หู่ — สมญา "ลูกเสือแซ่ซุน" หรือ "พยัคฆ์ตระกูลซุน" ที่ผู้คนยกให้ซุนเจิน หรู่หู่มีนัยทั้งลูกเสือผู้มีอนาคต และแม่เสือเลี้ยงลูกที่ดุร้ายยิ่ง

(11) ตระกูลซุนแห่งเองอิม — ตระกูลใหญ่มีชื่อแห่งอำเภอเองอิม บ้านเกิดของซุนเจิน

(12) ท่านซุนหลางจง — คำเรียกซุนซอง ตามตำแหน่งหลางจงที่เคยได้รับ เป็นคนเดียวกับซุนซอง ปราชญ์คนสำคัญในตระกูลซุน

(13) ไท่เว่ย — หนึ่งในสามอัครมหาเสนาบดี ฝ่ายทหาร

(14) ศักราชเหยียนซีปีที่เก้า — ศักราชในรัชสมัยฮั่นฮวนเต้

(15) ไท่ฉาง — หนึ่งในเก้าเสนาบดี ดูแลพิธีบูชาฟ้าและศาสนพิธี

(16) หลางจง — ขุนนางชั้นในราชสำนัก ระดับพิธีการ

(17) คดีตั่งกู้ — คดีพรรคพวก การเนรเทศและห้ามรับราชการของบัณฑิตที่ต้านขันที

(18) ซานฉงฟู่ — ญาติผู้ใหญ่ฝ่ายบิดาที่ร่วมปู่ทวดทวดเดียวกัน (สืบสายจากบรรพชนชั้นที่ห้าร่วมกัน)

(19) พี่น้องสี่ฉง — พี่น้องร่วมตระกูลในลำดับชั้นที่ห่างกันสี่ขั้น

(20) วงศ์ญาติห้าชั้น — เขตวงศ์ญาติที่ต้องไว้ทุกข์ให้กันตามจารีต นับจากตนออกไปห้าชั้น พ้นจากนี้ถือว่าหมดความเป็นญาติใกล้ชิด

(21) ยีหลำ — ในต้นฉบับเดิมว่า "ยกผ่านเข้าเขตยีหลำ" หมายถึงเส้นทางที่จูฮียกทัพผ่านมา

(22) ด่านหยวนกวาน — ด่านสำคัญที่กั้นทางเข้าออกเขตเองฉวน

(23) ผู้มีบรรดาศักดิ์ — แปลจากคำว่าผู้สวมหมวกแต่งกายอย่างผู้ดี หมายถึงบัณฑิตและตระกูลผู้มีศักดิ์ในอำเภอ

(24) ฮองฮูสง — แม่ทัพใหญ่แห่งราชวงศ์ฮั่น ผู้บัญชาการหลักในการปราบกบฏโพกผ้าเหลือง

(25) ฉวี๋ซ่วย — ตำแหน่งหัวหน้ากองใหญ่ฝ่ายลัทธิไท่ผิง ปอไซเป็นฉวี๋ซ่วยประจำเองฉวน

(26) คำในตำราพิชัยสงคราม "อันคนเรานั้น ย่อมตายเพื่อความรัก ตายด้วยความแค้น ตายด้วยศักดิ์ศรี ตายด้วยคุณธรรม ตายเพื่อลาภ" — ว่าด้วยเหตุห้าประการที่ทำให้คนยอมพลีชีวิต

(27) ศักราชกวงเหอปีที่หนึ่ง — ศักราชในรัชสมัยพระเจ้าฮั่นเลนเต้ ก่อนหน้าศักราชกวงเหอปีที่สาม

(28) แม่น้ำยี — แม่น้ำสายสำคัญในภาคกลาง

(29) ปิงเฉาเฉวียน — เจ้ากรมทหารมณฑล หัวหน้ากรมทหารของมณฑลที่มีทหารประจำมณฑลไม่มาก ขึ้นตรงต่อไท่โส่ว ทำหน้าที่บัญชาทหารแทนจวิ้นซือม่า บุนไท่โส่วแต่งตั้งซุนเจินเป็นตำแหน่งนี้

(30) คำในตำราพิชัยสงคราม "ผู้รุดทัพร้อยลี้เพื่อชิงชัย แม่ทัพใหญ่ย่อมเพลี่ยงพล้ำ" — เตือนว่าการเร่งทัพไกลเข้าตีย่อมเสี่ยงพ่ายแพ้

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป