ยามอัสดง แสงตะวันรอนอ่อนแรง สายลมหนาวพัดพาอีกากระพือปีก รถเทียมศึกสีดำคันหนึ่งแล่นไปตามเส้นทาง
เส้นทางสายนี้กว้างขวางทอดตรงดิ่ง ชัดเจนว่าเป็นถนนหลวงสายหลัก หากแต่ไร้การบูรณะมาหลายปี พื้นทางชำรุดขรุขระ รอยล้อเก่า ๆ ลดเลี้ยวสลับกันไป เป็นหลุมเป็นบ่อ ล้อรถเคลื่อนผ่านก็โคลงเคลงไม่ราบรื่น
เบื้องหน้าของรถเทียมศึกมีรถศึกเบาคันหนึ่ง เมื่อเทียบกับรถเทียมศึกแล้ว รถศึกเบาย่อมคล่องตัวกว่าและมีขนาดเล็กกว่า ด้านบนมีร่มประทุนกางอยู่ ในรถมิอาจนั่งคนได้ ผู้โดยสารจำต้องยืนจับราวด้านหน้ามั่น ณ ขณะนี้ ในรถศึกเบา มีบุรุษวัยกลางคนสวมหมวกและเหน็บกระบี่ยืนอยู่ผู้หนึ่ง
เบื้องหลังของรถเทียมศึกคือทหารเกราะสีเลือดนกห้าสิบนาย เมื่อรวมเข้ากับหัวหน้ากองและนายทหารชั้นผู้น้อยก็พอดีกับหนึ่งหมู่ทหาร อีกทั้งยังมีผู้อื่นในชุดบ่าวไพร่สามสี่คน เดินรั้งตามอยู่สองข้างทางของรถเทียมศึก
ผู้ที่นั่งภายในรถเทียมศึกคันนี้มิใช่ใครอื่น ที่แท้คือเล่าเยี่ยอดีตข้าหลวงมณฑลเหอหนาน ส่วนผู้ที่ประจำรถศึกเบาเพื่อนำทางด้านหน้านั้นคือเริ่นจวิ้น
ฎีกาของซุนเจินที่แต่งตั้งเตียวหงเป็นข้าหลวงมณฑลเหอหนานได้ถูกส่งผ่านมือเล่าเยี่ยผู้เป็นข้าหลวงมณฑลเหอหนานเมื่อวันก่อน
ตามข้อกำหนดในราชโองการที่แนบมากับฎีกาของซุนเจิน เตียวหงได้สืบทอดตำแหน่งและเข้ารับหน้าที่ข้าหลวงมณฑลเหอหนานอย่างเป็นทางการแล้ว
ซุนเจินค่อนข้างกังวลว่าเล่าเยี่ยจะถือตราประทับของข้าหลวงมณฑลเหอหนานหนีไปหรือไม่ —— เหตุการณ์เช่นนี้มิใช่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ตราประทับเป็นสัญลักษณ์ของทางราชการ ผู้เป็นขุนนางแม้จะเสนอชื่อแต่งตั้งตนเองได้ แต่ตราประทับย่อมต้องเป็นของดั้งเดิมจากราชสำนักจึงจะมีอำนาจน่าเชื่อถือที่สุด จึงมีขุนนางที่ถูกขุนศึกอื่นช่วงชิงตำแหน่งไป ไม่ว่าจะเพื่อแสดงความภักดีและรักษาเกียรติ หรือด้วยเหตุอื่นใดก็ตาม ก็จะนำตราประทับออกจากลกเอี๋ยงหรือเตียงอันเพื่อนำกลับไปถวายคืนแก่ราชสำนัก อย่างไรก็ดี เล่าเยี่ยหาได้กระทำเช่นนั้นไม่ เรื่องนี้มิได้เกิดขึ้น
เล่าเยี่ยมอบตราประทับให้แก่เตียวหงอย่างไม่รีรอ
