สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 228 คิดอุบายก่อนศึกใหญ่

61 นาที· 14.1K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 228 — คิดอุบายก่อนศึกใหญ่

เองฉวนตั้งอยู่ในแผ่นดินตอนกลาง อยู่ในเขตจงหยวน (ที่ราบลุ่มกลางแผ่นดิน) พื้นที่ส่วนใหญ่ของเขตเป็นที่ราบเรียบสุดสายตา แทบไม่มีชัยภูมิคับขันให้กล่าวถึง มีเพียงแม่น้ำไม่กี่สายที่กว้างไม่นัก ในจำนวนนั้นแม่น้ำอิ่งสุ่ยกับแม่น้ำยีเป็นสองสายที่ยาวที่สุดและใหญ่ที่สุด อำเภอทั้งสิบเจ็ดในเขตเองฉวนนั้น มีสิบสองอำเภอตั้งกระจายอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำสองสายคืออิ่งกับยี เองเอี๋ยงก็เป็นหนึ่งในนั้น

ซุนเจินยกพลทั้งกองออกจากเอี้ยงเต๊ก เลียบแม่น้ำอิ่งสุ่ยลงไปทางทิศอาคเนย์ เดินทางได้ยี่สิบลี้ ก็ถึงท่าข้าม กองทัพทั้งหมดข้ามฟากแม่น้ำอิ่งสุ่ย แล้วเดินต่อไปทางอาคเนย์อีก เดินไปอีกยี่สิบลี้เศษ ก็แลเห็นกำแพงเมืองเองเอี๋ยงอยู่เบื้องหน้า

ถิ่นเองเอี๋ยงนี้ ในกาลก่อนก็เคยประสบภัยสงครามมาหลายครั้ง

ครั้งสมัยรอยต่อแห่งราชวงศ์จิ๋นกับฮั่น เล่าปังพระเจ้าฮั่นเกาจู่เคยยกมาตีถิ่นนี้ เพราะทหารผู้รักษาเมืองต้านทานอย่างเหนียวแน่น เมื่อตีเมืองแตกแล้วจึงสั่ง "ฆ่าล้างทั้งเมือง" ครั้นถึงราชวงศ์นี้ พระเจ้ากวงอู่ทรงตั้งตัวขึ้นที่น่ำเอี๋ยง ฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นให้รุ่งเรืองอีก ก่อนและหลังศึกคุนเอี๋ยงอันลือลั่น พระองค์ทรงผ่านเองเอี๋ยงถึงสองครา ชายฉกรรจ์ชาวเองเอี๋ยงจำนวนมากพากันเข้าร่วมกองทัพของพระองค์ ในบรรดา "ยี่สิบแปดขุนพลหอวินไถ" ผู้เลื่องชื่อนั้น มีถึงสองคนที่เป็นชาวเองเอี๋ยง คนหนึ่งคือหวังป้า อีกคนหนึ่งคือจี้จุน

ภายหลังจี้จุนได้รับบรรดาศักดิ์เป็นเองเอี๋ยงโหว (เจ้าพระยาแห่งเองเอี๋ยง) ครั้นถึงสมัยพระเจ้าฮั่นเซี่ยวจางตี้ ม้าฝางบุตรคนรองของฝูปัวเจียงจวินม้าหยวน (ขุนพลฝูปัว) ก็เคยได้รับบรรดาศักดิ์เป็นเองเอี๋ยงโหว กินส่วยหกพันครัวเรือน หนึ่งครัวเรือนคิดเป็นห้าคน หกพันครัวเรือนก็คือสามหมื่นคน ด้วยเหตุนี้จึงเห็นได้ว่า เองเอี๋ยงเป็นอำเภอใหญ่ทีเดียว สมัยพระเจ้าฮั่นฮวนเต้ เหลียงปู้อี๋น้องชายของเหลียงจี้ขุนพลผู้โอหัง ก็เคยได้รับบรรดาศักดิ์เป็นเองเอี๋ยงโหวเช่นกัน

ในยามที่ "กองโจร" ของปอไซลุกฮือขึ้นทั่วทุกหนแห่งเช่นนี้ ความเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ราษฎรตื่นตระหนกลนลานได้ทั้งสิ้น เพื่อมิให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายในอำเภอเองเอี๋ยง ซุนเจินจึงให้กองทัพหยุดพักไว้ชั่วคราว ณ ที่ห่างจากตัวอำเภอสิบลี้ แล้วส่งซีจื้อไฉเข้าไปแจ้งข่าวในเมือง

เดือนสองเป็นยามต้นฤดูใบไม้ผลิที่ผู้คนวุ่นอยู่กับการไถหว่าน แต่ทุ่งนาริมทางกลับแทบไร้ผู้คน ซุนเจินควบม้าไปบนถนน เหลียวมองใกล้ไกล ยกแส้ขึ้นถอนใจกล่าวว่า "ยามดีแห่งวสันต์ฤดู กลับเพราะภัยสงครามจึงแทบมิเห็นชาวนาในท้องทุ่ง ปีกลายฟ้าแล้ง เขตของเราก็เก็บเกี่ยวได้น้อยอยู่แล้ว ปีนี้ยิ่งทรุดกว่าปีกลาย ในนาแทบไม่มีผู้ใดเพาะปลูก ครั้นถึงฤดูใบไม้ร่วง เกรงว่าจะเกิดทุพภิกขภัยอีก!"

ภัยสงครามนำมาซึ่งความอดอยาก ความอดอยากกลับช่วยเร่งให้ภัยสงครามลุกลามยิ่งขึ้น นี่คือวงเวียนอันชั่วร้าย

ออกจากเอี้ยงเต๊กแต่เช้า เดินทางมาสี่สิบลี้เศษ ระหว่างทางยังข้ามแม่น้ำอีกหนหนึ่ง บัดนี้ฟ้าก็ใกล้พลบค่ำแล้ว

ซุนเจินสั่งบัญชาลงไป ให้พลทหารแต่ละกองพักผ่อนเอาแรง ณ ที่นั้นก่อน คอยอยู่ราวครึ่งยาม ซีจื้อไฉก็พาขุนนางผู้น้อยกลุ่มหนึ่งกลับมา ขุนนางผู้นำหน้ามาคนหนึ่ง อายุราวสี่สิบ คงเพราะมาด้วยความรีบเร่ง จึงมิได้นั่งรถหลวง หากขับรถเหยา (รถม้าเปิดโล่งสำหรับตรวจราชการ) สายตราสีดำพร้อมตราสำริด นี่คือเครื่องแต่งกายของขุนนางท้องถิ่นชั้นหกร้อยสือ ผู้นั้นคือนายอำเภอเองเอี๋ยงคนปัจจุบันนั่นเอง

ตำแหน่งชั้นหกร้อยสือเทียบเท่าเซี่ยต้าฟู (ขุนนางผู้ใหญ่ชั้นรอง) การแต่งตั้งถอดถอนนั้นออกจากราชสำนัก ส่วนซุนเจินเป็นเพียงขุนนางร้อยสือที่จวนเจ้าเมืองคัดเลือกตั้งขึ้นเอง บัดนี้แม้กุมกำลังทหารหลายพันนาย ก็มิอาจวางตัวยโสต่อหน้านายอำเภอเองเอี๋ยงผู้นี้ได้ จึงรีบกระโดดลงจากหลังม้า พลางสั่งกำชับแต่ละกองมิให้เคลื่อนไหวพล่าน พลางพาซุนฮิว ซุนเฉิง ซินอ้าย เฉิงเยี่ยน และผู้อื่นออกไปต้อนรับ

ทั้งสองฝ่ายพบกัน ต่างคำนับซึ่งกันและกัน

ซุนเจินสวมชุดเกราะศึก ทำความเคารพแบบทหาร แล้วยิ้มกล่าวว่า "ข้าพเจ้าปิงเฉาเฉวียน (เจ้ากรมทหารมณฑล)(1) แห่งเขตนี้ ชื่อซุนเจิน รับบัญชาท่านเจ้าเมืองให้ลงใต้มาปราบโจร คิดจะตั้งทัพอยู่ในถิ่นของท่านสักระยะหนึ่ง เพราะเกรงว่าการบุกเข้าเมืองโดยพลการจะทำให้ราษฎรในเมืองตื่นตกใจ จึงส่งปิงเฉาสื่อฝ่ายขวาชื่อซีจงเข้ามากราบเรียนก่อน มิคาดว่าจะรบกวนถึงท่านนายอำเภอ! ขออภัยยิ่งนัก ขออภัยยิ่งนัก!"

นายอำเภอเองเอี๋ยงลงจากรถมาแต่แรกแล้ว ประสานมือก้มตัวคารวะอย่างนอบน้อม กล่าวว่า "นามของท่าน ข้าน้อยได้ยินมาช้านาน เมื่อหลายวันก่อนคราวศึกเอี้ยงเต๊ก ท่านนำหน้าพลทหารเข้าตะลุมบอนกับโจร จึงตีกองโจรปอไซแตกพ่ายยับเยิน อีกทั้งเมื่อไม่กี่วันมานี้ ท่านฝึกทหารอยู่ทางตะวันออกของอำเภอเอี้ยงเต๊ก ทำให้กองโจรในระหว่างแม่น้ำอิ่งกับยีมิกล้าย่างกรายเข้าเอี้ยงเต๊กแม้แต่ก้าวเดียว แผ่อำนาจครั่นคร้ามไปทั่วเขตทางใต้ ข้าน้อยก็ได้ยินมาเช่นกัน วันนี้ท่านนำกองทัพลงใต้มาปราบโจร แท้จริงเป็นบุญของราษฎรเขตทางใต้!"

"ท่านนายอำเภอยกย่องเกินไปแล้ว ที่ศึกเอี้ยงเต๊กคราวก่อนเอาชนะโจรได้นั้น ล้วนอาศัยคุณแห่งการบัญชาการของท่านเจ้าเมืองทั้งสิ้น ข้าพเจ้าเป็นแต่เพียงทหารหน้าม้าผู้หนึ่งเท่านั้น"

นายอำเภอเองเอี๋ยงเหลียวมองพลใหม่แต่ละกองที่นั่งพักอยู่ริมทาง ถามว่า "วันนี้ท่านมาถึงอำเภอของข้าน้อย มิทราบคิดจะพำนักอยู่นานเพียงใด? และมิทราบว่าท่านเจ้าเมืองมีบัญชาอันใดต่อขุนนางผู้น้อยอย่างข้าน้อยบ้าง?"

ซุนเจินหยิบหนังสือราชการฉบับหนึ่งส่งให้เขา กล่าวว่า "การมาคราวนี้ข้าพเจ้านำเสบียงสัมภาระมาเองพร้อมแล้ว ก่อนเสบียงจะหมด ไม่ต้องให้อำเภอท่านช่วยเหลือ ส่วนจะพำนักในอำเภอท่านนานเพียงใดนั้น ต้องดูความเคลื่อนไหวของกองโจร ขณะนี้ยังบอกแน่ชัดมิได้ นี่คือหนังสือบัญชาของท่านเจ้าเมือง ขอเชิญท่านนายอำเภออ่านดู"

นายอำเภอเองเอี๋ยงรับหนังสือบัญชามาด้วยความเคารพ คลี่ออกอ่านดู ครั้นอ่านจบ จึงกล่าวว่า "ท่านเจ้าเมืองสั่งให้ข้าน้อยเลือกที่ตั้งค่ายให้ท่านนอกตัวอำเภอ มิทราบว่าท่านมีข้อกำหนดอันใดในเรื่องนี้บ้าง?"

"ไม่มีข้อกำหนดอันใด ขอเพียงอย่าอิงน้ำ อย่าเป็นที่ลุ่มต่ำก็พอ"

การตั้งค่ายของกองทัพนั้นมีข้อพึงระวังมากมาย ข้อหนึ่งก็คือต้องมิอยู่ใกล้น้ำเกินไป ใกล้น้ำก็ชื้นแฉะ ชื้นแฉะก็เกิดโรคง่าย ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพร่างกายของพลทหาร แต่แน่นอนว่าก็ต้องมิอยู่ไกลน้ำเกินไปด้วย ไกลเกินไปก็ไม่สะดวกต่อการใช้น้ำ

นายอำเภอเองเอี๋ยงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า "ทางตะวันออกของอำเภอเองเอี๋ยงมีที่รกร้างผืนหนึ่ง พื้นที่กว้างขวาง ห่างน้ำไม่ใกล้ไม่ไกล นับว่าเหมาะเจาะพอดี ท่านซุนเฉวียนจะลองไปดูกับข้าน้อยก่อนหรือไม่เล่า? ฟ้าใกล้ค่ำแล้ว หากไม่มีข้อขัดข้องอันใด ก็ตั้งค่ายลง ณ ที่นั่นได้เลย"

ซุนเจินรับคำอย่างชื่นบาน "ดีแล้ว!"

เขาเชิญนายอำเภอเองเอี๋ยงให้นำหน้าไปก่อน ต่อมาจึงสั่งบัญชาลงไป พลทหารแต่ละกองทยอยกันลุกขึ้น เดินตามหลังรถของนายอำเภอเองเอี๋ยงอ้อมตัวเมืองไปทางตะวันออก

ซุนฮิวขี่ม้าตามมาข้าง ๆ ชำเลืองมองนายอำเภอเองเอี๋ยงที่เดินอยู่ข้างหน้า กล่าวว่า "นายอำเภอผู้นี้ดูท่าทางจะเป็นคนพูดจาง่ายอยู่นะ!"

จะไม่พูดจาง่ายก็มิได้ แต่ก่อนคราวที่ซุนเจินดำรงตำแหน่งตูอิ้วฝ่ายเหนือ ออกตรวจอำเภอมาถึงเองเอี๋ยง คนยังมาไม่ถึง ขุนนางโลภมากทุจริตแห่งเองเอี๋ยงก็พากันลาออกไปด้วยความเกรงกลัวบารมีของเขา ตระกูลใหญ่อย่างหวัง จี้ และตระกูลอื่น ๆ แห่งเองเอี๋ยงต่างพร้อมใจมารับเขาที่เขตแดนอำเภอ บัดนี้ห่างจากคราวนั้นยังไม่นานนัก บารมีของเขายังเหลืออยู่ การมาคราวนี้ยิ่งนำพลทหารกล้าหาญมาถึงสองพันนาย ยิ่งเพิ่มพูนอำนาจครั่นคร้ามมากขึ้น นายอำเภอเองเอี๋ยงแม้เป็นขุนนางชั้นหกร้อยสือ ก็จำต้องเจรจากับเขาด้วยถ้อยคำอ่อนหวานนุ่มนวล ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง ทางใต้แม่น้ำอิ่งสุ่ยเต็มไปด้วยกบฏโพกผ้าเหลืองดารดาษ นายอำเภอเองเอี๋ยงผู้นี้หวาดหวั่นพรั่นพรึงมานานแล้ว เกรงว่ากองทัพโพกผ้าเหลืองจะยกขึ้นเหนือมารุกล้ำเขตแดน บัดนี้ซุนเจินนำพลมาถึง ก็คือมาปกป้องเองเอี๋ยงด้วย เขาจึงปรารถนายิ่งกว่าสิ่งใด

ซุนเจินกล่าวว่า "พวกเราออกจากเอี้ยงเต๊ก ลงใต้มาตลอดทาง ระหว่างทางมิได้พบกองโจรสักเท่าใด ก็ไม่รู้ว่ารอบ ๆ เองเอี๋ยงนี้มีความเป็นไปเช่นไร เอาเถิด พวกเราไปถามนายอำเภอเองเอี๋ยงผู้นี้กัน"

ซุนฮิวกับซีจื้อไฉรับคำ พากันแห่ห้อมล้อมซุนเจินไปกับเฉิงเยี่ยน ซินอ้าย ซุนเฉิง และผู้อื่น เร่งตามรถของนายอำเภอเองเอี๋ยงไปทัน บนเส้นทางมุ่งสู่ตะวันออกของเมือง สอบถามความเป็นไปรอบ ๆ เองเอี๋ยง

นายอำเภอเองเอี๋ยงผู้นี้กล่าวว่า "เมื่อหลายวันก่อนตอนที่เอี้ยงเต๊กถูกล้อม ก็มีกองโจรกองหนึ่งยกมารุกเองเอี๋ยงของข้าน้อยเหมือนกัน ราวสองสามพันคน แต่โชคดีที่มีตระกูลหวัง จี้ และตระกูลอื่นในเมืองช่วยเหลือ ข้าน้อยยังระดมขุนนางผู้น้อยและพลทหารทั้งอำเภอออกสู้รบกับโจรอยู่หลายวัน ในที่สุดจึงรักษาเมืองไว้มิให้เสียได้ ครั้นปอไซแตกพ่ายยับเยินแล้ว กองโจรนี้ก็ถอยตามกันไปด้วย"

"ถอยไปทางใดเล่า?"

"ข้ามแม่น้ำอิ่งสุ่ยลงใต้ไปแล้ว คาดว่าน่าจะไปสมทบกับปอไซ"

"ขณะนี้ตามตำบลนอกเมืองยังมีโจรพรรคพวกหลงเหลืออยู่หรือไม่?"

"ในรัศมีสิบลี้นอกเมือง ข้าน้อยรับรองว่าไม่มีโจรพรรคพวกหลงเหลือ แต่พ้นสิบลี้ออกไปก็มิอาจรับรองได้ เพราะขุนนางผู้น้อยและพลทหารในอำเภอมีน้อย เพียงพอแต่ป้องกันเมืองเท่านั้น มิมีกำลังเหลือไปตรวจตราตามตำบลที่ห่างไกล"

"ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเองเอี๋ยงไปไม่ไกลคือเองอิม ตะวันออกเฉียงใต้ไปไม่ไกลคือหลินอิ่ง สองอำเภอนี้มีความเป็นไปเช่นไร?"

"ก่อนหน้านี้ หลินอิ่งก็เคยถูกกองโจรกองหนึ่งจู่โจม ครั้นปอไซแตกพ่ายถอยไป กองโจรนี้ก็ถอยข้ามแม่น้ำอิ่งสุ่ยลงใต้ไปด้วย ส่วนเองอิมนั้นยังไม่เคยได้ยินว่ามีกองโจรกองใหญ่ยกเข้ารุกราน"

ซุนเจินกล่าวกับซีจื้อไฉและซุนฮิวว่า "ตามแผนที่วางไว้ กองของเราจะตั้งทัพอยู่ที่เองเอี๋ยงระยะหนึ่ง รอให้ลงหลักปักฐานเรียบร้อยแล้ว เริ่มแต่พรุ่งนี้ ให้พลทหารแต่ละกองแยกย้ายกันไปตามตำบลที่ห่างไกล หากตำบลใดมีโจรพรรคพวกหลงเหลือ จงกวาดล้างให้สิ้นซากเป็นอันขาด! ประการหนึ่ง ถือเสียว่าเป็นการฝึกทหารก่อนศึกใหญ่ ประการสอง พยายามรวมอำเภอนี้กับหลินอิ่งและเองอิมสองอำเภอให้เป็นผืนเดียวกัน เพื่อเป็นแนวหลังอันมั่นคงของกองเรา"

"ขอรับ!"

ข่าวที่ซุนเจินนำพลมาถึงเองเอี๋ยง ในไม่ช้าก็แพร่ไปถึงหูของปอไซ

ขณะที่ซุนเจินฝึกทหารอยู่นอกเมืองเอี้ยงเต๊ก ก็คอยจับตาความเคลื่อนไหวของปอไซอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา ปอไซเองก็คอยจับตาการกระทำของเขาอยู่ทุกขณะเช่นกัน เมื่อแรกที่ซุนเจินเริ่มฝึกทหาร ปอไซถึงกับเคยคิดจะส่งทัพขึ้นเหนือ ลอบจู่โจมซุนเจิน เพียงแต่ความคิดนี้ของเขามิได้รับความเห็นชอบจากบรรดาฉวี๋ซ่วย (หัวหน้ากอง) ค่ายต่าง ๆ ในกองทัพโพกผ้าเหลืองส่วนใหญ่ จึงมิอาจนำไปปฏิบัติได้

แม้มิอาจนำแผนนี้ไปปฏิบัติ แต่ในระหว่างไม่กี่วันที่ซุนเจินฝึกทหารอยู่นั้น ปอไซก็มิได้อยู่ว่าง

เขาด้านหนึ่งรวบรวมพลที่แตกพ่าย อีกด้านหนึ่งก็ตรองทบทวนด้วยความเจ็บแค้น ใคร่ครวญถึงความพ่ายแพ้ที่เอี้ยงเต๊ก

ใต้บังคับบัญชาของเขามีพลถึงหนึ่งแสน เหตุใดในการตีเอี้ยงเต๊ก เมื่อเผชิญกับข้าศึกจำนวนน้อย กลับพ่ายแพ้ไปเสีย?

เขาสรุปได้สองสาเหตุ

สาเหตุที่หนึ่ง ใต้บังคับของเขาแม้อ้างว่ามีพลถึงหนึ่งแสน แต่ล้วนเป็นชาวนาที่เพิ่งเดินออกมาจากท้องนา ไม่รู้คำบัญชา ยามรบก็กรูกันเข้าไปดุจฝูงผึ้ง คนแม้มากแต่ใช้การไม่ได้ใหญ่หลวง หรืออาจอวดความกล้าได้ชั่วครู่ชั่วยาม แต่เมื่อเอาชนะโดยเร็วไม่ได้ ก็จะเผชิญภัยแห่งความพ่ายแพ้ สาเหตุที่สอง ในหมู่ไพร่พลมีก๊กเหล่ามากมาย แตกเป็นพวกเป็นฝ่ายเรียงราย แต่ละอำเภอแต่ละตำบลล้วนมีหัวหน้ากองย่อย ยามศึกราบรื่นก็สามัคคีกันเป็นหนึ่งเดียว แต่ครั้นพลั้งพลาดเสียที หัวหน้ากองย่อยตามอำเภอตามตำบลเหล่านี้ก็จะเกิดใจคิดแปรพักตร์เพื่อผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย ไม่เป็นผลดีต่อการรบ

สองสาเหตุนี้ที่จริงก็เป็นเรื่องเดียวกัน กล่าวโดยย่อก็คือ ขาดการฝึกฝน ไม่เป็นระเบียบแบบแผนพอ

อาจกล่าวได้ว่า การทบทวนตรองของปอไซครั้งนี้ตรงจุดยิ่งนัก หากให้เวลาแก่เขาสักหน่อย บางทีเขาอาจแปรกองทัพโพกผ้าเหลืองนี้ให้เป็นทัพเลือกได้จริง ๆ ก็เป็นได้ น่าเสียดายที่เขามีเวลาไม่พอ "ผู้ใต้บังคับ" ของเขาก็มิได้ให้โอกาสนี้แก่เขา ปอไซตั้งกองบัญชาการของตนไว้ที่อำเภอเซียงเซีย ครั้นถึงอำเภอเซียงเซียได้ไม่นาน เขาก็เรียกประชุมการศึกครั้งหนึ่ง

หัวหน้ากองย่อยตามอำเภอตามตำบลทั้งหมดที่ติดต่อได้ รวมทั้งกองที่ตั้งอยู่ที่อำเภอเกียบ ต่างมาร่วมการประชุมศึกครั้งนี้ ถึงกระนั้น การประชุมศึกครั้งนี้ก็มีขนาดเล็กกว่าแต่ก่อนมากนัก คราวก่อนเขาเรียกประชุมศึกครั้งหนึ่งนอกเมืองเอี้ยงเต๊ก คราวนั้นหัวหน้ากองย่อยที่มาร่วมประชุมมีถึงเจ็ดแปดสิบคน คราวนี้มีเพียงสี่ห้าสิบคน ที่ขาดไปนั้น บ้างก็ตายในศึกตอนตีเมืองหรือถอยพ่าย บ้างก็ไม่รู้หนีไปทางใด จนบัดนี้ยังไม่อาจมาสมทบกับกำลังหลักได้

การประชุมศึกจัดขึ้นที่ท้องพระโรงหน้าของศาลาว่าการอำเภอเซียงเซีย คนสี่ห้าสิบนั่งล้อมวงอยู่บนพระโรง

ปอไซนั่งอยู่ตำแหน่งบน

อีกผู้หนึ่งนั่งอยู่ทางซ้ายค่อนลงมาของเขา อยู่เหนือบรรดาหัวหน้ากองย่อยทั้งปวง รองก็แต่เพียงเขาเท่านั้น ผู้นี้อายุยังน้อยมาก ยี่สิบสี่ยี่สิบห้า หน้าเหลือง ไว้หนวดสั้น สวมเกราะดำอันประณีตทั้งชุด มือกุมกระบี่นั่งคุกเข่าบนเสื่อ รูปร่างกำยำกว่าคนส่วนใหญ่บนพระโรงมาก เขาชื่อเหอมั่น เป็นชาวอำเภอเซียงเซียโดยกำเนิด

สาวกลัทธิไท่ผิงในเขตเองฉวนแต่เดิมมีหัวหน้าที่ทุกคนยอมรับเพียงผู้เดียว นั่นคือปอไซ เพราะในเขตนี้มีเพียงเขาผู้เดียวที่เป็นศิษย์ของต้าเสียนเหลียงซือ (มหาบรมาจารย์ผู้ปราดเปรื่อง) เตียวก๊ก ด้วยฐานะนี้ เขาจึงได้เป็นหัวหน้าในการก่อการครั้งนี้ เดิมทีเหอมั่นเป็นเพียงหัวหน้ากองย่อยคนหนึ่งของอำเภอเซียงเซีย มีฐานะเสมอกับหัวหน้ากองย่อยอื่น ๆ ที่บัดนี้สามารถขึ้นอยู่เหนือคนอื่นได้นั้น มีอยู่สามเหตุผล

ประการที่หนึ่ง หลังก่อการแล้วเขาสร้างความดีความชอบใหญ่ติด ๆ กัน อำเภอเซียงเซียและอำเภอเกียบล้วนเป็นที่เขานำคนเข้าตีได้

ประการที่สอง เขาเป็นชาวอำเภอเซียงเซียโดยกำเนิด ได้เปรียบในฐานะเจ้าถิ่น นับเป็นเจ้าบ้านครึ่งหนึ่ง คุ้นเคยกับท้องถิ่น

ประการที่สาม ปอไซยกพลหนึ่งแสนเข้าล้อมตีเอี้ยงเต๊ก สุดท้ายกลับพ่ายแพ้ยับเยิน ส่วนเขาในตอนแรกใช้เพียงสาวกลัทธิไท่ผิงของอำเภอเซียงเซียอำเภอเดียว รวมแล้วไม่เกินสี่ห้าพันคน ก็ตีอำเภอเซียงเซียและอำเภอเกียบได้ติด ๆ กัน ความดีความชอบนี้เด่นเป็นพิเศษภายใต้ฉากความพ่ายแพ้ยับเยินของปอไซ

ด้วยเหตุนี้ ครั้นกองทัพโพกผ้าเหลืองทั้งกองแตกพ่ายมาที่อำเภอเซียงเซียและอำเภอเกียบ ฐานะของเขาในหมู่กองทัพโพกผ้าเหลืองเขตเองฉวนจึงพุ่งสูงขึ้นเป็นลำดับ ปัจจุบันรองก็แต่ปอไซเท่านั้น

ปอไซตรองทบทวนด้วยความเจ็บแค้น ในการประชุมศึกครั้งนี้เขาหยิบยกขึ้นมาสองเรื่อง

ก่อนอื่นเขาเสนออีกครั้งว่า ให้ส่งกองทัพม้าหนึ่งกองขึ้นเหนือไปเอี้ยงเต๊ก ลอบจู่โจมซุนเจิน

คราวก่อนตอนที่ปอไซเสนอความคิดนี้ เหอมั่นก็คัดค้าน

คราวนี้เขาก็ยังคงคัดค้าน กล่าวว่า "ทัพเราเพิ่งพ่ายแพ้ ขวัญกำลังใจตกต่ำ อีกทั้งจนบัดนี้ยังรวบรวมพลที่แตกพ่ายมิได้ทั้งหมด พลที่แตกพ่ายซึ่งรวบรวมมาได้ที่อำเภอเซียงเซียและอำเภอเกียบยังไม่ถึงห้าหมื่นคน อย่างน้อยยังมีอีกสี่ห้าหมื่นกระจัดกระจายอยู่ระหว่างแม่น้ำยีกับอิ่ง ในชั้นนี้สิ่งสำคัญของทัพเราควรเป็นการรวบรวมพลที่แตกพ่าย ในความเห็นของข้า มิใช่จังหวะอันดีที่จะยกขึ้นเหนืออีกครั้ง"

"ซุนเจินเจ้าเด็กนั่นเป็นศัตรูใหญ่ของทัพเรา คราวล้อมตีเอี้ยงเต๊กครั้งนี้ หากไม่มีเจ้าเด็กนี้ ก็คงตีเมืองได้แน่แล้ว เวลานี้มันฝึกทหารอยู่นอกเมืองเอี้ยงเต๊ก หากพวกเราปล่อยมันไว้ไม่ใส่ใจ ก็เท่ากับเลี้ยงเสือไว้เป็นภัย รอจนวันที่ทหารของมันฝึกสำเร็จ พวกเราจะหวังเอาชนะมันก็จะยิ่งยากขึ้น!"

ปอไซล้อมตีเอี้ยงเต๊กล้มเหลว เหตุนี้ทำให้บารมีส่วนตัวของเขาในหมู่กองทัพโพกผ้าเหลืองตกฮวบลงอย่างรวดเร็ว ครั้นถอยมาถึงอำเภอเซียงเซีย ในเรื่องว่าก้าวต่อไปควรมุ่งไปทางใด ในกองทัพโพกผ้าเหลืองก็เกิดแนวคิดสองทางที่ต่างกัน

ทางหนึ่งมีปอไซเป็นตัวแทน เห็นว่าควรยกขึ้นเหนืออีกครั้ง โดยถือเอาการตีเอี้ยงเต๊กให้แตกเป็นภารกิจสำคัญอันดับแรกดังเดิม

พวกเขาเห็นว่า เพียงตีเอี้ยงเต๊กได้ อำเภอต่าง ๆ ในเขตเองฉวนก็จะขาดผู้นำดุจมังกรไร้หัว ก็จะถือโอกาสยึดทั้งเขตได้

อีกฝ่ายหนึ่งกลับเห็นว่า ตามข่าวลับที่ส่งมาจากพระนครหลวง กองทัพหนุนของราชสำนักใกล้จะมาถึงแล้ว หากยังยกขึ้นเหนือไปตีเอี้ยงเต๊กต่อไป ครั้นถึงเวลาที่กองหนุนของราชสำนักมาถึง หากเอี้ยงเต๊กยังตีไม่แตก ก็จะถูกขนาบทั้งในทั้งนอก จำต้องพ่ายแพ้อีก และเมื่อพ่ายแพ้อีกครั้ง ภายใต้การขนาบของทัพเลือกราชสำนัก เกรงว่าจะมิใช่เพียงแตกหนี หากจะถึงคราวกองทัพแหลกลาญทั้งกอง

ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงเห็นว่า ยกขึ้นเหนือสู้ลงใต้ไม่ได้

เหอมั่นใช้กำลังพลจำนวนน้อยตีอำเภอเซียงเซียและอำเภอเกียบได้ติด ๆ กัน ก็นับเป็นผู้รู้การศึก ในเรื่องเส้นทางการพัฒนาของกองทัพโพกผ้าเหลืองต่อไป เขาก็มีความคิดของตน เขาสนับสนุนการลงใต้

เขากล่าวว่า "ตามที่ม้าสอดแนมรายงานกลับมา ใต้บังคับของซุนเจินเจ้าเด็กนั่นมีเพียงสองพันคน ต่อให้มันฝึกสองพันคนนี้สำเร็จ ก็มิเป็นภัยใหญ่หลวงต่อทัพเรา! ข้าเห็นว่า บัดนี้พวกเราควรเร่งรีบ รวบรวมไพร่พลที่กระจัดกระจายอยู่ระหว่างแม่น้ำอิ่งกับยีให้ครบถ้วนโดยเร็ว แล้วยกทัพลงใต้ ตียึดอำเภอต่าง ๆ ของยีหลำ"

ปอไซกล่าวว่า "บัญชาที่ต้าเสียนเหลียงซือมอบแก่พวกเราคือ ตีเอี้ยงเต๊กให้แตก ปราบปรามทั้งเขตให้สงบ แล้วยกทัพมุ่งสู่ลกเอี๋ยง เพื่อร่วมกับทัพใหญ่จากกิจิ๋วและที่อื่น ๆ ก่อรูปขนาบล้อมลกเอี๋ยง เมื่อหลายวันก่อนพวกเราตีเอี้ยงเต๊กแม้พลั้งพลาดเล็กน้อย แต่กำลังหลักยังคงอยู่ ไฉนจะละเมิดบัญชาของต้าเสียนเหลียงซือเพียงเพราะความพลั้งพลาดเล็กน้อยนี้? หากไม่ตีเอี้ยงเต๊กให้แตก จะมุ่งสู่ลกเอี๋ยงได้อย่างไร? หากไม่ยึดลกเอี๋ยง จะทำให้ฟ้าแปรเปลี่ยนได้อย่างไร?"

เหอมั่นกล่าวว่า "กองหนุนของราชสำนักใกล้จะมาถึง จะตีเอี้ยงเต๊กอีกย่อมเป็นไปไม่ได้แล้ว เมื่อวานนี้ ม้าสอดแนมที่ส่งไปทางยีหลำและน่ำเอี๋ยงรายงานกลับมาว่า ทัพเราในสองเขตยีหลำและน่ำเอี๋ยงขยายตัวรวดเร็ว ทะยานรุนแรง ตียึดสองเขตได้กว่าครึ่งแล้วทั้งคู่! เสินซ่างสื่อ (ทูตเบื้องบน)(2) แห่งน่ำเอี๋ยงคือเตียวมั่นเฉิง นำเตียวหง หานตง ซุนเซี่ย และผู้อื่นกวาดทั่วน่ำเอี๋ยง กำลังจะนำพลกว่าแสนเข้าล้อมตีเมืองอวนเฉิง จูก้งผู้รักษาเมืองต้านทานมิได้ ฝ่ายเผงทัวแห่งยีหลำกับเหอหงี หวงเซ่า เล่าผี และผู้อื่น ต่างนำพลหลายหมื่นเข้าตีฆ่าในเขต ตีเตียวเขียมแตกพ่ายยับเยิน น่ำเอี๋ยงอยู่ทางใต้เขตของเรา ยีหลำอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้เขตของเรา สองเขตนี้ล้วนติดกับห้าอำเภอทางใต้ฝั่งแม่น้ำยีของเขตเรา ดังที่ท่านว่า บัดนี้ทัพเราแม้พลั้งพลาดที่เอี้ยงเต๊ก ก็ยังมีพลหลายหมื่น หากตีห้าอำเภอทางใต้ฝั่งแม่น้ำยีได้ ทัพเราก็จะสมทบกับทัพใหญ่สองแสนของน่ำเอี๋ยงและยีหลำได้ เช่นนี้ พลก็จะมากถึงสามแสน! มีพลสามแสนนี้ รุกก็ตีเอี้ยงเต๊กได้ ถอยก็เข้าน่ำเอี๋ยงและยีหลำได้ รุกถอยอยู่ในมือเรา มิดีกว่าการเข้าตีเอี้ยงเต๊กอย่างหักโหม จนต้องเผชิญภัยที่อาจถึงกองทัพแหลกลาญทั้งกองไกลนักหรือ?"

จูก้งคือไท่โส่วน่ำเอี๋ยง เตียวเขียมคือไท่โส่วยีหลำ ดังที่เหอมั่นกล่าว ไท่โส่วทั้งสองนี้มิใช่คู่มือของกองทัพโพกผ้าเหลืองในเขตของตน สภาพปัจจุบันคือถอยร่นไปทีละขั้น เห็นทีสองเขตจะรักษาไว้มิได้

บรรดาหัวหน้ากองย่อยบนพระโรงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับความเห็นของเหอมั่น

หัวหน้ากองย่อยที่เห็นด้วยกับเหอมั่นเหล่านี้ บ้างก็ถูกซุนเจินตีจนเข็ดขยาด บ้างก็มีบ้านอยู่ทางใต้ฝั่งแม่น้ำยี ในสายตาของพวกเขา แทนที่จะเสี่ยงภัยมหันต์ยกขึ้นเหนือ ตีเอี้ยงเต๊กเป็นครั้งที่สอง ก็ยังสู้ทำตามที่เหอมั่นว่ามิได้ คือลงใต้ไปยึดห้าอำเภอทางใต้ฝั่งแม่น้ำยี รวมพลกับทัพพันธมิตรของยีหลำและน่ำเอี๋ยงให้เป็นหนึ่งเดียวเสียก่อนค่อยว่ากัน ปอไซแม้ไม่เต็มใจ แต่จนใจที่บัดนี้ผู้สนับสนุนเขาเป็นฝ่ายข้างน้อย จึงจำต้องล้มเลิกความคิดที่จะยกขึ้นเหนือลอบจู่โจมซุนเจินอีกครั้ง การโต้เถียงคราวนี้ ถือเป็นการกำหนดทิศทางการรบของกองทัพโพกผ้าเหลืองเขตเองฉวนต่อไปอย่างเด็ดขาด นั่นคือเปลี่ยนเป็นลงใต้ไปยึดห้าอำเภอทางใต้ฝั่งแม่น้ำยี

ปอไซแม้ยังคิดถึงซุนเจินไม่ลืม แต่ในเมื่อไพร่พลส่วนใหญ่คัดค้านการตีเอี้ยงเต๊กอีก เขาก็ได้แต่ปล่อยเลยตามเลย กล่าวว่า "ในเมื่อเช่นนี้ ก็ลงใต้ก็แล้วกัน ท่านทั้งหลาย คราวล้อมตีเอี้ยงเต๊กครั้งนี้ ทัพเราใช้พลหนึ่งแสนกลับต้องพ่ายแพ้ พวกเจ้าเคยคิดหรือไม่ว่าเพราะเหตุใด?"

หัวหน้ากองย่อยบางคนกล่าวว่า "กำแพงเมืองเอี้ยงเต๊กมั่นคง"

บางคนกล่าวว่า "ซุนเจินเจ้าเด็กนั่นเจ้าเล่ห์!"

บางคนกล่าวว่า "เครื่องมือตีเมืองไม่พอ!"

ปอไซส่ายหน้า กล่าวว่า "ที่พวกเจ้าว่ามาเหล่านี้ล้วนถูก แต่สาเหตุสำคัญที่สุดกลับมิใช่สิ่งเหล่านี้"

"แล้วคืออะไรเล่า?"

"คือเพราะคำบัญชาในกองของเราไม่เป็นหนึ่งเดียว! ซุนเจินเจ้าเด็กนั่นบัดนี้ฝึกทหารอยู่นอกเมืองเอี้ยงเต๊ก จัดหมู่สืออู่ (3) สอนธงกลอง ฝึกการเข้าแถว ตามที่ม้าสอดแนมรายงานกลับมา เพียงไม่กี่วันก็เริ่มมีเค้าของทัพเลือกแล้ว หันกลับมาดูทัพเรา ไม่มีหมู่สืออู่ ไพร่พลก็ไม่รู้จักธงกลอง จะป่วยกล่าวไปไยถึงการเข้าแถวกระบวนทัพ! แม้มีพลถึงหนึ่งแสน ก็เหมือนฝูงนกกา! เอาฝูงนกกาของเราไปสู้กับทัพระเบียบเคร่งครัดของข้าศึก ไฉนจะไม่แพ้?"

เหอมั่นเห็นพ้องอย่างยิ่งในเรื่องนี้ ผงกศีรษะไม่หยุด กล่าวว่า "ท่านกล่าวถูกยิ่งนัก! ท่านกล่าวถูกยิ่งนัก!" แล้วถามว่า "เมื่อท่านรู้แล้วว่าเหตุใดทัพเราจึงแพ้ ข้าศึกจึงชนะ ต่อไปคิดจะทำเช่นไร?"

"ข้าคิดจะจัดทัพเราเสียใหม่ครั้งหนึ่ง"

"จัดเสียใหม่อย่างไร?"

"ทำดุจซุนเจินฝึกทหาร คือจัดหมู่สืออู่ สอนธงกลอง ฝึกการเข้าแถว"

ในกองทัพโพกผ้าเหลืองขณะนี้แทบไม่มีการจัดหน่วยแบบสือ แบบอู่ มีแต่การจัดแบบหลี่ เซียง อำเภอเช่นนี้เท่านั้น โดยรวมก็คือ ปอไซเป็นผู้บัญชาการสูงสุด ลงมาเป็นฉวี๋ซ่วยประจำแต่ละอำเภอ ลงมาอีกเป็นหัวหน้ากองย่อยแต่ละตำบล ลงมาอีกเป็นหัวหน้าแต่ละหมู่บ้าน รูปแบบการจัดเช่นนี้เห็นได้ชัดว่าไม่เป็นผลดีต่อการรบ ดังนั้นปอไซจึงต้องการปรับเปลี่ยนมันเสียใหม่ ให้เป็นระเบียบแบบแผนขึ้นสักหน่อย

บรรดาหัวหน้ากองย่อยที่อยู่ในที่นั้นต่างเห็นชอบในเรื่องนี้ เหอมั่นก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง "สมควรเป็นเช่นนี้!" เขาไม่เพียงเห็นด้วย หากยังเสริมอีกข้อหนึ่ง กล่าวว่า "ในทัพเรามีหญิงและเด็กอยู่มาก ยามเข้าประจัญข้าศึก หญิงและเด็กยากจะใช้การได้ใหญ่หลวง ข้าเห็นว่าควรแยกหญิงและเด็กออกจากชายฉกรรจ์ ให้หญิงและเด็กตั้งเป็นค่ายต่างหาก รับภาระงานจิปาถะในทัพ ส่วนชายฉกรรจ์ให้เป็นกำลังหลักในการรบของเรา"

ปอไซแสดงความเห็นชอบ

ในเมื่อทุกคนเห็นพ้อง ก็เริ่มจัดทัพเสียใหม่

ซุนเจินฝึกทหารอยู่นอกเมืองเอี้ยงเต๊ก ปอไซกับเหอมั่นที่อำเภอเซียงเซียก็รวบรวมพลที่แตกพ่ายด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งก็จัดฝึกไพร่พลด้วย

เพียงแต่การจัดฝึกของปอไซกับเหอมั่นนั้นมิราบรื่นเท่าซุนเจินเลย พวกเขาพบปัญหาขึ้นเป็นชุดในระหว่างการจัดฝึก มีสำคัญอยู่สองข้อ

ข้อหนึ่ง สาวกลัทธิไท่ผิงที่ร่วมก่อการมีจำนวนไม่น้อยที่หอบหิ้วครอบครัวมาทั้งบ้าน เข้าร่วมรบกันยกครัว แต่ก่อนจัดตามรูปแบบเซียง หลี่ ยังพอไหว บัดนี้จู่ ๆ จะเปลี่ยนเป็นจัดตามรูปแบบสือ อู่ อีกทั้งตามความเห็นของเหอมั่น ยังต้องแยกชายหญิงเฒ่าเด็กออกจากกัน นั่นก็คือคนในครอบครัวเดียวต้องถูกแยกจัดหน่วยกัน เรื่องนี้ทำให้สาวกจำนวนมากไม่พอใจ หลายคนไม่ยินยอม

ข้อหนึ่ง ทั้งสิบเจ็ดอำเภอในเขตล้วนมีสาวกร่วมก่อการ ก่อนจัดทัพเสียใหม่ ฉวี๋ซ่วยของสิบเจ็ดอำเภอมีฐานะเสมอกัน แต่หลังจัดทัพเสียใหม่ ฉวี๋ซ่วยสิบเจ็ดคนนี้อาจไม่มีฐานะเสมอกันอีกต่อไป เพราะความเป็นไปของแต่ละอำเภอต่างกัน จำนวนสาวกที่ร่วมก่อการก็ไม่เท่ากัน บางอำเภอคนมาก อาจหมื่นกว่าคน บางอำเภอคนน้อย อาจมีเพียงหนึ่งสองพันคน

คนหมื่นกว่า เมื่อหักหญิงและเด็กออก อาจยังเหลือชายฉกรรจ์สี่ห้าพัน เพียงพอจัดเป็น "ปู้" ได้สามปู้ แทบจะตั้งเป็นกองทัพได้เอกเทศ

คนหนึ่งสองพัน เมื่อหักหญิงและเด็กออก อาจเหลือเพียงเจ็ดแปดร้อยคน เจ็ดแปดร้อยคนยังไม่พอจะจัดเป็น "ปู้" หนึ่งปู้ด้วยซ้ำ

เช่นนี้แล้วก็จะเกิดเหตุการณ์อย่างหนึ่ง คืออำเภอหนึ่งอาจมีถึงสองสามปู้ด้วยตัวเอง ส่วนสองอำเภออาจรวมกันได้เพียงปู้เดียว ฐานะของฉวี๋ซ่วยแต่ละอำเภอย่อมมีสูงมีต่ำ ก็มีฉวี๋ซ่วยบางอำเภอที่ไพร่พลน้อยไม่ยินยอม

ยิ่งกว่านั้น พลที่แตกพ่ายยังรวบรวมไม่เสร็จสิ้น เรื่องนี้ก็ทำให้การจัดทัพเสียใหม่ยากลำบากอยู่ไม่น้อย

รวมความว่า ปัญหายุ่งยากนานัปการเกิดขึ้นไม่ขาดสาย กระทั่งถึงวันที่ซุนเจินมาถึงเองเอี๋ยง การจัดทัพเสียใหม่ของกองทัพโพกผ้าเหลืองก็เพิ่งเริ่มได้เพียงหัวต่อ จะเสร็จสิ้นเมื่อใดก็ไม่อาจรู้ได้ ดูทีจะไกลออกไปไม่มีกำหนด

ครั้นได้รับรายงานการศึกว่าซุนเจินมาถึงเองเอี๋ยง ปอไซที่ยุ่งวุ่นวายจนหัวหมุนมาหลายวันนี้ก็จำต้องผละความสนใจจากการจัดทัพเสียใหม่ มาเรียกประชุมศึกอีกครั้งหนึ่ง

การประชุมศึกยังไม่ทันเริ่ม หัวหน้ากองย่อยตามอำเภอตามตำบลยังมากันไม่พร้อม ในหมู่หัวหน้ากองย่อยที่มาก่อนก็มีผู้เกิดวิวาทกัน ส่งเสียงเอ็ดอึงโกลาหล

ปอไซรักษาศักดิ์ศรีฐานะของตน มิได้ออกมาที่ท้องพระโรงหลัง เดิมตั้งใจจะรอให้หัวหน้ากองย่อยมาพร้อมกันก่อนจึงจะออกว่าการ ผลกลับได้ยินเสียงพระโรงหน้าวุ่นวายปั่นป่วน มีทหารองครักษ์วิ่งมาแจ้งว่า "ไม่ได้การแล้ว! ที่พระโรงหน้าตีกันแล้ว!" เขาจึงนั่งอยู่มิได้ รีบลุกขึ้นออกมาที่พระโรง

บนพระโรงมีคนมาราวยี่สิบกว่าคน เห็นเขาออกมา หัวหน้ากองย่อยบ้างก็ลุกขึ้นต้อนรับ บ้างก็นั่งกางขาทักทายเขาอย่างไม่ถือเนื้อถือตัว บ้างก็ไม่ทันสังเกตเห็นเขา มัวแต่ดูสองคนที่ตีด่ากันกลางพระโรงอย่างสนุกสนาน สองหัวหน้ากองย่อยที่กำลังตีด่ากันกลางพระโรงนั้น ก็ไม่รู้ว่าไม่เห็นเขามาหรือกำลังโกรธจัด จึงทำเป็นไม่เห็นการมาของเขา ยังคงกระชากคอเสื้อกันและกัน ด่าทอกันไม่ขาดปาก

ครั้นเห็นภาพปั่นป่วนยุ่งเหยิงบนพระโรง ปอไซโกรธจนควันออกหู

เขายืนอยู่ตำแหน่งบนกลางพระโรง กระแอมเสียงดังหลายครั้ง สองคนที่กำลังตีด่ากันกลับทำหูทวนลม สุดจะทำเช่นไร เขาจึงได้แต่กวักมือให้ทหารองครักษ์ไปแยกสองคนนี้ออก

ทหารองครักษ์สี่ห้าคนเข้าไป ออกแรงอย่างมากจึงพอแยกสองคนนี้ออกจากกันได้ ครั้นแยกออกแล้ว สองคนนี้ยังคงด่าทอกราดเกรี้ยว ดุจไก่ชนสองตัว เจ้าจ้องข้า ข้าจ้องเจ้า ถ่มน้ำลายใส่กัน ทหารองครักษ์ไม่กล้าปล่อยมือ ฉุดเสื้อของทั้งคู่ไว้ บังคับให้สองคนยืนแยกกันคนละฟากของพระโรง

ในหมู่หัวหน้ากองย่อยที่มุงดูนั้น มีคนสมน้ำหน้าผู้อื่น หยิบขันน้ำบนโต๊ะยื่นให้ กล่าวว่า "ด่ากันมาตั้งนาน คอแห้งแล้วกระมัง? มา มา มา ดื่มน้ำเสียหน่อย แล้วด่าต่อ! หากยังไม่หายแค้น เห็นหรือไม่? ข้าจะให้ยืมดาบล้ำค่าร้อยหลอมของข้า ฟันมันให้ตาย!" ผู้คนหัวเราะลั่นพระโรง ต่างพากันยุยงร้องว่า "ใช่ ๆ ฟันมันให้ตาย! เอาแต่ปากไม่ลงมือ เป็นไอ้ขี้ขลาด!"

ปอไซโกรธจัด ชักดาบประจำกายออกมาฟันลงบนโต๊ะ ตวาดด้วยความกริ้วว่า "หุบปากให้หมด!" ตะโกนอยู่หลายครั้ง กลางพระโรงจึงค่อยสงบลง

ปอไซจ้องสองหัวหน้ากองย่อยที่ตีกัน ถามว่า "เกิดเรื่องอะไรขึ้น? ข้าเรียกพวกเจ้ามาประชุมศึก มิใช่เรียกพวกเจ้ามาตีกัน! เจ้าสองคนเป็นอะไรไป?"

สองหัวหน้ากองย่อยเอ่ยปากพร้อมกัน คนหนึ่งว่า "เจ้าเด็กนี่มันข่มเหงคนเกินไป!" อีกคนว่า "ไอ้สัตว์นี่ปล้นของข้า!" ทันใดนั้นทั้งสองจ้องตาเขม็งใส่กัน คนหนึ่งถามว่า "เจ้าเด็กว่าใครเป็นไอ้สัตว์?" อีกคนถามว่า "ไอ้สัตว์ว่าใครเป็นเจ้าเด็ก?" โทสะพลุ่งขึ้น อีกทั้งถูกหัวหน้ากองย่อยที่มุงดูรอบข้างยุยง สองคนต่างจะชักดาบขึ้นพร้อมกัน ทหารองครักษ์ที่ฉุดทั้งคู่ไว้รีบแย่งดาบประจำกายของพวกเขามาเสีย

ปอไซเดิมก็ปวดเศียรเวียนเกล้ากับการจัดทัพที่ไม่ราบรื่นมาหลายวันอยู่แล้ว บัดนี้เห็นหัวหน้ากองย่อยใต้บังคับยังไร้น้ำยาเช่นนี้อีก ก็ยิ่งโกรธเป็นที่สุด แต่เขาก็รู้ว่าการลุแก่โทสะแก้ปัญหาไม่ได้ ฟังความในคำของสองหัวหน้ากองย่อยดูเหมือนว่าใครปล้นของใคร จึงข่มโทสะไว้ ค่อย ๆ ถามว่า "เจ้าว่าเขาปล้นของของเจ้า? ปล้นอะไรไป?"

หัวหน้ากองย่อยหน้าดำที่ถูกถามผู้นี้ ดูเหมือนเพิ่งจะนึกฐานะของปอไซขึ้นได้เดี๋ยวนี้ รีบคุกเข่าลงกับพื้น ก้มศีรษะจรดพื้นกล่าวว่า "ซ่างซือ (อาจารย์เบื้องบน)! เจ้าเด็กนี่สั่งลูกน้องของมันมาปล้นเสบียงของกองข้า! ไม่ใช่ครั้งเดียว ตั้งแต่เมื่อวานซืนจนถึงวันนี้ ปล้นติดกันสองครั้งแล้ว! ขอซ่างซือทรงตัดสินให้ข้าด้วย"

หัวหน้ากองย่อยหน้าแดงอีกคนก็คุกเข่าลงกับพื้นเช่นกัน ไม่ใส่ใจคำกล่าวหาของหัวหน้ากองย่อยหน้าดำแม้แต่น้อย กล่าวว่า "ใครกำหนดว่าเสบียงเหล่านั้นเป็นของเจ้า? ใครปล้นได้ก็เป็นของผู้นั้น! มีฝีมือก็มาแย่งคืนจากพ่อเจ้านี่ดูสิ? แย่งคืนก็ไม่ได้ ยังหน้าด้านมาฟ้องอีก? ซ่างซือ บอกให้รู้ไว้ชัด ๆ เสบียงเหล่านั้นข้ามิได้ปล้นมาจากไอ้สัตว์นี่ หากแต่หามาได้เอง!"

มีหัวหน้ากองย่อยที่มุงดูแทรกขึ้น พูดเย้าว่า "เจ้าด่ามันว่าไอ้สัตว์ เจ้าก็เรียกตัวเองว่าพ่อ แล้วเจ้าเป็นตัวอะไรเล่า?"

หัวหน้ากองย่อยทั้งพระโรงหัวเราะครืนขึ้นพร้อมกัน

หัวหน้ากองย่อยหน้าดำกล่าวด้วยความโกรธว่า "พูดเหลวไหล! ตั้งแต่วันแรกที่มาถึงอำเภอเซียงเซีย ซ่างซือก็แบ่งตำบลเต๋อหลินให้กองข้าแล้ว เจ้าไม่ไปกวาดเสบียงในเขตของเจ้า กลับมากวาดล้างปล้นชิงที่ตำบลเต๋อหลิน ช่างไม่มีเหตุผลเสียจริง! เสบียงที่เจ้าหามาได้จากตำบลเต๋อหลินนั้น ไฉนจะมิใช่ปล้นมาจากมือข้าเล่า?"

ไพร่พลกองทัพโพกผ้าเหลืองหลายหมื่นมาชุมนุมกันในพื้นที่สองอำเภอ ตัวพวกเขาเองมิได้มีสัมภาระเสบียงอันใด ข้าวปลาอาหารยามปกติล้วนปล้นมาจากท้องถิ่นนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งระหว่างกองต่าง ๆ อันเนื่องจากการแย่งเสบียง ปอไซกับเหอมั่นจึงแบ่งเขต "เก็บเสบียงหาเลี้ยงปาก" ที่ต่างกันให้แต่ละกองโดยเฉพาะ เพียงแต่ไม่คาดคิดว่าสองหัวหน้ากองย่อยนี้จะยังเกิดความขัดแย้งกันด้วยเรื่องนี้

ปอไซหน้าตึง ถามหัวหน้ากองย่อยหน้าแดงผู้นั้นว่า "ข้ามิได้แบ่งเขตหาเลี้ยงปากให้เจ้าโดยเฉพาะแล้วหรือ? เหตุใดเจ้าจึงไปหาเสบียงที่ตำบลเต๋อหลิน?"

หัวหน้ากองย่อยหน้าแดงกล่าวว่า "ซ่างซือ กองข้ามีคนหนึ่งสองพัน ท่านแบ่งให้ข้าเพียงครึ่งตำบล จะพอกินพอใช้ได้อย่างไร? ข้าไม่ไปหาเสบียงที่ตำบลเต๋อหลิน หรือจะให้ลูกน้องของข้าอดท้องกันหมด?"

คนหลายหมื่น "หาเลี้ยงปาก" ในสองอำเภอ มีเสบียงมากเท่าใดก็ไม่พอกิน

นับแต่แตกพ่ายจากเอี้ยงเต๊กมาถึงอำเภอเซียงเซีย หลายวันมานี้ หัวหน้ากองย่อยแต่ละกองได้ป่วนอำเภอเซียงเซียจนพลิกแผ่นดิน แรกสุดปล้นชิงคหบดีใหญ่ตามอำเภอตามตำบล ครั้นปล้นเสร็จก็ปล้นบ้านขนาดกลางต่อ ปล้นบ้านขนาดกลางเสร็จก็เริ่มปล้นชิงราษฎรยากจนสามัญ ปอไซแม้เพราะวุ่นกับเรื่องจัดทัพเสียใหม่จึงออกนอกเมืองน้อยครั้ง แต่ก็ได้ยินเรื่องที่ไพร่พลปล้นชิงชาวบ้านนานัปการมานานแล้ว เขามีใจอยากห้ามปราม แต่จนใจที่มีใจแต่ไร้กำลัง หากไม่ให้ไพร่พลปล้น ก็ดังที่หัวหน้ากองย่อยหน้าแดงผู้นี้ว่า จะให้พวกเขาอดท้องกันหมดหรือ? จึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย

"สองวันมานี้ยังรวบรวมพลที่แตกพ่ายมาได้อีกหมื่นสองหมื่น บัดนี้ไพร่พลทัพเราในอำเภอเซียงเซียและอำเภอเกียบมีราวแปดหมื่นเศษ คนแปดหมื่นหาเลี้ยงปากในสองอำเภอ สองอำเภอนี้รวมแล้วก็มีอยู่ไม่กี่ตำบล ข้าแบ่งครึ่งตำบลให้เจ้าได้ก็นับว่าดีมากแล้ว!" ปอไซปวดเศียรนัก เรื่องเหลวไหลไร้สาระเช่นนี้ จะลงโทษก็ลำบาก จะไม่ลงโทษก็ลำบาก ตรองอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า ระงับเรื่องให้สงบเสียดีกว่า เขากล่าวว่า "เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน เจ้าเอาเสบียงที่หามาจากตำบลเต๋อหลินคืนให้เขาทั้งหมด…"

"คืนให้เขาแล้ว ลูกน้องข้าจะกินอะไรเล่า?"

ปอไซแทบสิ้นอารมณ์จริง ๆ เขากล่าวอย่างหมดเรี่ยวหมดแรงว่า "เจ้ารอให้ข้าพูดให้จบได้หรือไม่? เจ้าคืนเขาเท่าใด ข้าชดเชยให้เจ้าเท่านั้น! ไม่ยอมให้ลูกน้องเจ้าอดอยากหิวโหยเป็นอันขาด เช่นนี้ก็ใช้ได้แล้วกระมัง?"

"หากเช่นนี้ ก็พอไหว"

"นั่งลงให้หมดเถิด"

บรรดาหัวหน้ากองค่ายต่าง ๆ ทยอยกันมาถึง

เหอมั่นก็มาถึง ผู้คนนั่งลงประจำที่ ปอไซกล่าวว่า "เพิ่งได้รับรายงานการศึก ซุนเจินโจรนำพลไปเองเอี๋ยง เรียกพวกเจ้ามาก็เพื่อปรึกษาเรื่องนี้"

เหอมั่นถามว่า "มิทราบซ่างซือมีความเห็นเช่นไร?"

"เมื่อวานนี้ ซุนเจินโจรตรวจพลใหม่อยู่นอกเมืองเอี้ยงเต๊ก ข้าได้ยินสายลับรายงานกลับมาว่า มันหักธนูหักลูกศรต่อหน้าราษฎรเอี้ยงเต๊กหลายหมื่นคน สาบานว่าจะไม่อยู่ร่วมฟ้าเดียวกับพวกเรา กล่าวว่าหากไม่ตีพวกเราให้แตกก็สาบานว่าจะไม่กลับ ตามคำสาบานนี้ หลังจากมันยกออกจากเอี้ยงเต๊กแล้ว ควรจะมุ่งลงใต้โดยตรง มาหากำลังหลักของเราเพื่อรบกันจึงจะถูก แต่บัดนี้กลับไปเองเอี๋ยงเสีย การกระทำเช่นนี้ของมัน ข้าเห็นว่ามีนัยลึกซึ้งอยู่ไม่น้อย"

"ใคร่ฟังความเห็นอันสูงส่งของซ่างซือ"

"ข้าเห็นว่า มันแม้ตั้งทัพอยู่เองเอี๋ยง แท้จริงเจตนาอยู่ที่เซียงเซีย มันอาจคาดรู้แล้วว่าทัพเราจะมีเจตนาลงใต้ตียึดอำเภอต่าง ๆ ของยีหลำ จึงมาตั้งทัพอยู่เองเอี๋ยง เองเอี๋ยงห่างจากอำเภอเซียงเซียเพียงสี่สิบลี้ ออกเช้าเย็นก็ถึง บัดนี้มันอยู่เองเอี๋ยง หากทัพเราไม่เคลื่อนก็แล้วไป ขอเพียงทัพเราเคลื่อนเมื่อใด มันก็จะข้ามแม่น้ำอิ่งสุ่ยลงใต้จากเองเอี๋ยงทันที ตีกระหนาบท้ายทัพเราในทันที! สำหรับทัพเราแล้ว ก็ดุจหนามทิ่มหลัง"

"ที่ซ่างซือกล่าวถูกต้องยิ่งนัก เช่นนั้น ซ่างซือคิดจะทำเช่นไร?"

ปอไซชำเลืองมองเหอมั่นแวบหนึ่ง เขาเสนอจะยกขึ้นเหนือตีเอี้ยงเต๊กถึงสองครั้ง ล้วนถูกเหอมั่นคัดค้านเสียทั้งสองคราว คราวนี้เขาอยากฟังความเห็นของเหอมั่นก่อน จึงมิตอบ กลับถามว่า "ท่านเหอมีความเห็นอันสูงส่งเช่นไร?"

เหอมั่นอายุน้อย ยังมิได้เรียนรู้วิธีปิดบังความคิดของตน ครั้นเห็นปอไซถามก็พูดตรงไม่อ้อมค้อม กล่าวว่า "ทัพเราพำนักอยู่อำเภอเซียงเซียและอำเภอเกียบมาหลายวันแล้ว พลที่แตกพ่ายซึ่งรวบรวมได้ก็รวบรวมมาได้เกือบหมดแล้ว ข้าเห็นว่าบัดนี้เป็นเวลาที่ทัพเราควรลงใต้แล้ว!"

"ลงใต้รึ?"

"ใช่!"

"ซุนเจินโจรนำพลสองพัน เข้าตั้งที่เองเอี๋ยง ห่างจากเซียงเซียของเราเพียงสี่สิบลี้ หากตอนที่เราลงใต้ข้ามแม่น้ำยี มันตีกระหนาบท้ายเรา จะรับมือเช่นไร?"

"ซุนเจินโจรมีเพียงสองพันคน ไม่พอวิตก ทัพเราอาจคงกองทัพม้าสองกองไว้ แยกกันรักษาอำเภอเซียงเซียและอำเภอเกียบ เป็นปีกหลังของทัพเรา คุ้มกันให้ทัพเราข้ามแม่น้ำลงใต้"

เหอมั่นมาช้า แต่ครั้นมาถึงก็ได้ฟังผู้อื่นเล่าเรื่องที่สองหัวหน้ากองย่อยวิวาทตีกันด้วยการแย่งเสบียงเมื่อครู่ เขาลุกจากที่คุกเข่าลงกราบ กล่าวกับปอไซด้วยถ้อยคำจริงใจว่า "ซ่างซือ ทัพเราหลายหมื่นคน จะพำนักอยู่ในพื้นที่สองอำเภอนาน ๆ มิได้! ประการหนึ่ง ทัพเราเพิ่งพ่ายแพ้ บัดนี้จำเป็นเร่งด่วนต้องมีชัยใหญ่สักครั้งเพื่อกู้ขวัญกำลังใจ ประการสอง สองอำเภอเล็กเกินไป ไม่พอเลี้ยงทัพเราหลายหมื่น เวลาสั้นก็ว่าไปอย่าง หากเวลายืดยาวออกไป ย่อมต้องเผชิญภาวะเสบียงหมดสิ้นเป็นแน่! ถึงเวลานั้น หากซุนเจินโจรลงใต้จากเองเอี๋ยง ทัพเราในขาดเสบียง นอกมีข้าศึก พลาดพลั้งไปนิดก็จะพ่ายแพ้ยับเยิน! ซ่างซือ อย่าได้ลังเลอีกเลย ขอจงรีบสั่งลงใต้เถิด!"

ปอไซลังเล กล่าวว่า "การจัดทัพเสียใหม่เพิ่งเริ่มต้น สาวกสิบเจ็ดอำเภอหลายหมื่นคน นับถึงบัดนี้มีเพียงเอี้ยงเต๊กของข้าและเซียงเซียของท่านสองอำเภอเท่านั้นที่จัดเสร็จ ที่เหลืออีกสิบห้าอำเภอยังจัดไม่เสร็จ ห้าอำเภอทางใต้ฝั่งแม่น้ำยี อย่างคุนเอี๋ยงก็เป็นเมืองแข็งแกร่ง หากลงใต้อย่างรีบร้อน เกรงว่าจะตียากนัก! สู้รอให้จัดสาวกทุกอำเภอเสร็จสิ้นก่อนแล้วค่อยลงใต้มิดีกว่าหรือ?"

สาวกของเอี้ยงเต๊กเป็นกองสายตรงของปอไซ จัดได้ง่าย เหอมั่นบัดนี้มีฐานะและบารมีในกองทัพโพกผ้าเหลืองรองก็แต่ปอไซ สาวกอำเภอเซียงเซียที่เขานำนั้นยอมเขามาก ก็จัดได้ง่าย ดังนั้นสองอำเภอนี้จึงประกาศจัดเสร็จก่อน แต่อีกสิบห้าอำเภอนั้นมิได้จัดได้ง่ายเช่นนี้ นับถึงบัดนี้ อำเภอส่วนใหญ่ก็เพียงเริ่มได้หัวต่อเท่านั้น

เหอมั่นก้มศีรษะกราบ กล่าวว่า "ซุนเจินโจรบางทีอาจรอให้พวกเราจัดทัพเสร็จได้ แต่เสบียงไม่รอคนหรอกขอรับ! ซ่างซือ ปีกลายแล้งใหญ่ ผลเก็บเกี่ยวของทุกอำเภอในเขตล้วนไม่ดี อำเภอเกียบกับอำเภอเซียงเซียก็เก็บเกี่ยวได้ไม่ดี โดยเฉพาะอำเภอเกียบ นายอำเภอเกียบจุดไฟเผาคลังหลวงตอนเมืองแตก เผาเสบียงสะสมในอำเภอจนเกือบเกลี้ยง ตอนที่พวกเราแตกพ่ายจากเอี้ยงเต๊ก ก็ทิ้งเสบียงสัมภาระที่มีอยู่เดิมจนแทบหมดเกลี้ยงอีก หากรอต่อไป ไพร่พลหลายหมื่นต้องอดท้องกันเป็นแน่!… อีกทั้ง เมื่อวานนี้มิใช่มีข่าวลับจากพระนครหลวงส่งมาอีกฉบับหรือขอรับ? ว่าราชสำนักกำลังเกณฑ์พลม้าและพลกล้าภายในสามแม่น้ำ คิดจะใช้ฮองฮูสงและจูฮีเป็นแม่ทัพ แยกกันนำทัพใหญ่เข้าเขตเองฉวนของเรา คาดว่าไม่ช้าก็จะถึง หากรอจนพวกเขามาถึง พวกเรายังตีห้าอำเภอทางใต้ฝั่งแม่น้ำยีไม่ได้ ถึงเองฉวนจะใหญ่ ก็จะไม่มีที่ให้ทัพเรายืนหยัด! รอถึงตอนนั้นก็จะอันตรายเกินไปแล้ว! ซ่างซือ อย่าได้ลังเลอีกเป็นอันขาด!"

หัวหน้ากองย่อยทั้งหลายบนพระโรงต่างก็พูดกันเซ็งแซ่ ออกความเห็นกันไม่ขาด ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับความเห็นของเหอมั่น

"ก็ได้! ก็ตามที่ท่านว่า เลือกกองทัพม้าสองกองคงไว้รักษาอำเภอเซียงเซียและอำเภอเกียบ สองวันให้หลัง กำลังหลักข้ามแม่น้ำยีลงใต้!"

สองวันให้หลัง กำลังหลักของกองทัพโพกผ้าเหลืองยกลงใต้

ในวันนั้นเอง ซุนเจินก็ได้รับข่าวนี้

"ก๋งตัด จื้อไฉ ตรงตามที่พวกเราคาดไว้จริง ๆ กองโจรปอไซข้ามแม่น้ำลงใต้แล้ว!"

ในค่ายที่ตั้งขึ้นชั่วคราวทางตะวันออกของอำเภอเองเอี๋ยง ครั้นซุนเจินได้รับข่าว ก็เลิกตรวจค่ายในทันที กลับเข้ากระโจม เรียกซุนฮิว ซีจื้อไฉ ซุนเฉิง ซินอ้าย และงักจิ้น สวี่จ้ง เจียงฉิน เฉินเปา เกาซู่ บุนเพ่ง บรรดาหัวหน้ากองแต่ละกองมา เปิดประชุมศึก

ซวนคางแขวนแผนที่ไว้หน้ากระโจม แล้วถอยมานั่งคุกเข่าอยู่หน้าโต๊ะด้านข้าง จับพู่กันรับหน้าที่จดบันทึก

ซุนเจินก้าวยาวเดินไปหน้าแผนที่ หาตำแหน่งอำเภอเซียงเซียและอำเภอเกียบเจอ ชักกระบี่ประจำกายออกมาชี้ กล่าวว่า "ก่อนข้ามแม่น้ำลงใต้ ปอไซเกณฑ์พลราวหมื่นคน แยกกันคงไว้รักษาสองอำเภอนี้ เห็นได้ชัดว่ามันกำลังระวังว่ากองเราจะถือโอกาสตีกระหนาบท้าย!"

เจียงฉินกล่าวว่า "ข้าได้ยินว่าปอไซในระหว่างหลายวันที่อยู่เซียงเซียก็มิได้อยู่ว่าง ด้านหนึ่งรวบรวมพลที่แตกพ่าย อีกด้านหนึ่งก็จัดโจรเสียใหม่?"

"มีเรื่องนี้จริง"

"มิทราบว่ามันจัดโจรไปถึงขั้นใดแล้ว?"

"ในระยะหลายสิบลี้ของอำเภอเซียงเซียและอำเภอเกียบเต็มไปด้วยกองโจร ม้าสอดแนมของพวกเราเข้าใกล้เกินไปมิได้ ได้ยินแต่เพียงว่ามันจัดหมู่สืออู่ให้กองโจร แต่จัดถึงขั้นใดแล้วนั้นไม่ทราบ"

"ท่านฝึกทหารอยู่นอกเมืองเอี้ยงเต๊ก ปอไซนี่ก็ฝึกทหารที่อำเภอเซียงเซียกับเขาด้วย" เจียงฉินยิ้มเย้ย เห็นทีจะดูแคลนนัก กล่าวว่า "ไม่ต้องสงสัยเลย มันต้องเลียนแบบท่านเป็นแน่!"

งักจิ้นตอนเดินทางจากกรมเหล็กเอี้ยงเฉิงไปเอี้ยงเต๊ก ระหว่างทางเคยพบสาวกลัทธิไท่ผิงที่ก่อกบฏมากมาย เข้าใจโครงสร้างภายในของกองทัพโพกผ้าเหลืองอยู่บ้าง เขากล่าวว่า "กองโจรเดิมจัดตามแบบอำเภอ ตำบล หมู่บ้าน มีทั้งคนแก่คนอ่อนหญิงและเด็ก จัดเสียใหม่ยากนัก บัดนี้ปอไซแม้มีเจตนาจัดเสียใหม่ แต่เขาอยู่อำเภอเซียงเซียเพียงไม่กี่วัน อีกทั้งยังต้องรวบรวมพลที่แตกพ่ายไปด้วย ในการจัดเสียใหม่คาดว่าคงยากจะมีผลใหญ่หลวง ท่านซุน ในความเห็นข้า ไม่จำต้องวิตกว่ากองโจรจะแปรจากฝูงนกกากลายเป็นทัพระเบียบเคร่งครัดในชั่วพริบตา"

ซุนฮิวอยู่กับซุนเจินทั้งวัน มีบทบาทเป็นกุนซือ ได้รับรู้ข่าวมากกว่า เข้าใจความเป็นไปของกองปอไซในอำเภอเซียงเซียและอำเภอเกียบยิ่งกว่า เขาผงกศีรษะกล่าวว่า "บุ๋นเคี้ยมว่าถูกแล้ว ตามข่าวจากม้าสอดแนม กองโจรหลายวันมานี้กวาดปล้นไปทั่วอำเภอเซียงเซียและอำเภอเกียบ ไร้วินัยทหารโดยสิ้นเชิง ทหารเช่นนี้ถึงถูกจัดเป็นหมู่สืออู่ ก็ยังเป็นโจรอยู่ดี! ไม่มีอะไรน่าวิตก"

ซุนเจินกวาดสายตามองทั่วกระโจม กล่าวกับทุกคนว่า "ความเป็นไปของการจัดโจรเสียใหม่ก็เป็นเช่นนี้ ดังที่บุ๋นเคี้ยมและก๋งตัดว่า เรื่องนี้พวกเราต้องให้ความสำคัญ แต่ก็ไม่จำต้องให้ความสำคัญจนเกินไป"

เขาใช้กระบี่ชี้แผนที่ วกกลับเข้าเรื่องเดิม กล่าวต่อจากความเมื่อครู่ว่า "ภารกิจที่ท่านเจ้าเมืองมอบแก่กองเราคือ ประกันความปลอดภัยของห้าอำเภอทางใต้ฝั่งแม่น้ำยี บัดนี้ปอไซกำลังนำพลลงใต้ ท่านทั้งหลาย กองเราตอนนี้ควรทำเช่นไร? ท่านทั้งหลายมีความเห็นอันใด จงกล่าวมาเถิด"

ผู้ที่นั่งอยู่บนพระโรงล้วนต่ำสุดก็เป็นหัวหน้ากอง ล้วนเป็นคนสนิทของซุนเจิน เป็นแกนกลางในกองทัพ

ในหมู่ผู้คน เฉินเปาแม้ติดตามซุนเจินมาแต่เนิ่นนาน แต่ลำดับที่นั่งกลับมิได้อยู่ค่อนหน้า เหนือเขาขึ้นไปมีซีจื้อไฉ ซุนฮิว ซุนเฉิง ซินอ้าย มีงักจิ้น สวี่จ้ง เจียงฉิน ตำแหน่งของเขาอยู่ค่อนกลางไปทางหลัง นั่งคุกเข่าบนเสื่อ เขาชะเง้อคอมองแผนที่

ซุนเจินเห็นท่าทางของเขาเช่นนี้ ยิ้มกวักมือ กล่าวว่า "อาเปา มองแผนที่ไม่ชัดรึ? เข้ามาดูใกล้ ๆ สิ!"

เฉินเปาเป็นคนระมัดระวัง ไม่ยอมรับการปฏิบัติพิเศษโดยลำพังต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้ รีบเอ่ยปากปฏิเสธอย่างนอบน้อม ซุนเจินยิ้มว่า "ให้เจ้าเข้ามาก็เข้ามาเถิด! ไม่เพียงแต่เจ้า พวกเจ้าผู้ใดมองแผนที่ไม่ชัด ก็เข้ามาดูใกล้ ๆ ได้ วันนี้ประชุมศึก ท่านทั้งหลายจงพูดให้เต็มที่ ทุกถ้อยคำ การก้าวเดินขั้นต่อไปของพวกเรา ก็ต้องดูที่การปรึกษาหารือของท่านทั้งหลายทั้งสิ้น"

เฉินเปาขัดมิได้ จึงจำต้องลุกจากที่เดินไปข้างหน้า มาถึงหน้าแผนที่ พินิจดูอย่างละเอียด

ลำดับที่นั่งของเกาซู่และบุนเพ่งยังอยู่หลังเฉินเปา สองคนนี้ก็มองแผนที่ไม่ชัดเช่นกัน นิสัยของสองคนนี้ไม่เหมือนเฉินเปา ไม่มีท่าทีเขินอายแม้แต่น้อย ก็ลุกจากที่เดินไปหน้าแผนที่ด้วย

ครั้นพวกเขาดูอยู่ครู่หนึ่งแล้ว ซุนเจินถามว่า "เป็นเช่นไร? พอมีความคิดอันใดบ้างหรือไม่?"

ไม่มีผู้ใดยอมพูดก่อน

ซุนเจินจึงเรียกชื่อ กล่าวว่า "อาเปา เจ้าพูดก่อน!"

"ขอรับ" เฉินเปารับคำอย่างนอบน้อม ถอยหลบไปข้าง ๆ สองสามก้าว ยืนเฉียงอยู่ข้างที่นั่งของผู้คน กล่าวว่า "ท่านเจ้าเมืองสั่งให้พวกเราไปช่วยห้าอำเภอทางใต้ฝั่งแม่น้ำยี บัดนี้ปอไซนำพลลงใต้แล้ว กองเราเองก็ไม่อาจตั้งพำนักอยู่เองเอี๋ยงต่อไป จำต้องเร่งรีบลงใต้แล้ว"

"ว่าได้ดี เพียงแต่การลงใต้นี้ควรลงใต้อย่างไรเล่า?"

"เปาเห็นว่า อุบายชั้นเอกของกองเราคือ ตียึดอำเภอเซียงเซียและอำเภอเกียบ"

ซุนเจินชำเลืองมองซุนฮิวและซีจื้อไฉ ถามว่า "อ้อ? เพราะเหตุใด?"

"หากอ้อมเลี่ยงเซียงเซียและอำเภอเกียบลงใต้ กองเราก็จะเผชิญภัยถูกข้าศึกขนาบหน้าหลัง แต่ครั้นกองเราตีอำเภอเซียงเซียและอำเภอเกียบได้ ผู้ที่จะเผชิญภัยถูกขนาบหน้าหลังก็จะกลายเป็นฝ่ายกองโจร"

ซุนเจินเดิมตั้งใจจะถือการประชุมศึกครั้งนี้ทดสอบความสามารถทางการศึกของบรรดาแม่ทัพใต้บังคับ แต่ไม่คาดว่าเฉินเปาจะพูดความคิดของตนออกมาเสียในประโยคเดียว

ก่อนออกจากเอี้ยงเต๊ก บุนไท่โส่วเคยถามถึงกลยุทธ์ลงใต้ของเขาในงานเลี้ยงค่ำส่งเขายามค่ำ เขาตอบในตอนนั้นว่า "หากกองโจรข้ามแม่น้ำยีลงใต้ กองเราอาจตียึดอำเภอเซียงเซียและอำเภอเกียบ หรือมิฉะนั้นก็อ้อมเลี่ยงสองอำเภอนี้ ไล่ตีท้ายปอไซข้ามแม่น้ำไป" ความหมายราวนี้ สองวิธีนี้ อย่างแรกเป็นอุบายชั้นเอกจริง ๆ อย่างหลังเป็นอุบายชั้นรอง ก็ต่อเมื่ออย่างแรกทำไม่ได้เท่านั้น จึงจะพิจารณาใช้วิธีอย่างหลัง

"ข้อเสนอของอาเปานี้ ท่านทั้งหลายเห็นเป็นเช่นไร?"

บุนเพ่งกล่าวว่า "นี่เป็นอุบายชั้นเอกอยู่แท้ เพียงแต่มีข้อหนึ่งที่ไม่อาจไม่คำนึงถึง"

"ข้อใดเล่า?"

"เมื่อครู่ท่านว่า ปอไซคงพลไว้รักษาสองอำเภอนี้รวมหมื่นคน แต่ละอำเภอควรมีห้าพันคน ตำราพิชัยสงครามว่า มากกว่าสิบเท่าจึงล้อม กองเรามีเพียงสองพันคน ใช้สองพันตีห้าพันของเขา เกรงว่าจะเอาชนะโดยเร็วได้ยาก หากเอาชนะโดยเร็วมิได้ ตีอำเภอใดอำเภอหนึ่งให้แตกโดยเร็วมิได้ ก็จะเผชิญกองหนุนจากอีกอำเภอหนึ่ง ครั้นถึงเวลานั้น กองเราในมีเมืองมั่นคงตียังไม่แตก นอกมีกองหนุนโจรมาถึง ถูกข้าศึกขนาบทั้งในทั้งนอก เกรงว่าจะรับมือยาก"

บุนเพ่งอายุยังไม่ถึงยี่สิบ คิดถึงข้อนี้ได้ก็ไม่ง่ายแล้ว ซุนเจินยินดียิ่ง กล่าวว่า "ที่ตงเงียบวิตกนั้นถูกต้องยิ่งนัก" แล้วถามทุกคนว่า "ท่านทั้งหลายมีอุบายแก้ไขอันใด?"

เจียงฉินกล่าวว่า "เมื่อครู่ก๋งตัดว่า กองโจรกวาดปล้นบ้านเรือนในอำเภอเซียงเซียและอำเภอเกียบ ราษฎรท้องถิ่นย่อมเกลียดชังมันเป็นแน่ กองเราในเมื่อเป็นทัพหลวง ตีมันก็คือกำจัดความอำมหิตเพื่อราษฎร คาดว่าจะได้รับการสนับสนุนจากราษฎรสองอำเภอนี้ มีการสนับสนุนจากราษฎรสองอำเภอนี้ การยึดเมืองก็ไม่น่าเป็นเรื่องยาก"

ผู้คนในกระโจมต่างผงกศีรษะกล่าวว่า "ถูกต้อง"

ซินอ้ายกวาดตามองทั่วกระโจม "เอ๊ะ" ขึ้นเสียงหนึ่ง แล้วถามซุนเจินว่า "ท่านซุน ยังขาดคนหนึ่งที่ยังไม่มาใช่หรือไม่?"

"ผู้ใดเล่า?"

"หยวนพ่าน"

ซุนเจินหัวเราะลั่น กล่าวว่า "อวี้หลางตาแหลมดุจเหยี่ยว!… หยวนซือตามเล่าเติ้งไปปราบโจรที่ตำบลข้างเคียง ยังไม่กลับมา แต่ข้าให้คนไปเชิญเขาแล้ว อีกสักครู่ก็น่าจะมาถึง"

แม้รอบ ๆ เองเอี๋ยงจะไม่มีภัยโจรใหญ่ แต่ตามตำบลที่ห่างไกลจากตัวอำเภอก็มีพวกอันธพาลรวมกลุ่มก่อกวนมากมาย อีกทั้งมีสาวกลัทธิไท่ผิงเคลื่อนไหวอยู่บ้างประปราย สองวันมานี้ ซุนเจินส่งกองต่าง ๆ ออกไปไม่ขาดสาย โดยถือ "ถุน" เป็นหน่วย แยกย้ายกันไปตามตำบลต่าง ๆ เพื่อปราบความวุ่นวาย หยวนพ่านคุ้นเคยกับความเป็นไปภายในลัทธิไท่ผิง จึงมักตามกองทัพลงไปด้วย ทำหน้าที่นำทาง

ซุนเจินหันมากล่าวกับซุนฮิวและซีจื้อไฉว่า "จื้อไฉ ก๋งตัด เดิมข้าได้ยินมาว่าในกองโจรมีคนหนึ่งชื่อเหอมั่น เป็นชาวเซียงเซียโดยกำเนิด มีชื่อเสียงเกรียงไกรในท้องถิ่นไม่น้อย ยังวิตกว่าอุบาย 'ประสานในนอกตีกระหนาบ' ที่ท่านทั้งสองว่าไว้แต่ก่อนเกรงจะใช้การมิได้ ไม่คาดว่ากองโจรกลับกวาดปล้นไปทั่วอำเภอเซียงเซียและอำเภอเกียบ ก่อให้ราษฎรแค้นเคือง! บัดนี้ดูแล้ว อุบาย 'ประสานในนอกตีกระหนาบ' นี้เห็นทีจะใช้การได้แล้ว!"

——

1, "บัญชาที่ต้าเสียนเหลียงซือมอบแก่พวกเราคือ ตีเอี้ยงเต๊กให้แตก ปราบปรามทั้งเขตให้สงบ แล้วยกทัพมุ่งสู่ลกเอี๋ยง เพื่อร่วมกับทัพใหญ่จากกิจิ๋วและที่อื่น ๆ ก่อรูปขนาบล้อมลกเอี๋ยง"

พิเคราะห์ท่วงท่าการรุกของกองทัพโพกผ้าเหลืองตามที่ต่าง ๆ หลังก่อการ จะเห็นว่า กองทัพโพกผ้าเหลืองยีหลำและน่ำเอี๋ยงรุกขึ้นเหนือ กองทัพโพกผ้าเหลืองเหอเป่ย (ฝั่งเหนือแม่น้ำ) มีท่าทีจะลงใต้ กองทัพโพกผ้าเหลืองเขตตงจวิ้นรุกไปทางแถบชางถิง ดูเหมือนมีเจตนาจะขนาบตีลกเอี๋ยงจากทั้งสามด้านคือตะวันออก ใต้ และเหนือ เพียงแต่แม้ดูเหมือนจะมีเจตนานี้ สุดท้ายแล้วแต่ละที่ขาดการประสานสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียว จึงถูกทัพฮั่นตีแตกทีละส่วน

## เชิงอรรถ

(1) ปิงเฉาเฉวียน — เจ้ากรมทหารของมณฑล หัวหน้ากรมทหารของมณฑลที่มีกำลังทหารประจำมณฑลไม่มาก ขึ้นตรงต่อไท่โส่ว ทำหน้าที่บัญชาทหารแทนจวิ้นซือม่า บุนไท่โส่วแต่งตั้งซุนเจินให้ดำรงตำแหน่งนี้ ส่วน "ปิงเฉาสื่อ" เป็นตำแหน่งรองในกรมทหารใต้เฉวียน แบ่งเป็นฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา

(2) เสินซ่างสื่อ — แปลว่า "ทูตเบื้องบน" หรือ "ผู้แทนเทพ" เป็นสมญาตำแหน่งของเตียวมั่นเฉิง หัวหน้ากบฏโพกผ้าเหลืองแห่งน่ำเอี๋ยง

(3) สือ-อู่ — หน่วยทหารย่อยยุคฮั่น "อู่" คือหมู่ห้าคน "สือ" คือหมู่สิบคน ใช้เป็นหน่วยพื้นฐานในการจัดทัพให้เป็นระเบียบ

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป