เล่าปี่กลับมาถึงค่าย จัดการธุระด้านการทหารพอสังเขป เพื่อป้องกันมิให้ผ้าเหลืองแห่งหลู่กั๋วได้ข่าวแล้วยกมาโจมตี จึงสั่งให้ทหารประจำชายแดนที่ติดต่อกับหลู่กั๋วเพิ่มกำลังระมัดระวัง พลางส่งตัวเจ้าหน้าที่ผู้ช่วยแห่งอำเภอเหอเซียงที่มาสอบถามสถานการณ์กลับไป แล้วจัดการให้ซุนคังกับกองกำลังในสังกัดได้พักอาศัย ครั้นเสร็จสิ้น จึงเรียกเสมียนใต้บังคับบัญชาให้จัดเตรียมทรัพย์สินเงินทอง กำชับอินฉุนขุนนางผู้ใหญ่คนสนิทให้นำทรัพย์สินเหล่านั้นไปส่งศพของหลิวเหยี่ยนด้วยตนเองยังอำเภอฟานในวันรุ่งขึ้น มอบให้แก่ญาติพี่น้องของเขา พร้อมแสดงความโศกสลดอย่างสุดซึ้งแทนตน ทั้งยังเขียนสาส์นด้วยลายมือตนเองฉบับหนึ่ง บนกระดาษเปื้อนคราบโลหิตก็มิได้เช็ดลบ ให้อินฉุนนำไปยื่นแก่ญาติของหลิวเหยี่ยนพร้อมกัน
หมอทหารในค่ายรอคอยอยู่นานแล้ว ช่วยกันทายาและพันบาดแผลให้เล่าปี่ ชื่อเหริน เฉินซื่อ และคนอื่นๆ บ่าวไพร่กว่าสิบนายที่เล่าปี่นำไปยังค่ายของชางซีนั้นล้มตายไปกว่าครึ่ง เหลือรอดเพียงสามสี่นายเท่านั้น เล่าปี่ให้หมอทหารรักษาพวกเขาก่อน
ข้างนอกกระโจมฟ้าสว่างแล้ว เจ้าหน้าที่ผู้ช่วยอย่างจ้านเฉียนและคนอื่นๆ คอยตามรับใช้อยู่ใกล้ๆ
เล่าปี่ถอดเสื้อผ้าออก สำรวจบาดแผลของตน ไม่เพียงแต่บาดแผลจะเจ็บปวด เขายังรู้สึกว่าบั้นเอวก็เมื่อย หลังก็ระบม แขนขาก็บวมปูด ตระหนักดีว่าเป็นเพราะกว่าครึ่งปีมานี้มิได้ออกรบ ทำให้ร่างกายทรุดโทรมไม่เหมือนแต่ก่อน เขาถอนหายใจพลางเอ่ยว่า “เมื่อปีก่อนข้าติดตามปราบผ้าเหลือง ยามศึกร้อนรน ต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืนก็มิได้รู้สึกเช่นวันนี้ เพียงประมือเล็กน้อย ก็รู้สึกอ่อนล้าเป็นอันมาก”
