เมืองเองฉวน อำเภอสวี่
ถึงแม้จะเป็นต้นเดือนสองแล้ว แต่อากาศก็ยังคงหนาวเหน็บอยู่
ลมยะเยือกพัดผ่านหมู่พระที่นั่งในพระราชวัง แมกไม้ที่เพิ่งผลิใบเขียวอ่อนและเหล่าดอกไม้ใบหญ้าที่ยังมีกิ่งก้านใบเหลืองเฉา ต่างส่งเสียงกรอบแกรบไหวดังอยู่
เสียงนั้นลอดถึงหูของซุนเยว่บนแท่นสูง โดยมิรู้ตัว เขาก็พลันนึกถึงซุนฮิว เช่นเดียวกับที่ซุนเจินมักเป็นเมื่อได้ยินเสียงเช่นนี้ ซุนฮิวยามนี้มีอายุใกล้สี่สิบปีแล้ว แต่เมื่อหลายปีก่อน ขณะที่เขายังเป็นเพียงเด็กหนุ่มสามัญ สิ่งที่เขาชอบฟังที่สุดคือ เสียงลมที่พัดผ่านใบไม้ในยามฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน อันเป็นท่วงทำนองแห่งธรรมชาติ ในยามนี้ ณ ที่นี้ แม้ต้นไม้ทั้งใกล้และไกลแท่นสูงจะเพิ่งผลิใบอ่อน ยังห่างไกลจากยามที่ใบไม้จะแน่นขนัด ทว่าเพราะเช่นนี้เอง เมื่อลมหนาวในต้นฤดูใบไม้ผลิพัดผ่าน จึงกลับนำพากลิ่นอายแห่งคมศาสตราแผ่วเบามาด้วย
“จึงเข้ากับภาพตรงหน้ามากยิ่งขึ้น” ซุนเยว่หวนความคิดกลับมาสู่ปัจจุบัน เขาคิดในใจ
เงยหน้าขึ้นมอง แลเห็นแต่ไกลว่า ณ ค่ายใหญ่ ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอำเภอสวี่ กองทหารเป็นกลุ่มแล้วกลุ่มเล่ากำลังเคลื่อนพลออกจากค่ายอย่างเป็นระเบียบดุจปลายเรียงแถว
วันนี้เป็นวันที่ฟ้าแจ่มใสยิ่งนัก ภายใต้แสงอาทิตย์ยามสาย แม้จะอยู่ห่างออกไปไม่น้อย ทว่ากลับยังคงมองเห็นประกายแสงแวววาวที่สะท้อนจากเกราะและอาวุธนับพันนับหมื่น ธงทิวปลิวไสวดุจผืนป่า เสียงม้าศึกร้องระงมไปทั่ว ทหารราบเคลื่อนพลแน่นขนัดเยี่ยงขุนเขา ทหารม้าควบตะบึงดุจสายลม ช่างเป็นกองกำลังหู่เปินอันเกรียงไกรเสียจริง
“นี่คือราชันโยธาของเราทั้งสิ้น! พวกเขาจักไปปราบผู้บังอาจเป็นกบฏเพื่อเรา!”
ถ้อยคำอันเปี่ยมด้วยความตื่นเต้นนั้นลอยเข้าสู่โสตของซุนเยว่
ผู้ที่กล่าววาจานี้คือเด็กหนุ่มอายุสิบห้าหกปีผู้หนึ่ง
