หม่ามี่ตีกับจ้าวฉีล้วนเป็นนักปราชญ์คัมภีร์ในยุคสมัยนั้น หม่ามี่ตีเป็นหลานในตระกูลของม้าหยง ภรรยาของจ้าวฉีคือหลานสาวของม้าหยง
หม่ามี่ตีเคยร่วมกับเอี๊ยงสือ ชัวหยงและคนอื่นๆ ในรัชศกซีผิง ตรวจชำระคัมภีร์ต่างๆ ของลัทธิขงจื่อแล้วจารึกลงบนแผ่นหิน ใช้เวลานานถึงแปดปีจึงแล้วเสร็จ ครั้นแล้วเสร็จได้นำไปตั้งไว้นอกประตูสำนักไท่เสวียแห่งลกเอี๋ยง นี่คือจารึกหินยุคซีผิงอันลือชื่อ ซึ่งเป็นตำราหลักขงจื่อที่ราชสำนักกำหนดขึ้นเป็นฉบับแรกสุด จารึกบนแผ่นหินนี้ชัวหยงเป็นผู้เขียนอักษร มีแผ่นหินทั้งสิ้นสี่สิบหกแผ่น สูงกว่าหนึ่งจ้างเศษ ชัวหยงเป็นทั้งนักเขียนพู่กันที่มีชื่อเสียง เนื้อความในจารึกก็เป็นตำราหลักขงจื่อฉบับหลวง ดังนั้นเมื่อแรกตั้งแผ่นหินไว้ บรรดาผู้ร่ำเรียนรุ่นหลังที่มาดูและคัดลอก ภายในวันเดียวรถม้าที่พวกเขาโดยสารมาก็มีมากกว่าพันคันจนเต็มท้องถนน คราวที่อ้องอุ้นต้องการสังหารชัวหยง ขุนนางบัณฑิตจำนวนมากต่างร้องขอชีวิตให้ชัวหยง หม่ามี่ตีก็เป็นดังนั้น โดยหวังให้อ้องอุ้นเห็นแก่ที่ชัวหยงเป็น “อัจฉริยะที่หาได้ยากในรอบศตวรรษและรู้เรื่องราวแห่งราชวงศ์ฮั่นเป็นอันมาก” สามารถบันทึกประวัติศาสตร์แห่งราชวงศ์ฮั่นสืบทอดไปยังชนรุ่นหลังได้ จึงกรุณาให้อภัยแก่ชัวหยง แต่อ้องอุ้นปฏิเสธ
เมื่อเทียบกับหม่ามี่ตี เส้นทางราชการของจ้าวฉีขรุขระกว่ามาก เมื่อดูประสบการณ์ในอดีตของจ้าวฉี นับว่าเขาควรแก่การเรียกขานว่า “บุรุษผู้วิเศษ” ได้อย่างแท้จริง
เดิมทีจ้าวฉีมีนามว่าจ้าวเจีย ในปีที่สองแห่งรัชศกหย่งซิง เขาได้ถวายความเห็นว่า ขุนนางผู้ใดดำรงตำแหน่งระดับเงินเดือนสองพันซื่อ หากบุพการีถึงแก่กรรมลง ล้วนควรลาออกจากตำแหน่งเพื่อไปไว้ทุกข์ ราชสำนักทรงรับข้อเสนอนี้ แม้ก่อนหน้านั้นจะมีขุนนางจำนวนมากปฏิบัติเช่นนี้แล้วก็ตาม หากแต่เมื่อว่าโดยระเบียบแบบแผนแล้ว นับว่าเริ่มต้นจากครานี้
