เทียลิบเสนอภายหลังยึดตงผิงและเยิ่นเฉิงคืนได้ ให้วกกลับไปโจมตีโพกผ้าเหลืองเจ้เป่ย บีบให้พวกมันร่นขึ้นเหนือเข้าเจ๊หลำ หรือไม่ก็ถอยตะวันตกสู่เขาไท้ซาน เพื่อเพิ่มแรงกดดันแก่ชีจิ๋ว อันจะผันเปลี่ยนกระบวนรุกรับระหว่างชีจิ๋วกับกุนจิ๋ว
หากมองเพียงเชิงยุทธวิธี นับเป็นความคิดที่ดี ทว่าเมื่อพิเคราะห์จากแง่มุมยุทธศาสตร์แล้ว โจโฉกลับไม่ใคร่เห็นด้วยนัก
โจโฉทราบแจ้งแก่ใจว่า หมายเป็นใหญ่ในโลกปั่นป่วน กำลังพลและราษฎรคือรากฐาน โพกผ้าเหลืองเจ้เป่ยมีผู้คนมากมาย มีทั้งทหารเก๋าผ่านศึก ทั้งแรงงานฉกรรจ์ ถึงจะเป็น "กบฏเร่ร่อน" แต่พวกมันตีชิงปล้นสะสมมานาน ก็ย่อมมีโคไถ เครื่องมือกสิกรรม และของอื่นไม่น้อย ทั้งรถรบเกราะศึก เสบียงเงินทองยิ่งมาก หากเกณฑ์มาใช้ได้ กำลังของเขาจักต้องก้าวขึ้นสู่อีกขั้นหนึ่ง ประโยชน์ที่ได้มานั้น จะนำไปเทียบกับการแค่ไล่ต้อนพวกมันเข้าเจ๊หลำหรือเขาไท้ซานได้อย่างไร
กองซุนจ้านสร้างฐานะขึ้นมาได้อย่างไร? ศึกที่ตงกวงใต้ในป๋อไห่กุ้น เขาตีโพกผ้าเหลืองแตกถึงสองหน จับเป็นเชลยได้รวมแสนกว่าคน เกวียนสัมภาระก็ใช่เพียงหลายหมื่นเล่ม? อาวุธยุทโธปกรณ์และทรัพย์สินนับไม่ถ้วน ด้วยเหตุนี้ เขาจึงมีกำลังมหึมา "อาจทัดเทียมแคว้น" ได้ในชั่วเวลาไม่นาน
แน่นอนว่าโพกผ้าเหลืองมีกำลังมาก หากหมายจะเขมือบพวกมัน ข้อแรกต้องมีกำลังพอ มิฉะนั้นก็ได้แต่ถูกวกกัดคืน สิ่งที่ได้ไม่คุ้มเสีย เมื่อเทียบกับกองซุนจ้าน กำลังรบของหน่วยทหารโจโฉอาจด้อยกว่า แต่โจโฉเห็นว่าตนมีข้อได้เปรียบอยู่
ข้อได้เปรียบของโจโฉ อยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขาและตระกูลกับลัทธิหวงเหล่า หรือจะว่าก็คือ ตัวเขาเป็น "คนในลัทธิเต๋า"
