# ตอนที่ 102 — ขอขมาอย่างไร้มารยาท
ตี้ซานหลานกับหูผิงมาถึงในตำบล ลงจากม้านอกประตูที่ว่าการ พลศาลา(1)ที่เฝ้าประตูถามความประสงค์ของทั้งสองให้กระจ่างแล้ว ก็ไปแจ้งซุนเจิน
ซุนเจินเพิ่งประชุมเล็ก ๆ กับเหล่าซูจั่ว(2)และขุนนางผู้น้อยเสร็จ — อีกไม่นานก็จะถึงเจิ้งตั้น(3) คือวันขึ้นปีใหม่ ตามข้อกำหนดของจักรวรรดิ เจิ้งตั้นต้องหยุดงาน มีงานบางอย่างจำต้องเร่งทำให้เสร็จก่อนหยุด นี่เป็นเดือนแรกที่ซุนเจินดำรงตำแหน่งนายตำบลมีศักดิ์ ย่อมอยากทำงานให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้ถูกครหานินทา ฉะนั้นสองสามวันมานี้จึงเรียกตัวผู้ใต้บังคับบัญชามาเนือง ๆ สอบถามความคืบหน้าของงาน คอยกำชับเร่งรัด
ประชุมเล็กเพิ่งเลิก เขากำลังพลิกดูแผ่นไม้ไผ่ พลางพูดคุยกับสวี่จ้งและเฉินเปา — เฉินเปาวันนี้เป็นวันหยุด ตั้งแต่ซุนเจินรับตำแหน่ง เขายังไม่เคยมาเลย วันนี้จึงรีบรุดมาเป็นพิเศษ ประการหนึ่งมาเยี่ยมเยือน อีกประการหนึ่งมารายงานสถานการณ์ศาลาฝานหยางช่วงนี้แก่ซุนเจิน
พลศาลาแจ้งว่า "เรียนท่านซุน นอกลานมีคนมาสองคน"
"ผู้ใด"
"ตี้ซานหลานแห่งตระกูลตี้ซานกับหูผิง ปินเค่อของบ้านเขา"
ซุนเจินชะงักไป รู้สึกฉงนนัก รำพึงในใจ "ตี้ซานหลานมาทำอันใด" สวี่จ้งกับเฉินเปาก็พิศวงเช่นกัน เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก็คิดคำตอบไม่ออก จึงว่า "เชิญเขาเข้ามาเถิด"
พลศาลาออกไปแจ้งคำสั่ง ตี้ซานหลานกับหูผิงเข้ามาในลาน ขึ้นไปในโถงประชุม ซุนเจินเห็นหูผิงประคองถาดเคลือบรักในมือ ในถาดไม่รู้ว่าใส่สิ่งใด มีผ้าแพรปกคลุมอยู่ ตี้ซานหลานแอ่นอกเชิดหน้า ยืนอยู่ใต้โถงประชุม เหลียวซ้ายแลขวา มองสวี่จ้ง มองเฉินเปา สวี่จ้งคลุมหน้าไว้ เฉินเปาก็หน้าแปลก เขาเห็นจำไม่ได้ ก็เบนสายตามามองซุนเจิน
ซุนเจินไม่แสดงอาการใด ปิดแผ่นไม้ไผ่บนโต๊ะไว้ ยิ้มว่า "ท่านตี้ซาน วันนี้ไยจึงว่าง มายังที่ว่าการของข้า" ถามอย่างหยอกล้อว่า "หรือว่าเฉียน(เบี้ย)ที่ข้าให้เจ้าในวันนั้นมีของปลอม"
หูผิงตามหลังตี้ซานหลานมา ยกมือว่างขึ้น แอบดึงชายเสื้อตี้ซานหลานหนึ่งที ตี้ซานหลานคุกเข่าลงคำนับอย่างจำใจ ก้มศีรษะคารวะ พูดเสียงดังว่า "ท่านซุน ข้ามารับคำสั่งพี่ใหญ่ของข้ามาขอขมาท่าน วันนั้นที่นอกประตูหมู่บ้าน ข้าล่วงเกินมิตรของท่านซุน พี่ใหญ่ข้ารู้เข้าก็ดุด่าข้าเสียยกใหญ่ สั่งให้ข้ามาขอขมาท่านซุน"
หูผิงคุกเข่าตามเขา ฟังเขาพูดมาถึงตรงนี้ ก็ยกถาดเคลือบรักขึ้นสูง ดึงผ้าแพรที่คลุมไว้ออก เผยให้เห็นแผ่นทองอร่ามห้าแผ่น สวี่จ้งกับเฉินเปานั่งขนาบสองข้างของซุนเจินผู้นั่งกลาง ต่างมองหน้ากันที ก็พอเดาความประสงค์ของตี้ซานหลานออกได้ ซุนเจินเองก็เดาออกแล้ว
แล้วก็เป็นจริง ได้ยินตี้ซานหลานยิงฟันบิดปากพูดว่า "วันนั้นรีดเอาเฉียนท่านซุนไปหกหมื่นห้าพันเฉียน นี่มีทองห้าแผ่น พอจะนับได้สิบหมื่นเฉียน(4) ขอท่านซุนรับไว้เถิด" — เขาถูกพี่ชายบังคับมา ใจจริงไม่เต็มใจ บนใบหน้าจึงทำหน้าบูดบึ้งหลายท่า
ซุนเจินว่า "เฉียนข้าให้เจ้าไปแล้ว ไยเจ้าจึงส่งคืนอีกเล่า...เจ้าทำเช่นนี้ทำไม"
เขาว่า "พี่ใหญ่ข้าว่าวันนั้นเป็นข้าที่ทำไม่ถูก เฉียนที่รีดท่านมาขอคืนตามเดิม ส่วนที่เกินถือเสียว่าเป็นน้ำใจของบ้านข้า ขอเพียงท่านซุนวันหน้าช่วยดูแลบ้านข้าสักหนสองหน"
ซุนเจินยิ้มว่า "เช่นนี้จะได้อย่างไร ตามกฎหมายว่า 'ขุนนางรับสินบนบิดเบือนกฎหมาย ล้วนต้องโทษประหารกลางตลาด'(5) ท่านตี้ซาน เจ้าไม่ใช่มาขอขมาข้า เจ้านี่จะมาทำร้ายข้าต่างหาก" ปฏิเสธไม่ยอมรับ
ตี้ซานหลานเชิดหน้าขึ้น ท่าทางไม่แยแส รำพึงในใจ "ข้าไม่เคยเห็นขุนนางที่ไม่กินสินบนสักคน เจ้าจะมาเสแสร้งทำอันใด" ข่มอารมณ์ไว้ ว่า "เฉียนนี้เป็นที่บ้านข้ามอบให้ท่านซุน ไม่นับเป็นสินบน"
"ไยจึงไม่ใช่สินบนเล่า ตามกฎหมายว่า ไม่ว่าขุนนางจะเรียกแล้วรับ หรือไม่ได้เรียกแต่รับ ล้วนนับเป็นสินบนทั้งสิ้น" ซุนเจินปฏิเสธอย่างเด็ดเดี่ยว ไม่ยอมรับ
ตี้ซานหลานเริ่มหงุดหงิด พูดเสียงห้าวกระด้างว่า "ท่านซุน ข้าขอขมาแล้ว ท่านก็อย่าได้ถือสาความรู้น้อยของข้าเลย เฉียนนี้ท่านไม่รับ ข้ากลับไปก็ไม่รู้จะรายงานพี่ใหญ่อย่างไร"
ซุนเจินคิดในใจ "ดูจากหลักฐานความผิดที่รวบรวมได้ในขณะนี้ ยังไม่พอจะล้างโคตรตระกูลตี้ซาน เอาเถิด ในเมื่อเขาคืนเฉียนให้ข้า ข้าก็รับไว้" หากดื้อรั้นไม่ยอมรับ ย่อมก่อให้ตระกูลตี้ซานระแวงสงสัยแน่ อนึ่งเฉียนนี้เดิมก็เป็นของเขา ไม่มีเหตุผลจะผลักไสออกไป แต่ทว่าแม้ยอมรับ เขาก็ยอมรับเพียงเฉียนหกหมื่นห้าพันของตนเท่านั้น — เขากำลังจะหาเรื่องตระกูลตี้ซาน ไยจะยอมให้ "รับสินบน" เป็นจุดอ่อนตกอยู่ในมือเขาเล่า
เขาทำท่าผ่อนปรน ยิ้มว่า "เอาเถิด ในเมื่อเจ้าดื้อจะคืนข้า ข้าก็รับไว้...แต่ทว่าข้ารับได้เพียงหกหมื่นห้าพันเฉียน ส่วนที่เกินมานั้น ข้าไม่รับเด็ดขาด"
ตี้ซานหลานพูดอย่างหัวเสียว่า "ท่านอยากได้เท่าไรก็เอาเท่านั้น"
ท่าทีของเขาไร้มารยาทยิ่งนัก สวี่จ้งกดมือที่ดาบ เฉินเปาขมวดคิ้ว ซุนเจินทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ยิ้มพูดกับสวี่จ้งว่า "ทองหนึ่งแผ่นมีค่าสองหมื่นเฉียน จวินชิง(6) เจ้ารับแผ่นทองสี่แผ่นไว้ แล้วไปเอาเฉียนหมื่นห้าพันจากลานหลังมา ทอนให้ท่านตี้ซาน"
ตี้ซานหลานแต่เด็กจนโต ไม่เคยขอขมาผู้ใด ยิ่งอย่าว่าแต่ใช้เงินขอขมา หงุดหงิดมานานแล้ว ครั้นได้ยินซุนเจินว่าเช่นนี้ ก็ปิดปากเงียบไปเสียเลย ทั้งไม่แยแสคำพยักเพยิดของหูผิงที่ส่งสัญญาณเป็นระยะ ๆ ได้แต่นั่งซื่อบื้ออยู่ในโถงประชุม เชิดหน้ามองคานเรือน รอจนสวี่จ้งเอาเฉียนหมื่นห้าพันจากลานหลังมา ก็ประสานมือคารวะซุนเจินส่ง ๆ หนึ่งที กวาดเอาแผ่นทองที่เหลือกับเฉียนรวมเป็นกองเดียว หยิบขึ้นแล้วเดินไป
หูผิงจนใจ ได้แต่คารวะคนทั้งสามในโถงประชุมทีละคนอย่างเรียบร้อย ขอขมาแล้วถอยออกจากโถงประชุม ดึงรั้งชายเสื้อ วิ่งตามตี้ซานหลานไป ซุนเจินลุกขึ้น ส่งหูผิงออกไปนอกโถงประชุม สวี่จ้งกับเฉินเปาก็เดินตามมา สามคนยืนอยู่หน้าโถงประชุม มองดูตี้ซานหลานกับหูผิงสองคน คนหนึ่งโซเซโคลงเคลง คนหนึ่งวิ่งกระเตงตามไป คนหน้าคนหลังออกประตูลานไป ลับหายไป
เฉินเปาหัวเราะในลำคอ ว่า "นี่ฤๅคือตี้ซานหลาน"
ซุนเจินพยักหน้า
เรื่องที่งักจิ้นถูกปล้นนั้น เฉินเปาก็รู้แล้ว เขาหัวเราะว่า "ดูท่าทางอ้ายเด็กผู้นี้ ก็ไม่รู้ว่ามันมาขอขมาขอโทษ หรือมายั่วโมโหคนกันแน่...คนเช่นนี้เท่านั้นถึงจะกล้าปล้นทางหน้าประตูหมู่บ้านของตน อีกทั้งไม่ให้แม้แต่ท่านซุนอยู่ในสายตา" หัวเราะในลำคอเฮอะ ๆ สองที แล้วว่า "นี่มันหาที่ตายแท้ ๆ"
นอกโถงประชุมลมเย็น ซุนเจินว่า "เรากลับไปคุยกันบนที่นั่งเถิด" สามคนกลับไปยังแคร่นั่ง ซุนเจินคลี่แผ่นไม้ไผ่บนโต๊ะออกอีก แผ่นไม้ไผ่เหล่านี้ล้วนบันทึกเรื่องชั่วช้าที่ตระกูลตี้ซานเคยก่อไว้ในอดีต ซึ่งสวี่จ้ง เฉิงเยี่ยน เสี่ยวเซี่ย และเสี่ยวเริ่นสืบเสาะมาได้ในช่วงสองสามวันนี้
ซุนเจินสีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่มีสิ่งใด ดุจไม่ได้เก็บความไร้มารยาทของตี้ซานหลานเมื่อครู่มาใส่ใจเลย เขาพลิกดูพลางว่า "เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นตี้ซานหมิงข่มขืนภรรยาผู้อื่น หรือตี้ซานหลานทุบตีคนจนบาดเจ็บ หรือคนในตระกูลตี้ซานคนอื่น ๆ ซ่อนเร้นคนหลบหนีและศพคนตาย ลอบสมสู่กับภรรยาของอา เผาบ้านเรือนราษฎร บีบบังคับราษฎรให้ขายตัวเป็นทาส ที่ร้ายแรงที่สุดก็เป็นเพียงการปล้นชิงทรัพย์ ความผิดเหล่านี้ 'ลอบสมสู่นั้นไม่ใช่อาชญากรรมร้ายแรง' การข่มขืน การลอบสมสู่ ไม่ถึงโทษตาย ทุบตีคนบาดเจ็บก็ไม่ถึงตาย เผาบ้านเรือนราษฎร บีบราษฎรขายตัวเป็นทาสก็ไม่ถึงตาย การปล้นชิงแม้เป็นโทษประหาร แต่ก็ตายเพียงคนเดียวเท่านั้น...ความผิดเหล่านี้ยังไม่พอจะล้างโคตรเขาได้เลย"
ซุนเจินหยุดครู่หนึ่ง หยิบแผ่นไม้ไผ่ขึ้นมาแผ่นหนึ่ง ขมวดคิ้วว่า "เหล่านี้ใครเป็นคนไปสืบมา...ฆ่าวัว ดื่มสุรามั่วสุม เล่นการพนัน สิ่งเหล่านี้แม้ผิดกฎหมายอยู่บ้าง แต่ที่ว่าการมักไม่เอาความ ต่อให้เอาความ เบาก็เพียงปรับเงิน หนักก็แค่ริบทรัพย์ เนรเทศสองปี ต่อให้พวกเขาฆ่าวัวร้อยตัว ดื่มสุรามั่วสุมเล่นการพนันทุกคืน ก็ไม่ช่วยอะไรได้ ความผิดเล็ก ๆ ประเภทนี้ไม่ต้องไปสืบมันแล้ว"
สวี่จ้งรับว่า "ขอรับ...ท่านซุน ตระกูลตี้ซานนี้ชั่วช้าสามานย์ยิ่งนัก เหตุที่จนบัดนี้สืบได้เพียงหลักฐานเท่านี้ ส่วนใหญ่เป็นเพราะเวลายังสั้น อีกทั้งเพราะข้าทั้งหลายได้แต่วนเวียนสืบอยู่วงนอก" เขาครุ่นคิดแล้วว่า "หากสามารถรู้จักและชักจูงปินเค่อของบ้านตี้ซานได้สักคน บางทีอาจเปิดช่องทะลวงได้"
ซุนเจินพยักหน้า ว่า "คำเจ้านี้ก็พูดไม่ผิด พิจารณาลงมือทางนี้ได้" สั่งกำชับว่า "เรื่องนี้แม้ไม่ใช่วันสองวันจะทำสำเร็จ แต่พวกเจ้าก็ไม่อาจชักช้าเฉื่อยชา ดีที่สุดควรหาหลักฐานที่พอจะล้างโคตรตระกูลตี้ซานให้ได้ก่อนบุ๋นเคี้ยม(7)กลับมา เช่นนี้ เมื่อบุ๋นเคี้ยมกลับมา เราก็ลงมือได้ทันที"
งักจิ้นแม้รับปากซุนเจินว่าจะอยู่ด้วย แต่ใกล้เจิ้งตั้นเข้าทุกที ที่บ้านมีบิดามารดา เขาไม่อาจอยู่นอกบ้านในวันปีใหม่ อีกทั้งต้องกลับไปแจ้งบิดามารดาพี่ชายถึงการตัดสินใจที่จะอยู่ในตำบลนี้ ฉะนั้นจึงกลับไปเมื่อวันก่อน ทั้งสองนัดกันไว้ว่า เมื่อพ้นเจิ้งตั้นแล้ว อย่างมากสิบห้าวันเขาจะกลับมา
สวี่จ้งคุกเข่านั่งบนแคร่ ก้มกายลงเล็กน้อย รับว่า "ขอรับ"
เฉินเปานั่งฟังทั้งสองสนทนากันอยู่ข้าง ๆ รู้สึกกังวลอยู่บ้าง ว่า "ท่านซุน ตระกูลตี้ซานนี้แม้ชั่วช้าสามานย์ อีกทั้งล่วงเกินท่าน ผิดสมควรตายหมื่นครั้ง แต่ท่านเพิ่งรับตำแหน่ง อยู่ ๆ ก็ลงมือเด็ดขาดเช่นนี้ ล้างโคตรตระกูลใหญ่ในตำบล จะถูกคนภายนอกเล่าลือว่าโหดเหี้ยมทารุณหรือไม่"
ซุนเจินออกมารับราชการเป็นขุนนาง ส่วนใหญ่ก็เพื่อรักษาชีวิตและรวบรวมคน หากไร้ชื่อเสียงอันงาม จะรวบรวมคนได้อย่างไร ย่อมไม่ทำการอย่างหัวซุกหัวซุนจนทำให้ "ชื่อเสียง" ของตนเสื่อมเสีย ในเรื่องนี้เขาไม่เพียงคิดได้ก่อนเฉินเปา ทั้งยังคิดได้กระจ่างกว่าเฉินเปา เขายิ้มน้อย ๆ ว่า "อาเปา เจ้าคิดมากไป"
ปีหลัง ๆ มานี้ การปกครองของขุนนางเสื่อมทรามลงทุกที สถานการณ์บ้านเมืองเน่าเฟะลงทุกที ท้องถิ่นมืดมนลงทุกที นี่ย่อมเป็นเพราะในราชสำนักเหล่าขันทีมีอำนาจมาก ท้องถิ่นขาดขุนนางผู้สามารถ แต่ในทางกลับกัน ก็ทำให้ทั้งราชสำนักและราษฎรหมดความอดทนต่อการ "ปกครองอย่างค่อยเป็นค่อยไป" ด้านหนึ่งเพื่อพลิกฟื้นความตกต่ำให้เร็วที่สุด อีกด้านหนึ่งก็มีสาเหตุจากเหล่าบัณฑิตขุนนางที่ "แสวงหาชื่อเสียงจอมปลอม" จึงนำไปสู่ความรีบเร่งในการบริหาร การแข่งกันปกครองท้องถิ่นด้วยความรุนแรงเด็ดขาด ก่อเกิดเป็นกระแสที่ทั้งราชสำนักและราษฎรต่างมุ่งหวังผลระยะสั้นไปทั่ว
ดังที่ว่ากันว่า "บัดนี้ขุนนางผู้ใหญ่ลงจากรถมาดำรงตำแหน่งร้อยวัน หากไร้ผลงานโดดเด่นอันใด" มณฑลและแคว้นก็จะ "มองด้วยความไม่ไว้วางใจ" ครั้นถึงครบปีหากยังคง "เงียบเหงาไร้ผลงาน" ก็จะ "ถูกขับไล่ออกในทันที" เมื่อเป็นเช่นนี้ ขุนนางท้องถิ่นเพื่อรักษาตำแหน่ง เพื่อไม่ให้ถูกขับไล่ ก็มีแต่ต้องพยายามสร้างผลงานในระยะสั้น แล้วจะสร้างผลงานในระยะสั้นได้อย่างไร ก็มีแต่ความเร่งรีบเข้มงวด มีแต่หันไปพึ่งการบังคับและความรุนแรง ตั้งแต่รัชสมัยพระเจ้าฮั่นชงเต้และฮ่วนเต้ ก็เกิดสภาพการณ์ทั่วไปแล้วว่า "ขุนนางที่ฆ่าฟันมากจนได้ชื่อเสียง ย่อมได้เลื่อนยศปูนบำเหน็จ ส่วนผู้ที่อ่อนโยนผ่อนปรนไร้พรรคพวกหนุนหลัง กลับถูกขับไล่"
ภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ หากซุนเจินสามารถปราบปรามตระกูลเจ้าพ่อชั่วในตำบลให้สิ้นซากได้ภายใน "ร้อยวัน" หลังรับตำแหน่ง ก็ไม่เพียงจะได้รับการสนับสนุนจากใจจริงของราษฎรในตำบล แต่ย่อมจะได้รับความชื่นชมจากขุนนางผู้ใหญ่ของมณฑลและแคว้นด้วยแน่นอน
เฉินเปาแม้เฉลียวฉลาด แต่ถึงอย่างไรก็อยู่ในตำบลมาตลอดปี ไม่รู้เรื่องราวบ้านเมือง ไม่รู้กระแสการปกครองในยุคนี้ ในจุดนี้จึงสู้ซุนเจินที่อยู่ในเมืองมาสิบกว่าปีไม่ได้ในด้านวิสัยทัศน์อันกว้างไกล จึงมีความกังวลเกินกว่าเหตุนี้ แต่ทว่าความลึกซึ้งซับซ้อนในเรื่องนี้ไม่ควรกล่าวแก่คนภายนอก ซุนเจินจึงเพียงยิ้มน้อย ๆ พูดสั้น ๆ ว่า "เจ้าคิดมากไป" แล้วก็ไม่อธิบายต่อให้ละเอียด
เขาเก็บแผ่นไม้ไผ่บนโต๊ะ ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ว่า "ตี้ซานหลานเป็นเพียงคนกล้าบ้าบิ่นคนหนึ่ง ไม่คู่ควรเอ่ยถึง แต่พี่ชายเขาดูท่าเป็นคนมีฝีมือ"
"คำนี้หมายความว่าอย่างไร"
"ในแผ่นไม้ไผ่ยี่สิบกว่าแผ่นนี้ เรื่องชั่วร้ายเกินกว่าครึ่งล้วนเป็นพี่ชายเขาที่สั่งคนทำโดยตรงหรือโดยอ้อม มากกว่าตี้ซานหลานนัก คนที่กล้าก่อกรรมทำชั่วได้มากมายเพียงนี้ ย่อมมี 'ใจเสือ' อยู่ในอก ในเมื่อมี 'ใจเสือ' แล้วยังให้ตี้ซานหลานมาขอขมาข้า แสดงว่ารู้จัก 'อดทน' รู้จัก 'ก้มหัว' ในยามอันสมควร คนเช่นนี้ ไม่อาจดูแคลนเป็นอันขาด"
## เชิงอรรถ
(1) พลศาลา (亭卒) — ไพร่ประจำด่านศาลา (2) ซูจั่ว (书佐) — เสมียนชั้นผู้น้อยในที่ว่าการ (3) เจิ้งตั้น (正旦) — วันขึ้นปีใหม่ตามจันทรคติยุคฮั่น (วันที่หนึ่งเดือนอ้าย) (4) สิบหมื่นเฉียน — จีนนับ "หมื่น (万)" เป็นหน่วยหลัก จึงคงรูปนับแบบจีน (= แสน) (5) ประหารกลางตลาด (弃市) — โทษประหารโดยนำตัวไปสำเร็จโทษกลางตลาดเปิดเผยต่อสาธารณชน (6) จวินชิง (君卿) — ชื่อรองที่ซุนเจินตั้งให้สวี่จ้ง (เจียงเสี่ยน) (7) บุ๋นเคี้ยม (文谦) — ชื่อรองของงักจิ้น