# ตอนที่ 182 — คืนหิมะลอบสังหาร (ตอนปลาย)
ซุนเจินรู้ดีอยู่ว่าท่านไท่โส่วแซ่บุนไม่ได้มีความพอใจในตัวเขา แต่ถึงแม้จะมีโอกาสเพียงหนึ่งในพันส่วน เขาก็ไม่อาจไม่ไปลองเสี่ยงดูสักครั้ง
ปอเหลียนเสียก็พอทำเนา ฟ่านเฉิงก็ไม่พักต้องเอ่ยถึง ที่สำคัญที่สุดคือปอไซ
ปอไซเป็นฉวี๋ซ่วย(1) แห่งลัทธิไท่ผิงประจำเขตนี้ ซุนเจินแม้ไม่สู้รู้รายละเอียดของพงศาวดารปลายยุคฮั่นถึงสามก๊กตอนนี้ ก็ยังรู้จัก "ศึกฉางเสอ" ครั้นเกิดการกบฏขึ้น ผู้นี้ก็จะเป็นหัวหน้ากองทัพโพกผ้าเหลืองประจำเขตนี้ หากสามารถจับกุมตัวเขาไว้ได้เสียก่อน ก็เท่ากับได้กระทำการ "ตัดหัว" สำเร็จไปคราวหนึ่ง ลัทธิไท่ผิงในเขตนี้แม้ไม่ถึงกับสลายไปสิ้น แต่สำหรับพวกเขาก็นับเป็นการกระหน่ำตีอันหนักหน่วงอยู่
การนี้ไม่ควรรอช้า ครั้นออกจากประตูบ้านซุนฉวี เขาก็ประสานมือคารวะลาคนทั้งหลายแล้วรีบกลับบ้าน ยังไม่ทันก้าวเข้าในลาน ก็ร้องเรียกเสี่ยวเริ่นกับเฉิงเยี่ยนติด ๆ สั่งให้จูงม้าออกมา
เพื่อความสะดวกแก่การเดินทาง เขาถอดหมวกและเข็มขัดออก โพกแต่ผ้าโพกหัว(2) ไม่ได้นำเฉิงเยี่ยนกับเสี่ยวเริ่นไปด้วย จูงม้าออกจากหมู่บ้านแต่ลำพังผู้เดียว พลิกกายขึ้นหลังม้า ควบห้อออกจากเมืองไป
เดือนอ้ายต้นวสันต์ อากาศยังหนาวเย็นยิ่งนัก
ตลอดสองข้างทาง ท้องทุ่งดำทะมึนเป็นพืดเดียวกัน ต้นกล้าฤดูวสันต์ที่เพิ่งหว่านลงแนบติดพื้นดิน มองแต่ไกลแทบไม่เห็น ม้าวิ่งเร็วยิ่งนัก ลมพัดหวือ ๆ ปะทะใบหน้าราวกับถูกมีดบาด ไม่ทันไรมือที่กุมบังเหียนก็เย็นจนชาแข็ง เขาทนความหนาวลำเค็ญ ควบม้าห้อไปครึ่งวัน ก็มาถึงเมืองเอี้ยงเต๊ก
ครั้นมาถึงนอกเรือนไท่โส่ว ซุนเจินกระโจนลงจากหลังม้า ด้วยนั่งอยู่บนหลังม้านานเกินไป อีกทั้งต้องความเย็น ขาและเท้าจึงชาไปหมด เกือบจะล้มลงกับพื้น เขายันอานม้าไว้ ขอให้เสมียนผู้น้อยในเรือนยามข้างประตู(3) ช่วยแจ้งความให้ ขอเข้าพบไท่โส่ว เสมียนผู้น้อยรู้จักเขา รู้ว่าเขาเป็นอดีตตูโหยวฝ่ายเหนือ เกรงกลัวกิตติศัพท์แต่ก่อนของเขา จึงไม่กล้าเฉื่อยช้า รีบเข้าไปในเรือนทันที รออยู่นาน เสมียนผู้น้อยก็ออกมา มีสีหน้ากระอักกระอ่วน
"เป็นกระไรเล่า?"
"ท่านฝู่จวินกำลังประชุมการกับเฉาเฉวียน(4)และหัวหน้าเสมียนอยู่ บอกว่าไม่ว่างพบท่าน"
กำลังประชุมการอยู่หรือ? ซุนเจินคิดในใจ "ชะรอยจะหารือเรื่องเตียวก๊กคิดกบฏนั่นเอง" จึงกล่าวแก่เสมียนผู้น้อยว่า "ที่ข้ามาขอพบไท่โส่ววันนี้ ก็เพื่อเรื่องที่ไท่โส่วกำลังหารืออยู่นั่นเอง รบกวนเจ้าช่วยเข้าแจ้งให้อีกสักครั้งเถิด บอกว่าเป็นเรื่องเกี่ยวพันถึงขุนนางและราษฎรทั้งเขต ด่วนยิ่งกว่าไฟไหม้ปานสิบเท่า"
ถ้อยคำของเขาจริงจังจับใจ เสมียนผู้น้อยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็รับคำ หันกายเข้าไปในเรือนอีก คราวนี้ออกมาเร็วนัก ไม่ทันไรก็กลับออกมา หากไม่ได้ออกมาผู้เดียว มีอีกผู้หนึ่งออกมาพร้อมกับเขา
ซุนเจินมองดู ที่แท้คือจงฮิว
เสมียนผู้น้อยประสานมือคารวะกล่าวว่า "ท่านฝู่จวินมีกิจมากเหลือเกิน ท่านกงเฉาเฉวียนมาแล้ว มีเรื่องสิ่งใด เชิญท่านกล่าวกับท่านกงเฉาเฉวียนเถิด"
"ดี ดี ขอบใจเจ้ามาก" ซุนเจินยืนอยู่นอกประตูเรือนเพียงครู่นี้ ก็คลายเส้นเลือดที่ขาและเท้าให้กลับคืนแล้ว จึงขอบใจให้เสมียนผู้น้อยจากไป รีบก้าวเข้าไปกุมมือจงฮิวไว้ ดวงตาเป็นประกาย จ้องมองจงฮิว ถามด้วยเสียงต่ำว่า "หยวนฉาง ท่านฝู่จวินกำลังหารือเรื่องเตียวก๊กคิดกบฏใช่หรือไม่?"
"เจ้ารู้ได้อย่างไร?"
"มาทางนี้เถิด มาคุยกัน"
สองคนเดินมายังที่อับลับใต้กำแพงอันไร้ผู้คน จงฮิวหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยกังวลใจ กล่าวว่า "ปีกลายท่านเล่าเถา(5)ถวายฎีกาต่อฮ่องเต้ ขอให้ประหารเตียวก๊กกับพวก ฮ่องเต้ไม่ทรงฟัง ปีนี้เตียวก๊กก็คิดกบฏขึ้นจริง ๆ ราชสำนักลงพระราชโองการมา ให้เจ้าเมืองเจ้าแคว้นคัดกรองขุนนางผู้น้อย จับกุมพรรคพวกของเตียวก๊ก อีกทั้งให้เมื่อรับพระราชโองการแล้ว ให้คัดแยกราษฎรพลัดถิ่นในทันที คุ้มกันส่งกลับภูมิลำเนา ท่านฝู่จวินเมื่อกี้นี้ก็กำลังหารือเรื่องสองอย่างนี้กับพวกเราอยู่"
"ราษฎรพลัดถิ่น" ก็คือราษฎรที่ระหกระเหิน ปลายยุคฮั่นภัยพิบัติเกิดติดต่อกัน ราษฎรนับพันนับหมื่นล้มละลายสิ้นเนื้อประดาตัว เพื่อเอาชีวิตรอด ก็จำต้องระเหเร่ร่อนไปยังถิ่นอื่น บ้างขอทานในหัวเมืองมั่งคั่ง ขายตัวเป็นทาส บ้างก็รวมกลุ่มกันในป่าหนองบึง กลายเป็นโจรผู้ร้าย เหตุการณ์ราษฎรพลัดถิ่นนั้นร้ายแรงยิ่งนัก ดังคำที่ว่า "ผู้มีสมบัติยั่งยืนย่อมมีใจมั่นคง" ราษฎรพลัดถิ่นนั้นไร้ทุกสิ่ง ในยามบ้านเมืองสงบสุขก็ยังพอกล่าวได้ ครั้นเมื่อมีจลาจล พวกเขาก็จะกลายเป็นภัยซ่อนเร้นที่ใหญ่หลวงที่สุด
จงฮิวถามว่า "วันนี้เจ้ามาขอพบท่านฝู่จวินเพื่อเรื่องใดเล่า? ข้าอยู่บนโถงประชุม ได้ยินเสมียนเฝ้าประตูผู้นั้นมาแจ้งสองครั้ง คาดว่าเจ้าคงมีเรื่องใหญ่ จึงขออนุญาตท่านฝู่จวินออกมาพบเจ้า"
ครึ่งปีเศษมานี้ ชีวิตของจงฮิวในเรือนไท่โส่วก็ไม่สู้สบายนัก
หากไม่ใช่ตระกูลของเขาเป็นขุนนางสืบทอดในแคว้นและมณฑล ทวดของเขาก็เคยเป็นกงเฉาแห่งเขต สองชั่วคนกุมการบุคคลของเขตหนึ่ง แผ่บุญคุณไปทั่วเขตและอำเภอ มีศิษย์และขุนนางเก่าในสังกัดมากมาย จะแตะต้องไม่ได้โดยง่าย ป่านนี้ก็คงถูกท่านไท่โส่วแซ่บุนขับไล่ไปแล้วเป็นแน่ ถึงกระนั้น ในเวลานี้เขาก็ตกเป็นบุคคลชายขอบในที่ว่าการเขตไปแล้ว ทุกครั้งที่มีเรื่องกราบทูลหรือใช้คน ไท่โส่วก็มักไม่อนุมัติ มีผู้เคยเกลี้ยกล่อมเขาว่า สู้เอาอย่างซุนเจินกับซุนฮก ลาออกจากราชการเสียให้สิ้นเรื่องดีกว่า อย่างไรเสียตระกูลของเขาก็เป็นสกุลบัณฑิตสืบเชื้อสาย เพียงรอให้ไท่โส่วคนปัจจุบันพ้นตำแหน่งไป จะกลับเข้ารับราชการอีกก็ง่ายดาย แต่ทว่านิสัยใจคอของเขานั้นต่างจากซุนเจิน ซุนเจินเป็น "ผู้มีใจคิดอ่านลึกซึ้ง เก็บงำปณิธานไว้ในใจ" ส่วนเขาเป็น "รู้ทั้งรู้ว่าทำไม่ได้ก็ยังขืนทำ" ขงจื่อแม้กล่าวไว้ว่า "เมื่อมรรคาไม่ดำเนิน ก็จงนั่งแพล่องไปกลางทะเล" แต่หากต่างพากันนั่งแพล่องไปกลางทะเลเสียสิ้น แล้วราษฎรกว่าล้านในเขตจะมีผู้ใดมาดูแล? ด้วยเหตุนี้ เขาจึงยอมทนทุกข์เอง ก็ไม่ยอมแขวนตราลาออกไปง่าย ๆ
ซุนเจินก็เลื่อมใสใน "ความมุ่งมั่น" ของเขายิ่งนัก ครานี้ฟังจากคำพูดของเขา ก็รู้ว่าที่เขาออกมาพบตน ไม่ใช่ด้วยรับคำสั่งของไท่โส่ว หากตัดสินใจเอง พอจะคาดได้ว่าการนี้ย่อมยิ่งชักนำให้ไท่โส่วไม่พอใจหนักขึ้น ก็ยิ่งซาบซึ้งใจ ทว่าในยามนี้เหตุการณ์คับขัน ไม่ใช่เวลาจะมากล่าวเรื่องเหล่านี้
เขาไม่อ้อมค้อม กล่าวตรง ๆ ว่า "ที่ข้ามาขอพบท่านฝู่จวินวันนี้ ก็เพื่อเรื่องเตียวก๊กคิดกบฏนี่เอง ข้าอยู่ที่เองฉวนก็ได้ยินข่าวนี้ ตามที่ข้าเห็น เรื่องเร่งด่วนที่สุดในเวลานี้ ไม่ใช่การคุ้มกันส่งราษฎรพลัดถิ่น ไม่ใช่การคัดกรองขุนนางผู้น้อย หากควรรีบจัดขุนนางและพลเร็วไปจับกุมปอไซ ปอเหลียน และฟ่านเฉิง"
จงฮิวกุมการบุคคลของเขตอยู่ จึงรู้จักฟ่านเฉิง เขาขมวดคิ้วกล่าวว่า "ปอไซ ปอเหลียน? ชื่อสองคนนี้ข้าเหมือนเคยได้ยินที่ไหนมา… ส่วนฟ่านเฉิงเป็นเถี่ยกวานเฉิง(6) เหตุใดจึงต้องจับสามคนนี้?"
"ปอไซเป็นฉวี๋ซ่วยแห่งลัทธิไท่ผิงในเขตนี้ ปอเหลียนเป็นน้องร่วมท้องของเขา สองพี่น้องนี้คอยกว้านหาคนกล้าและคนเก่ง ซ่อนเร้นพวกหนีอาญาแผ่นดินมาแต่ไหนแต่ไร บัดนี้เรื่องของเตียวก๊กแดงขึ้นแล้ว สองคนนี้เป็นพรรคพวกของเตียวก๊ก ย่อมหวาดหวั่นตื่นกลัวเป็นแน่ บัดนี้หากไม่จับสองคนนี้ กลับไปคัดกรองขุนนางผู้น้อยและคุ้มกันส่งราษฎรพลัดถิ่นเสียก่อน ข้าเกรงว่าจะตีหญ้าให้งูตื่น กลับเป็นการเร่งให้เกิดภัยขึ้น ข้าได้ยินจู่ปู้แห่งโรงเหล็กหลวงคืองักจิ้นเล่าว่า ฟ่านเฉิงผู้เป็นเถี่ยกวานเฉิงก็นับถือลัทธิไท่ผิง ทั้งยังเผยแผ่คำสอนป่าวประกาศลัทธิอยู่ในหมู่บ้านโรงเหล็ก มีสาวกอยู่ไม่น้อย ในหมู่บ้านโรงเหล็กมีนักโทษและทาสนับพัน หากเกิดเหตุแปรปรวนขึ้น ก็อาจกลายเป็นภัยใหญ่หลวงได้ ฉะนั้นข้าจึงเห็นว่า เรื่องด่วนในเวลานี้ ไม่ได้อยู่ที่ราษฎรพลัดถิ่นหรือขุนนางผู้น้อย หากอยู่ที่สามคนนี้ ต้องจับกุมพวกเขาก่อน แล้วจึงคัดกรองขุนนางผู้น้อยและคุ้มกันส่งราษฎรพลัดถิ่น จึงจะไม่มีภัยตามมาภายหลัง"
จงฮิวนึกขึ้นได้ว่าปอไซ ปอเหลียนเป็นผู้ใด ก็สะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ กล่าวว่า "ข้าว่าแล้วเชียวว่าชื่อปอไซ ปอเหลียนนี้ฟังคุ้นหูเหลือเกิน ที่แท้ก็เป็นฉวี๋ซ่วยแห่งลัทธิไท่ผิงในเขตเรานี่เอง ข้าก็เคยได้ยินชื่อสองคนนี้ ดูเหมือนพวกเขาจะสนิทสนมกับเตียวจื๋อหลานของเตียวเหยียงด้วยไม่ใช่หรือ? ไม่นึกเลยว่าฟ่านเฉิงก็นับถือลัทธิไท่ผิง การนี้นับเป็นภัยใหญ่จริง ๆ เจินจือ เจ้าจงตามข้าเข้าไปในเรือนเดี๋ยวนี้ กราบเรียนเรื่องนี้ต่อหน้าท่านฝู่จวิน!"
ซุนเจินยิ้มอย่างขมขื่น กล่าวว่า "ท่านฝู่จวินรังเกียจข้า แม้แต่จะพบหน้าก็ยังไม่ยอม ข้าไปบอกเอง สู้เจ้าไปบอกไม่ได้"
จงฮิวรู้ว่าท่านไท่โส่วแซ่บุนเอือมระอาซุนเจิน จึงตรองอยู่ครู่หนึ่ง กล่าวว่า "ก็ดีเหมือนกัน ข้าจะกลับเข้าไปในเรือนเดี๋ยวนี้ ขอให้ท่านฝู่จวินออกคำสั่งจับสามคนนี้!" ด้วยเป็นเรื่องเกี่ยวพันการกบฏ เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของราษฎรทั้งเขต เขาจึงไม่เอ่ยคำเกรงใจกับซุนเจิน หันกายจะไปทันที ซุนเจินตามไปข้างหลัง ร้องว่า "หยวนฉาง หยวนฉาง! ข้าจะคอยอยู่ตรงนี้ ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ขอจงออกมาบอกข้าสักคำให้จงได้"
"ได้"
จงฮิวก้าวเดินใหญ่กลับเข้าเรือนไป ครั้นไปแล้วก็เงียบหายไปไม่มีข่าวคราว
ซุนเจินเดินไปเดินมาอยู่นอกเรือน เดี๋ยวก็แหงนมองท้องฟ้า เดี๋ยวก็ก้มหน้าตรองว่าไท่โส่วจะยอมจับกุมปอไซ ปอเหลียน และฟ่านเฉิงทั้งสามคนหรือไม่
เขาคิดอย่างกระวนกระวายว่า "สองพี่น้องตระกูลปอเป็นฉวี๋ซ่วยแห่งลัทธิไท่ผิงในเขตนี้ ฟ่านเฉิงเป็นเถี่ยกวานเฉิง กุมนักโทษและทาสนับพัน แม้คนตาบอดก็มองออกว่า หากอยากให้เขตนี้สงบราบคาบ จำต้องจับกุมสามคนนี้ไว้ในกำมือก่อน ไท่โส่วถึงจะไม่ชอบข้า แต่เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชีวิตของตัวเขาเองและอนาคตในราชการ เห็นทีจะไม่ปฏิเสธกระมัง?"
เขาออกจากเองอิมในยามปลายฉื่อสือ(7) ถึงเอี้ยงเต๊กในยามต้นโหย่วสือ(8) ต้นวสันต์กลางวันสั้น ไม่ทันรู้ตัว ดวงตะวันก็คล้อยไปทางทิศตะวันตกแล้ว กำแพงและประตูเรือนไท่โส่วถูกแสงตะวันยามเย็นทอดเงายาว ปกคลุมลงมาบนตัวเขา ไออุ่นบาง ๆ ที่ดวงตะวันวสันต์ยามเที่ยงทิ้งไว้นั้น ถูกลมยามเย็นพัดพาไปสิ้นแล้ว กิ่งไม้ใบไม้ริมทางพัดไหวซู่ซ่า
ครู่ใหญ่ยังไม่เห็นจงฮิวออกมา เขาก็เริ่มร้อนใจ เดินไปสองก้าวก็อดไม่ได้ที่จะชะเง้อมองเข้าไปในเรือนสักครั้ง พลเฝ้าประตูที่ถือง้าวยืนอยู่สองข้างประตูเรือนต่างมองดูเขาด้วยความฉงน เสมียนเฝ้าประตูในเรือนยามออกมาเชื้อเชิญให้เขาเข้าไปหลบลมในเรือน ในยามนี้เขาจะมีใจคิดหลบลมที่ไหน จึงปฏิเสธไปอย่างนุ่มนวล
รอจนแสงสนธยาใกล้จะลับไป จึงเห็นจงฮิวเดินรีบกระวีกระวาดออกมาจากในเรือน
เขาก้าวเข้าไปรับ ถามอย่างใจจดใจจ่อว่า "เป็นอย่างไรเล่า?"
"เฮ้อ"
ใจของเขาหล่นวูบลงทันที "ท่านฝู่จวินไม่เห็นชอบหรือ?"
"ท่านฝู่จวินเกรงจะขัดเคืองตระกูลเตียว ไม่ยอมจับกุมปอไซ ปอเหลียน บอกว่าสองพี่น้องตระกูลปอสนิทสนมกับบ้านท่านจางฉางสื้อ(9) เหตุไฉนจะคิดกบฏเล่า อีกทั้งว่า เตียวก๊กตัวอยู่ที่กิจิ๋ว ห่างจากเขตเราเป็นพันลี้ ถึงเตียวก๊กจะก่อกบฏ ก็กระทบมาถึงเขตเราไม่ได้ อีกทั้งว่า ราชสำนักได้ลงพระราชโองการชัดเจนให้ไล่จับกุมเตียวก๊กกับพวกแล้ว คาดว่าภายใต้อสนีบาตเช่นนี้ เตียวก๊กกับพวกต้องไม่เหลือพืชพันธุ์เป็นแน่ ทั้งยัง… ทั้งยังว่าเจ้า 'วิตกกังวลดั่งชาวฉีกลัวฟ้าถล่ม(10) น่าขัน น่าขัน'"
"แล้วฟ่านเฉิงเล่า?"
ไม่จับปอไซ ปอเหลียน ถอยมาเอาแค่จับฟ่านเฉิงก็ยังพอได้ ห่างจากการลุกฮือของพวกโพกผ้าเหลืองเห็นทีจะยังมีเวลาอีกระยะหนึ่ง พอกำจัดฟ่านเฉิงได้ งักจิ้นก็จะเริ่มฝึกปรือพวกโรงเหล็กหลวงได้ทันที ครั้นมีนักโทษและทาสโรงเหล็กที่ฝึกปรือดีแล้วนับพันอยู่ในมือ ก็จะเพิ่มกำลังพิทักษ์ตนขึ้นได้อีกหลายส่วน
"ท่านฝู่จวินว่าฟ่านเฉิงจะไม่ทำร้ายเขาเป็นแน่"
ซุนเจินตะลึงงัน "คำนี้หมายความว่ากระไร? ไท่โส่วเหตุใดจึงมั่นใจปานนี้?"
"เจ้าลืมแล้วหรือ? ท่านฝู่จวินกับฟ่านเฉิงล้วนเป็นชาวน่ำเอี๋ยง เป็นพวกพ้องร่วมบ้านเดียวกัน"
ถึงคราวนี้แล้วยังจะมาคิดถึงความผูกพันพวกพ้องร่วมบ้านอันใดอีก ซุนเจินจนปัญญาจะกล่าวสิ่งใด สิ้นหวังในตัวท่านไท่โส่วแซ่บุนโดยสิ้นเชิง เขาประสานมือคารวะ กล่าวว่า "หยวนฉาง ไม่เกินหนึ่งเดือน ลัทธิไท่ผิงจะลุกฮือขึ้นเป็นแน่ ใต้หล้าจะปั่นป่วนวุ่นวาย เขตเราก็ยากจะหนีพ้นภัยนี้ บ้านของเจ้าอยู่ที่ฉางเสอ ฉางเสออยู่ทางเหนือของเขตเรา หน้าจดฮ่อลาย(11) ขวาชิดเฉินหลิว(12) หลังคุ้มกันแดนอุดมทางใต้ของเขต ซ้ายควบคุมที่ทำการเขตเอี้ยงเต๊ก ตั้งอยู่ ณ ชัยภูมิที่ทะลุได้ทุกทิศแปดทาง คุมปากทางเข้าออกของเขตเราไว้ หากมีศึกสงคราม ย่อมต้องมีการรบพุ่งดุเดือดเป็นแน่ เจ้าจงรีบกลับบ้าน รับวงศ์ตระกูลมาอยู่เอี้ยงเต๊กเสียเถิด!"
รู้ทั้งรู้ว่าที่ฉางเสอจะเกิดการรบพุ่งครั้งใหญ่ จำต้องเตือนจงฮิวสักหน่อย
จงฮิวทำท่าจะเชื่อก็ไม่เชื่อ ด้วยว่านับแต่กวงอู่ตี้กอบกู้ราชวงศ์เป็นต้นมา แดนกลางบริเวณท้องที่ราบลุ่มก็ไม่เคยมีศึกสงครามอีก บ้านเมืองสงบสุขมากว่าร้อยปี จงฮิวแม้มีปัญญาความรู้อันเป็นเลิศ ครั้นเอาเข้าจริง อาจจะเชื่อว่า "ใต้หล้าจะปั่นป่วนวุ่นวายเป็นแน่" แต่กับเรื่อง "ฉางเสอจะเป็นชัยภูมิรบ" นั้นยังออกจะไม่เชื่ออยู่บ้าง
ซุนเจินจนใจ รู้ว่าคนอย่างจงฮิวล้วนมีความคิดเห็นเป็นของตนสูง ไม่เชื่อคำคนอื่นโดยง่าย จึงคิดในใจว่า "เอาเถิด เขาไม่เชื่อก็แล้วไป อย่างมากก็รอให้พวกโพกผ้าเหลืองลุกฮือเสียก่อน แล้วค่อยเกลี้ยกล่อมให้เขาย้ายวงศ์ตระกูลมาเอี้ยงเต๊กก็ได้" ไม่เกลี้ยกล่อมเขาอีก จึงเอ่ยลาจากกัน
"ใกล้ค่ำมืดแล้ว เจ้าจะไปไหนเล่า?"
"ที่บ้านมีธุระ ข้าต้องกลับไป"
"ถ้าเช่นนั้นเจ้าคอยสักครู่ ข้าจะหาใบเบิกทางให้ฉบับหนึ่ง"
ยามค่ำคืนมีกฎห้ามสัญจร(13) ไม่มีใบเบิกทางก็ไปไม่ได้ จงฮิวรีบไปหาใบเบิกทางมาให้ฉบับหนึ่ง ซุนเจินรับเก็บไว้ ไม่แยแสว่าราตรีมาถึงแล้ว ลาจงฮิว ออกจากเรือนไท่โส่วไป
เขาไม่รีบกลับบ้าน ก่อนกลับบ้านยังมีเรื่องหนึ่งต้องจัดการ เดินไปตามถนนใหญ่ครู่หนึ่ง ก็เลี้ยวเข้าตรอกเล็ก มาถึงนอกหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เข้าไปเคาะประตูเรือนหลังหนึ่ง
ประตูเปิดออก มีผู้หนึ่งออกมา เห็นเป็นซุนเจิน ก็รีบเชิญให้เข้าไปข้างใน
"ข้าไม่เข้าไปดอก มีข่าวของคนผู้นั้นบ้างหรือไม่?"
"ข้าน้อยกำลังจะไปเองอิมเพื่อกราบเรียนท่านซุนพอดี สามวันติด ๆ กันแล้วที่ไม่มีข่าวคราวของเขา"
"สามวันติด ๆ กัน?"
"ใช่แล้ว"
ใจซุนเจินสะดุ้งวูบขึ้นมา
ผู้ที่ตอบคำผู้นี้เป็นนักเลงคนสนิทคนหนึ่งในสังกัดของเขา "คนผู้นั้น" ที่เขาถามถึงไม่ใช่ผู้ใด คือเล่าเติ้งนั่นเอง
ครั้งนั้นที่อยู่บนถนน เขาด่าทอเล่าเติ้งต่อหน้าเตียวจื๋อกับปอเหลียน ขับไล่เล่าเติ้งไปนั้น ที่จริงไม่ใช่เรื่องจริง หากเป็นการแสร้งเล่นละคร ก็เพื่อวันนี้นี่เอง สมดังที่เขาคาดไว้ ปอเหลียนผู้คิดการกบฏและ "กระหายหาคนเก่งดั่งกระหายน้ำ" ก็เกลี้ยกล่อมเล่าเติ้งเข้าสังกัดในเวลาไม่นานหลังจากนั้น เพื่อความสะดวกในการส่งข่าว เขาจึงเรียกนักเลงผู้นี้มาจากตำบลตะวันตกเป็นพิเศษ ซื้อเรือนไว้ที่นี่หลังหนึ่ง คอยติดต่อกับเล่าเติ้งทุกสองวันครั้งหนึ่ง หากมีเรื่องใหญ่ ก็ให้นักเลงผู้นี้มาแจ้งแก่ตน บัดนี้ได้ยินว่าไม่ได้ติดต่อกันมาสามวันแล้ว
เขาคิดในใจว่า "แต่ก่อนนั้นไม่เคยมีกรณีเกินสามวันไม่ได้ติดต่อกันเลย ไม่เกินเสียก่อน ไม่เกินทีหลัง กลับมาเกินสามวันไม่ได้ติดต่อพอดีในยามที่เรื่องของเตียวก๊กแดงขึ้น นี่ไม่ใช่ลางดีเสียแล้ว" คาดคะเนต่อว่า "เห็นทีอาเติ้งคงไม่ได้เปิดเผยตัวตน แต่ก็เหตุไฉนเขาจึงเกินสามวันไม่ได้ติดต่อเล่า?" นึกถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่งขึ้นมา "หรือว่า?" จึงรีบถามนักเลงผู้นี้ว่า "พักนี้ปอเหลียน ปอไซสองพี่น้องมีท่าทีผิดปกติบ้างหรือไม่?"
นักเลงผู้นี้ยังแบกหน้าที่คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของบ้านตระกูลปออยู่ภายนอกด้วย เขากล่าวว่า "ไม่มีท่าทีผิดปกติอันใด"
"เจ้าแน่ใจหรือ?"
ครั้นถูกซุนเจินถามเช่นนี้ นักเลงผู้นี้ก็นึกขึ้นได้เรื่องหนึ่ง "ว่าไปแล้วก็มีเรื่องประหลาดอยู่เรื่องหนึ่ง"
"เรื่องอันใด?"
"สองสามวันนี้คนที่ไปบ้านตระกูลปอเห็นชัดว่าน้อยลง แต่ก่อนนั้นบ้านตระกูลปอทุกวันอย่างน้อยก็มีแขกยี่สิบสามสิบคน แต่สองสามวันนี้กลับแทบไม่มีใครมาเยือนเลย" จากเรื่องนี้ก็นึกถึงอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมา นักเลงผู้นี้กล่าวว่า "สองพี่น้องตระกูลปอก็ไม่ปรากฏตัวมาสองสามวันแล้วด้วย"
"ไม่ปรากฏตัวมาสองสามวันแล้ว?"
"ใช่แล้ว"
เล่าเติ้งไม่ติดต่อมาสามวัน แขกที่มาเยือนบ้านตระกูลปอลดลงกะทันหัน ปอไซ ปอเหลียนไม่ปรากฏตัวมาสองสามวัน ในสายตาของผู้ที่ไม่รู้เบื้องลึก การนี้เป็นเพียง "เรื่องแปลกอยู่บ้าง" แต่ครั้นเข้าหูซุนเจินกลับเหมือนสายฟ้าวสันต์ฟาดลงกลางที่ราบ เขาอุทานเสียงหลงว่า "ตายจริง ไม่ดีแล้ว!"
"เป็นอะไรไปขอรับ ท่านซุน?"
"เหตุใดไม่รีบมาแจ้งข้าแต่แรก?"
นักเลงผู้นี้ตะลึงงัน "นี่ นี่…" ในสายตาของเขา เดือนอ้ายโดยปกติก็เป็นยามที่ผู้คนออกจากบ้านกันน้อยอยู่แล้ว จึงไม่รู้สึกว่าแขกน้อยลงไม่กี่คนหรือไม่ปรากฏตัวสองสามวันนั้นจะมีสิ่งใดน่าตื่นตกใจเป็นพิเศษ
"เจ้าจงไปสืบที่บ้านตระกูลปอเดี๋ยวนี้ ดูซิว่าสองพี่น้องตระกูลปอยังอยู่ในบ้านหรือไม่!"
"ท่านซุนหมายความว่าปอไซ ปอเหลียนไม่ได้อยู่บ้านหรือ?"
"รีบไปสืบเร็วเข้า!"
แม้ไม่รู้ว่าเหตุใดซุนเจินผู้หนักแน่นมั่นคงเป็นนิจจึงเสียอาการ แต่นักเลงผู้นี้เคยชินกับการเชื่อฟังคำสั่ง จึงรับคำในทันใด "เชิญท่านซุนเข้าไปพักในเรือนก่อนเถิด ข้าน้อยสืบได้ความแน่ชัดแล้วจะรีบกลับมาทันที"
"ข้าจะไปกับเจ้าด้วย"
สองคนออกจากตรอกในหมู่บ้าน ครั้นมาถึงนอกหมู่บ้านที่ปอไซอาศัยอยู่ ซุนเจินหยุดยืนอยู่แต่ไกล ปล่อยให้นักเลงผู้นี้เข้าไปแต่ลำพัง
นักเลงผู้นี้รับคำสั่งซุนเจินคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวบ้านตระกูลปอ เพื่อให้ทำหน้าที่ได้สำเร็จดียิ่งขึ้น จึงเคยติดสินบนทาสและสาวใช้ของบ้านตระกูลปอไว้หลายคน เรื่องใหญ่สืบไม่ได้ แต่เรื่องเล็กก็พอจะสืบได้อยู่ ครั้นตั้งใจสืบ รวบรวมเรื่องเล็กเรื่องน้อยที่สืบมาได้เข้าด้วยกัน เช่น พวกทาสและสาวใช้ไม่ได้เห็นสองพี่น้องตระกูลปอมาหลายวันแล้ว ทาสคนสำคัญที่คุมการในบ้านตระกูลปอก็หายไปหลายคน ปินเค่อในบ้านตระกูลปอก็หายไปเป็นจำนวนมาก เขาจึงได้ข้อสรุปตรงกับซุนเจินว่า "ปอไซ ปอเหลียนออกจากบ้านไปหลายวันแล้ว ไม่รู้ไปทางไหน"
ซุนเจินใช้เขาให้คอยจับตาดูคน ผลกลับเป็นว่าคนหนีไปนานแล้วก็ยังไม่รู้ตัว นักเลงผู้นี้จึงตื่นตกใจขึ้นมาทันใด รีบออกมาแจ้งแก่ซุนเจิน
ซุนเจินอยากจะยกแส้ม้าขึ้นเฆี่ยนเขาเสียยกใหญ่ ข่มใจอยู่หลายครั้ง จึงกดความโกรธลงได้ "เจ้าจงอยู่ที่เอี้ยงเต๊กต่อ สืบหาทางหนีของปอไซ ปอเหลียน พอได้ข่าวก็รีบมาแจ้งข้าทันที!"
นักเลงผู้นี้ "รู้สึกอับอายจึงเกิดความกล้า" กัดฟันรับคำว่า "ขอรับ! ท่านซุนวางใจเถิด ข้าน้อยถึงจะต้องขุดดินลึกสามฉื่อ ก็จะค้นหาตัวสองอ้ายหนูนี่ให้พบให้จงได้!" เขาอยู่ที่เอี้ยงเต๊กมากว่าปีแล้ว ทั้งคนทั้งสถานที่ก็คุ้นเคยดี และสนิทกับพวกทาสและสาวใช้ของบ้านตระกูลปอด้วย หากตั้งใจสืบจริง ก็ไม่ใช่ว่าจะหาตัวปอไซ ปอเหลียนไม่พบ
ซุนเจินมีเรื่องคับใจ เดิมทีตั้งใจจะไปพบซีจื้อไฉอีกสักครั้ง ก็ไม่ได้ไปพบ สั่งความแก่นักเลงผู้นี้แต่เพียงคลุมเครือสองสามคำว่า "พักนี้ในเขตอาจเกิดความวุ่นวาย ในยามที่เจ้าสืบข่าวก็ต้องระวังตัวด้วย จงบอกเสี่ยวคังกับพวกให้ดูแลชีฮกกับกุยแกให้ดี อย่าให้พวกเขาเป็นอันตราย"
นักเลงผู้นี้รับคำอย่างงงงวยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ
…
ซุนเจินออกจากเอี้ยงเต๊กในทันใด เร่งเดินทางกลับอำเภอตลอดทั้งคืน
เขารู้สึกว่าทุกอย่างล้วนขัดข้องไปหมด
ในแผนเดิมของเขานั้น หากเกลี้ยกล่อมไท่โส่วให้จับกุมสองพี่น้องตระกูลปอไม่ได้ ก็จะลงมือเองเป็นการลับ ส่งคนไปลอบสังหารสองคนนี้ก่อนพวกโพกผ้าเหลืองจะชูธง เพื่อกำจัด "ตัวเสนียดร้ายอันดับหนึ่ง" ให้แก่เขตนี้ ใครจะคาดว่าเล่าเติ้งกลับขาดข่าวคราว สองพี่น้องตระกูลปอก็หายตัวไปกะทันหัน เขาคิดว่า "เล่าเติ้งจู่ ๆ ขาดข่าวคราว ย่อมเกี่ยวพันกับการหายตัวของสองพี่น้องตระกูลปอเป็นแน่ ชะรอยจะถูกสองพี่น้องตระกูลปอพาตัวไปด้วย อาจเป็นเพราะไปอย่างรีบร้อน จึงไม่อาจส่งข่าวออกมา ส่วนการที่ปอไซ ปอเหลียนหายตัวไปกะทันหันนั้น ก็คงเกี่ยวข้องกับการที่ราชสำนักไล่จับกุมเตียวก๊กเท่านั้น พวกเขาคงรู้ข่าวล่วงหน้า กลัวที่ว่าการเขตจะจับกุม จึงหลบหนีไปซ่อนตัวตามชนบท เตรียมก่อการกบฏ!"
ช่างเป็นจริงดังคำที่ว่า แผนการเปลี่ยนแปลงไม่ทันความผันแปร
เห็นอยู่ว่าพวกโพกผ้าเหลืองจวนจะลุกฮือ แต่ฝ่ายเขากลับเปิดศึกอย่างไม่เป็นมงคล ภายใต้แรงกดดันแห่งความเป็นความตาย ถึงแม้เป็นคนเหล็ก ก็ยากจะไม่เสียอาการ ไม่โกรธขึ้งบ้าง
"บัดนี้จะทำเช่นไรดี?"
บนทางหลวงไม่มีผู้คนทั้งใกล้และไกล รอบทิศไร้เสียง เงียบสงัดทุกสรรพสิ่ง เสียงกีบม้าดังก้องไปไกลลิบ
ท่ามกลางลมเย็น เขาค่อย ๆ สงบจิตใจลง นั่งอยู่บนหลังม้า ทอดตามองไปยังหมู่บ้านในชนบทแต่ไกล แสงไฟกระจิริดวับแวม ได้ยินเสียงหมาเห่าไก่ขันจากบ้านเรือนในตรอกซอยแว่วมา เขาหามีใจจะเสพสำราญราตรีอันสงบเงียบของชนบทนี้ไม่ จ้องมองไปทั่ว ในใจคิดแต่ว่า "ในหมู่บ้านเหล่านี้ มีสาวกลัทธิไท่ผิงสักกี่คน ในบรรดาสาวกลัทธิไท่ผิงเหล่านี้ จะมีสักกี่คนที่เข้าร่วมการลุกฮือของพวกโพกผ้าเหลืองในไม่ช้านี้?" ในแคว้นและเขตกว่าร้อยแห่งของราชวงศ์ปัจจุบัน แคว้นน่ำเอี๋ยงมีจำนวนราษฎรมากเป็นที่หนึ่ง แคว้นยีหลำเป็นที่สอง เขตเองฉวนเป็นที่ห้า แม้ไม่เทียบเท่าน่ำเอี๋ยงและยีหลำที่มีราษฎรกว่าสองล้าน แต่ก็ยังมีถึงกว่าหนึ่งล้านสี่แสนคน หนึ่งในสิบส่วนก็คือหนึ่งแสนสี่หมื่น ตัวเลขนี้เพียงนึกดูก็ขนหัวลุกขึ้นมาไม่รู้ตัว
ไม่รู้แต่ครั้งใด ท้องฟ้าก็พลันมืดครึ้มลง ดาวเดือนไร้แสง เขาเงยหน้ามองท้องฟ้ายามราตรี พึมพำว่า "จะมีหิมะตกหรือนี่?"
ยามเช้าตอนออกจากเองอิม แดดยังจ้าเรืองรอง ครึ่งวันผ่านไป ยามค่ำกลับบ้าน ฟ้าก็แปรปรวนไปแล้ว นี่เป็นลางบอกเหตุสิ่งใดหรือ ลมหิมะจะมาแล้วหรือ?
อาจเป็นเพราะอากาศหนาว ตลอดทางที่ผ่านศาลาในด่านต่าง ๆ มีเพียงสองสามด่านเท่านั้นที่มีพลศาลาออกมาขวางตรวจใบเบิกทางยามค่ำคืนของเขา การนี้ไม่เพียงไม่ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย กลับยิ่งเพิ่มความกังวลใจขึ้นอีก
เสือร้ายซุ่มดูอยู่ในที่มืด สั่งสมกำลังคอยจังหวะลงมือ แต่ท้องถิ่นกลับมีการระวังป้องกันอันหละหลวม เช่นนี้แล้วจะรับมือกระแสคลื่นโพกผ้าเหลืองที่กำลังจะมาถึงได้อย่างไร
ในระหว่างที่เขาครุ่นคิดคำนวณอยู่นั้น ทางหลายสิบลี้ก็ผ่านไปในชั่วพริบตา ครั้นถึงใต้กำแพงเมืองเองอิมก็ร้องเรียกให้เปิดประตูเมือง เขาเป็นบุคคลมีชื่อในเมือง พลรักษาประตูจำเขาได้ ไม่ต้องเสียคำพูดมากก็เข้าเมืองได้ เขาข่มความกระวนกระวายไว้ พูดคุยหยอกล้อกับพลรักษาประตูสองสามคำ เพื่อไม่ให้ราษฎรในอำเภอตื่นตระหนก จึงไม่ได้ขี่ม้า จูงม้าเดินกลับบ้านด้วยเท้า ครั้นเข้าสู่ในหมู่บ้าน เขาก็ตัดสินใจได้
"นับแต่ข้ารับราชการเป็นนายกองศาลาจนถึงบัดนี้ สามสี่ปีแล้ว ตรากตรำมานานเพียงนี้ ก็เพื่อวันนี้ไม่ใช่หรือ? ไท่โส่วไม่ฟังคำทัดทานของข้า ไม่เป็นไร ปอไซ ปอเหลียนหายตัวไป ไม่เป็นไร ท้องถิ่นมีการระวังป้องกันหละหลวม ไม่เป็นไร เพียงอาศัยนักเลงและราษฎรหมู่บ้านหลายร้อยคนในสังกัดของข้าที่ยอมพลีชีพทำตามคำสั่ง เพียงอาศัยงักจิ้น เสี่ยวเซี่ย เจียงหูคุมการอยู่ในหมู่บ้านโรงเหล็ก ถึงจะปกป้องทั้งเขตทั้งอำเภอได้ยาก แต่จะปกป้องชีวิตของข้าผู้เดียว ปกป้องวงศ์ตระกูลไม่ให้เสียหายนั้น ข้าจะทำไม่ได้เชียวหรือ? หากทำไม่ได้ ก็แสดงว่าข้าเป็นคนต่ำต้อยไร้ความสามารถ ยุคจลาจลเป็นเวทีของวีรบุรุษ ไฉนจะมีที่ให้คนต่ำต้อยรอดชีวิตเล่า? ถึงตายก็ตายไปเสียเถิด!"
ผ่านการบ่มฝนหลายปีนี้ ความคิดของเขามีทั้งที่เหมือนและที่ต่างจากครั้งแรกเข้ารับราชการ
ที่เหมือนคือ จุดสำคัญยังคงอยู่ที่การรักษาชีวิต ที่ต่างคือ "การรักษาชีวิต" นี้ไม่ใช่เพียงเพื่อ "รักษาชีวิต" อย่างเดียวอีกต่อไป ไม่ใช่การ "ดิ้นรนเอาตัวรอดอย่างชั่วช้า" หากแฝงความคิดที่จะแก่งแย่งเป็น "วีรบุรุษแห่งใต้หล้า" อยู่รำไร
เพิ่งก้าวเข้าสู่หมู่บ้าน ก็เห็นผู้อาวุโสสวมหมวกสูงในชุดบัณฑิตเจ็ดแปดคนเดินออกมาจากบ้านซุนกุน ที่แท้การประชุมหารือของบรรดาผู้อาวุโสเพิ่งจะเลิกพอดี
เขารีบเดินไปสองสามก้าว คอยอยู่ริมตรอก คารวะผู้อาวุโสที่เดินผ่านมาด้วยกิริยานอบน้อม ปีหลัง ๆ มานี้เขามีชื่อเสียงโด่งดังขึ้น แทบจะเสมอกับซุนฮก ซุนฮิว ผู้อาวุโสตระกูลซุนต่างมีความพอใจในตัวเขา ก็พากันยิ้มน้อย ๆ พยักหน้ารับ เขาไม่อาจเสียมารยาทดึงรั้งผู้อาวุโสไว้ซักถาม ครั้นส่งพวกท่านไปแล้ว เห็นซุนฮก ซุนฮิว ซุนเฉิงยืนคุยกันอยู่ที่ประตู ก็รีบตามไป ถามว่า "ผลการประชุมเป็นอย่างไรบ้าง?"
"ผู้อาวุโสทุกสายเห็นว่า สาวกลัทธิไท่ผิงแผ่กระจายไปทั่วใต้หล้า พรรคพวกเตียวก๊กเรียงรายอยู่ตามแคว้นและเขต ลัทธิไท่ผิงเมื่อหลายปีก่อนก็เคยมีพฤติกรรมคิดกบฏมาจริง เรื่องนี้ไม่อาจมองข้าม ไม่ว่าท้องถิ่นจะเกิดจลาจลด้วยเหตุนี้หรือไม่ ตระกูลเราก็ควรเตรียมการแต่เนิ่น ๆ"
ตระกูลซุนมีบัณฑิตและผู้มีความสามารถหลายคน ท่าทีต่อเรื่องนี้จึงต่างจากท่านไท่โส่วแซ่บุนโดยสิ้นเชิง ซุนเจินถอนใจยาว ในที่สุดก็ได้ยินข่าวดีสักข่าว เขาถามว่า "ในตระกูลคิดจะเตรียมการอย่างไร?"
"ประการแรก ถวายหนังสือต่อไท่โส่ว ขอให้ท่านฝู่จวินจับกุมฉวี๋ซ่วยแห่งลัทธิไท่ผิงในเขตนี้ ประการที่สอง ติดต่อตระกูลใหญ่ในอำเภออย่างตระกูลเล่า พรุ่งนี้เข้าพบท่านนายอำเภอ ขอให้ท่านจัดเตรียมยุทโธปกรณ์ ระวังรักษากำแพงเมืองให้มั่น เพื่อป้องกันความวุ่นวาย ประการที่สาม รวบรวมชายฉกรรจ์ ปินเค่อ และบ่าวไพร่ของแต่ละบ้านในตระกูลเข้าด้วยกัน หากเกิดเหตุแปรปรวนขึ้นจริง ก็จะไม่ถึงกับจนมือ"
"ทางท่านฝู่จวินนั้นเกรงว่าจะพูดให้ฟังไม่ได้"
ซุนฮกถามว่า "ว่าแต่ เจ้าเพิ่งกลับจากที่ว่าการเขตหรือ?"
"ใช่แล้ว"
"ท่านฝู่จวินว่าอย่างไร?"
"ไม่ยอมจับกุมปอไซ ปอเหลียน และฟ่านเฉิง" ซุนเจินถอนใจ แล้วกล่าวต่อว่า "ตัวข้าศักดิ์น้อยคำเบา ท่านฝู่จวินจึงไม่ยอมฟัง บางทีท่านฝู่จวินอาจฟังคำเกลี้ยกล่อมของบรรดาผู้อาวุโสก็เป็นได้"
ในบรรดาผู้อาวุโสตระกูลซุนมีผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือหลายคน อีกทั้งหลายท่านเคยเข้ารับราชการในท้องถิ่นและราชสำนักก่อนเกิดคดีตั่งกู้ อย่างซุนกุน ก่อนคดีตั่งกู้ก็เคยเป็นขุนนางใหญ่ระดับสองพันสือ คำพูดของพวกท่าน ท่านไท่โส่วแซ่บุนอาจรับฟังเข้าหูบ้าง ทว่าก็เป็นเพียง "อาจ" เท่านั้น จงฮิวกล่าวไว้ชัดเจนแล้วว่า ที่ท่านไท่โส่วแซ่บุนไม่ยอมจับกุมปอไซ ปอเหลียน ก็เพราะไม่อยากขัดเคืองบ้านเตียวเหยียง พูดถึงที่สุดแล้ว อดีตขุนนางสองพันสือ ถึงจะมีชื่อเสียงสูงเพียงใด ก็ยังเทียบไม่ได้กับจงฉางสื้อเตียวเหยียงผู้กุมอำนาจสะท้านราชสำนัก
ถ้อยคำเหล่านี้ ซุนเจินไม่ได้กล่าว แต่ซุนฮกรู้นิสัยใจคอของท่านไท่โส่วแซ่บุนเป็นอย่างดี ได้ยินว่าเขากลับมามือเปล่า ก็ไม่ได้คาดหวังกับคำเกลี้ยกล่อมของบรรดาผู้อาวุโสมากนัก จึงถอนใจ กล่าวว่า "ก็ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด"
ซุนฮิวกล่าวว่า "เกลี้ยกล่อมไท่โส่วไม่ได้ เกลี้ยกล่อมท่านนายอำเภอได้ก็ยังดี"
ที่เกี่ยวพันโดยตรงกับความปลอดภัยของวงศ์ตระกูลซุนก็คืออำเภอเองอิมนี่เอง ซุนเจินเห็นด้วย กล่าวว่า "ทางท่านนายอำเภอนั้นเห็นทีจะไม่มีปัญหา" ตระกูลซุนและตระกูลเล่าเป็นสกุลสูงในอำเภอนี้ อีกทั้งตระกูลเล่าก็เป็นเชื้อพระวงศ์ หากสองตระกูลนี้ออกหน้ากราบเรียน ท่านนายอำเภอย่อมต้องรับคำเต็มร้อยส่วน
ซุนเจินหยุดครู่หนึ่ง ถามว่า "ที่ว่าจะรวบรวมชายฉกรรจ์ ปินเค่อ และบ่าวไพร่ในตระกูลนั้น ไม่ทราบว่าจะรวบรวมได้สักกี่คน?"
ซุนเฉิงตอบว่า "บุตรหลานในตระกูลเราที่ฝึกฝนวิชากระบี่ ขี่ม้ายิงธนูได้ พอจะออกศึกสังหารข้าศึกได้นั้นมีอยู่ราวสิบยี่สิบคน ปินเค่อ ถูฟู่ และบ่าวไพร่วัยฉกรรจ์มีอยู่ราวเกือบร้อยคน"
บัณฑิตยุคสองฮั่นสืบทอดธรรมเนียมแต่ครั้งราชวงศ์ฉิน โดยมากเชี่ยวชาญทั้งบุ๋นทั้งบู๊ ดังคำที่ว่า "ออกศึกเป็นแม่ทัพ เข้าวังเป็นเสนาบดี" เมื่อเทียบกับสกุลบัณฑิตอื่นบางสกุล ตระกูลซุนสืบทอดวงศ์ด้วยคัมภีร์ขงจื้อเป็นหลัก ยังนับว่าไม่สู้ให้ความสำคัญกับ "การยุทธ์" นัก แต่ครั้นรวบรวมเข้า ก็ยังรวบรวมบุตรหลานที่ออกศึกสังหารข้าศึกได้สิบยี่สิบคน ซุนฉวี ซุนเจิน ซุนเฉิง ซุนฉี ล้วนเชี่ยวชาญการขี่ม้ายิงธนูและฟันกระบี่ทั้งสิ้น
ปินเค่อ ถูฟู่ และบ่าวไพร่เกือบร้อยคนนั้นไม่นับว่ามาก แต่ตระกูลซุนทั้งหมดยึดถือคติของซุนซกที่ว่า ไม่สะสมทรัพย์สมบัติ มุ่งฝึกฝนคุณธรรม ผู้มีทรัพย์ในตระกูลจึงมีน้อย จะรวบรวมคนได้มากเพียงนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว คาดว่าในจำนวนนี้ส่วนใหญ่คงเป็นคนที่ซุนฉวีจัดหามา ในบรรดาสายต่าง ๆ ของตระกูลซุน ที่มั่งคั่งที่สุดก็คือบ้านซุนฉวีนั่นเอง
ซุนเจินกล่าวว่า "ไม่ทราบว่าอาวุธและเกราะเพียงพอหรือไม่ ข้ามีอาวุธและเกราะเก็บไว้ที่ตำบลตะวันตกอยู่บ้าง พอจะนำออกมาให้ตระกูลใช้ได้"
ซุนฮิวยิ้มว่า "ไม่ต้องเจ้าเอ่ยดอก ข้าได้อาสาแทนเจ้าไปเรียบร้อยแล้ว ไม่เพียงอาวุธและเกราะที่เจ้าซ่อนไว้ รวมทั้งปินเค่อในสังกัดของเจ้าที่ตำบลตะวันตก ข้าก็พูดแทนเจ้าไว้ด้วย หัวหน้าตระกูลให้เจ้าเลือกคนที่เก่งกล้าสักหลายสิบคน รับมาอยู่ในหมู่บ้าน"
ซุนฮิวมักไปตำบลตะวันตกกับซุนเจินอยู่เนือง ๆ จึงรู้จักทรัพย์สมบัติและเบื้องลึกของซุนเจินอย่างถ่องแท้ หากไม่ใช่ว่าในหมู่บ้านเกาหยางหลี่อยู่กันได้ไม่มากนัก เขาคงขอให้ซุนกุนอนุญาตเรียกนักเลงในสังกัดของซุนเจินมาอยู่ในหมู่บ้านทั้งหมดเสียแล้ว
"ดี ดี"
ซุนเจินเองก็เคยคิดอยู่ว่า ในยามก่อนพวกโพกผ้าเหลืองจะลุกฮือนั้น เขาจะพักอยู่ในเมือง หรือจะย้ายไปพักที่เรือนสวนในศาลาฝานหยางดี สองทางเลือกต่างมีข้อดีคนละอย่าง ในเมืองมีกำแพงเมืองคุ้มกัน เรือนสวนในศาลาฝานหยางมีคนหลายร้อยอยู่ในมือ บัดนี้เมื่อวงศ์ตระกูลตัดสินใจรวบรวมชายฉกรรจ์และปินเค่อ ตัวเขาเองก็เรียกคนหลายสิบเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านได้ จะเลือกทางใดก็ไม่ต้องเอ่ยอยู่แล้ว ย่อมพักอยู่ในเมืองเป็นแน่
…
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
ซุนเจินไปยังตำบลตะวันตกด้วยตนเอง คัดเลือกนักเลงที่ดุดันเก่งกล้าห้าสิบคน กำชับเป็นการลับแก่สวี่จ้ง เจียงฉิน เฉินเปา และคนอื่น ๆ ที่อยู่เฝ้าตำบลว่าจงเพิ่มความระวังให้มากขึ้น เจียงฉินถามว่าเพราะเหตุใด เขาก็บอกตรง ๆ ว่าลัทธิไท่ผิงอาจจะก่อกบฏ
สวี่จ้ง เจียงฉิน เฉินเปาล้วนไม่ใช่คนหุนหันพลันแล่น หากเป็นเฉิงเยี่ยนได้ยินคำนี้ คำแรกต้องร้องว่า "ข้าน้อยจะไปฟันเฉินหนิวกับหยวนพ่านเดี๋ยวนี้!" เป็นแน่ เฉินหนิวกับหยวนพ่านเป็นหัวหน้าสาวกลัทธิไท่ผิงในตำบลตะวันตก เป็นสองคนที่มีบารมีสูงที่สุด แต่สวี่จ้งทั้งสามหาเป็นเช่นนั้นไม่ ไม่ได้ร้องตะโกนจะฆ่าจะฟัน ด้วยเชื่อมั่นในตัวซุนเจินมาตลอด จึงไม่ได้แคลงใจในคำพูดของซุนเจิน เมื่อตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งแล้ว สามคนก็กล่าวว่า "พวกเรารู้แล้วว่าจะต้องทำอย่างไร" จะทำอย่างไรได้เล่า ก็ย่อมต้องคอยจับตาความเคลื่อนไหวของสาวกลัทธิไท่ผิงในตำบลและในอำเภออย่างใกล้ชิดทั้งวันทั้งคืน
ครั้นคัดคนได้แล้ว บนทางกลับอำเภอ ซุนเจินสั่งเสี่ยวเริ่นว่า "เรื่องนี้สำคัญมาก จะไม่แจ้งบุ๋นเคี้ยมไม่ได้ เจ้าจงไปยังโรงเหล็กหลวง บอกเรื่องนี้แก่บุ๋นเคี้ยมกับเสี่ยวเซี่ยอย่างลับ ๆ ส่วนเจียงหูนิสัยหุนหันพลันแล่น อย่าไปบอกเขาเลย บอกบุ๋นเคี้ยมกับเสี่ยวเซี่ยให้ตั้งสติให้ดี คอยจับตาฟ่านเฉิงกับนักโทษและทาสในโรงเหล็กให้มั่น หากมีเหตุแปรปรวน ก็ให้ผ่อนหนักผ่อนเบาตามแต่จะเห็นสมควร ทุกเรื่องข้ารับผิดชอบให้เอง จำไว้ อย่าได้อ่อนใจอ่อนมือในยามคับขัน"
เสี่ยวเริ่นรับคำสั่งแล้วจากไป
ซุนเจินสั่งเฉิงเยี่ยนอีกว่า "เจ้าจงไปอำเภอสวี่ บอกตระกูลตันว่า เขตของเราอาจจะเกิดเหตุแปรปรวน ขอให้พวกท่านมาอยู่เองอิม อาศัยอยู่ร่วมกับบ้านข้า"
…
ครั้นออกคำสั่งสองข้อนี้แล้ว เขาตรองหน้าตรองหลัง ที่ทำได้ก็มีเพียงเท่านี้
กลับมาถึงบ้าน จัดที่ทางให้พวกนักเลงพักอาศัย บ้านเรือนของเขาเล็ก อยู่กันไม่หมด ส่วนใหญ่จึงให้ไปพักที่บ้านซุนฉวี
ยุ่งอยู่ทั้งวัน ช่วยตระกูลคัดเลือกบุตรหลาน ปินเค่อ บ่าวไพร่ของแต่ละบ้าน จัดเข้าหมวดหมู่ฝึกปรือ อีกทั้งแบ่งอาวุธและเกราะที่นำกลับมาแจกจ่ายไปทีละชิ้น
ยามค่ำ ซุนฮกมาหาเขา กล่าวว่า "บรรดาผู้อาวุโสร่วมลงนามถวายหนังสือต่อที่ว่าการเขต ท่านฝู่จวินก็ไม่ได้ตอบว่าจะเอาอย่างไร เห็นทีจะไม่ยอมจับกุมฉวี๋ซ่วยแห่งลัทธิไท่ผิงเสียแล้ว ส่วนท่านนายอำเภอนั้นยอมรับคำกราบเรียนของตระกูลเรากับตระกูลเล่า ได้เริ่มส่งขุนนางออกตรวจค้นหัวหน้าลัทธิไท่ผิงในอำเภอเราแล้ว ทั้งส่งขุนนางและพลออกระวังรักษากำแพงเมืองอย่างเข้มงวด อีกประการหนึ่ง ตระกูลใหญ่ในอำเภออย่างตระกูลเล่าก็เชื่อตามคำเกลี้ยกล่อมของตระกูลเรา เริ่มฝึกปรือบุตรหลานและปินเค่อเพื่อป้องกันเหตุแล้วเช่นกัน"
ตระกูลใหญ่อย่างตระกูลซุนและตระกูลเล่านั้น สืบวงศ์ด้วยคัมภีร์โคลงกลอน รอบรู้เรื่องเก่าก่อนและเหตุการณ์ปัจจุบัน ในตระกูลมีผู้มีปัญญาเหนือคนและผู้รู้เห็นการณ์ไกลอยู่หลายคน เล่าเถาที่ถวายฎีกาต่อฮ่องเต้เมื่อปีกลายขอให้ประหารเตียวก๊กกับพวกก็เป็นบุตรหลานตระกูลเล่า ไม่ใช่บ้านราษฎรสามัญทั่วไปจะเทียบได้ ฉะนั้น เมื่อได้ยินว่าเตียวก๊กคิดกบฏ ก็ฉับไวรู้สึกได้ถึงลางร้ายที่ผิดสังเกต โดยไม่ต้องให้ผู้ใดเอ่ยมาก ก็ลงมือเตรียมการในทันที
ตระกูลใหญ่อย่างนี้ คนในตระกูลมีมาก ปินเค่อและบ่าวไพร่ยิ่งมีมากกว่า พอลงมือเตรียมการ ก็รวบรวมกำลังคนได้ไม่น้อย อย่างตระกูลซุนซึ่งเป็นวงศ์ที่ออกจะยากจนสักหน่อย ยังรวบรวมคนได้กว่าร้อย ตระกูลเล่าเป็นเชื้อพระวงศ์ ทั้งไม่ได้ต้องคดีตั่งกู้ บ้านใหญ่กิจการกว้างขวาง ประมาณคร่าว ๆ อย่างน้อยก็รวบรวมคนได้สองสามร้อยคน
ชาวนาในยุคปัจจุบันเป็นทั้งชาวนาทั้งทหารในตัว ทุก ๆ ฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วง ตระกูลคหบดีใหญ่ล้วนฝึกปรือปินเค่อ ถูฟู่ และบ่าวไพร่ พอจัดเข้าหมวดหมู่ก็เกิดเป็นกำลังรบขั้นต้นได้ทันที เมื่อพวกเขาแตกตื่นลงมือเตรียมการกัน อำเภอเองอิมนี้ก็ยิ่งมีหลักประกันความปลอดภัยเพิ่มขึ้น
เฉิงเยี่ยนกลับมาในค่ำวันนั้น
ซุนเจินถามเขาว่า "ตระกูลตันว่าอย่างไร?"
"ข้าน้อยไม่อาจพบหัวหน้าตระกูลผู้เฒ่า ท่านตันคนน้อยฝากข้าน้อยมาบอกท่านซุนว่า ขอบพระคุณท่านซุนที่กรุณาเตือน หากแต่ 'หัวหน้าตระกูลชราแล้ว ไม่อยากจากบ้าน'"
ซุนเจินรู้แก่ใจว่า "ตันเทียวชราแล้ว ไม่อยากจากบ้าน" เป็นเพียงข้ออ้าง ตระกูลตันไม่ว่าจะกล่าวอย่างไรก็เป็นตระกูลมีชื่อในเขต เป็นสกุลสูงแห่งอำเภอสวี่ ถึงรู้ว่าพวกโพกผ้าเหลืองจะก่อจลาจล ก็ย่อมไม่มีเหตุที่จะทิ้งบ้านทิ้งเรือน ละจากถิ่นฐานเดิม มาพึ่งใบบุญตระกูลซุน เขาคิดว่า "ก็ได้แต่รอให้พวกโพกผ้าเหลืองลุกฮือเสียก่อน แล้วค่อยส่งคนไปรับพวกท่านมาอยู่" ตระกูลตันมีคนในตระกูลน้อย บ้านยังยากจนกว่าตระกูลซุน ทั้งไม่ค่อยมีปินเค่อหรือบ่าวไพร่ คาดว่ารอถึงตอนนั้น เมื่อได้เห็นพวกโพกผ้าเหลืองลุกฮือเต็มแผ่นดินกับตา เห็นทีจะไม่ปฏิเสธคำชักชวนของเขาอีก
…
สองวันต่อมา ภายใต้การช่วยเหลือของซุนเจิน ตระกูลซุนก็จัดหมวดหมู่บุตรหลานและปินเค่อเสร็จเรียบร้อย
จำนวนคนที่จัดเข้าหมวดหมู่ในที่สุดมากกว่าตัวเลขเดิมหกสิบกว่าคน ด้วยบุนเพ่งก็พาบ่าวไพร่เข้าร่วมด้วย ส่วนตระกูลหูและตระกูลเติ้งที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกับตระกูลซุน ก็คัดบุตรหลานและปินเค่อที่ออกศึกได้ในตระกูลออกมาจนหมดสิ้น มอบให้แก่ตระกูลซุน ยินยอมอยู่ใต้บัญชาการอันเป็นหนึ่งเดียว
บัดนี้บุนเพ่งพักอยู่บ้านซุนเจิน เป็นศิษย์ของซุนฉวี ก็นับว่าเป็นคนตระกูลซุนได้ครึ่งหนึ่ง เขาไม่เพียงเข้าร่วมในการจัดหมวดหมู่ของตระกูลซุน ยังส่งคนหนึ่งรีบกลับน่ำเอี๋ยงไปแจ้งข่าวแก่วงศ์ตระกูลด้วย
ส่วนตระกูลหูและตระกูลเติ้งนั้น ตระกูลซุนมีชื่อเสียงสูงในอำเภอ ความเชื่อถือที่สองตระกูลนี้มีต่อตระกูลซุนก็เปรียบได้ดั่งความเชื่อมั่นที่สวี่จ้ง เจียงฉิน เฉินเปามีต่อซุนเจิน สามตระกูลอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน เรื่องเคลื่อนไหวใหญ่โตปานนี้ย่อมปิดบังสองตระกูลนั้นไม่ได้ พอสืบถาม ก็ได้ความว่าเป็นการระวังป้องกันพวกโจรก่อความวุ่นวาย พวกเขาแม้ไม่รู้เบื้องลึก ไม่รู้ว่า "พวกโจร" นี้คือผู้ใด ก็พร้อมจะออกคนออกแรงในทันที เพื่อรักษาความปลอดภัยของวงศ์ตระกูล
มีคนหนึ่งก็เพิ่มกำลังหนึ่งส่วน ตระกูลซุนย่อมไม่ปฏิเสธ
สามตระกูลรวมเป็นหนึ่ง ได้คนเกือบสองร้อยคน
เมื่อมีกำลังพลม้าแล้ว ก็จะขาดหัวหน้าไม่ได้
ซุนกุนปรึกษากับผู้อาวุโสตระกูลซุนและสองตระกูลหูเติ้งแล้ว ตัดสินใจมอบคนเหล่านี้ให้ซุนฉวีเป็นผู้นำ
ซุนฉวีอายุสามสี่สิบปี กำลังอยู่ในวัยฉกรรจ์ ตัวเองก็เชี่ยวชาญการฟันกระบี่ขี่ม้ายิงธนู รอบรู้การยุทธ์ อีกทั้งสายของเขาในตระกูลซุนก็มีบารมีรองจากสายซุนซกเท่านั้น จึงนับเป็นผู้เหมาะสมที่สุด
ส่วนรองหัวหน้านั้น เลือกซุนเจินและซุนฮก
ซุนฮกเป็นตัวแทนของซุนกุน ส่วนซุนเจินนั้นล้วนเป็นเพราะความสามารถส่วนตัวของเขาเอง
ในบรรดาบุตรหลานตระกูลซุน ผู้ที่เคยมีประสบการณ์ในสนามรบมีเพียงซุนเจินผู้เดียว ชาวเขตขนานนามเขาว่า "ลูกเสือ" สองคำว่าลูกเสือนั้นไฉนจะเป็นชื่อลม ๆ แล้ง ๆ ปีนั้นเขาข้ามเขตไปปราบโจรที่ศาลาฝานหยาง รบครั้งเดียวสังหารและจับโจรร้ายได้นับร้อย ทั้งอำเภอไม่มีใครไม่รู้ ครั้นเป็นตูโหยวฝ่ายเหนือ ก็บุกเข้าถ้ำเสือ ลงมือสังหารเสิ่นสวิ่นด้วยมือตน ทั้งเขตตื่นตะลึง ในสายตาของญาติที่สนิทสนมกับเขา อย่างซุนเฉิง ถึงกับเห็นว่าเขาเหมาะจะคุมกองกำลังนี้ยิ่งกว่าซุนฉวีเสียอีก
แม้เป็นเพียงรองหัวหน้า แต่สำหรับซุนเจินก็นับเป็นความปีติที่ไม่ได้คาดฝัน เขาคิดคำนวณมาตลอดก็เพียงเรื่องลูกน้องในตำบลตะวันตก บัดนี้ได้ขึ้นเป็นรองหัวหน้า "กองทัพตระกูลซุน" ก็คือว่าคนเกือบสองร้อยคนนี้ก็จะต้องฟังคำสั่งของเขาด้วย เช่นนี้ เมื่อนับรวมทั้งคนในตระกูลและคนต่างตระกูล กำลังพลม้าในบังคับบัญชาของเขาก็มีถึงกว่าห้าร้อยคนแล้ว
เพื่อความปลอดภัยของวงศ์ตระกูล อีกทั้งเพื่อรักษาชีวิต นับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง เขาก็ทุ่มเทกายใจลงในการฝึกปรือกองกำลังนี้อย่างสุดกำลัง
"ลับหอกตรงหน้าศึก ถึงไม่คมก็เป็นเงา" เขาผนวกเอานักเลงห้าสิบคนที่เรียกมาจากตำบลตะวันตกเข้าด้วยกัน ทุก ๆ วันเขาไม่ได้ฝึกอย่างอื่น ฝึกแต่วิชายิงธนูและการตั้งทัพหอก ด้วยเกรงว่าการฝึกกำลังพลครั้งใหญ่จะดึงความสนใจของลัทธิไท่ผิงและทำให้ชาวอำเภอไม่สบายใจ การฝึกปรือทั้งหมดนี้จึงทำกันในหมู่บ้าน
ทุก ๆ สองวัน ตำบลตะวันตกและเอี้ยงเต๊กก็ส่งข่าวมา ล้วนเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของสาวกลัทธิไท่ผิงทั้งสิ้น จากข่าวเหล่านี้พอจะเห็นได้ว่า สาวกลัทธิไท่ผิงผิดแผกไปจากแต่ก่อนอย่างเห็นได้ชัด ติดต่อร้อยเรียงกันไม่ได้ขาด ส่วนปอไซ ปอเหลียน เล่าเติ้งก็ไร้ข่าวคราวมาตลอด เผชิญกับความเคลื่อนไหวผิดปกติเหล่านี้ เรือนไท่โส่วกลับดูเหมือนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ไม่ได้ลงมือกระทำการสิ่งใดเลย
…
ในความเร่งรีบขะมักเขม้น เดือนอ้ายก็ผ่านพ้น เดือนยี่มาถึง
อากาศที่มืดครึ้มมาหลายวัน ในที่สุดก็เริ่มมีหิมะตกลงมา
วันที่สามเดือนยี่ ซุนเจินฝึกปรือ "กองทัพตระกูลซุน" ท่ามกลางหิมะมาทั้งวัน ลากร่างอันอ่อนล้ากลับมาถึงบ้าน กินข้าวเสร็จก็ล้มตัวลงนอน ราตรีค่อยลึกลง แสงไฟในหมู่บ้านดับลงทีละดวง จมดิ่งสู่ความมืดมิดเงียบสงัด ใต้แสงจันทร์สลัว หิมะยามค่ำโปรยปรายไม่ขาดสาย เงาร่างหนึ่งปีนป่ายกำแพง คลำคืบมาถึงนอกประตูเรือนของเขา
——
## เชิงอรรถ
(1) ฉวี๋ซ่วย คือตำแหน่งแม่ทัพหรือหัวหน้าใหญ่ของลัทธิไท่ผิงประจำมณฑล เตียวก๊กตั้งสามสิบหกฟาง แต่ละฟางมีฉวี๋ซ่วยคุม
(2) ผ้าโพกหัว (เจ๋อจิน) คือผ้าที่ใช้โพกศีรษะของชายยุคฮั่น
(3) เรือนยามข้างประตู (ซู) คือเรือนเล็กที่ตั้งอยู่ข้างประตูใหญ่ ใช้เป็นที่พักของยามและเสมียนเฝ้าประตู
(4) เฉาเฉวียน คือเจ้าพนักงานฝ่ายต่าง ๆ ในที่ว่าการเขต ทำหน้าที่ช่วยราชการเจ้าเมือง
(5) เล่าเถา ชื่อรองว่ากงจื่อฉี เป็นบุตรหลานตระกูลเล่า ผู้ถวายฎีกาต่อฮ่องเต้เมื่อปีกลายขอให้ประหารเตียวก๊กและพวก
(6) เถี่ยกวานเฉิง คือรองนายโรงเหล็กหลวง เป็นหัวหน้าสูงสุดเมื่อนายโรงเหล็ก (เถี่ยกวานจ่าง) ไม่อยู่
(7) ฉื่อสือ คือยามหนึ่งในสิบสองยามของวันยุคโบราณ ปลายฉื่อสือคือราวสิบเอ็ดนาฬิกาก่อนเที่ยง
(8) โหย่วสือ คือยามหนึ่งในสิบสองยามของวันยุคโบราณ ต้นโหย่วสือคือราวห้านาฬิกาเย็น
(9) จางฉางสื้อ หมายถึงเตียวเหยียงผู้เป็นจงฉางสื้อ (หัวหน้าขันทีคนสนิทฮ่องเต้)
(10) "วิตกกังวลดั่งชาวฉีกลัวฟ้าถล่ม" มาจากนิทานโบราณ ว่าด้วยชาวแคว้นฉีผู้หนึ่งวิตกกังวลว่าฟ้าจะถล่มแผ่นดินจะทลายลงมา จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ใช้เปรียบเปรยถึงความกังวลในเรื่องที่ไม่น่าจะเกิด
(11) ฮ่อลาย คือหัวเมืองที่ตั้งอยู่เหนือแม่น้ำฮองโห
(12) เฉินหลิว คือแคว้นที่อยู่ติดกับเองฉวน
(13) กฎห้ามสัญจร คือกฎที่ห้ามราษฎรออกนอกเคหะหลังพลบค่ำในยุคโบราณ บังคับเมื่อสิ้นเสียงกลองยามค่ำ