สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 229 เจ้าครองนคร แม่ทัพเสนาบดี จะต้องสืบเชื้อสายมาแต่กำเนิดเสมอไปหรือ

56 นาที· 12.8K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 229 — เจ้าครองนคร แม่ทัพเสนาบดี จะต้องสืบเชื้อสายมาแต่กำเนิดเสมอไปหรือ?

ซุนเจินกล่าวแก่ซุนฮิวกับซีจื้อไฉว่า "บัดนี้ดูแล้ว อุบาย 'ประสานในรับนอก' นี้เห็นจะลงมือได้แล้ว!"

อุบาย "ประสานในรับนอก" มีวิธีลงมือสองทาง ทางหนึ่งคือซื้อใจคนภายในของข้าศึก อีกทางหนึ่งคือส่งคนแทรกเข้าไปในข้าศึก ขณะนี้ซุนเจินยังหยั่งรู้เรื่องภายในของกองทัพโพกผ้าเหลืองไม่ถ่องแท้นัก จะซื้อใจก็ไม่ง่าย แต่ด้วยมีหยวนพ่านอยู่ในมือ การแทรกคนเข้าไปในข้าศึกยังพอจะกระทำได้

ครั้นหยวนพ่านมาถึง ซุนเจินก็บอกความคิดของตนให้รู้ ว่า "บัดนี้กำลังหลักของโจรข้ามแม่น้ำลงใต้ไปแล้ว เหลือไพร่พลบางส่วนแบ่งรักษาอยู่สองอำเภอ คือเซียงเซียกับเกียบ หลายวันมานี้โจรกวาดปล้นทั้งสองอำเภอ ราษฎรแค้นเคืองนัก บัดนี้กำลังหลักของมันจากไปแล้ว เหลือเพียงกองแบ่งสองกองคุมอยู่ นี่คือโอกาสที่ข้าจะฉวยได้! ข้าคิดจะถือโอกาสเข้าตียึดสองอำเภอนี้ เซียงเซียอยู่ใกล้เองเอี๋ยงของข้า ข้าจึงคิดตีอำเภอนี้ก่อน โจรเมื่อก่อนแตกพ่ายยับเยินที่เอี้ยงเต๊ก กระจัดกระจายไปทั่ว จนบัดนี้ยังมีพลแตกหนีระเหเร่ร่อนอยู่ภายนอกไม่น้อย ยังมิได้กลับไปรวมกับกำลังหลัก ข้าจึงใคร่ขอให้ท่านอาจารย์ปลอมตัวเป็นโจรที่แตกหนีอยู่นอกเมือง ลอบเข้าไปในเซียงเซีย แล้วประสานกับกองของข้าจากในเมืองเข้ายึดเมือง ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์หยวนเห็นเป็นประการใด?" เป็นการหยั่งความเห็นของเขา

สองอำเภอเซียงเซียกับเกียบนั้น เซียงเซียอยู่ใกล้เองเอี๋ยง หากจะเข้าตีก็ย่อมต้องเลือกตีอำเภอเซียงเซียก่อนเป็นแน่

ดังที่กล่าวมาก่อนหน้านี้แล้ว นับแต่ลัทธิไท่ผิงก่อการ หยวนพ่านก็พรั่นพรึงมาตลอดว่าตนจะถูกพัวพัน หาไม่แล้วก็คงมิยอมพาลูกหลานเข้าร่วมทัพทันทีที่ซุนเจินเรียกหา บัดนี้ครั้นได้ฟังซุนเจินกล่าวจบ เขาก็คิดในใจว่า "การลอบเข้าเซียงเซียแม้มีอันตราย แต่ก็เป็นโอกาสอันดียิ่งที่ข้าจะตั้งความชอบใหญ่ ตัดขาดจากโจรโดยสิ้นเชิง!" จึงตอบรับในทันที

ซุนเจินยินดียิ่งนัก

ครั้งก่อนหยวนพ่านพาลูกหลานในหมู่บ้านมาห้าสิบคน คนทั้งห้าสิบนี้ล้วนเป็นศิษย์ลัทธิไท่ผิง คุ้นเคยเรื่องราวภายในของลัทธิไท่ผิง ครั้นปลอมเป็น "โจร" ก็เหมือนจริงทุกกระเบียด อาจไปกับหยวนพ่านด้วยกันได้ เพื่อให้สำเร็จแน่ ซุนเจินจึงคัดคนในทัพมาอีกร้อยคน ร้อยคนนี้ล้วนเคยเป็นปินเค่อ(1)เก่าของตน บัดนี้เป็นนายทหารคุมกองต่าง ๆ ล้วนเป็นชายชาญฉกรรจ์ใจกล้า ก็ให้ไปกับหยวนพ่านพร้อมกัน

อนึ่ง เขายังคัดนายทหารในกองสองคนเป็นผู้ช่วยหยวนพ่าน

ในการเลือกสองคนนี้ เขาใคร่ครวญอยู่นาน สุดท้ายตัดสินใจเลือกเฉินเปากับเล่าเติ้ง

เฉินเปานั้นละเอียดถี่ถ้วนรอบคอบ เล่าเติ้งนั้นห้าวหาญหาผู้เทียบมิได้ มีสองคนนี้ประสานหยวนพ่าน โอกาสสำเร็จก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมาก

หยวนพ่าน เฉินเปา เล่าเติ้ง กับคนหนึ่งร้อยห้าสิบนั้น พากันถอดเสื้อเกราะในค่าย เปลี่ยนเป็นเสื้อขาดรุ่งริ่ง ต่อมาก็เปลี่ยนหอกง้าวอันเป็นอาวุธเดิมเสียกว่าครึ่ง เปลี่ยนเป็นจอบเสียมหอกไม้ไผ่และของทำนองนั้น แล้วล้วนเอาผ้าเหลืองโพกหน้าผาก แลผาด ๆ ก็ดูคล้ายเครื่องแต่งกายของไพร่พลกองทัพโพกผ้าเหลืองมาก —— ด้วยไพร่พลกองทัพโพกผ้าเหลืองหามีเครื่องแต่งกายเป็นอย่างเดียวกันไม่ สิ่งเดียวที่ใช้จำแนกตัวคือผ้าเหลืองบนหน้าผากนั่นเอง

ครั้นเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเสร็จ พอถึงยามสามตอนกลางคืน คนทั้งหลายก็ออกจากค่าย ลอบข้ามแม่น้ำที่ตำบลห่างออกไปทางตะวันออกเฉียงใต้ของเองเอี๋ยงราวสิบลี้

เพื่อมิให้เป็นที่สังเกตของผู้อื่น ซุนเจินมิได้ไปส่ง เพียงแต่ก่อนพวกเขาไปได้นัดหมายไว้ว่า "พรุ่งนี้พอย่างเข้ายามค่ำ ข้าจะคุมกองข้ามแม่น้ำ จากฝั่งใต้แม่น้ำอิ่งสุ่ยไปยังอำเภอเซียงเซีย สองยามก็ถึง ครั้นข้ามแม่น้ำแล้ว ข้าจะลอบไปซุ่มอยู่ใกล้อำเภอเซียงเซีย พรุ่งนี้หากพวกเจ้าลอบเข้าเมืองได้สะดวก ก็ให้จุดไฟก่อความวุ่นวายในเมืองตอนยามสาม พอเห็นไฟพวกเจ้าลุกขึ้น ข้าจะเร่งทัพรุดหน้าเต็มกำลัง พวกเจ้าก่อความวุ่นวายข้างใน ข้าตีเข้าจากข้างนอก อำเภอเซียงเซียก็จักตีแตกได้ในกลองเดียวเป็นแน่!"

นี่ว่าตามกรณีที่เฉินเปาเป็นต้นลอบเข้าเมืองได้สะดวก หากลอบเข้าเมืองไม่สะดวก ซุนเจินก็มีอุบายรองรับ เขากล่าวว่า "หากพรุ่งนี้พวกเจ้าเข้าเมืองไม่ได้ ก็ไม่ต้องร้อนใจ ข้าจะคอยพวกเจ้าอยู่นอกอำเภอจนถึงยามสาม หากไม่เห็นพวกเจ้าจุดไฟก่อความวุ่นวาย ข้าก็จะถอยกลับไปยังริมฝั่งแม่น้ำอิ่งสุ่ยเอง พวกเจ้าลอบเข้าเมืองได้เมื่อใด ข้าก็จะรับจากข้างนอกเมื่อนั้น!"

เฉินเปา หยวนพ่าน เล่าเติ้งกับคนทั้งหลาย ครั้นข้ามแม่น้ำแล้วก็เลี้ยวมุ่งไปทางตะวันตกเฉียงใต้ อำเภอเซียงเซียอยู่ห่างออกไปสามสี่สิบลี้ เดินไปได้หลายลี้ ฟ้าก็จวนสว่าง

หยวนพ่านกล่าวแก่เฉินเปากับเล่าเติ้งว่า "คราวโจรก่อกบฏครั้งนี้ ที่เองอิมของเราก็มีคนเข้าร่วม ผู้นำหัวเป็นคนแซ่หลี่ เป็นชาวตำบลตะวันออก ด้วยตาโต จึงมีฉายาว่า 'ต้ามู่'(2) เจ้ากับข้าต่างก็สำเนียงเองอิม ประเดี๋ยวหากพบโจรซักไซ้ ก็ให้อ้างเท็จว่าเป็นพลในสังกัดหลี่ต้ามู่ หากโจรถามอีก ก็ว่าหลังแตกศึกที่เอี้ยงเต๊ก พวกเราหลบหนีเอาชีวิตรอด เดิมคิดจะหนีกลับบ้าน แต่กลางทางได้ยินว่าท่านอาจารย์เบื้องบนกำลังรวบรวมพลแตกที่อำเภอเซียงเซีย จึงวกกลับลงใต้มาเข้าสวามิภักดิ์"

เฉินเปากับเล่าเติ้งกล่าวว่า "ดีแล้ว!"

เฉินเปาคิดในใจว่า "ท่านซุนเรียกหยวนพ่านมาล่วงหน้าช่างมีสายตายาวไกลจริง หาไม่แล้วอุบาย 'ประสานในรับนอก' คราวนี้ก็ยากจะลงมือได้ ไม่ต้องพูดถึงอื่นใด เพียง 'หลี่ต้ามู่' ผู้นี้ ทั้งทัพก็แทบไม่มีใครรู้จัก"

กบฏโพกผ้าเหลืองแห่งเองฉวนชูธงก่อการได้ไม่นานนัก การล้อมเอี้ยงเต๊กก็เพิ่งคลายลง ที่ว่าการแคว้นยังมิอาจติดต่อกับอำเภอตำบลในท้องถิ่นได้มากนัก ขณะนี้รู้เพียงว่าหัวหน้าของพวกเขาคือปอไซ ส่วนชื่อเหอมั่นก็เพิ่งได้ยินสองวันก่อน สำหรับฉวี๋ซ่วย(3)และนายกองน้อยคนอื่น ๆ ในกองทัพโพกผ้าเหลือง ผู้คนในที่ว่าการแคว้นแทบไม่รู้จักเลย ทั้งนี้ก็มิใช่เรื่องแปลก ด้วยว่าไม่ว่ากองทัพโพกผ้าเหลืองเวลานี้จะเกรียงไกรเพียงใด พวกเขาก็เป็นเพียงราษฎรชั้นล่าง แม้แต่หัวหน้าอย่างปอไซ เหอมั่น หลี่ต้ามู่ ก็ล้วนมีกำเนิดเป็นเพียงพ่อค้าและชาวนา ส่วนเสมียน(4)ในที่ว่าการแคว้นโดยมากเป็นลูกหลานผู้มีตระกูล ยามปกติจะไปรู้จักพวกนั้นแต่ที่ไหน หากเป็นยามปกติ ต่อให้พบกันกลางทาง ผู้คนในที่ว่าการแคว้นก็คงไม่เหลียวมองพวกเขาแม้แต่ครั้งเดียว —— แต่คนที่พวกเขามองไม่ขึ้นตาเช่นนี้แหละ บัดนี้กลับกวนแผ่นดินให้พลิกคว่ำพลิกหงาย

หยวนพ่านนำหน้า เฉินเปาตามมาเป็นที่สอง เล่าเติ้งอยู่ท้ายขบวนคอยคุมหลัง รับแสงฟ้าที่ค่อยสว่างขึ้น คนกว่าร้อยก็ทยอยเดินมุ่งไปอำเภอเซียงเซีย

เดินไปได้ช่วงหนึ่ง เฉินเปารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล จึงเหลียวกลับไปมองในหมู่คนทั้งหลาย แล้วก็ถึงบางอ้อ กล่าวว่า "ข้าว่าทำไมข้าจึงรู้สึกขัด ๆ อยู่เรื่อย ท่านอาจารย์หยวน พวกเราเป็นพลแตก เวลาเดินทางไม่ควรเป็นเช่นนี้!"

หยวนพ่านได้ฟังก็เหลียวกลับไปมองในหมู่คนข้างหลังเช่นกัน ก็เห็นปัญหานั้นด้วย

ลูกหลานในหมู่บ้านห้าสิบคนที่เขาพามานั้นก็พอทำเนา ด้วยมิได้ผ่านการฝึกหัดมา เดินกันกระจัดกระจายระเกะระกะ แต่ปินเค่อร้อยคนที่ซุนเจินจัดให้นั้น ด้วยถูกซุนเจินฝึกฝนมาแรมปี วันนี้ยังเป็นการ "บุกลึกเข้าแดนข้าศึก" ต้องแบกภาระหนัก "ประสานข้างใน" จิตใจจึงจดจ่ออยู่สูงยิ่ง เดินกันเรียงเป็นแถวเป็นแนวงดงาม บ้างกุมหอกกุมจอบ บ้างกุมด้ามดาบแน่น เหลียวซ้ายแลขวาดูใกล้ไกลอยู่ไม่ขาด แต่ละคนเต็มไปด้วยความระแวดระวัง

ขณะนั้นฟ้าเพิ่งสว่าง บนทางไม่มีผู้สัญจร ในท้องนาริมทางก็ไม่มีเงาคน

เฉินเปาเรียกคนทั้งหลายให้หยุด กล่าวว่า "พวกเราเป็นพลแตก เวลาเดินทางจะเป็นระเบียบเรียบร้อยเช่นนี้ไม่ได้ ต้องทำให้กระจัดกระจาย! อย่าระแวดระวังจนเกินไป นับแต่นี้ พวกเราถือว่าเข้าเขตอำเภอเซียงเซียแล้ว ในอำเภอเซียงเซียล้วนเป็น 'พวกเดียวกัน' ของเรา เป็นที่ปลอดภัย พวกเจ้าจงผ่อนคลายเสียบ้าง อย่ากุมดาบกระบี่หอกง้าวอยู่ตลอด เหมือนพอมีเหตุผิดสังเกตก็จะลงมือทุกเมื่อ!"

เล่าเติ้งรุดจากท้ายขบวนขึ้นมา ครั้นฟังถ้อยคำเฉินเปาก็กล่าวบ้างว่า "อาเปาว่าถูกแล้ว! พวกเจ้าทำท่าเช่นนี้ ใครเห็นเข้าก็รู้ว่ามีพิรุธทั้งนั้น! พวกเราก็ใช่จะไม่เคยปะทะกับโจร โจรเป็นพวกชุลมุนไร้ระเบียบ ยกทัพรบศึกก็ระเกะระกะไร้แบบแผน พวกเจ้าทำท่าเช่นนี้ห่างจากพวกมันลิบลับ! อย่าตื่นเต้น มีอะไรน่ากลัวเล่า? วันนั้นนอกเมืองเอี้ยงเต๊ก พวกเราตามท่านซุนตีโต้กระหนาบกระบวนโจรหลายครั้ง ตอนนั้นโจรมีถึงหนึ่งแสนคน(5) พวกเรายังเข้าออกได้ตามใจ นับประสาอะไรกับวันนี้? ในอำเภอนี้มีโจรเพียงไม่กี่พันคนเท่านั้น! แต่ก่อนยามท่านซุนฝึกพวกเรา มักกล่าวว่า: จงตั้งจิตให้ฮึกเหิม วันนี้พวกเราปลอมเป็นพลแตก ข้ามีอีกคำหนึ่งจะบอก คือ: จงปล่อยจิตให้คลายลง!"

เหล่าปินเค่อหัวเราะกันครืน ขานรับว่า "ขอรับ!"

หยวนพ่านได้ฟังสองคนนี้สอนปินเค่อให้ปลอมเป็นพลแตก ก็คิดในใจว่า "อาเปาผู้นี้ข้ารู้จักมานานแล้ว เป็นคนละเอียดถี่ถ้วน ส่วนเล่าเติ้งผู้นี้ แต่ก่อนยามอยู่ตำบลตะวันตกข้าเห็นไม่บ่อยนัก ได้ยินแต่ว่าเขาห้าวหาญหาผู้ต้านได้ยาก ไม่นึกว่าจะเป็นคนหยาบนอกแต่ละเอียดในด้วย! สองวันนี้ข้าได้ติดตามท่านซุนอยู่ในทัพ สังเกตนายทหารในกองของเขา อย่างงักจิ้น ซินอ้าย ก็ต่างมีความสามารถเฉพาะตน อย่างสวี่จ้ง เจียงฉิน ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ล้วนเป็นชายชาญห้าวหาญ อย่างซีจง ซุนฮิว ก็มีกลอุบายผุดขึ้นไม่ขาด ยามบ้านเมืองมีศึกสงคราม นั่นเป็นทั้งยามที่ราษฎรทุกข์ยาก และเป็นยามที่วีรชนสร้างคุณงามตั้งตัว ผู้ที่ได้คนเหล่านี้มาช่วย ก็พอเห็นถึงความเป็นเลิศของท่านซุน วันข้างหน้าเขาต้องบรรลุการใหญ่ในการปราบปรามโจร อนาคตหาที่ประมาณมิได้!" เขาถอนใจไม่หยุด แล้วคิดอีกว่า "ท่านซุนแต่ก่อนยามอยู่ตำบลตะวันตกก็มีความไม่ธรรมดาอยู่หลายอย่างแล้ว มาดูบัดนี้ ความไม่ธรรมดายิ่งล้ำหน้าแต่ก่อนเสียอีก"

ลมเช้าเย็นสบาย พัดต้องใบหน้าแผ่วเบา

หยวนพ่านกับคนทั้งหลายบ้างแบกหอก บ้างหาบจอบ เดินกระจัดกระจายหละหลวมไปตามทางหลวง มองแต่ไกลดุจฝูงชาวนากลับบ้านจากท้องนา

สองข้างทางเดิมปลูกต้นสนต้นสนแผงเรียงเป็นแถว ครั้นปอไซ เหอมั่นยกพลมา ก็โค่นต้นไม้ริมทางเหล่านี้เสียมาก เอาไปทำอาวุธและเครื่องล้อมเมือง ทำให้ทัศนียภาพงดงามที่แต่ก่อน "ฝังด้วยค้อนทอง ปลูกด้วยสนเขียว" หมดสิ้นไป ทอดสายตามองไปสี่ทิศ สองข้างทางมีแต่ตอไม้ที่ถูกโค่นใหม่ ๆ ทั้งยังมีต้นไม้บางต้นที่ถูกโค่นล้มแต่เห็นจะไม่ได้ใช้การ จึงถูกทิ้งเรี่ยราดอยู่ริมทาง บ้างก็เอนล้มลงในท้องนาริมทาง ทับต้นกล้าเขียวที่งอกยังไม่สูงนัก

เดินมาตลอดทาง ผ่านศาลากลางทุ่งและหมู่บ้านตำบลหลายแห่ง

เรือนศาลากลางทุ่งหลายแห่งล้วนว่างเปล่าไร้ผู้คน บ้างถูกถอดประตูเอาไป บ้างกำแพงรั้วถูกผลักทลายลง ยามเดินผ่านนอกศาลากลางทุ่ง มีสองแห่งที่ในลานเรือนเห็นรอยเลือดเลือนราง แห่งหนึ่งยังมีศพคว่ำหลายร่าง นอนคว่ำอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง บนต้นไม้มีกาดำสองตัว เห็นพวกเขาเดินใกล้เข้ามา ก็ส่งเสียงร้องกาขยับปีกบินหนีไป

เฉินเปากล่าวว่า "นี่ต้องเป็นตอนโจรก่อการ เสมียนพลในศาลาต่อสู้ไม่สำเร็จ กลับถูกฆ่าฟันเป็นแน่"

แม้บัดนี้เขาจะได้รับแต่งตั้งจากซุนเจินเป็นนายกอง(6) แต่ตำแหน่งเดิมก็ยังเป็นนายกองศาลาแห่งศาลาฝานหยาง เห็นศพคว่ำในศาลากลางทาง อดมิได้ที่จะรู้สึกใจหายเหมือนสุนัขจิ้งจอกอาลัยกระต่ายที่ตาย

ศาลากลางทุ่งหลายแห่งล้วนไร้ผู้คน หมู่บ้านตำบลหลายแห่งที่ผ่านก็ว่างเปล่าโล่งเตียน แทบไม่เห็นผู้ใดเข้าออก บังเอิญพบใครสักคนสองคน พอเห็นคนกลุ่มนี้ก็เหมือนเห็นผี รีบรุดวิ่งหนีกลับเข้าหมู่บ้าน หยวนพ่านถอนใจว่า "แต่ก่อนข้าก็เคยมาอำเภอเซียงเซีย ตอนนั้นผู้คนหนาแน่นคึกคัก บนทางเต็มไปด้วยผู้สัญจร ในนอกศาลาตำบลมีชาวบ้านเข้าออกอยู่เนือง ๆ ไม่นึกว่าบัดนี้กลับซบเซาปรักหักพังถึงเพียงนี้! เฮ้อ ท่านซุนว่าปอไซ เหอมั่นปล่อยทหารกวาดปล้นไปทั่ว จนทางไร้ผู้คน หมู่บ้านตำบลว่างเปล่า ชาวบ้านเห็นพวกเราดังเห็นภูตผี ก็คงเป็นเพราะเหตุนี้แล!"

เดินมุ่งตะวันตกเฉียงใต้ไปสิบกว่าลี้ ฟ้าก็สว่างจ้า

บนทางไม่โล่งเปล่าอีกต่อไป เริ่มมีผู้คนปรากฏเป็นกลุ่ม ๆ คนทั้งหลายพบเข้าสองสามกลุ่มติด ๆ กัน คนเหล่านี้โดยมากสวมเสื้อขาดรุ่งริ่ง บ้างก็สวมเสื้อแพรไหมที่ไม่เข้าตัว กระทั่งมีบางคนสวมเสื้อผ้าสตรี

หยวนพ่านกับเฉินเปาสบตากัน ต่างรู้แก่ใจว่า "พวกนี้ต้องเป็นโจรแล้ว!"

เฉินเปาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ค่อยถอยมาข้างหลัง กระซิบบอกเล่าเติ้งซึ่งคุมท้ายขบวนว่า "อาเติ้ง ใกล้ถึงเซียงเซียแล้ว ข้างหน้าพบโจรติด ๆ กัน นับแต่นี้ต้องระวังให้มากแล้ว"

เล่าเติ้งขานรับว่า "ดีแล้ว"

สองคนกำลังกระซิบกระซาบกันอยู่ ขบวนก็หยุดลง

เฉินเปารีบมองไปข้างหน้า กลับเห็นถูกคนสิบกว่าคนขวางทางไว้ คนสิบกว่าคนนี้มีคนขี่ม้าคนหนึ่งเป็นหัวหน้า คนขี่ม้าผู้นี้สวมเกราะดำ ถือหอกยาวเล่มหนึ่ง ทว่าที่นั่งอยู่ใต้ตัวกลับมิใช่ม้า หากเป็นวัวตัวหนึ่ง

เฉินเปาทำตาพยักให้เล่าเติ้ง บอกเป็นนัยให้เขาระวัง แล้วรีบก้าวเร็วมุ่งไปข้างหน้าขบวน เดินไปพลาง พลางกระซิบกำชับเหล่าปินเค่อและลูกหลานที่หยวนพ่านพามาว่า "อย่าตื่นเต้น อย่าตื่นเต้น! คอยดูคำสั่งของข้า" ครั้นถึงข้างหน้า หยวนพ่านกำลังเจรจากับคนขี่ม้าผู้นั้นอยู่

เห็นจะเป็นคนขี่ม้าผู้นี้ถามที่มาของพวกเขา หยวนพ่านก็นำคำเท็จที่เตรียมไว้ก่อนหน้ามาว่า กล่าวอยู่ว่า "พวกเราเป็นพลในสังกัดหลี่ต้ามู่ ก่อนหน้านี้แตกศึกที่เอี้ยงเต๊ก พลัดกับหลี่ต้ามู่ เดิมจะกลับบ้าน กลางทางได้ยินว่าท่านอาจารย์เบื้องบนกำลังรวบรวมกองทัพต่าง ๆ อยู่ที่นี่ จึงรีบวกกลับมาเข้าทัพ" แล้วถามว่า "ไม่ทราบว่าหลี่ต้ามู่ฉวี๋ซ่วยของข้าบัดนี้อยู่ในอำเภอหรือไม่?"

คนขี่ม้าผู้นั้นกวาดตามองหยวนพ่านหลายครั้ง แล้วมองเฉินเปาที่เดินเข้ามา มองคนหนึ่งร้อยห้าสิบที่ยืนกระจายอยู่บนทางอีกครั้ง ถามว่า "พวกเจ้าเป็นชาวเองอิม?"

เขตเองฉวนพื้นที่ไม่ใหญ่ เมื่อเทียบกับเขตใหญ่อย่างยีหลำแล้วเล็กกว่ามาก แต่สิบลี้ลมแปร ร้อยลี้ขนบเปลี่ยน สำเนียงและภาษาถิ่นของแต่ละอำเภอ เมื่อแยกย่อยลงไปก็ต่างกันไปทั้งสิ้น หยวนพ่านกับเฉินเปาฟังออกชัดเจนว่าคนขี่ม้านี้เป็นสำเนียงทางเหนือของเขต ทั้งสองก็โล่งใจขึ้นทันที คนทางเหนือของเขตอาจรู้จักหลี่ต้ามู่ แต่กับศิษย์ลัทธิของเองอิมย่อมไม่คุ้นเคยรายละเอียดแน่

หยวนพ่านทำหน้ายิ้มกล่าวว่า "ใช่"

"พลในสังกัดหลี่ต้ามู่?"

"ใช่"

"ท่านอาจารย์เบื้องบนมาเซียงเซียหลายวันแล้ว พวกเจ้าเหตุใดเพิ่งมาบัดนี้?"

เฉินเปาตอบว่า "ได้ข่าวช้าเกินไป! ยามมาก็ต้องผ่านเองเอี๋ยง บัดนี้โจรซุน(7)อยู่ที่เองเอี๋ยง เขาส่งทัพออกไปทั่ว กวาดล้างตำบลต่าง ๆ ของเองเอี๋ยงไม่ขาด ทางลำบาก พวกเราเดินกลางคืนหลับกลางวัน เดินมาหลายวัน เมื่อคืนนี้เพิ่งข้ามแม่น้ำอิ่งสุ่ย"

คนขี่ม้าผู้นี้ถูกคำว่า "โจรซุน" ดึงความสนใจไป จึงกดเขาวัวไว้ เอนตัวมาถามว่า "พวกเจ้าพบโจรซุนกลางทางหรือ?"

"มิได้พบ แต่พบพลโจรในสังกัดเขา!"

"ใครคุมทัพ?"

เฉินเปามิคาดว่าเขาจะถามละเอียดถึงเพียงนี้ ในความรีบร้อนจึงหลุดปากออกมาว่า "เป็นคนหนึ่งชื่อเฉินเปา"

"เฉินเปา?" คนขี่ม้าผู้นี้ก้มหน้าคิดอยู่ครู่หนึ่ง กล่าวว่า "ไม่เคยได้ยิน เห็นจะเป็นเพียงคนไร้ชื่อ"

คนขี่ม้าผู้นี้เงยหน้ามองคนกว่าร้อยที่อยู่หลังพวกเขาอีกครั้ง กล่าวว่า "พวกเจ้ามาช้าไปแล้ว ท่านอาจารย์เบื้องบนคุมกำลังหลักข้ามแม่น้ำลงใต้ไปตีฟู่เฉิงเมื่อวานนี้แล้ว หลี่ต้ามู่ฉวี๋ซ่วยของพวกเจ้าก็ตามไปด้วย"

"หา? ฉวี๋ซ่วยของข้ามิอยู่ในอำเภอ? เช่นนี้จะทำฉันใดดี?"

คนขี่ม้าผู้นี้ชำเลืองมองเฉินเปากับหยวนพ่าน มือขวาถือหอกยาว มือซ้ายชี้กลับมาที่ตน ชี้จมูกของตัวเอง ถามสองคนว่า "เจ้าทั้งสองรู้หรือไม่ว่าข้าเป็นผู้ใด?"

เฉินเปากับหยวนพ่านสบตากัน ไม่เข้าใจความหมายของเขา หยวนพ่านตอบอย่างระมัดระวังว่า "ไม่ทราบ ขอเรียนถามนามอันใหญ่หลวงของท่านแม่ทัพ?"

คำเรียก "แม่ทัพ" ในยุคฮั่นเป็นคำสูงส่งยิ่งนัก คนขี่ม้าผู้นี้มีลูกน้องเพียงสิบกว่าคน แม้แต่ "นายกองน้อยประจำตำบล" ก็มิใช่ เป็นเพียง "หัวหน้ากลุ่มย่อยประจำหมู่บ้าน"(8) ครั้นถูกหยวนพ่านยกย่องเรียกว่าแม่ทัพ ก็ปลื้มใจยิ่งนัก หัวเราะก้องลั่น พูดอย่างไม่ละอายปากว่า "ชื่อของข้าพวกเจ้าต้องเคยได้ยินแน่ ข้าแซ่หวง ในทัพให้ฉายาข้าว่า 'หวงหนิวเจี่ยว'(9)" ว่าพลาง ยกมือซ้ายตบวัวเหลืองใต้ตน ทีท่าภาคภูมิยิ่ง

แม่ทัพในกองทัพโพกผ้าเหลืองมักมีฉายา ฉายาเหล่านี้มิได้ตั้งสุ่มสี่สุ่มห้า ล้วนเกี่ยวเนื่องกับตัวผู้นั้น เช่น ฉวี๋ซ่วยแห่งเองอิมมีฉายาว่าหลี่ต้ามู่ ก็เพราะผู้นี้ตาโต ยังมีคนหนึ่งฉายาว่าเหลยกง(10) เพราะเสียงดัง อีกคนฉายาว่าไป๋ฉี(11) เพราะชอบขี่ม้าขาว แล้วก็มีคนหนึ่ง ดังเช่นผู้นี้ ฉายาว่า "หวงหนิวเจี่ยว" เห็นชัดว่ามาจากพาหนะของเขา คือวัวเหลืองตัวนี้นั่นเอง

เฉินเปากับหยวนพ่านคิดในใจว่า "โจรกระจอกตัวเล็ก ๆ พวกเราจะไปรู้จักชื่อเสียงเจ้าได้อย่างไร?" คิดในใจเช่นนี้ แต่ปากก็ประจบสอพลอว่า "ที่แท้ท่านแม่ทัพก็คือ 'หวงหนิวเจี่ยว'! พวกเราเลื่อมใสนามอันโด่งดังมานานแล้ว"

"ฮ่า ฮ่า! เห็นจะพวกเจ้าก็เคยได้ยินกิตติศัพท์ของข้า วันนั้นยามล้อมตีเอี้ยงเต๊ก โจรซุนนำคนออกเมืองมาหลายครั้ง ข้าก็ขี่วัวตัวนี้ตีมันหลายครา หน้าหลังฆ่าพลโจรในสังกัดเขาด้วยมือถึงหลายสิบคน! ท่านอาจารย์เบื้องบนประทานรางวัลแก่ข้าเอง เรียกข้าว่ายอดชายชาญ"

หยวนพ่านมิรู้รายละเอียดศึกเอี้ยงเต๊ก แต่เฉินเปาเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ รู้แจ่มแจ้ง ครั้งที่ซุนเจินนำปินเค่อออกเมืองรบหลายครานั้น ปินเค่อล้มตายรวมกันก็มิได้ถึง "หลายสิบคน" ดอก เจ้า "หวงหนิวเจี่ยว" ผู้นี้เห็นชัดว่ากำลังคุยโม้ เฉินเปาประจบว่า "ใช่ ใช่ กิตติศัพท์ความห้าวหาญของท่านแม่ทัพ พวกเราได้ยินมานานแล้ว"

"ฉวี๋ซ่วยของพวกเจ้าตามท่านอาจารย์เบื้องบนลงใต้ไปแล้ว พวกเจ้าเพิ่งมาบัดนี้ก็ตามไม่ทันแล้ว ต่อให้ตามทัน ทัพที่ลงใต้มีหลายหมื่นคน พวกเจ้าก็หาฉวี๋ซ่วยของพวกเจ้ายาก เผลอ ๆ ถูกม้าสอดแนมเข้าใจผิดว่าเป็นไส้ศึก กลับจะเอาชีวิตพวกเจ้าไปเปล่า ๆ" คนขี่ม้าหวงหนิวเจี่ยวกล่าวมาถึงตรงนี้ก็หยุดลง ชายตามองเฉินเปากับหยวนพ่านสองคน เห็นชัดว่ากำลังคอยให้สองคนรับคำ

เฉินเปาคิดในใจว่า "เจ้าเด็กนี่พูดวกวน เดี๋ยวก็โอ้อวด เดี๋ยวก็ขู่พวกเรา ตกลงต้องการอะไรกันแน่? เหอะ ๆ 'เผลอ ๆ ถูกม้าสอดแนมเข้าใจผิดว่าเป็นไส้ศึก' ไม่ว่ามันต้องการอะไร คำนี้ก็พูดถูก เจ้าข้าเองนี่แหละเป็น 'ไส้ศึก' ของแท้!" จึงแสร้งทำหน้าหวาดกลัว กล่าวว่า "นี่ นี่… เฮ้อ ท่านแม่ทัพกล่าวถูกต้องนัก ทว่าพวกเรามาไกลถึงเพียงนี้ จะให้กลับไปมือเปล่าก็มิได้ ขอเรียนถามท่านแม่ทัพ พวกเราควรทำฉันใดดี?"

คนขี่ม้าหวงหนิวเจี่ยวก็คอยคำถามนี้ของเขาอยู่พอดี รีบรับคำทันทีว่า "เช่นนี้เถิด หาไม่แล้วพวกเจ้าก็ตามข้ามาก่อนเป็นไร ข้าเห็นว่าคนกลุ่มนี้ของพวกเจ้าแม้จะเฉื่อยชาเกียจคร้าน ไม่เหมือนคนที่รบศึกได้ แต่ถึงอย่างไรก็เป็นศิษย์ลัทธิเดียวกัน ปล่อยให้พวกเจ้าไปตายเปล่ามิได้ ข้าหวงหนิวเจี่ยวกล้าหาญเลิศกว่าทั้งทัพ ตามข้ามาก็มิให้พวกเจ้าเสียเปรียบดอก!"

เฉินเปากับหยวนพ่านสองคน คนหนึ่งละเอียดถี่ถ้วน คนหนึ่งสูงอายุผ่านโลกมามาก ฟังถึงตรงนี้ ไหนเลยจะไม่รู้ความในใจของหวงหนิวเจี่ยวผู้ "กล้าหาญเลิศกว่าทั้งทัพ" นี้ คิดในใจว่า "วกวนมาเสียยืดยาว ที่แท้คือต้องการดึงพวกเราเข้าพวกของมัน!"

เฉินเปากับหยวนพ่านสองคนหารู้ไม่ว่า ที่หวงหนิวเจี่ยวมีความคิดเช่นนี้ ก็เกี่ยวเนื่องกับการจัดทัพใหม่ของปอไซกับเหอมั่นสองวันก่อน ศิษย์ลัทธิในอำเภอนี้ของพวกเขาแม้บัดนี้ยังจัดทัพใหม่ไม่เสร็จ แต่ดูท่าทีของปอไซกับเหอมั่น ช้าเร็วก็ต้องจัดทัพใหม่ ลูกน้องของเขามีเพียงสิบกว่าคน หากถูกจัดทัพใหม่ ก็มีขนาดเพียง "สือ"(12) อย่างมากก็ได้เป็น "สือจ่าง" สองสามวันมานี้เขากำลังกลุ้มใจเรื่องนี้พอดี ไม่นึกว่ายามง่วงมีคนยื่นหมอนให้ วันนี้ออกมากวาดเสบียง กลางทางพบเฉินเปากับหยวนพ่าน "พลแตก" สายเองอิมกลุ่มนี้ เฉินเปากับหยวนพ่านพามาหนึ่งร้อยห้าสิบคน รวมกับลูกน้องเดิมของเขาสิบกว่าคน ก็เป็นร้อยหกสิบกว่าคน ร้อยหกสิบกว่าคน จัดได้เป็นสองถุน หนึ่งฉวีพอดี! หากดึงไพร่พลกลุ่มนี้มาอยู่ในมือ ก็จะได้เป็น "ฉวีจ่าง" ระหว่างสือจ่างกับฉวีจ่าง จะเลือกอย่างไหน? ไม่ต้องพูดก็แจ่มแจ้ง ด้วยเหตุนี้ เขาจึงลงทุนลงแรงมากถึงเพียงนี้ เดี๋ยวก็โอ้อวด เดี๋ยวก็ขู่ จุดประสงค์เดียวคือต้องการหลอกล่อ "พลแตก" กลุ่มนี้มาให้ได้

เฉินเปากับหยวนพ่านสบตากันอีกครั้ง ก็เข้าใจความคิดของอีกฝ่าย

หวงหนิวเจี่ยวเห็นว่าการพบคนกลุ่มนี้คือ "ยามง่วงมีคนยื่นหมอนให้" สำหรับเฉินเปากับหยวนพ่านแล้ว การที่หวงหนิวเจี่ยวดึงพวกเขาเข้าพวก ก็มิใช่ "ยามง่วงมีคนยื่นหมอนให้" เช่นกันหรอกหรือ? ย่อมไม่มีเหตุที่จะไม่ตอบรับ แต่ก็ตอบรับเร็วเกินไปมิได้ เกรงว่าหวงหนิวเจี่ยวผู้นี้จะระแวง —— แม้คาดว่าเขาคงไม่ระแวง แต่ก็ต้องเล่นละครให้ครบกระบวน หยวนพ่านกับเฉินเปาสองคนจึงแสร้งทำลังเล

หวงหนิวเจี่ยวแกล้งโกรธว่า "อะไรกัน? ข้าสงสารชีวิตพวกเจ้า จึงยอมให้พวกเจ้าตามข้ามา พวกเจ้ากลับไม่ยินดีหรือ?" พลทหารสิบกว่าคนข้างหลังเขาก็ช่วยเสริมส่งสำทับ ผู้มีดาบชักดาบขู่ ผู้ไม่มีดาบก็ยกจอบขู่ บ้างก็ตะโกนโวยวายด่าพวกเขาว่าไม่รู้จักบุญคุณ บ้างก็พูดจาหว่านล้อมชวนให้รีบตอบรับคำของท่านแม่ทัพหวงหนิวเจี่ยวผู้ "กล้าหาญเลิศกว่าทั้งทัพ"

เฉินเปากับหยวนพ่านจึงค่อยกล่าวว่า "ขอบพระคุณในไมตรีของท่านแม่ทัพ! พวกเรายินดีติดตามท่านแม่ทัพ"

"ดี!" หวงหนิวเจี่ยวหัวเราะก้องลั่น มองเฉินเปากับหยวนพ่าน คิดในใจว่า "เจ้าเด็กสองคนนี้ไม่รู้จักบุญคุณคนยกย่อง ตัวหนุ่มก็พอทำเนา แต่เจ้าแก่ผู้นี้ ยามข้าพูดเมื่อกี้ ตาคู่หนึ่งสอดส่ายมองสองข้างมองข้างหลังไม่ขาด ดูแล้วไม่เหมือนคนเชื่อฟัง ต้องเป็นเจ้าเฒ่าเจ้าเล่ห์เจ้ากล มีใจคิดเป็นอื่นแน่ คอยอีกสักสองสามวัน รอข้าหาโอกาส กำจัดเจ้าแก่นี้เสียก่อน! แล้วค่อยเชือดเจ้าหนุ่มนี้ คนกว่าร้อยนี้ ฮ่า ฮ่า ก็ตกเป็นของข้าทั้งหมดมิใช่หรือ?"

หยวนพ่านนับว่าถูกใส่ความแท้ ๆ เขาทำการใหญ่เช่นนี้เป็นครั้งแรก แม้จะตั้งสติได้ ก็ยังเกรงว่าลูกหลานของตนจะใจไม่ถึง เมื่อกี้ยามหวงหนิวเจี่ยวพูด เขาจึงอดมิได้เหลียวหลังครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นนัยให้คนข้างหลังใจเย็น ๆ อย่าได้แสดงพิรุธ แต่หาคาดไม่ว่ากิริยาเพียงเท่านี้ตกเข้าตาหวงหนิวเจี่ยวก็กลายเป็นว่าเขา "ไม่เหมือนคนเชื่อฟัง ต้องเป็นเจ้าเฒ่าเจ้าเล่ห์เจ้ากล มีใจคิดเป็นอื่น"

เฉินเปาถามว่า "ท่านแม่ทัพมิได้อยู่ในอำเภอ ออกมาเดินทางเช่นนี้ รับคำสั่งมาตรวจตราหรือ?"

"เชอะ! ตรวจตราอะไรกัน! ข้าหวงหนิวเจี่ยวกล้าหาญเลิศกว่าทั้งทัพ เรื่องเล็กน้อยอย่างตรวจตราจะต้องให้ข้ามาทำเองทำไม? ข้าออกมาแย่งของกินต่างหาก"

"แย่งของกิน?"

"ในอำเภอเดิมก็ขาดเสบียงอยู่แล้ว เมื่อวานท่านอาจารย์เบื้องบนคุมกำลังหลักลงใต้ ก็เอาเสบียงที่ปล้นมาได้ในทัพหลายวันนี้ไปเสียเกือบหมด พวกเราที่ไม่ได้ตามลงใต้ หากอยากกินอิ่ม ก็ต้องออกมาปล้นกวาดอีก! พวกเจ้าก็โชคดี บังเอิญพบข้าพอดี หาไม่แล้ว ต่อให้พวกเจ้าเข้าถึงอำเภอ ก็ไม่มีข้าวกิน ต้องอดท้องกิ่ว ไปเถิด ตามข้าไปปล้นเสบียงกัน"

เฉินเปากับหยวนพ่านสบตากันเลิ่กลั่ก เข้ามาอยู่ใต้หวงหนิวเจี่ยวผู้นี้เดิมก็เพื่อถือโอกาสลอบเข้าเมือง ไม่นึกว่าก่อนเข้าเมืองยังต้องตามเขาไปปล้นเสบียงเสียก่อน! ทว่าก็ได้ข่าวจากปากหวงหนิวเจี่ยวนี้มาอย่างหนึ่ง คือ: เป็นจริงดังที่ซุนเจินและคนทั้งหลายคาดไว้ ปอไซแบ่งคนหนึ่งหมื่นที่รักษาฝั่งเหนือแม่น้ำยีออกเป็นสองส่วนเท่า ๆ กันจริง สองอำเภอเกียบกับเซียงเซีย มีอำเภอละห้าพันคน

หวงหนิวเจี่ยวผู้นี้อยู่เซียงเซียมาหลายวัน ชำนาญการปล้นเสบียงนี้ดี พาเฉินเปา หยวนพ่านเดินย้อนกลับไปตามทางหลวงช่วงหนึ่ง แล้วลงจากทางหลวง เลี้ยวเข้าไปในหมู่บ้านตำบลริมทาง

ครั้นถึงหมู่บ้านตำบล คนทั้งหลายก็ลงมือพร้อมกัน บุกเข้าทุกบ้านดุจเสือดุจหมาป่า ทุบหม้อทุบไห รื้อค้นจนทั่ว

หวงหนิวเจี่ยวบัญชาการปล้นไปพลาง สอนหยวนพ่าน เฉินเปาและคนทั้งหลายไปพลางว่า "หลายวันนี้ในอำเภอถูกกวาดปล้นมาหลายรอบแล้ว พวกเจ้าอย่ามองแต่ของข้างนอก ต้องเข้าไปข้างใน ดูว่ามีห้องใต้ดินหรืออะไรทำนองนั้นไหม! ละเอียดเข้าไว้จึงจะค้นเจอของ! หากค้นไม่เจอ คืนนี้พวกเจ้าก็อดมื้อกันเถอะ!"

ราษฎรชาวบ้านไม่กล้าขัดขวางพวกเขา ต้องกล้ำกลืนฝืนทน คนแก่คุกเข่าก้มกราบอ้อนวอน หญิงเด็กร้องไห้ไม่ขาดเสียง

หยวนพ่านมิอาจทนดูสภาพอันน่าเวทนาของราษฎรเหล่านี้ ได้แต่ถอนใจในใจ ลูกหลานในตระกูลของเขาคนหนึ่งถามว่า "ท่านอาจารย์หยวน ท่านถอนใจด้วยเหตุใด?"

หยวนพ่านเห็นรอบข้างไม่มีคน จึงกล่าวว่า "ท่านมหาอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่(13)สอนพวกเราให้รักษาความเที่ยงธรรมประกอบการดี ดูโจรเหล่านี้ปล้นกวาดไปทั่ว ชิงเสบียงทรัพย์ของผู้คน ไหนเลยจะมีเค้าของการรักษาความเที่ยงธรรมประกอบการดีแม้สักนิด? เฮ้อ ดีแล้วที่พวกเรามิได้ตามมัน ดีแล้วที่พวกเรามิได้ตามมัน!" หยวนพ่านยินดีที่ตนมิได้ "ตามโจร" และในกองทัพโพกผ้าเหลืองหนึ่งแสนคนก็มิใช่ทุกคนจะเหมือนหวงหนิวเจี่ยวที่ปล้นราษฎรอย่างไร้ความปรานี ก็มีคนอย่างหยวนพ่านอยู่ด้วย เพียงแต่ความเป็นไปบีบคนยิ่งกว่าน้ำใจคน คนหลายหมื่นรวมกันอยู่สองอำเภอ ไม่มีเสบียง ไม่ปล้นแล้วจะกินอยู่อย่างไร? การปล่อยทหารกวาดปล้นไปทั่วก็เป็นเรื่องจำใจอันสุดวิสัยจึงต้องทำ อย่าว่าแต่โจรเลย แม้แต่ทัพหลวง ยามรบทัพจับศึกจะไม่ปล้นชิงเชียวหรือ? โจรผ่านดุจหวี ทหารผ่านดุจเสนียด ทหารหลวงปล้นของยิ่งโหดร้ายกว่าโจรเสียอีก ดังนั้นจึงว่ากันว่า: รุ่งเรือง ราษฎรก็ทุกข์ ล่มสลาย ราษฎรก็ทุกข์ ตราบใดมีศึกสงคราม ผู้รับทุกข์ก็คือราษฎรเสมอ

เฉินเปาหาจังหวะว่าง ปรึกษากับเล่าเติ้งและหยวนพ่านว่า "ก่อนพวกเราออกมา ท่านซุนนัดกับพวกเราไว้ว่า พวกเราลอบเข้าเมืองได้เมื่อใด เขาก็จะรับจากข้างนอกเมื่อนั้น ไม่นึกว่าวันนี้ราบรื่นถึงเพียงนี้ มีหวงหนิวเจี่ยวเป็นที่กำบัง วันนี้ต้องเข้าเมืองได้แน่ พวกเจ้าว่าควรส่งคนไปแจ้งท่านซุนหรือไม่? จะได้ให้เขารู้เท่าทันการ"

เล่าเติ้งกับหยวนพ่านล้วนเห็นชอบด้วย

สามคนจึงเลือกปินเค่อผู้ละเอียดถี่ถ้วนคนหนึ่ง ให้ลอบหลีกออกไปยามคนไม่ทันสังเกต กลับเองเอี๋ยงไปส่งข่าวแก่ซุนเจิน พวกเขาพามารวมหนึ่งร้อยห้าสิบคน หายไปคนหนึ่งก็ไม่มีใครสังเกต

เพราะปอไซกับเหอมั่นนำกำลังหลักลงใต้ไปแล้ว ไพร่พลกองทัพโพกผ้าเหลืองที่อยู่รักษาอำเภอเซียงเซีย อย่างหวงหนิวเจี่ยวเป็นต้น จึงไม่ต้องจำกัดอยู่แต่ใน "เขตหากิน" ที่แบ่งให้แต่เดิม สามารถปล้นชิงได้อย่างเสรีไปทั่ว ปล้นหมู่บ้านตำบลนี้เสร็จ ได้มาไม่มาก มีเพียงรำข้าวกากข้าวเล็กน้อย ทรัพย์สินนิดหน่อยเท่านั้น หวงหนิวเจี่ยวไม่พอใจนัก จึงพาคนทั้งหลายย้ายไปปล้นที่อื่นต่อ

ปล้นไปจนถึงตอนเย็น เปลี่ยนหมู่บ้านตำบลไปสี่ห้าแห่ง หวงหนิวเจี่ยวจึงออกคำสั่ง พาคนทั้งหลายกลับเข้าเมือง

คนกว่าร้อยส่วนใหญ่ปล้นได้ของมาบ้าง แบกบ่าหิ้วมือ เหยียบย่างแสงโพล้เพล้กลับเข้าเมือง ระหว่างทางพบ "พวกเดียวกัน" อยู่เนือง ๆ ล้วนเป็นไพร่พลกองทัพโพกผ้าเหลืองที่ปล้นเสร็จกลับเข้าเมืองเช่นกัน ต่างหน้าตายินดีร่าเริง พบกันริมทาง ครั้นเจอคนคุ้นเคยก็มักถามไถ่กันสองสามคำว่าได้มามากน้อยเพียงใด ผู้ปล้นได้ของดีก็เอาออกมาอวดอีกฝ่ายอย่างภาคภูมิ พบคนใจกว้างก็จะชวนเลี้ยงเหล้ากันตอนค่ำ

พอเดินถึงนอกคูเมือง เฉินเปาเงยหน้าสังเกตการรักษาเมืองข้างใน

เห็นประตูเมืองเปิดอยู่ นอกประตูมีพลรักษาเมืองยี่สิบกว่าคนยืนเหยาะแหยะหละหลวม บนกำแพงเมืองมีพลทหารตรวจตราอยู่บ้าง นอกจากนี้แล้วก็ไม่มีการป้องกันใด ๆ อีก เล่าเติ้งในการปล้นวันนี้แสดงตัวห้าวหาญยิ่ง ได้ใจหวงหนิวเจี่ยว บัดนี้ถูกชูเป็นองครักษ์ ติดตามอยู่หลังวัวของหวงหนิวเจี่ยว เฉินเปากับหยวนพ่านก็ตามอยู่หลังวัว เฉินเปาดึงเล่าเติ้งทีหนึ่ง เป็นนัยให้เขามองดูบนกำแพงเมืองและนอกประตูเมือง

เล่าเติ้งมองหลายครั้ง ก็พยักหน้าเข้าใจ

ข้ามคูเมืองแล้ว ก็รวมเข้ากับไพร่พลกองอื่นที่กลับเข้าอำเภอเป็นกระแสคนกระแสเดียว เสียงคนอื้ออึง ส่งเสียงเอ็ดตะโรไม่ขาด

ที่ประตูเมือง พลรักษาเมืองยี่สิบกว่าคนเพียงตรวจตราอย่างง่าย ๆ ก็ปล่อยให้พวกเขาเข้าไป

คนทั้งหลายเข้าสู่ในอำเภอ

แต่เดิมยามกำลังหลักกองทัพโพกผ้าเหลืองยังอยู่ ที่พักในอำเภอมีเพียงพรรคพวกแท้ของปอไซกับเหอมั่นสองคนเท่านั้น กองอื่น ๆ ล้วนตั้งค่ายอยู่นอกอำเภอ บัดนี้ปอไซ เหอมั่นนำกำลังหลักข้ามแม่น้ำยีลงใต้ไปแล้ว เพื่อความสะดวกในการรักษาเมือง พลโพกผ้าเหลืองที่อยู่รักษาเหล่านี้จึงย้ายเข้ามาพักในอำเภอ มีการวางผังเขตค่ายไว้ ทว่าพลทหารจำนวนมากรังเกียจว่าเขตค่ายทรุดโทรม จึงมิยอมไปพัก หากเข้ายึดบ้านเรือนราษฎรในอำเภอเอาตามชอบ พักอยู่ข้างนอก

หวงหนิวเจี่ยวเดิมเป็นคนยากจน บัดนี้ตามเขาก่อกบฏก่อการ เสี่ยงอันตรายถูกตัดหัวมาทำเรื่องกบฏเช่นนี้ ก็ย่อมต้องเสพสุขสำราญเสียให้สมใจ จึงมิได้พักในเขตค่ายเช่นกัน

เขาพักอยู่ทางเหนือเมือง ที่นี่เดิมเป็นบ้านเรือนของ "จงเจีย"(14)ครอบครัวหนึ่งในเมือง หลังอำเภอเซียงเซียถูกตีแตก เหอมั่นปล่อยทหารเข้าเมืองปล้นชิง คนตระกูล "จงเจีย" นี้พยายามต่อสู้ ผลคือทั้งบ้านถูกฆ่าตายหมด ยามกำลังหลักโพกผ้าเหลืองยังมิได้ลงใต้ บ้านหลังนี้ถูกตุ้ยสวี่(15)พรรคพวกแท้คนหนึ่งใต้บัญชาเหอมั่นยึดครอง เมื่อวานหลังกำลังหลักโพกผ้าเหลืองลงใต้ บ้านหลังนี้ก็ว่างลง หวงหนิวเจี่ยวจึงถือโอกาสเข้าพัก

ลูกน้องสิบกว่าคนของเขาก็พักอยู่ที่นี่ตามเขาด้วย

บ้านหลังนี้ไม่ใหญ่นัก ด้วยเป็นเพียงบ้านของ "จงเจีย" จึงพักคนได้ไม่มาก คนหนึ่งร้อยห้าสิบที่เฉินเปา หยวนพ่าน เล่าเติ้งพามาไม่อาจพักเข้าไปได้ เดิมควรกลับไปค่ายโดยตรง ทว่าวันนี้เป็นวันมงคลที่หวงหนิวเจี่ยวจะได้เลื่อนจาก "สือจ่าง" ขึ้นเป็น "ฉวีจ่าง" เขาจึงตัดสินใจเลี้ยงข้าว "ลูกน้อง" ในอนาคตเหล่านี้ จึงพาพวกเขามาด้วยทั้งหมด

บ้านเล็ก ในบ้านนั่งไม่หมด จึงนั่งกันที่ตรอกในหมู่บ้านนอกบ้าน

หมู่บ้านนี้แต่เดิมมีราษฎรสามสิบกว่าครัวเรือน บัดนี้เหลือเพียงสิบกว่าครัวเรือน ที่เหลือไม่ถูกฆ่าก็หนีไป บ้านที่ว่างเหล่านี้บัดนี้ล้วนเป็นที่พักของหัวหน้ากลุ่มย่อยในกองทัพโพกผ้าเหลืองอย่างหวงหนิวเจี่ยว พวกเขารู้จักกันดี หวงหนิวเจี่ยวให้ลูกน้องไปยืมโต๊ะเตี้ยและจานชามมาบ้าง ปูลาดเรียงรายไปตามตรอกนอกประตู จนเกือบเต็มตรอกทั้งสาย

ต่อมาเขาก็ให้คนเอาของที่ปล้นกวาดมาได้วันนี้มารวมไว้ที่เดียว แล้วก็ราวกับเล่นกล ดึงไก่ตัวผู้ตัวหนึ่งออกมาจากห้องในที่ตนพัก หัวเราะว่า "วันนี้เป็นวันคนใหม่เข้าพวก วันมงคล! ให้พวกเราได้กินของคาวกันสักหน่อย!" พลโพกผ้าเหลืองหลายหมื่นคนพักอยู่สองอำเภอเซียงเซียกับเกียบมาหลายวัน ขูดรีดผืนดินสองอำเภอนี้ไปแล้วครั้งแล้วครั้งเล่า อย่าว่าแต่ไก่เลย บัดนี้แม้แต่ไข่ไก่ก็หายาก ลูกน้องของหวงหนิวเจี่ยวเหล่านี้พากันโห่ร้องส่งเสียง กล่าวว่า "ขอบพระคุณท่านแม่ทัพ ขอบพระคุณท่านแม่ทัพ!"

หวงหนิวเจี่ยวสำราญใจ พึงพอใจยิ่งนัก ลูบหนวดหัวเราะลั่น

ปูลาดโต๊ะเตี้ยกางออก ก่อไฟหุงข้าว หัวหน้ากลุ่มย่อยและพลทหารกองทัพโพกผ้าเหลืองที่พักอยู่หมู่บ้านเดียวกัน ครั้นได้ยิน "ข่าวมงคล" ของหวงหนิวเจี่ยว ก็พากันมาแสดงความยินดี หวงหนิวเจี่ยวไม่ปฏิเสธผู้ใด ขอเพียงมาก็เก็บไว้หมด ชวนพวกเขากินด้วยกัน หยวนพ่านเป็นผู้อาวุโสในลัทธิไท่ผิง คุ้นเคยคัมภีร์ลัทธิไท่ผิง ยามสนทนาจะไม่เผยพิรุธ จึงออกหน้ารับมือพวกเขา เฉินเปากับเล่าเติ้งถอยไปอยู่มุมบ้าน

เฉินเปากระซิบว่า "พวกเรานัดกับท่านซุนไว้ว่าจะก่อความวุ่นวายในเมืองคืนนี้ตอนยามสาม ฟ้าช่วยพวกเรา ให้เราลอบเข้าเมืองได้สะดวก นับว่าทำสำเร็จก้าวแรกแล้ว เพียงแต่มีข้อหนึ่ง พวกเราต้องเตรียมการเผื่อไว้อีกทางหนึ่ง"

"เตรียมการทางไหน?"

"บ้านหลังนี้พักคนได้ไม่พอ หลังกินข้าวเสร็จ ก็ไม่รู้ว่าหวงหนิวเจี่ยวจะจัดที่พักให้พวกเราอย่างไร? เขาจะส่งพวกเราไปพักในค่ายหรือเปล่า? ในค่ายไม่เหมือนที่นี่ ที่นี่โจรน้อย ในค่ายโจรมาก พวกเราต้องเตรียมพร้อม หากอยู่ที่นี่ จะลงมืออย่างไร หากอยู่ในค่ายโจร จะลงมืออย่างไร!"

เล่าเติ้งคิดครู่หนึ่ง กล่าวว่า "ตามที่ข้าเห็น ก็ไม่ต้องคิดมากถึงเพียงนั้น คืนนี้พวกเราลงมือที่นี่นี่แหละ! ที่นี่ห่างประตูเหนือเมืองไม่ไกลนัก ลงมือที่นี่ก็สะดวกแก่การลอบเปิดประตูเมืองรับท่านซุนเข้ามาด้วย"

"เจ้าพูดถูก ลงมือที่นี่ย่อมดีกว่าในค่ายโจรแน่ แต่หากหวงหนิวเจี่ยวส่งพวกเราไปพักในค่ายโจรเล่า?"

เล่าเติ้งหัวเราะว่า "อาเปา บางทีเจ้าก็รอบคอบเกินไป กังวลเกินไป ตามที่ข้าเห็น เขาจะไม่ส่งพวกเราไปพักในค่ายโจรหรอก"

"เพราะเหตุใด?"

"พอกินข้าวเสร็จ ฟ้าก็มืดสนิทแล้ว เขาคงไม่ให้พวกเราฝ่าความมืดไปค่ายอีก ต่อให้เขาจะส่งพวกเราไปค่าย พวกเราก็อ้างปฏิเสธไม่ไปได้ ในหมู่บ้านนี้นอกจากมีโจรพักแล้ว ยังมีบ้านเรือนราษฎรอีกบางหลังที่มีแต่ราษฎร พวกเราอาจร้องขอเองว่าจะไปพักในบ้านเรือนราษฎรเหล่านี้!"

เฉินเปาพยักหน้าเห็นด้วย มองรอบข้างอย่างระมัดระวัง กล่าวว่า "ในหมู่บ้านนี้มีโจรพักอยู่ไม่น้อย คืนนี้ยามลงมือต้องไม่ประมาท"

เล่าเติ้งพยักหน้ารับ กล่าวว่า "โจรในหมู่บ้านนี้มอบให้ข้าจัดการเถิด คืนนี้ยามลงมือเจ้าเพียงจัดการกับหวงหนิวเจี่ยวและลูกน้องของมันก็พอ"

"ต้องป้องกันด้วยว่ายามพวกเราลงมือ อาจมีคนข้างนอกเข้ามา ตลอดจนราษฎรในหมู่บ้านตกใจร้องวิ่งหนีกัน" เฉินเปาครุ่นคิดครู่หนึ่ง ได้แผนแน่ชัด กล่าวว่า "ร้อยคนที่พวกเราพามา เจ้าคุมแปดสิบคนไปจัดการโจรในหมู่บ้าน อีกยี่สิบคนข้าจะคุมไว้จัดการหวงหนิวเจี่ยวกับลูกน้องของมัน ขอให้ท่านอาจารย์หยวนคุมลูกหลานที่เขาพามาเฝ้าประตูหมู่บ้าน พร้อมกันนั้นก็คุมราษฎรในหมู่บ้านไว้"

"ดีนัก ตกลงทำเช่นนั้น"

"คืนนี้ยามลงมือต้องไม่ปรานี! พอฆ่าโจรเสร็จพวกเราก็จุดไฟเผาเรือน แล้วโห่ร้องบุกออกไปมุ่งประตูเมืองเหนือ! ตามทางจุดคบไฟทิ้งไว้เกลื่อนกลาด รวมความว่า ปั่นป่วนในอำเภอให้วุ่นวายมากที่สุดเท่าที่จะมากได้!"

เล่าเติ้งรับคำ ครั้นวางแผนเสร็จ เฉินเปาก็หาโอกาสบอกแผนนี้แก่หยวนพ่านอีก หยวนพ่านไม่มีข้อโต้แย้ง

แสงโพล้เพล้ค่อยมืดลงทุกที ในบ้านจุดเทียนขึ้น ในตรอกก็จุดคบไฟขึ้น

ข้าวปลาสุกแล้ว ก่อนอื่นยกให้หวงหนิวเจี่ยว เฉินเปา หยวนพ่าน เล่าเติ้ง และหัวหน้ากลุ่มย่อยกองทัพโพกผ้าเหลืองที่พักในหมู่บ้านนี้อีกหลายคนที่อยู่ในบ้าน ต่อมาจึงยกให้คนทั้งหลายที่นั่งในตรอก ข้าวปลามิได้ดีนัก ข้าวกล้องก็มีไม่มาก โดยมากเป็นรำข้าวกากข้าว ทั้งไม่มีกับข้าว มีเพียงน้ำเต้าเจี้ยวจานหนึ่งต่อสี่ห้าคน ไก่ตัวผู้ตัวเดียวที่มีนั้น มีเพียงหวงหนิวเจี่ยว เฉินเปา หยวนพ่าน เล่าเติ้งเป็นต้นที่มีวาสนาได้ลิ้มรส ที่เหลือได้เพียงคนละ "น้ำแกงไก่" ถ้วยเล็ก ๆ ว่าเป็นน้ำแกงไก่ คนเกือบสองร้อยแบ่งกันดื่ม แทบไม่มีไขมันเลย ทั้งไม่มีเหล้าด้วย

แม้ข้าวปลาเรียบง่าย แต่หัวหน้ากลุ่มย่อยกองทัพโพกผ้าเหลืองหลายคนและลูกน้องของหวงหนิวเจี่ยวต่างกินกันอย่างเอร็ดอร่อย

คนเหล่านี้ก่อนก่อการล้วนเป็นราษฎรยากจน ยามปกติได้กินอะไรก็ดีถมแล้ว มื้อนี้กินมื้อหน้าอด แม้แต่รำข้าวกากข้าวเช่นนี้ก็มิใช่จะได้กินบ่อยนัก

หวงหนิวเจี่ยวประสบเรื่องมงคลใจชื่นบาน ชวนคนกินเนื้อดื่มน้ำแกงไม่ขาดปาก อันที่จริงก็ไม่ต้องเขาชวน ไก่ตัวผู้ตัวเดียว แทบจะชั่วพริบตาก็ถูกหัวหน้ากลุ่มย่อยกองทัพโพกผ้าเหลืองหลายคนแย่งกินเสียเกลี้ยง น้ำแกงไก่ที่เหลือก็ถูกแย่งแบ่งกันจนหมด กินเนื้อเสร็จ ดื่มน้ำแกงเสร็จ ยังไม่จุใจ หัวหน้ากลุ่มย่อยสองคนยังก้มเก็บกระดูกไก่ที่ทิ้งไว้แต่แรกขึ้นมา ใส่ปากเคี้ยวกร้วม ๆ ดูดเลียรสชาติ

ต่อสภาพเช่นนี้ เฉินเปา หยวนพ่าน เล่าเติ้งกลับเห็นจนชินมิได้แปลกใจ สามคนล้วนเติบโตในตำบล ฐานะทางบ้านเดิมก็มิได้ดี เห็นสภาพคนยากจนกินข้าวมาจนชินตา

กินข้าวเสร็จ ดึกได้ยามสองแล้ว หัวหน้ากลุ่มย่อยกองทัพโพกผ้าเหลืองหลายคนลาจากไป ต่างกลับบ้านพักผ่อน

ยามหวงหนิวเจี่ยวจัดที่พักให้เฉินเปา หยวนพ่าน เล่าเติ้งและคนทั้งหลาย ก็เป็นจริงดังที่เล่าเติ้งคาดไว้ทุกประการ ด้วยเห็นว่าดึกแล้ว หวงหนิวเจี่ยวเห็นว่าไม่ควรส่งพวกเขากลับไปพักในค่ายอีก จึงแบ่งพวกเขาไปพักในบ้านเรือนราษฎรอื่น ๆ ในหมู่บ้าน บ้านละยี่สิบคน

หวงหนิวเจี่ยวอารมณ์ดียิ่ง จิตใจฮึกเหิม ไม่ง่วง ครั้นจัดที่พักให้คนทั้งหลายเรียบร้อยแล้ว ก็ดึงเฉินเปากับหยวนพ่าน จุดเทียนสนทนายามค่ำในห้องต่ออีก คุยโม้โอ้อวดตนไม่ขาดปาก บอกเฉินเปากับหยวนพ่านว่า "เจ้าสองคนบัดนี้ตามข้า นับว่าตามถูกคนแล้ว! ข้าจะบอกเจ้าสองคนให้ ท่านอาจารย์เบื้องบนเคยกล่าวไว้ว่า เจ้าครองนคร แม่ทัพเสนาบดี ก็มิจำต้องเป็นวงศ์สูงศักดิ์เสมอไปจึงจะเป็นได้! พวกเราก็เป็นได้! รอวันข้างหน้า ลัทธิของเราสำเร็จ ฟ้าเหลืองแทนที่ฟ้าคราม ดำเนินมรรคาแห่งความราบรื่นยิ่งใหญ่ ท่านมหาอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่นำพาความสงบสุขมา เจ้ากับข้าก็นับเป็นผู้มีคุณความชอบ เป็นคนสูงศักดิ์! ขอเพียงพวกเจ้าตามข้าทำงานให้ดี บรรดาศักดิ์โหวหมื่นครัวเรือนก็มิใช่เรื่องยาก!"

ราตรีลึกล้ำ เงาจันทร์คล้อยไปทางตะวันตก

จวนจะถึงยามสามแล้ว

เฉินเปาคิดในใจว่า "ท่านซุนคงมาถึงนอกอำเภอแล้วกระมัง?" นัดหมายไว้ว่าลงมือตอนยามสาม รอต่อไปอีกมิได้แล้ว เขาทำเป็นไม่ใส่ใจ เหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง ลอดกระดาษหน้าต่างบาง ๆ เห็นเงาคนสับสนวุ่นวายในลาน ได้ยินเสียงดังของเล่าเติ้งกำลังพูดอะไรอยู่ เล่าเติ้งวันนี้ปล้น "ห้าวหาญ" จึงถูกหวงหนิวเจี่ยวเก็บไว้เป็นองครักษ์ จึงได้อยู่ในลาน นี่ก็สะดวกแก่การลงมือของพวกเขา

หวงหนิวเจี่ยวกำลังสนุก คุยกำลังออกรส กลับเห็นเฉินเปาเบือนหน้ามองนอกหน้าต่าง ก็ไม่พอใจขึ้นมา กล่าวว่า "ข้าผู้เป็นแม่ทัพกำลังพูดอยู่ เจ้าไม่ตั้งใจฟัง มองโน่นมองนี่อะไรกัน?"

เฉินเปาหันหน้ากลับมา ทำตาพยักให้หยวนพ่าน หยวนพ่านรับรู้พยักหน้าเบา ๆ ค่อย ๆ คลำมือไปข้างต้นขา

เฉินเปายิ้มกล่าวว่า "ท่านแม่ทัพ ที่ท่านเพิ่งกล่าวว่า 'ท่านอาจารย์เบื้องบนเคยกล่าวไว้ว่า เจ้าครองนคร แม่ทัพเสนาบดี ก็มิจำต้องเป็นวงศ์สูงศักดิ์เสมอไปจึงจะเป็นได้' ข้าว่าคำท่านนี้พูดไม่ถูกนัก"

"ไม่ถูกตรงไหน?"

"อดีตเป่ยปู้ตูโหยว ปัจจุบันเป็นจวิ้นปิงเฉาเฉวียน (เจ้ากรมทหารมณฑล)(16) ท่านซุนผู้นี้เพียบพร้อมทั้งบุ๋นบู๊ เป็นยอดคนของแคว้น ภายหน้าต้องได้เป็นแม่ทัพเป็นเสนาบดีแน่ บ้านของเขาเป็นตระกูลผู้ดีแห่งเองอิม สืบเชื้อสายจากซวินชิง(17) ปู่และบิดาหลายท่านของเขาล้วนรับราชการถึงขั้นสองพันสือ(18) เขาก็เป็นวงศ์สูงศักดิ์อยู่แล้ว!"

"ข้าว่า 'มิจำต้องเป็นวงศ์สูงศักดิ์' มิได้ว่า 'แน่นอนว่าไม่ใช่วงศ์สูงศักดิ์'… เอ๊ะ? ไม่ถูก! เจ้าเรียกโจรซุนว่ากระไรนะ? 'ท่านซุน'?" หวงหนิวเจี่ยวลิ้มรสความได้แล้ว ก็รู้สึกผิดสังเกตขึ้นมาทันที ชำเลืองเห็นหยวนพ่านยื่นมือไปคลำข้างต้นขา รีบกดมือลงบนที่นั่ง จะกระโจนลุกขึ้น ตวาดถามว่า "เจ้าจะทำอะไร?"

ก่อนเฉินเปากับหยวนพ่านถูกหวงหนิวเจี่ยวเรียกเข้าห้องในมาสนทนา ทั้งสองได้ถอดดาบประจำตัวออกไว้แล้ว หยวนพ่านคลำ "แป่ปี้"(19)ที่ข้างขาออกมา กุมคมไว้ในมือ กระโจนพรวดเข้าใส่ ทุ่มตัวลงบนหวงหนิวเจี่ยว เอาคมแทงซ้ำ ๆ

หวงหนิวเจี่ยวล้มลงบนที่นั่ง ดิ้นรนร้องด้วยความเจ็บ ตะโกนถามว่า "พวกเจ้าเป็นผู้ใด? เหตุใดจึงแทงข้า?"

ในห้องนอกจากเฉินเปา หยวนพ่าน หวงหนิวเจี่ยวแล้ว ยังมีลูกน้องของหวงหนิวเจี่ยวอีกคนหนึ่ง เอนพิงผนังนั่งอยู่ กำลังสัปหงก

เฉินเปาก็ชักคมสั้น "แป่ปี้" ออกมาเช่นกัน กระโจนลุกขึ้น พุ่งพรวดไปข้างหน้าคนผู้นี้ ก่อนเขาจะตั้งตัวทันก็แทงดาบเดียวสังหารเสีย แล้วหันตัวกลับ รุดไปข้างหยวนพ่านกับหวงหนิวเจี่ยวที่กำลังกอดปล้ำกันอยู่ คุกเข่าลงกับพื้น ร่วมแรงกับหยวนพ่านกดแขนหวงหนิวเจี่ยวไว้ คนหนึ่งแทงอกท้องเขา คนหนึ่งแทงคอเขา

เลือดสาดกระเซ็น หวงหนิวเจี่ยวดิ้นรนสุดกำลัง แต่ไม่อาจสะบัดหลุด ทั้งตกใจทั้งหวาดกลัว จ้องมองเฉินเปา ด้วยถูกแทงบาดลำคอ เสียงจึงแหบแห้ง ร้อง "ซี่ ๆ" คล้ายยังถามอยู่ว่า "พวกเจ้าเป็นผู้ใด? เหตุใดจึงแทงข้า?" เลือดของเขากระเซ็นถูกหน้าเฉินเปา เฉินเปาปาดทิ้งด้วยมือ หัวเราะว่า "ชื่อของข้าบอกเจ้าไปตั้งนานแล้ว ข้าชื่อเฉินเปา ก็คือ 'คนไร้ชื่อ' ที่เจ้าว่ามานั่นแหละ" แล้วกลับมือเงื้อคม เชือดลำคอเขาขาด ในวินาทีก่อนสิ้นใจ หวงหนิวเจี่ยวตาเบิกโพลงกลม เต็มหน้าเต็มตาด้วยความไม่อาจเชื่อ ยามสามคนต่อสู้กันได้ชนกระทบเชิงเทียนล้ม เสื่อในห้องติดไฟ เปลวไฟลุกพวยพุ่ง แสงจันทร์สาดเข้าในห้อง แสงจันทร์ แสงไฟ และเลือด หวงหนิวเจี่ยวนอนเป็นศพอยู่กับพื้น คำว่า "เจ้าครองนคร แม่ทัพเสนาบดี จะต้องสืบเชื้อสายมาแต่กำเนิดเสมอไปหรือ?" อันเปี่ยมด้วยฮึกเหิมยังก้องอยู่ในหู แต่ตัวเขาเองได้กลายเป็นซากศพร่างหนึ่งบนพื้นไปแล้ว

เฉินเปากับหยวนพ่านถือคมผลักประตูออกมา

ในลานมีศพล้มอยู่สี่ห้าร่าง เล่าเติ้งมือเปล่ายืนอยู่ในกองศพ เสื้อผ้าของเขาเหมือนกับเฉินเปาและหยวนพ่าน คือเปื้อนเลือดเต็มไปหมด คนที่ตายในลานหลายคนนี้ก็คือคนที่เขาเพิ่งฆ่า

"ลูกน้องคนอื่นของหวงหนิวเจี่ยวอยู่ที่ไหน?"

"อยู่ในบ้านเรือนราษฎรในหมู่บ้านเป็นเพื่อนคนของพวกเรา"

"ที่เป็นเพื่อนคนของพวกเราในบ้านราษฎร" ก็ไม่ต่างกับแกะในปากเสือ แผนเดิมที่ให้เฉินเปาคุมคนไปฆ่าลูกน้องของหวงหนิวเจี่ยว บัดนี้ไม่จำเป็นแล้ว เฉินเปาตัดสินใจฉับพลัน กล่าวว่า "ท่านอาจารย์หยวน ขอท่านรีบคุมคนไปเฝ้าประตูหมู่บ้าน อย่าปล่อยให้ผู้ใดเข้ามา อย่าปล่อยให้ผู้ใดออกไป! อาเติ้ง เจ้ากับข้าบัดนี้ไปฆ่าโจรอื่น ๆ ในหมู่บ้าน เจ้าฆ่าจากเหนือลงใต้ ข้าฆ่าจากใต้ขึ้นเหนือ!"

สามคนเหยียบย่างแสงจันทร์ออกจากลาน แยกย้ายกันลงมือ

## เชิงอรรถ

(1) ปินเค่อ — บริวารผู้มาพึ่งใบบุญเจ้าของที่ดินใหญ่ มีหน้าที่ป้องกันและรับใช้ ฐานะอิสระกว่าบ่าวไพร่ในสังกัด

(2) ต้ามู่ — แปลว่า "ตาโต" เป็นฉายาของหลี่ต้ามู่ ฉวี๋ซ่วยกบฏโพกผ้าเหลืองสายเองอิม ได้ชื่อนี้เพราะตาโต

(3) ฉวี๋ซ่วย — ตำแหน่งแม่ทัพ/หัวหน้าใหญ่กองกบฏลัทธิไท่ผิงประจำมณฑล (เตียวก๊กตั้งสามสิบหกฟาง แต่ละฟางมีฉวี๋ซ่วยคุม) ปอไซเป็นฉวี๋ซ่วยประจำเองฉวน

(4) เสมียน — เจ้าพนักงานชั้นผู้น้อยในที่ว่าการแคว้น

(5) หนึ่งแสน — ต้นฉบับว่า "สิบหมื่น" คือหนึ่งแสนคน

(6) นายกอง — ตำแหน่งฉวีจ่าง หัวหน้ากองทหารหน่วยฉวี (กอง) ที่ซุนเจินตั้งให้เฉินเปา ส่วนตำแหน่งเดิมของเฉินเปาคือนายกองศาลาแห่งศาลาฝานหยาง

(7) โจรซุน — เป็นคำที่ฝ่ายกบฏโพกผ้าเหลืองเรียกซุนเจินด้วยความเกลียดชัง

(8) หัวหน้ากลุ่มย่อยประจำหมู่บ้าน — หัวหน้าหมู่ทหารระดับล่างสุด คุมพลเพียงสิบกว่าคน ยังไม่ถึงขั้นนายกองน้อยประจำตำบล

(9) หวงหนิวเจี่ยว — แปลว่า "เขาวัวเหลือง" เป็นฉายาที่ได้มาจากวัวเหลืองที่ผู้นี้ขี่

(10) เหลยกง — แปลว่า "เจ้าฟ้าคำราม" เป็นฉายาหัวหน้ากบฏผู้หนึ่ง ได้ชื่อเพราะเสียงดัง

(11) ไป๋ฉี — แปลว่า "ผู้ขี่ม้าขาว" เป็นฉายาหัวหน้ากบฏผู้หนึ่ง ได้ชื่อเพราะชอบขี่ม้าขาว

(12) สือ — หน่วยทหารขนาดสิบคน ผู้คุมเรียกสือจ่าง (นายสิบ)

(13) ท่านมหาอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ — สมญาของเตียวก๊ก ผู้นำลัทธิไท่ผิง แปลตามตัวว่า "ครูบาอาจารย์ผู้ทรงคุณธรรมอันยิ่งใหญ่"

(14) จงเจีย — กลุ่มชนมีทรัพย์ปานกลาง อันเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำของผู้สมัครเข้ารับราชการ

(15) ตุ้ยสวี่ — หัวหน้าหน่วยตุ้ย ขนาดราวห้าสิบคน

(16) จวิ้นปิงเฉาเฉวียน — เจ้ากรมทหารประจำมณฑล หัวหน้ากรมทหาร (ปิงเฉา) ของมณฑล ขึ้นตรงต่อไท่โส่ว ทำหน้าที่บัญชาทหาร ส่วนเป่ยปู้ตูโหยว คือเสมียนสืบสวนฝ่ายเหนือ ตำแหน่งเดิมของซุนเจิน

(17) ซวินชิง — คือซวินจื่อ ปรมาจารย์สำนักหญู (ขงจื๊อ) ผู้เป็นบรรพบุรุษของตระกูลซุนแห่งเองอิม

(18) สองพันสือ — มาตราเบี้ยหวัดของขุนนางชั้นสูงในสมัยฮั่น บ่งบอกฐานะตำแหน่งสูง

(19) แป่ปี้ — มีดสั้นพกพาที่ตีกับต้นขาเวลาเดิน

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป