ซุนเจินกล่าวว่า "และดูว่าโจโฉจะวางแผนจัดทัพเช่นไร หากเขาใช้แฮหัวตุ๋นและแฮหัวเอี๋ยนเป็นแม่ทัพเข้าโจมตีเยิ่นเฉิงของเรา เหียนเต๊กและกงเต้าพอจะต้านทานได้ หากเขาใช้เปาสิ้นแห่งเจ้เป่ยเป็นแม่ทัพ ก็ต้องเป็นจวินชิงเท่านั้นที่รับมือได้ และหากโจโฉนำทัพมาด้วยตนเอง ข้าถึงจะไปด้วยตนเอง"
แฮหัวตุ๋นและแฮหัวเอี๋ยนนั้น ซุนเจินเห็นว่า เล่าปี่และเฉินเปาพอจะต้านทานได้ หากโจโฉใช้ให้เปาสิ้นไปโจมตีเยิ่นเฉิง ก็ให้สวี่เสี่ยนเป็นแม่ทัพใหญ่ของแนวรบเยิ่นเฉิง แต่หากโจโฉนำทัพไปโจมตีด้วยตนเอง ซุนเจินก็จำเป็นต้องออกหน้าเอง
งักจิ้นกล่าวว่า "นายท่านหากไปด้วยตนเอง ต่อให้เป็นท่านโจโฉก็จนปัญญา"
แม้ดูจากการกระทำของโจโฉในหลายปีมานี้ เขามีความสามารถทางทหารอย่างเด่นชัด และได้เผยแววของยอดขุนพลแล้ว แต่หากเทียบผลงานศึกแต่หนหลัง เขาก็ยังด้อยกว่าซุนเจินอยู่มาก ด้วยเหตุนี้งักจิ้นจึงกล่าวเช่นนั้น
ซุนเจินย่อมรู้ซึ้งถึงความสามารถอันแท้จริงของโจโฉ ทว่าก็ใช่ว่าเขาจะกล่าวโต้แย้งถ้อยคำของงักจิ้นอย่าง 'เพิ่มพูนความองอาจของผู้อื่น ลดทอนศักดิ์ศรีของตน' ยิ่งไปกว่านั้น สุดท้ายแล้วตัวเขาเองก็ผ่านสังเวียนรบมานับไม่ถ้วน กรำศึกหนักมาอย่างโชกโชน ตลอดหลายปีมานี้ ยิ่งวิริยะศึกษาคัมภีร์พิชัยสงครามอย่างลุ่มลึกไม่ว่างเว้น ในด้านกลยุทธ์การทหาร จึงก้าวล้ำเกินกว่าคราวที่เพิ่งออกจากเมืองเองฉวนแต่แรกไกลโข ใต้บังคับบัญชายังมีกุนซือชั้นยอดอย่างซีจื้อไฉและซุนฮิวอยู่ พูดตามจริงแล้ว แม้จะหวาดหวั่นในความสามารถของโจโจ ครั้นใคร่ครวญถามตนเอง ซุนเจินก็หาได้ไร้ความกล้าที่จะประมือกับเขาไม่ ซ้ำยังรอคอยที่จะปะทะฝีมือด้วยใจจดจ่อ
เพราะเหตุนี้ ต่อคำกล่าวของงักจิ้น ซุนเจินจึงมิได้เอ่ยสิ่งใดมาก เพียงแต่หัวเราะให้ผ่านเลย
ครั้นวันรุ่งขึ้น เป็นวันตรุษ
