# ตอนที่ 131 — เกลี้ยกล่อมผู้กล้า (ตอนปลาย)
ครั้นซุนเจินพบปอเหลียนกลางทาง ก็คิดในใจว่า "บัดนี้ดินฟ้าอากาศ ชัยภูมิ และน้ำใจคนของเราพรักพร้อมแล้ว สมควรจะเกลี้ยกล่อมเหล่าวีรชนได้แล้ว"
ในเวลาเช้าวันนี้เอง เสี่ยวเซี่ย (อายเซี่ยน้อย) เพิ่งรวบรวมม้าจากทั้งห้าศาลาได้ครบ นับเป็นสามสิบตัว เว้นแต่ห้าตัวที่ซุนเจินเก็บไว้เป็นม้าดีไว้ใช้เอง ที่เหลือมอบให้เกาซู่ทั้งหมด
คิดตามราคาม้าตัวละสิบหมื่นเฉียน(เบี้ย) เกาซู่ออกเงินรองไว้ก่อน รวมทั้งสิ้นมอบให้ซุนเจินสองร้อยห้าสิบหมื่นเฉียน ทว่าเสี่ยวเซี่ยซื้อม้าสามสิบตัวนี้กลับใช้เงินไม่ถึงร้อยหมื่นเฉียน กล่าวคือ การซื้อขายครานี้ซุนเจินได้กำไรไปถึงร้อยห้าสิบหมื่นเฉียนเศษ เมื่อรวมกับเงินรางวัลจากการปราบโจรเมื่อปีก่อน ในมือเขาบัดนี้จึงมีเงินราวสองร้อยหมื่นเฉียน
หวนคิดถึงตอนรับเงินจากมือเกาซู่เมื่อเช้า ซุนเจินอดรำพึงไม่ได้ แม้รู้ว่าโอกาสหาช่องทำเงินเช่นนี้ชั่วหลายสิบปีจึงจะพบสักครั้ง ก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า "ไม่น่าเล่าอู๋ฮั่น ยอดขุนพลผู้ฟื้นฟูแผ่นดิน จึงเป็นนายกองศาลาได้ไม่กี่ปีก็เลี้ยงปินเค่อได้แล้ว สรรพสิ่งล้วนต่ำทั้งสิ้น มีแต่การศึกษาเล่าเรียนเท่านั้นที่สูงส่ง อันว่าทำมาหากินอันใด หาเทียบกับเป็นขุนนางที่ได้เงินเร็วที่สุดไม่"
อันอู๋ฮั่นนั้นเป็นชาวเมืองอ้วน น่ำเอี๋ยง เป็นคนถิ่นเดียวกับบุนเพ่ง อยู่อันดับที่สองในยี่สิบแปดขุนพลหอวินไถ ก่อนรุ่งเรืองนั้นเพราะบ้านยากจน จึงเข้ารับราชการในอำเภอเป็นนายกองศาลา ครั้นถึงปลายสมัยอ๋องมั่ง ไม่เพียงครอบครัวตนกินอยู่สุขสบาย แต่ใต้ประตูยังเลี้ยงปินเค่อไว้ไม่น้อย ภายหลังด้วยปินเค่อต้องคดี เขาจึงต้องหลบหนีไปอวี๋หยาง ครั้นถึงสมัยพระเจ้าเกิงสื่อ อาศัยจังหวะเหมาะ จึงทะยานขึ้นสู่เบื้องสูงในที่สุด
ไม่เพียงอู๋ฮั่นเท่านั้น ในยี่สิบแปดขุนพลหอวินไถยังมีอีกคนหนึ่ง คือจังกง ชาวอำเภอเกียบ เมืองเองฉวน ยามเยาว์ก็เคยเป็นนายกองศาลา ใคร ๆ ย่อมรู้ว่าตำแหน่งนายกองศาลานั้นต่ำต้อยยิ่งนัก ผู้ที่บ้านพอมีฐานะมีเงินทองสักหน่อยก็ไม่มารับตำแหน่งนี้ (อย่างซุนเจินนั้นนับเป็นข้อยกเว้นในข้อยกเว้นโดยแท้) ฐานะทางบ้านของจังกงก่อนเป็นนายกองศาลาจึงพอเดาได้ ทว่าภายหลังเมื่อแผ่นดินวุ่นวาย เขากลับ "นำปินเค่อเข้าร่วมกองทัพแม่น้ำเซี่ยเจียงในตำแหน่งเซี่ยวเว่ย" ได้
ด้วยเหตุนี้จึงเห็นได้ว่า อย่าว่าแต่เซ่อฟูชั้นมีศักดิ์เลย แม้แต่ตำแหน่งต่ำต้อยอย่างนายกองศาลา หากคิดจะกอบโกยเงินทองก็ทำได้ง่ายดาย เรื่องที่อำนาจใหญ่กว่าเงินนั้น ไม่ว่าอดีตปัจจุบันแดนใดก็เป็นเช่นนี้ทั้งสิ้น สุดวิสัยจะแก้ไข ซุนเจินรำพึงอยู่ครู่หนึ่งก็เก็บความคิดเสีย ไม่ครุ่นคำนึงต่อไป คงเพ่งความสนใจไว้ที่ "การเกลี้ยกล่อมเหล่าวีรชน" ดังเดิม
เขาสนทนากับสือสั่งสองสามคำ แล้วกล่าวแก่เสี่ยวเริ่น (อายเริ่นน้อย) ว่า "เจ้าจงไปฝานหยางสักเที่ยวหนึ่ง เรียกบุ๋นเคี้ยม (งักจิ้น) กับอาเยี่ยน (เฉิงเยี่ยน) กลับมา พลางเรียกเฉินเปา เจียงฉิน พี่น้องตระกูลเกา และท่านซูคนพี่คนน้องมาด้วย ข้ามีเรื่องจะบอกพวกเขา" — เมื่อก่อนนี้ ซุนเจินชวนเกาซู่ว่าน่าจะจัดระเบียบปินเค่อใต้ประตูเสีย ฝึกปรือสักหน่อย และเสนอว่าอาจประลองกับ "ราษฎรฝานหยาง" ในสังกัดตน เพื่อให้มั่นใจในชัยชนะ สองวันก่อนเขาจึงสั่งให้งักจิ้นกับเฉิงเยี่ยนไปยังศาลาฝานหยาง ตรวจดูการฝึกปรือของราษฎร
เสี่ยวเริ่นรับคำว่า "ขอรับ" เขาอยู่ใต้บังคับซุนเจินมานาน ค่อย ๆ คุ้นกับนิสัยของซุนเจิน รู้ว่าแม้ภายนอกดูสุภาพอ่อนโยน แท้จริงกลับเป็นคนเด็ดขาดฉับไว จึงไม่ได้รอช้า รีบไปยังที่ว่าการนำม้าออก มุ่งสู่ศาลาฝานหยางทันที
…
ซุนเจินยิ้มกล่าวแก่สือสั่งว่า "หมิงเต๋อ ท่านจะเข้ารับตำแหน่งวันใดเล่า"
"ในบ้านข้าก็ไม่มีธุระอันใด เพียงแต่บัดนี้เป็นเซียงจั่ว (ผู้ช่วยตำบล) จะไม่แจ้งให้อาจารย์ผู้มีพระคุณทราบไม่ได้ รอเรียนท่านอาจารย์เสร็จแล้ว ข้าจะกลับบ้านไปนำผ้าห่มเครื่องนอนมาปูใช้ สั่งเสียภรรยาบุตรสองสามคำ ค่ำนี้ก็ย้ายเข้าไปพักในเรือนพักได้แล้ว" ตามระเบียบนั้น ขุนนางในระหว่างปฏิบัติราชการต้องพำนักในเรือนพักของทางการ บัดนี้สือสั่งเป็นเซียงจั่ว ก็ย่อมไม่อาจเป็นข้อยกเว้นได้
"ดีแล้ว ค่ำนี้ข้าจะปัดกวาดแคร่คอยรับท่านในเรือนพักของทางการ"
สือสั่งประสานมือคารวะลาจาก ไปยังหมู่บ้านหยางอินหลี่เพื่อเข้าพบซวนปั๋ว เล่าเรื่องที่ซุนเจินตัดสินคดีให้ฟังก่อน แล้วจึงเรียนเรื่องที่ตนได้รับการเสนอชื่อจากซุนเจิน ให้รับตำแหน่งเซียงจั่ว
ซวนปั๋วได้ยินแรกก็ออกจะตกใจ ครั้นแล้วก็คลายลง กล่าวว่า "ด้วยชาติตระกูลของท่านซุน อีกทั้งชื่อเสียงในปัจจุบัน การที่เขาเสนอชื่อผู้ใดให้รับตำแหน่งเซียงจั่วนั้นเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งนัก ที่เจ้าได้รับความเห็นใจ ได้รับการเสนอชื่อจากเขา นับเป็นโชควาสนาของเจ้าแท้ ตำแหน่งเซียงจั่วแม้เล็กน้อย แต่เขาก็เป็นผู้ชุบเลี้ยงเจ้าแล้ว บุญคุณนี้ไม่อาจลืม ต่อไปเจ้าต้องสุดกำลังกายใจช่วยเหลือเขา จงขยันหมั่นเพียรในหน้าที่ ไม่อาจเกียจคร้านได้"
สือสั่งรับคำด้วยความนอบน้อม ซวนปั๋วกำชับสั่งเสียอยู่สองสามคำ แล้วถามว่า "เจ้าเตรียมจะเข้ารับตำแหน่งเมื่อใด"
"รอกลับบ้านไปสั่งเสียสองสามคำ ค่ำนี้ก็จะย้ายเข้าเรือนพัก"
ซวนปั๋วพยักหน้ากล่าวว่า "สมควรเป็นเช่นนั้นแล้ว ข้าจะไม่หน่วงเหนี่ยวเจ้า เจ้าจงรีบกลับบ้านไปเถิด"
สือสั่งคุกเข่ากราบลงกับพื้นด้วยความเคารพ กราบสองครั้งแล้วลุกขึ้น ถอยหลังออกจากท้องโถง สวมรองเท้าที่หน้าประตู คำนับลากลับบ้าน
บนท้องโถงนอกจากซวนปั๋วแล้ว ยังมีซวนเสียนบุตรชาย ซวนคางหลานตระกูล กับเหล่าศิษย์อย่างหลี่ปั๋อ สื่อนั่ว หวังเฉิง อยู่ด้วย เว้นแต่หวังเฉิงแล้ว คนอื่น ๆ ล้วนมีสีหน้าอิจฉาริษยา
ซวนปั๋วเห็นสีหน้าพวกเขา ก็กล่าวว่า "เหยียนจื่อกล่าวว่า 'ไก่ป่าในบึงเดินสิบก้าวจึงได้จิกอาหารคำหนึ่ง ร้อยก้าวจึงได้ดื่มน้ำอึกหนึ่ง แต่หาปรารถนาจะถูกเลี้ยงไว้ในกรงไม่' นี่ไม่ใช่วิถีของท่านซุนดอกหรือ ท่านซุนมีชาติตระกูลอยู่กลับไม่ใช้ ขอออกมาด้วยตนเอง ไปรับตำแหน่งนายกองศาลาในศาลาชนบท ไม่ถึงครึ่งปีก็เลื่อนเป็นชั้นมีศักดิ์ นี่คือเขาจะอาศัยความสามารถตนบุกเบิกทางออกมาเส้นหนึ่ง คราวก่อนที่เขาจับกุมล้างตระกูลตี้ซาน จื่ออวิ๋น (หวังเฉิง) ว่าเขาทำผิดกฎหมายชอบเข่นฆ่า เมื่อครู่ฟังหมิงเต๋อเล่าเรื่องที่เขาตัดสินคดีกลางท้องนา เขาทำผิดกฎหมายชอบเข่นฆ่าตรงไหนเล่า หากเป็นคนทำผิดกฎหมายชอบเข่นฆ่าจริง ไฉนจึงยกโทษนายกองศาลาผู้รับสินบนไม่เอาผิด ไฉนจึงตัดสินคดีด้วยหลักธรรมในคัมภีร์ชุนชิว … เฮ้อ นกกระจอกย่อมไม่หยั่งรู้เจตจำนงของหงส์"
อันเหยียนจื่อนั้นคือจวงจื่อ ชาวฮั่นเลี่ยงพระนามพระเจ้าฮั่นหมิงเต้ จึงเปลี่ยน "จวง" เป็น "เหยียน"(1) คำว่า "ไก่ป่าในบึงเดินสิบก้าวจึงได้จิกอาหารคำหนึ่ง ร้อยก้าวจึงได้ดื่มน้ำอึกหนึ่ง แต่หาปรารถนาจะถูกเลี้ยงไว้ในกรงไม่" นั้นหมายความว่า ไก่ป่าในหนองบึงเดินสิบก้าวจึงจิกอาหารได้คำหนึ่ง ร้อยก้าวจึงดื่มน้ำได้อึกหนึ่ง ทว่ามันไม่ได้ปรารถนาจะถูกขังเลี้ยงในกรงแม้แต่น้อย เจตนาเดิมของจวงจื่อคือกล่าวถึงความ "อิสรเสรี" แต่พอมาอยู่ในปากซวนปั๋วกลับกลายเป็นคำชมซุนเจินว่าเหยียบดินมั่นคง พึ่งกำลังตนเอง นี่ยังเป็นครั้งแรกที่เขาชมซุนเจินอย่างเป็นทางการต่อหน้าเหล่าศิษย์
แต่ก่อนเมื่อถกกันว่าการที่ซุนเจินล้างตระกูลตี้ซานนั้นถูกหรือผิด หวังเฉิงเป็นผู้คัดค้านหนักแน่นที่สุด บัดนี้ได้ยินอาจารย์เปรียบตนเป็น "นกกระจอก" ก็หน้าแดงก่ำ ยืดคอขึ้น เปล่งเสียงดังว่า "นกกระจอกย่อมไม่หยั่งรู้เจตจำนงของหงส์ก็จริง แต่หงส์เล่าจะหยั่งรู้เจตจำนงของนกกระจอกหรือ ศิษย์แม้เป็นนกกระจอก ก็ไม่ได้ใฝ่หาเป็นหงส์ ท่านขงจื๊อกล่าวว่า 'วิถีต่างกัน ไม่อาจปรึกษากันได้'" เขาเป็นศิษย์อายุน้อยที่สุดในสำนักซวนปั๋ว แต่มีพรสวรรค์สูงสุด อีกทั้งนิสัยตรงไปตรงมา เพิ่งเข้าพิธีสวมกวานไม่นาน วัยหนุ่มเลือดร้อน เหล่าผู้คนได้ยินคำของเขา แล้วเห็นสีหน้าแดงก่ำเต็มหน้า ก็พากันหัวเราะกันทั้งห้องโถง
ซวนปั๋วก็หัวเราะ กล่าวว่า "จื่ออวิ๋น ในบรรดาศิษย์ใต้สำนักข้า เจ้าอายุน้อยที่สุด ทว่าศิษย์ทั้งหลายต่างถือว่าเจ้ามีพรสวรรค์เป็นเลิศ เจ้ามีพรสวรรค์ก็จริง แต่ยังขาดการบ่มเพาะประสบการณ์อยู่บ้าง"
หวังเฉิงไม่กล้าเถียงอาจารย์ แม้ในใจไม่ยอม ก็ไม่กล่าวอะไรอีก นั่งซบเซาอยู่ริมข้าง คิดในใจว่า "ท่านขงจื๊อกล่าวว่า 'วิญญูชนแจ้งในคุณธรรม คนต่ำช้าแจ้งในผลประโยชน์' การเป็นคนพึงยึดธรรมเป็นที่ตั้ง ไฉนจะเอาแต่หวังผลโดยไม่เลือกวิธีการเล่า ข้าย่อมรู้ดีว่าซุนเจินก่อนหน้านี้กุเรื่องใส่ความล้างตระกูลตี้ซาน บัดนี้กลับใช้หลักธรรมตัดสินคดี ป่าวประกาศคุณธรรมเมตตา ก็เพื่อจะสถาปนาบารมีและพระคุณในตำบลเท่านั้นเอง จุดหมายของเขาข้าเข้าใจได้ แต่วิธีการเช่นนี้ข้าไม่เห็นด้วยเด็ดขาด อาจารย์สอนพวกเราเสมอให้เป็น 'วิญญูชนผู้รู้ธรรม' แต่วันนี้ไฉนกลับชื่นชมซุนเจินผู้เป็น 'คนต่ำช้าผู้รู้ธรรม' ถึงเพียงนี้" คิดเท่าไรก็คิดไม่ตก
ซวนเสียนออกเสียงแซ่ซ้องว่า "หมิงเต๋อโชคดีจริงหนอ เพิ่งลาออกจากยามประตูหมู่บ้าน ก็ได้รับความเห็นใจจากท่านซุน เสนอชื่อให้เป็นเซียงจั่ว นับว่าทะยานข้ามประตูมังกรในพริบตา" แล้วกล่าวแก่ซวนคาง หลี่ปั๋อ สื่อนั่ว ทำนองล้อเล่นว่า "คราวก่อนที่ไปคารวะท่านซุน พวกเราก็ไปพร้อมหมิงเต๋อด้วยนี่นา บัดนี้ท่านซุนเสนอชื่อหมิงเต๋อเป็นเซียงจั่วของตำบลนี้ พวกท่านว่า หากมีโอกาส เขาจะเสนอชื่อพวกเราด้วยหรือไม่"
หลี่ปั๋อเดิมก็ไม่เห็นด้วยกับการที่ซุนเจินทำผิดกฎหมายล้างตระกูลตี้ซาน แต่เพื่อจะเข้ารับราชการ ก่อนหน้านี้ก็ยังรับคำสั่งอาจารย์ ไปคารวะซุนเจินพร้อมสือสั่ง ครั้นพบซุนเจินแล้ว ก็เปลี่ยนทัศนะร้าย ๆ ที่มีต่อซุนเจิน หมอบราบลงด้วยกิริยาท่าทางของบุตรหลานตระกูลใหญ่ที่ "สง่างามอ่อนโยน รอบรู้กว้างขวาง" บัดนี้เห็นสือสั่ง "ทะยานข้ามประตูมังกร" จะว่าเขาไม่คิดอะไรเลยก็เป็นไปไม่ได้ ทว่าด้วยเขาอายุมากที่สุดในสำนักซวนปั๋ว สี่สิบกว่าปีแล้ว จึงไม่เผยความในใจออกมาทั้งหมดอย่างหวังเฉิง เพียงยิ้มเล็กน้อย ไม่ตอบอะไร
สองราชวงศ์ฮั่นไม่มีการสอบคัดเลือกขุนนาง การเข้ารับราชการล้วนอาศัยการเสนอชื่อ ภายใต้สภาพการณ์เช่นนี้ บุตรหลานตระกูลต่ำต้อยจะเข้ารับราชการนั้นยากเย็นแสนเข็ญ ดังคำว่า "เสมียนแคว้นอำเภอล้วนออกจากตระกูลใหญ่" ตำแหน่งเซียงจั่วแม้เพียงกินเงินเดือนน้อย เป็นขุนนางต่ำต้อยที่ไม่เข้าขั้น แต่ในตำบลก็อยู่ในลำดับรองจากเซียงโหย่วจื้อ (เซ่อฟู) เท่านั้น ในสายตาของเหล่า "บัณฑิตยากจน" เช่นพวกเขา ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีนักหนาแล้ว
ส่วนซวนคางกับสื่อนั่วสองคนนั้นหาเป็นเช่นนั้นไม่ เฉกเช่นชาวฮั่นส่วนใหญ่ที่มุ่งมั่นก้าวหน้า เขาไม่ได้ปิดบังความกระหายในยศถาบรรดาศักดิ์ในใจแม้แต่น้อย ออกเสียงพร้อมกันว่า "ชายชาตรีเมื่อทำการ หากไม่อาจห้อยตราเขียวลากแพรม่วง ครองหัวเมืองใหญ่ ก็ขอให้ได้คาดสายแพรดำยาวฉางสองศอก ห้อยตราเขาแรดดำ เข้าออกที่ว่าการด้วยสง่าราศีเกริกไกร เป็นเจ้าเหนือหัวแห่งแดนร้อยลี้ เช่นนี้จึงไม่เสียทีที่ฟ้าดินให้กำเนิดเรา บิดามารดาเลี้ยงดูเรา และอาจารย์อบรมสั่งสอนเรา" อันไท่โส่วศักดิ์สองพันสือ นายอำเภอศักดิ์พันสือ หากเป็นไท่โส่วสองพันสือไม่ได้ อย่างน้อยก็ขอให้ได้เป็นนายอำเภอผู้กุมแดนร้อยลี้
แม้แต่ซวนเสียนกับหลี่ปั๋อ คนทั้งปวงต่างตั้งจิตมั่นว่า "นับแต่นี้ไป จะต้องไปเยือนประตูบ้านท่านซุนให้บ่อย ต้องไปคารวะเป็นเนืองนิตย์"
ซวนปั๋วย่อมหวังให้เหล่าศิษย์มีอนาคต มีความสำเร็จ จึงลูบเคราหัวเราะด้วยความปลื้มใจ มีแต่หวังเฉิงผู้เดียวนั่งเดียวดายอยู่มุมหนึ่ง หม่นหมองเศร้าซึม ดูเข้ากันไม่ได้กับคนทั้งปวง
…
สือสั่งกลับถึงบ้าน กำลังเก็บข้าวของอยู่ ก็มีผู้มาเคาะประตูข้างนอก
เขาผลักประตูออกไปนอกลานบ้าน เห็นเป็นสวี่จ้ง "จวินชิงหรือ ท่านมาทำไม"
สวี่จ้งหยิบแท่งทองออกมาแท่งหนึ่ง ส่งให้เขาแล้วกล่าวว่า "ท่านเพิ่งเข้ารับตำแหน่ง เงินเดือนกว่าจะออกก็เดือนหน้า ท่านซุนสั่งให้ข้านำสิ่งนี้มามอบให้เป็นพิเศษ เพื่อให้ครอบครัวท่านอุ่นใจ"
## เชิงอรรถ
(1) เหยียนจื่อ คือจวงจื่อ ปราชญ์สำนักเต๋า ชาวฮั่นต้องเลี่ยงพระนาม "จวง" ของพระเจ้าฮั่นหมิงเต้ (พระนามเดิม หลิวจวง) จึงเปลี่ยนแซ่ "จวง" เป็น "เหยียน" ในการอ้างถึง