สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 299 สามศึกชิงคืนแผ่นดินตังกุ๋นจนสิ้น (ตอน 7)

15 นาที· 3.5K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 299 — สามศึกชิงคืนแผ่นดินตังกุ๋นจนสิ้น (ตอน 7)

ในกระโจมบัญชาการกลางทัพฮั่น ฮองฮูสงถามซุนเจินว่า "ในเมื่อท่านล่วงรู้ความเป็นไปของข้าศึกแล้ว มีอุบายตีหักข้าศึกอยู่บ้างหรือไม่?"

ซุนเจินกล่าวว่า "หลายวันมานี้ ข้าพเจ้าได้ปรึกษากับซุนฮิว ซีจื้อไฉ หลี่ปั๋อ ซวนคาง และผู้อื่นมาแล้ว พวกข้าพเจ้าเห็นว่า โพกผ้าเหลืองตังกุ๋นนั้นแม้พลโจรจะมิมาก กำลังรบก็ยังหย่อนกว่าโจรในสองเมืองยีหลำกับเองฉวน ทว่ากระนั้นก็ยังประมาทมิได้อยู่นั่นเอง"

"อ้อ? เหตุใดจึงว่าฉะนี้? ข้าพเจ้าใคร่ฟังโดยละเอียด"

"ความเป็นไปของโจรตังกุ๋นนั้น เทียบกับเองฉวนและยีหลำแล้ว มีที่ต่างกันอยู่"

"ต่างกันอย่างไรเล่า?"

"โจรเองฉวนคือปอไซกับเหอมั่น แรกนั้นรวมพลไว้แห่งเดียว ภายหลังแม้แยกกำลังเป็นสองที่ ทว่าระหว่างกลางมีแม่น้ำใหญ่ขวางกั้น จะไปมาช่วยเหลือกันก็มิสะดวก ส่วนโจรยีหลำคือเผงทัว กงตู และพวก ก็รวมพลคัดสรรไว้ในเมืองเดียว แม้นอกเมืองซีหัวที่อำเภอเจิงเชียงเป็นต้นก็มีตั้งกองป้องกันอยู่ ทว่าครานั้นใต้เท้ายังมิได้แยกกำลังกับท่านแม่ทัพจูฮี ทัพเรามากด้วยพลและขุนศึก ย่อมพอจะแยกตีให้แตกได้ ทว่าบัดนี้ใต้เท้าได้แยกกำลังกับท่านแม่ทัพจูฮีแล้ว กองของเราเวลานี้มีเพียงสองหมื่นเศษ ดูจะแยกกำลังออกไปมากเกินไปอีกมิได้ อนึ่งสองเมืองไป๋หม่ากับผูหยางห่างกันไม่เกินสามสิบลี้ ระหว่างกลางก็หาภูเขาลำน้ำขวางกั้นมิได้ เป็นที่ราบโล่งสุดสายตา ต่างฝ่ายต่างควบม้ายกไปช่วยกันได้รวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าและพวกจึงเห็นว่าศึกตีตังกุ๋นนี้รีบร้อนมิได้ รีบเร็วนักก็จักพลั้งพลาด"

ข้าศึกของทัพฮั่นที่เองฉวน ยีหลำ และตังกุ๋นนั้น แม้เป็นกองโพกผ้าเหลืองเหมือนกัน ทว่าความเป็นไปของข้าศึกหาเหมือนกันไม่ ปอไซและเหอมั่นแห่งเองฉวนนั้นแรกรวมพลไว้แห่งเดียว ภายหลังแยกกำลังเป็นสองอำเภอ ระหว่างกลางมีแม่น้ำขวางกั้น จะไปช่วยกันก็มิสะดวก จึงค่อยแยกตีทีละแห่งได้โดยสบาย ส่วนโพกผ้าเหลืองยีหลำนั้นยึดเมืองส่วนใหญ่ของยีหลำไว้ รวมพลคัดสรรไว้แห่งเดียว แล้วแบ่งพลม้าไปวางตามเมืองที่เหลือแห่งละเล็กน้อย ครานั้นทัพฮั่นมีพลมาก ฮองฮูสงจึงแยกเป็นสองสาย นำสายหนึ่งไปล้อมซีหัวด้วยตนเอง บีบให้โพกผ้าเหลืองซีหัวมิกล้าออกจากเมือง แล้วให้จูฮี ซุนเจิน และพวกแยกไปตีเมืองอื่นที่เหลือ เด็ดปีกของมันเสียก่อน แล้วจึงเข้าตีกำลังหลัก

ความเป็นไปของข้าศึกที่ตังกุ๋นนั้น เทียบกับเองฉวนและยีหลำมีทั้งที่คล้ายและที่ต่าง จะกล่าวถึงที่คล้ายและที่ต่างกับยีหลำก่อน ที่คล้ายกับยีหลำคือ ปู่จี่ก็ตีหักยึดตังกุ๋นได้ทั่วทั้งแคว้น แล้ววางพลม้าไว้ตามเมืองทุกแห่ง อีกทั้งรวบรวมพลคัดสรรกำลังหลักทั้งหมดไว้หมายสู้ทัพฮั่น ส่วนที่ต่างจากยีหลำคือ มันมิได้เอาพลคัดสรรไว้ในเมืองเดียวทั้งหมด หากแยกวางไว้สามแห่ง คือผูหยาง ไป๋หม่า และเหวยเซียง คราวนี้จะกล่าวถึงที่คล้ายและที่ต่างกับเองฉวน ที่คล้ายกับเองฉวนคือ ปู่จี่ก็แยกวางกำลังหลักไว้คนละแห่งเช่นกัน อันนี้ก็คล้ายกับที่ปอไซและเหอมั่นแยกกำลังเป็นสองอำเภอในตอนปลายอยู่มาก ทว่าที่ต่างคือ ปอไซและเหอมั่นครานั้นระหว่างสองทัพมีแม่น้ำขวางกั้น ส่วนไป๋หม่ากับผูหยางสองอำเภอนั้นอยู่ห่างกันไม่ไกล อีกทั้งหนทางก็สะดวกโล่ง ไปมาช่วยเหลือกันได้ง่าย

กล่าวโดยย่อ การจัดวางกำลังรับศึกของโพกผ้าเหลืองตังกุ๋นเช่นนี้ นำความลำบากใหญ่หลวงที่สุดมาสู่ทัพฮั่นก็คือ ฮองฮูสงกับจูฮีได้แยกกำลังกันไปแล้ว จึงมิอาจเอาเยี่ยงความสำเร็จในศึกยีหลำมาใช้ได้อีก กล่าวคือแยกกำลังเป็นสองสาย ให้สายหนึ่งล้อมผูหยางไว้ก่อน คอยให้อีกสายเด็ดไป๋หม่าทิ้งแล้ว จึงค่อยเข้าชี้ขาดศึกกับปู่จี่ ผูหยางมีพลสองหมื่น ไป๋หม่ามีพลห้าพัน ตามที่ซุนเจินสังเกต สองเมืองนี้ก็นับเป็นเมืองมั่นทั้งคู่ กองของฮองฮูสงมีเพียงสองหมื่นเศษ กำลังเท่านี้จะตีเพียงสายเดียวยังพอไหว แต่จะแยกกำลังนั้นยากยิ่งนัก แยกพลไปน้อยก็มิพอตีไป๋หม่าให้แตก แยกพลไปมากก็อาจล้อมผูหยางมิอยู่ ครั้นจะมิแยกกำลัง เพราะผูหยางกับไป๋หม่าอยู่ห่างกันไม่ไกล หนทางสะดวกโล่ง ก็จะทำเยี่ยงที่เองฉวนค่อย ๆ แยกตีทีละแห่งโดยสบายมิได้อีก ถ้าตีผูหยาง ไป๋หม่าก็มาช่วย ถ้าตีไป๋หม่า ผูหยางก็มาช่วย อุปมาดั่งคนสองคนปล้ำสู้กัน กำลังจดจ่อรับมือคู่ต่อสู้เบื้องหน้าอยู่ เบื้องหลังกลับมีข้าศึกอีกผู้หนึ่งโถมเข้ามา มีศัตรูทั้งหน้าทั้งหลัง ยากจักต้านทานไหว

ฮองฮูสงพยักหน้า กล่าวว่า "ที่ซือหม่า(1)ว่ามานั้นถูกต้องนัก โจรตังกุ๋นนี้ประมาทมิได้จริง" ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงหันมายิ้มกล่าวกับซุนเจินว่า "ซือหม่าเป็นผู้ทรงปัญญาและความกล้า ก๋งตัดกับซีจื้อไฉก็ล้วนเป็นผู้ปรีชาแห่งเมืองท่าน เห็นจะคิดอุบายรับข้าศึกไว้แล้วเป็นแน่ ขอเชิญว่ามาให้ฟังบ้าง"

ซุนเจินกล่าวว่า "ข้าพเจ้าและพวกได้ความอยู่บ้างเล็กน้อยจริง ปรึกษากันได้อุบายโง่ ๆ มาข้อหนึ่ง"

"เชิญว่ามา"

"ข้าพเจ้าและพวกเห็นว่า เมื่อเผชิญการณ์เช่นนี้ หากจะตีหักข้าศึก เห็นจะมีอยู่ทางเดียวเท่านั้น"

"ทางใดเล่า?"

"ล้อมเมืองตีกองหนุน(2)"

"ล้อมเมืองตีกองหนุนรึ?"

"ขอรับ ดูการจัดวางพลม้าของปู่จี่ สายหนึ่งอยู่ที่ผูหยาง สายหนึ่งอยู่ที่ไป๋หม่า แต่ก่อนยังมีอีกสายอยู่ที่เหวยเซียง เห็นชัดว่าหมายให้สามแห่งตั้งเป็นรูปขาตะเกียบสามเส้าค้ำกัน ช่วยเหลือกันและขานรับกันไปมา ถ้าฉะนั้น ทัพเราก็ไม่ผิดที่จะอาศัยรูปนั้นกระทำการตาม ตีตังกุ๋นตามการจัดวางของมันนี่แหละ คือล้อมผูหยางไว้ ล่อให้ไป๋หม่ายกมาช่วย แล้วซุ่มพลกลางทาง ฆ่าหานลี่เสียก่อน แล้วจึงเข้ายึดผูหยาง"

ฮองฮูสงพยักหน้ากล่าวว่า "เป็นอุบายดี เป็นอุบายดี"

นอกกระโจมราตรีดึกแล้ว เหล่าพลทหารพากันปลูกกระโจม แบ่งเป็นสองผลัด ผลัดหนึ่งพักผ่อน อีกผลัดหนึ่งสร้างค่ายและเฝ้าระวังต่อไป เสียงอึกทึกแว่วเข้ามาในกระโจม พร้อมเสียงอึกทึกนั้นยังมีลมราตรีพัดมาด้วย โบกเปลวเทียนในกระโจมให้สะบัดไหว สาดแสงแดงฉานต้องใบหน้าเหล่าขุนศึก ฟู่เซี่ยขมวดคิ้วครุ่นคิด ตรองอยู่นานจึงกล่าวว่า "อุบายของท่านซือหม่าซุนนี้เป็นอุบายดีอยู่แท้ ทว่าเกรงว่าปู่จี่ที่ผูหยางก็อาจคิดถึงชั้นเชิงนี้เหมือนกัน หากเราล้อมผูหยางแล้วไป๋หม่ามิมาช่วย จะทำฉันใด?" เกียวซิ้วผู้หนึ่งในห้ากองทัพเหนือ(3)เอ่ยรับว่า "หากไป๋หม่ามิมาช่วย ทัพเราก็เข้าตีผูหยางจริง ๆ ตีหักมันเสียก็สิ้นเรื่องมิใช่หรือ? ขอเพียงตีผูหยางลงได้ ไป๋หม่ามีพลโจรจ้อยร่อยห้าพัน ถึงคราวนั้นยังจะมิยอมสยบลงเมื่อได้ยินข่าวเล่า?"

"แม้นว่าจะกล่าวฉะนี้ ทว่าเสบียงที่ทัพเรานำมามีพอใช้เพียงเดือนเดียว ดังที่ท่านซือหม่าซุนว่า ผูหยางและไป๋หม่าล้วนเป็นเมืองมั่น การป้องกันเมืองเข้มงวดยิ่งนัก หากเป็นเช่นตอนตีซีหัว ครึ่งค่อนเดือนยังตีมิแตก ก็จักลำบากแล้ว"

"ถ้าฉะนั้นท่านซือหม่าฟู่มีอุบายใดเล่า?"

ฟู่เซี่ยหามีอุบายใดไม่ จึงส่ายหน้ากล่าวว่า "การณ์เป็นเช่นนี้ ข้าก็สิ้นปัญญา" หยุดไปครู่หนึ่ง จึงกล่าวกับฮองฮูสงอีกว่า "ท่านแม่ทัพ อุบายของท่านซือหม่าซุนนี้นับว่าเป็นกุศโลบายดี เพียงแต่เพื่อป้องกันมิให้ปู่จี่หัวหน้าโจรคิดถึงชั้นเชิงนี้เหมือนกัน ตามความเขลาของข้าน้อยผู้น้อย เห็นว่าควรเปลี่ยนจากล้อมผูหยางล่อทัพช่วยไป๋หม่า เป็นล้อมไป๋หม่าล่อทัพช่วยผูหยางเสียดีกว่า"

จวินโฮ่วผู้หนึ่งเบื้องล่างฉงนถามว่า "เพราะเหตุใด? ล้อมผูหยางกับล้อมไป๋หม่ามิเหมือนกันหรือ?" จวินโฮ่วอีกผู้หนึ่งกล่าวว่า "หามิได้ หามิได้ ยังคงล้อมผูหยางดีกว่า ปู่จี่หัวหน้าโจรอยู่ที่ผูหยาง ถ้าล้อมผูหยาง หานลี่ย่อมต้องมาช่วยแน่ แต่ถ้าล้อมไป๋หม่า ปู่จี่ก็มิแน่ว่าจะไปช่วยหานลี่" คนในกระโจมส่วนใหญ่พยักหน้าเห็นชอบ เห็นพ้องให้ล้อมผูหยางก่อน

ฟู่เซี่ยกล่าวว่า "ไป๋หม่ามีพลน้อย ถ้าปู่จี่มิมาช่วย ทัพเราก็ตีลงได้รวดเร็ว ถ้าปู่จี่มาช่วย เราก็ซุ่มกลางทางได้เช่นกัน อันนี้นับเป็นยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว"

ก็มีผู้คัดค้านอีก กล่าวว่า "ผูหยางมีพลมาก ถ้าปู่จี่มาช่วยไป๋หม่า ทัพช่วยที่ส่งมาก็ย่อมมากด้วย ทัพช่วยมากขึ้น พลที่เราซุ่มก็ต้องมากตาม พลซุ่มมากขึ้น เผลอ ๆ ก็จะล้อมไป๋หม่ามิอยู่ ยังคงล้อมผูหยางเป็นกุศโลบายเหนือกว่า ไป๋หม่ามีพลน้อย หานลี่จะส่งคนไปช่วยผูหยางได้สักกี่มากน้อย? อย่างมากก็สามพัน ข้าใช้พลห้าพันซุ่มก็พอเหลือเฟือ ไม่ทำให้การล้อมผูหยางเสียไป"

ความเห็นของเหล่าคนหาลงรอยกันไม่ ต่างฝ่ายต่างเจรจาแย่งกันพูด บ้างหนุนความเห็นของซุนเจินให้ล้อมผูหยาง บ้างหนุนความเห็นของฟู่เซี่ยให้ล้อมไป๋หม่า ทว่าพูดไปพูดมาก็ล้วนวนเวียนอยู่แต่ที่จะล้อมผูหยางหรือล้อมไป๋หม่า ฮองฮูสงฟังอยู่นาน จึงไอออกมาเสียงหนึ่ง เหล่าคนพร้อมกันหยุดเจรจา ตั้งตัวตรงหันหน้า เบนสายตามามอง ในกระโจมกลับคืนสู่ความสงบ

ฮองฮูสงลูบหนวดยิ้มกล่าวว่า "ท่านทั้งหลายรู้เรื่องล้อมเว่ยช่วยจ้าว(4)กันหรือไม่?"

เหล่าคนในกระโจมพากันงงงัน ทุกคนกำลังถกกันว่าควรล้อมผูหยางก่อน หรือควรล้อมไป๋หม่าก่อน ไฉนฮองฮูสงจึงโยงไปถึงเรื่องล้อมเว่ยช่วยจ้าวเสียกะทันหัน? ซุนเจิน ฟู่เซี่ย และพวกล้วนเป็นผู้อ่านตำรามามาก แต่เยาว์ก็สืบวิชาตระกูล ย่อมรู้ที่มาของเรื่องล้อมเว่ยช่วยจ้าวอยู่แล้ว เหล่าขุนศึกในกระโจมส่วนใหญ่ก็รู้ ทว่าก็มีผู้อ่านหนังสือน้อยที่ไม่รู้ จึงถามว่า "ล้อมเว่ยช่วยจ้าวคืออะไรหรือ?"

ฮองฮูสงกล่าวว่า "แต่ก่อนผังเจวียนแม่ทัพแคว้นเว่ยยกไปตีแคว้นจ้าว ล้อมเมืองหานตานไว้ เถียนจี้แม่ทัพแคว้นฉียกไปช่วย ซุนปินผู้เป็นที่ปรึกษาทัพเสนอว่า แทนที่จะมุ่งไปหานตาน สู้ยกไปตีต้าเหลียงนครหลวงแคว้นเว่ยเสียมิได้ แคว้นเว่ยติดอุบาย ผังเจวียนจึงยกทัพกลับ ฝ่ายทัพฉีก็ตีสกัดกลางทาง อันนี้แหละคือกลล้อมเว่ยช่วยจ้าว ท่านทั้งหลายเอย กลของซุนปินข้อนี้ก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นแบบฉบับอันหนึ่งของการล้อมเมืองตีกองหนุน เพียงแต่ที่มันว่า 'ล้อมต้าเหลียง' นั้นเป็นการล้อมลวง"

เหล่าคนพร้อมเพรียงกล่าวว่า "ถูกต้อง"

"ด้วยเหตุนี้จึงเห็นได้ว่า การล้อมเมืองตีกองหนุนนั้น ก็หาจำต้องล้อมเมืองข้าศึกไว้เมืองหนึ่งก่อนจึงจะลงมือได้เสมอไปไม่"

เหล่าคนพากันงุนงงสงสัย แม้ฟังเข้าใจความหมายในคำของฮองฮูสง ทว่าก็มิรู้ว่าเขาหมายจะกล่าวสิ่งใดกันแน่ บัดนั้นจึงมีผู้ถามว่า "คำของท่านแม่ทัพนี้หมายความว่ากระไร?"

ฮองฮูสงยิ้มน้อย ๆ แล้วเล่าความคิดของตนออกมาโดยละเอียด

เหล่าคนได้ฟังก็ยินดียิ่งนัก ยิ่งมีผู้ที่เพราะอุบายของฮองฮูสงนี้ยอดเยี่ยมนัก จนกลั้นมิอยู่ ตบโต๊ะร้องสรรเสริญ ถึงกับปลื้มปีติจนเกาหูเกาแก้ม ต่างก็ยอมรับนับถือจนสุดตัว ครั้นสรรเสริญแล้ว ก็พากันหมอบกราบลงบนที่นั่ง พร้อมเพรียงกล่าวว่า "กุศโลบายของท่านแม่ทัพ!"

ซุนเจินสรรเสริญด้วยใจจริงว่า "ท่านซุนจื่อกล่าวไว้ว่า 'น้ำอาศัยภูมิประเทศกำหนดทางไหล ทัพอาศัยข้าศึกกำหนดชัยชนะ ทัพหาท่วงท่าตายตัวมิได้ ดั่งน้ำหารูปทรงตายตัวมิได้ ผู้ใดสามารถผันแปรตามข้าศึกแล้วเอาชัยได้ ผู้นั้นเรียกว่าผู้วิเศษ'(5) ท่านแม่ทัพ กุศโลบายของท่านนี้แลคือ 'อาศัยข้าศึกเอาชัย' อย่างแท้จริง อาจกล่าวได้ว่าวิเศษดั่งเทพ"

## เชิงอรรถ

(1) ซือหม่า — ในที่นี้เป็นยศตำแหน่งทางทหารของซุนเจิน ฮองฮูสงจึงเรียกขานด้วยยศแทนชื่อ

(2) ล้อมเมืองตีกองหนุน — กลศึกที่ล้อมเมืองไว้เป็นเหยื่อล่อ แล้วซุ่มตีกองกำลังที่ข้าศึกยกมาช่วย

(3) ห้ากองทัพเหนือ — กองทหารรักษาพระนครห้ากองในยุคฮั่น แต่ละกองมีเกียวซิ้ว (นายกองทหารระดับกองพัน) เป็นผู้บังคับบัญชา

(4) ล้อมเว่ยช่วยจ้าว — กลศึกยุครณรัฐ บุกฐานข้าศึกเพื่อบีบให้ถอนกำลังจากแนวที่ปิดล้อมอยู่ แล้วซุ่มตีระหว่างถอนทัพ ครานั้นผังเจวียนแม่ทัพแคว้นเว่ยล้อมเมืองหานตานของแคว้นจ้าว ซุนปินจึงให้แคว้นฉียกไปตีต้าเหลียงนครหลวงแคว้นเว่ย บีบให้ผังเจวียนถอนทัพกลับ แล้วตีสกัดกลางทาง

(5) ถ้อยคำนี้มาจากตำราพิชัยสงครามซุนจื่อ ของซุนจื่อ (ซุนหวู่) ปราชญ์พิชัยสงคราม

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป