แท้จริงแล้ว ฝ่ายซื่อเหรินเดิมทีสู้รบได้ราบคาบดี เช่นเดียวกับประตูหน้า ก็บุกทะลวงประตูหลังของจวนได้อย่างง่ายดาย แต่ครั้งจะรุกคืบเข้าไปภายใน กลับถูกทหารหลายสิบนายเข้าโรมรันสกัด ทหารกลุ่มนี้หาต่างจากทหารธรรมดาไม่ มีเกราะอาวุธยุทธภัณฑ์ครบมือ ทั้งยังล้วนห้าวหาญ แม้มีเพียงหลายสิบ ก็ปานดั่งหลายร้อย เรื่องนี้ออกนอกความคาดหมายของซื่อเหริน การรุกจึงชะงักงัน รบอย่างหนักก็ยังมิอาจหักเอาได้ จึงส่งคนไปขอรับการสนับสนุนจากเล่าปี่
กำลังรบของทหารเมืองเยิ่นเฉิง ทั้งเล่าปี่และเฉินเปาล้วนรู้แจ้งใจ ดูจากการประมือกันหลายครั้งก็เห็นได้ว่า หาใช่กำลังชั้นดี ต่อให้ผู้รักษาจวนเป็นยอดฝีมือในหมู่พวกนั้น ก็ยากนักจะเป็นคู่ต่อสู้ของทหารฝีมือดีของเล่าปี่ซึ่งซื่อเหรินบัญชาอยู่ ครั้นได้รับรายงานด่วนขอหนุนของซื่อเหริน เล่าปี่ก็รู้สึกพิกล พลางจัดทหารไปเสริมทางประตูหลัง พลางกล่าวกับจ้านเฉียนว่า “เหตุใดในจวนจึงมีทหารเก่งกาจปานนี้”
จ้านเฉียนเองก็ฉงนใจ ประการแรก กำลังของทหารเยิ่นเฉิงเป็นรองทหารชั้นดีของเล่าปี่ ประการต่อมา เล่าปี่ยังตีตอนกลางคืน ตามวิสัยแล้ว ภายในจวนก็น่าจะรวมกำลังต่อต้านอย่างจริงจังไม่ได้ แล้วเหตุใดจึงสกัดกั้นซื่อเหริน ขุนพลหาญผู้มีชื่อในบังคับบัญชาของเล่าปี่ไว้ได้เล่า
ไม่นานนัก ทหารอีกนายที่ซื่อเหรินส่งมาแจ้งข่าวก็คลายความกังขาให้เล่าปี่และจ้านเฉียน กระจ่างว่า ผู้ที่ยันต้านอยู่ ณ ประตูหลังนั้น มิใช่กำลังส่วนตัวของเจิ้งเซียง หากเป็นทหารประจำตระกูลของลิเขี้ยน เจ้าเมืองเยิ่นเฉิง โดยมีลิเขี้ยนบัญชาการอยู่ด้วยตนเอง
เล่าปี่กับจ้านเฉียนจึงได้เข้าใจในบัดดล
