ครั้นได้รับรายงานทางการศึกฉบับนี้ ซุนเจินจึงเรียกซีจื้อไฉ ซุนฮก ตันกุ๋น และคนอื่นๆ มาปรึกษาหารือ
ซีจื้อไฉได้อ่านรายงานการศึกแล้ว หาได้เห็นว่าเป็นเรื่องน่ากังวลแต่อย่างใดไม่
เขาคืนรายงานนั้นแก่ซุนเจินด้วยท่าทีผ่อนคลาย พลางยิ้มเอ่ยว่า “นายท่าน ข้าน้อยเห็นว่าเรื่องนี้มิควรน่าวิตก”
ซุนเจินเอ่ยว่า “จื้อไฉ เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้น? ในรายงานการศึกระบุว่า กองทัพของเตียวหยางและเตียวคับรวมพลได้กว่าหมื่นนาย เตียวหยางเป็นขุนพลห้าวหาญ ไพร่พลของเขาส่วนมากเป็นทหารหัวกะทิจากเป๋งจิ๋ว ล้วนกล้าได้กล้าเสียในการยุทธ์ ฝ่ายเตียวคับนั้น แม้ชื่อเสียงและตำแหน่งในบัญชาของอ้วนเสี้ยวยังห่างไกลนักจากฉุนหยูฉง เก๊กหงี และบรรดาคนอื่นๆ แต่ข้าได้ยินว่าเขาเป็นแม่ทัพที่เปี่ยมปัญญา ฮูฮิวผู้เป็นที่ปรึกษากองทัพก็มากด้วยกลอุบาย เมื่อมองมาที่ฝ่ายเรา ณ ลกเอี๋ยง เมืองพังพินาศ ชีหยงกับเทียเภารวมกำลังพลกันไม่ถึงหมื่น ทั้งเจ้าเมืองเหอหนานลั่วเยี่ยก็ต้องมีใจคิดต่างไปจากชีหยง เทียเภาเป็นแน่ แล้วเหตุใดท่านกลับสบายใจถึงปานนี้ คิดว่ามิต้องวิตกเลยหรือ”
ในยามนั้น เตียวคับยังหามีชื่อเสียงโด่งดังดังที่ซุนเจินว่าไม่ ทว่าซุนเจินย่อมรู้ซึ้งถึงความสามารถของผู้นี้
ในเดือนสิบยามต้นฤดูหนาว อากาศเริ่มหนาวเย็นลงมากแล้ว เมื่อคืนมีฝนโปรยลงมา ระหว่างทางที่ซีจื้อไฉ ซุนฮก และตันกุ๋นเดินทางมา มีแอ่งน้ำกระจายอยู่ทั่วไป ใบไม้สีเหลืองร่วงหล่นเกลื่อนพื้น ยิ่งทวีความหนาวเย็นเสียดแทง ในโถงมีถ่านไฟสีแดงโชติช่วง นั่งอยู่ครู่หนึ่งก็เริ่มอุ่นขึ้น ซีจื้อไฉฟังคำพูดของซุนเจินแล้วจึงวางเตาอังมือลง กล่าวยิ้มๆ ว่า “นายท่านไยต้องถามทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้วเล่า”
