ศึกที่กุนจิ๋วสิ้นสุดลงได้เดือนกว่าแล้ว บัดนี้เข้าสู่กลางฤดูร้อน
อากาศเริ่มร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ครึ่งเดือนมานี้ไม่มีฝนตกเลย แสงแดดแผดเผาจนพืชผลจำพวกข้าวสาลีในทุ่งนารอบเมืองฉางอี้เหี่ยวเฉาลงไปบ้าง ทุ่งกว้างนี้ไม่รกร้างเหมือนคราวกบฏโพกผ้าเหลืองเมื่อปีก่อน ในดงข้าวสาลีเขียวขจีมีชาวนาอยู่บ้างประปราย บ้างก็ถางวัชพืช บ้างก็ตักน้ำจากร่องน้ำริมทุ่งมารดพื้นดินที่แห้งแล้งอย่างประณีต
ชาวนาเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิ่น ที่เหลือเป็นผู้อพยพมาจากที่อื่น
ไม่ว่าจะเป็นคนท้องถิ่นหรือผู้อพยพ เมื่อเดือนเศษที่แล้ว พวกเขาส่วนใหญ่ยังเป็นทาสรับใช้ของตระกูลใหญ่ในฉางอี้ ต้องตรากตรำเยี่ยงวัวม้าให้ตระกูลเหล่านั้นเพื่อแลกกับธัญพืชประทังชีวิตเพียงน้อยนิด
แต่เมื่อซุนเจินส่งโค อุปกรณ์และเมล็ดพันธุ์จำนวนมากมาจากชีจิ๋วผ่านซุนฮิวให้แก่พวกเขา ทั้งซุนฮิวยังแบ่งที่ดินรกร้างให้ตามจำนวนคนในครัวเรือน ที่สำคัญคือซุนฮิวได้ให้คำมั่นว่าจะเก็บภาษีเพียงปีละสี่ชั่งข้าวต่อไร่ กับผ้าไหมสองพับและไหมน้ำหนักสองชั่งต่อครัวเรือนเท่านั้น พวกเขาจึงมีพื้นฐานในการหาเลี้ยงชีพ จึงทยอยหลุดพ้นจากการเป็นทาสของตระกูลใหญ่กลับมาเป็นราษฎรของราชวงศ์ฮั่นอีกครั้ง
ร่องน้ำริมทุ่งนี้สร้างขึ้นโดยเหล่าขุนนางที่เคยรับราชการในฉางอี้และซานหยาง น้ำในร่องไหลมาจากแม่น้ำซื่อซุยทางเหนือ
ริมฝั่งร่องน้ำมีต้นหลิวเรียงราย เมื่อลมพัดกิ่งไหวเอน ปุยขาวดั่งขนห่านก็ปลิวฟุ้งทั่วฟ้า
ยามบ่ายเป็นช่วงที่อากาศร้อนที่สุด
รถม้าสีดำคันหนึ่งแล่นเอี๊ยดอ๊าดมาตามทางเลียบร่องน้ำจากทิศเหนือมุ่งสู่เมืองฉางอี้
บนรถมีบัณฑิตผู้หนึ่งนั่งอยู่ รูปร่างเตี้ย ศีรษะอยู่สูงกว่าขอบราวรถเพียงเล็กน้อย เขานั่งคุกเข่าตัวตรง อกผายเชิดหน้า มือวางบนตัก ด้วยท่วงท่าหยิ่งผยอง
ผู้นี้คือจางฉางบัณฑิตวิปลาสแห่งอำเภอโซ่วจาง ผู้เคยเยาะเย้ยดูหมิ่นซุนเจินในงานเลี้ยงที่เจ้าครองกุนจิ๋วจัดให้แก่บัณฑิตทั้งหลาย หมายจะยั่วยุให้ซุนเจินฆ่าเขาเสีย
