เมื่อตกลงในเรื่องการจัดหาเสบียงยุทโธปกรณ์ การเรียกเกณฑ์แรงงาน รวมถึงการเคลื่อนพลระหว่างแคว้น และแผนการส่งสายลับเข้าแคว้นหลู่กับกุนจิ๋วเรียบร้อยแล้ว ก็เหลือเพียงรอหนังสือจากมณฑลชีจิ๋วที่ซุนเกี๊ยนขอให้ส่งกำลังไปช่วยรบมาถึงเท่านั้น ซีจื้อไฉกับพรรคพวกจึงแยกย้ายกลับไปยังที่ว่าการของตน จัดการวางตัวขุนนางดำเนินการในส่วนที่รับผิดชอบ
ซุนเจินอยู่บนโถงกลางแต่เพียงผู้เดียว บัญชาให้คลี่แผนที่ออก พินิจพิเคราะห์ภูมิประเทศของแคว้นหลู่ เยิ่นเฉิง และเขตอื่น ๆ พลางคิดถึงการที่ซุนเกี๊ยนจะเข้าโจมตีแคว้นเฉินกับแคว้นเหลียง จึงพลอยตรวจดูชัยภูมิของทั้งสองแว่นไปด้วย เมื่อละสายตามาที่แคว้นเฉิน ก็นึกถึงผู้หนึ่งขึ้นมาได้ในฉับพลัน ผู้นั้นก็คือลั่วจวิ้นเสนาบดีแห่งแคว้นเฉิน
แต่ครั้งก่อนที่ซุนเจินติดตามฮองฮูสงไปปราบโพกผ้าเหลืองในมณฑลอิจิ๋ว ครานั้นทัพกรีธาผ่านแคว้นเฉิน ลั่วจวิ้นได้ออกมาต้อนรับคณะทัพแต่ไกล ซุนเจินได้พบกับเขาในกาลนั้นเพียงครั้งเดียว แต่กลับประทับใจในตัวชายผู้นี้ยิ่งนัก ครากบฏโพกผ้าเหลืองซึ่งอุบัติขึ้นถึงแปดมณฑล คนนับล้านกวาดล้างปราณีตวันออกและตะวันตก หัวเมืองในแดนเหนือชำรุดทรุดโทรมไปกว่าครึ่ง ทว่าภายในเขตแคว้นเฉินที่ซุนเจินเห็นกับตากลับเป็นภาพบ้านเมืองสงบร่มเย็น ราษฎรอยู่ดีกินดี ภาพที่ประจักษ์แก่สายตาคราหนนั้นทำให้เขาทึ่งและจดจำไม่รู้ลืม
ครุ่นถึงบุคคลผู้นี้แล้ว พลางนึกได้ว่าบ้านเกิดของเขาอยู่ที่ไหวจี ครอบครัวตั้งรกรากอยู่ในกังตั๋ง จิตของซุนเจินก็พลุ่งพล่านขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ด้วยฝีมือการศึกและความห้าวหาญของซุนเกี๊ยนนั้น ต่อให้เล่าฉ่งมีหน้าไม้อีกสักเท่าไร ลั่วจวิ้นจะได้รับความรักใคร่จากราษฎรเพียงไหน หรือแม้มีกองหนุนจากแคว้นเหลียงกับตันลิวมาสมทบ ก็หาใช่คู่ต่อกรของซุนเกี๊ยนไม่ แว่นแคว้นเฉินย่อมต้องแตกพ่ายเป็นแน่ ครั้นถึงคราวนั้น จะเชิญลั่วจวิ้นมาชีจิ๋วได้หรือไม่หนอ
