# ตอนที่ 137 — แรกพบมังกรเดียว (ตอนปลาย)
ผู้ที่มานอกลานไม่ใช่ใครอื่น คือหัวหน้าตระกูลเกานั่นเอง
ในบรรดาตระกูลใหญ่ของตำบล มีแต่ตระกูลเกาที่อยู่ที่ศาลากลางตำบล ห่างจากที่ว่าการไม่ไกล ยามไท่โส่วอินซิ่วมา พวกเขาก็รู้แล้ว ถึงไม่มีคำแจ้งของซุนเจิน พวกเขาก็คิดจะมาคารวะอยู่แล้ว จึงมาถึงรวดเร็ว หัวหน้าตระกูลเกาคือบิดาของเกาซู่ ไม่ได้พาคนมามากนัก มีปินเค่อสี่ห้าคนหามของขวัญตามมาเบื้องหลัง ในบรรดาบุตรหลานตระกูลเกาพาแต่เกาซู่มาคนเดียว
นับแต่ซุนเจินล้างตระกูลตี้ซาน ตระกูลใหญ่ในตำบลต่างมองเขาด้วยสายตาใหม่ บิดาของเกาซู่ก็เคยจัดเลี้ยงเขา สองคนรู้จักกัน ซุนเจินเห็นเขามาถึง ก็หยุดฝีเท้า ทักทายสองสามคำ แล้วขออภัยต่อบัณฑิตรอบข้าง บอกให้พวกเขาทิ้งปินเค่อกับของขวัญไว้นอกลาน พาสองคนขึ้นบันได ถอดรองเท้า ก้าวเข้าสู่โถงประชุม
ตระกูลเกาแม้มีตระกูลหวงแห่งเอี้ยงเต๊กหนุนหลัง แต่ที่สุดก็เป็นเพียงเศรษฐีท้องถิ่นในตำบล เผชิญหน้าเจ้าเมืองทั้งแคว้น เผชิญหน้านายอำเภอ เผชิญหน้าขุนนางแคว้นอำเภอเต็มห้องโถง สองพ่อลูกตระกูลเกาก็พรั่นพรึง พอเข้าโถงประชุม ก็หมอบกราบลงกับพื้น ร้องว่า "ราษฎรตำบลตะวันตก เกาเฉิง เกาซู่ ขอคารวะใต้เท้า"
โถงประชุมหลักของที่ว่าการตำบลตะวันตกจะว่าใหญ่ก็ไม่ใหญ่ ลึกราวหนึ่งสองจาง อินซิ่วนั่งอยู่ในสุด แม้หันหน้าเข้าหาประตู ขณะนี้แดดยังจ้า ในห้องสว่าง ทว่าด้วยสายตาไม่ดี ก็ยังมองหน้าผู้มาไม่ชัด เห็นแต่ร่างสองร่างราง ๆ มองไม่ชัดก็ช่างเถิด เขาก็ไม่ได้สนใจจะมองให้ชัดว่าสองคนนี้หน้าตาเป็นไฉน หรี่ตาตามเคย เผยรอยยิ้มอ่อนโยน กล่าวว่า "เจ้าสองคนแซ่เกาหรือ ข้าได้ยินเจินจือว่า ในตำบลของเจ้ามีตระกูลใหญ่ห้าตระกูล หนึ่งในนั้นคือตระกูลเกาที่เชียนเต๋อหลี่ ใช่พวกเจ้าหรือไม่"
เกาซู่ก่อนหน้านี้ได้ยินข่าวลือมาบ้าง ว่าตระกูลซุนแห่งเองอิมกับไท่โส่วคนใหม่ผู้นี้เป็นญาติเกี่ยวดองกัน บัดนี้ได้ยินไท่โส่วเรียกชื่อรองซุนเจินอย่างสนิทสนม ก็คิดในใจว่า "เห็นทีข่าวลือเป็นจริงแล้ว"
อย่าว่าแต่ฝีมือเด็ดขาดดุจสายฟ้าที่ซุนเจินล้างตระกูลตี้ซานเลย เพียงข่าวลือนี้เป็นจริง เงินค่าซื้อม้าร้อยกว่าหมื่นเมื่อก่อนก็ส่งไปคุ้มค่าแล้ว
เขาแม้อาศัยตระกูลหวงเป็นอิทธิพล แต่ไหนแต่ไรก็หยิ่งยโสลอกแลก ทว่าประการหนึ่ง ด้วยใฝ่หาวิถีนักเลงโบราณ แท้จริงไม่ได้ใส่ใจในทรัพย์สินเงินทองนัก ไม่ฉะนั้นครานั้นก็คงไม่ยอมให้ซุนเจินยุยงป้อยอเพียงไม่กี่คำ ก็สละใบหนี้ของเฉิงเยี่ยน อีกทั้งสมัครใจผูกไมตรีกับซุนเจิน ประการสอง เขาก็ไม่ใช่คนไม่รู้หนักรู้เบา — ตระกูลหวงแห่งเอี้ยงเต๊กที่เป็นภูเขาพิงหลังของบ้านเขาแม้อิทธิพลใหญ่ แต่อินซิ่วผู้นี้ก็ไม่อ่อนด้อย ไม่เพียงเป็นไท่โส่วของแคว้นนี้ ทั้งภูมิหลังก็ไม่เล็กน้อย ตระกูลอินแห่งน่ำเอี๋ยงเป็นคนถิ่นเดียวกับพระเจ้ากวงอู่ เป็นหนึ่งใน "สี่แซ่โหวน้อย" ครั้งกระโน้น นับแต่ฟื้นฟูแผ่นดินมา ในวงศ์ตระกูลนี้ออกฮองเฮ้ามาแล้วสองพระองค์ ฮองเฮ้าราชวงศ์ฮั่นมักมาจากน่ำเอี๋ยง พระนางเหอที่เพิ่งสถาปนาเป็นฮองเฮ้าปลายปีก่อนก็เป็นชาวน่ำเอี๋ยงไม่ใช่หรือ ไม่มีผู้ใดรับรองได้ว่าตระกูลอินนี้ภายหน้าจะออกฮองเฮ้าอีกหรือไม่ หากอาศัยเส้นสายของซุนเจินเชื่อมโยงกับอินซิ่วได้ ก็ย่อมดีที่สุด ตระกูลบัณฑิตที่ไร้ยศไร้อำนาจ เขาไม่ใส่ใจได้ แต่ตระกูลขุนนางร้อยปีที่ "ร่วมสุขร่วมทุกข์กับราชวงศ์ฮั่น" อย่างตระกูลอินนี้ เขาไม่อาจไม่แหงนมองด้วยความนับถือ
หากกล่าวว่าเมื่อก่อนที่เขาผูกไมตรีกับซุนเจินเป็นเพียงเพราะ "ถูกคอกัน" บัดนี้ที่เขาผูกไมตรีกับซุนเจินก็มีเจตนาแอบแฝงเข้ามาแล้ว ทว่านี่ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป คนเกิดมาในโลก มิตรรู้ใจหายาก จะว่ามิตรรู้ใจหายาก สู้ว่าน้ำใจไมตรีบริสุทธิ์หายากดีกว่า ไมตรีระหว่างเขากับซุนเจินเดิมก็ไม่มั่นคง คำว่า "ถูกคอกัน" เป็นเพียงเขาคิดเอาเอง แท้จริงเป็นเพียงอารมณ์วูบหนึ่งของเขา ไม่ฉะนั้นเขาคงไม่วิวาทกับบุนเพ่งต่อหน้าซุนเจิน บัดนี้มีความสัมพันธ์ทางผลประโยชน์มาเสริม บางทีกลับเป็นเรื่องดีก็ได้
เกาเฉิงผู้บิดาตอบว่า "เรียนใต้เท้า ข้าน้อยเป็นเพียงราษฎรบ้านนอกหยาบกระด้าง ขุดดินหากิน ไฉนกล้าเรียกว่าตระกูลใหญ่ ได้ยินกิตติศัพท์ใต้เท้าว่าทรงคุณธรรมมานาน บัดนี้มาปกครองแคว้นนี้ นับเป็นบุญของข้าน้อยทั้งหลายแท้ ข้าน้อยบังอาจ จัดของกำนัลมาบ้าง ขอใต้เท้าโปรดรับด้วย"
เศรษฐีท้องถิ่นในตำบลจะจัดของกำนัลดี ๆ อันใดได้ อินซิ่วก็ไม่ได้ถือสา พยักหน้ากล่าวว่า "ข้ามาตำบลของเจ้า ก็เพื่อออกสิงชุน 'วสันต์เริ่มไหวตัว รากหญ้าจึงงอกงาม' วสันต์นั้นคือฤดูใบไม้ผลิ งอกงามนั้นคือการฟื้นคืนเติบโต อันว่าฤดูวสันต์ ไอดินเพิ่งคลี่คลาย เป็นเวลาที่สรรพสิ่งฟื้นคืน เจ้าเป็นชาวนา พึงรู้จัก 《ตำราซื่อเซิ่งจือ》 ในตำราว่า 'วสันต์ ไอดินคลี่คลาย ควรไถพรวนผืนดินดำแข็งกระด้าง' บัดนี้ถึงฤดูเพาะปลูกแล้ว วันนี้องค์จักรพรรดิทรงพระปรีชา ปราชญ์ทั้งหลายอยู่ในราชสำนัก วันลี่ชุน องค์จักรพรรดิยังทรงไถนาหลวงด้วยพระองค์เอง ป่วยกล่าวไยถึงพวกเจ้า เจ้าเป็นตระกูลใหญ่ในตำบล ไม่อาจประมาทเกียจคร้านได้ ต้องทำตนเป็นแบบอย่างแก่ราษฎร พึงรู้ว่า 'วสันต์ไม่หว่าน ฤดูสารทไม่เก็บเกี่ยว'"
อัน 《ตำราซื่อเซิ่งจือ》 เป็นตำราเกษตรที่ซื่อเซิ่งจือแห่งฮั่นต้นเรียบเรียง เกาเฉิงแม้เติบโตในชนบท แต่อักษรตัวใหญ่ ๆ ยังอ่านไม่ออกกี่ตัว ย่อมไม่เคยอ่านตำรานี้ ไม่เพียงไม่เคยอ่านตำรานี้ อีกทั้งด้วยอินซิ่วพูดจาสำนวนเสียเหลือเกิน เขาฟังไม่เข้าใจไปครึ่งหนึ่ง ทั้งไม่สะดวกจะเอ่ยปากถาม ไม่รู้จะตอบอย่างไร ได้แต่หมอบราบลงโขกศีรษะ รับคำกระท่อนกระแท่นว่า "ขอรับ ๆ"
ซุนเจินมองออกถึงความกระอักกระอ่วนของเขา จึงเอ่ยช่วยแก้ไขให้ ยิ้มกล่าวว่า "เฒ่าเกาในตำบลนี้เป็นผู้ขยันขันแข็งประหยัดมัธยัสถ์ที่สุด ใต้เท้าโปรดวางใจ เขาต้องเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ราษฎรในตำบลได้แน่"
อินซิ่วพูดจบ นายอำเภอจูฉ่างก็กล่าวให้กำลังใจอีกสองสามคำ
หลังสองพ่อลูกตระกูลเกาถอยออกไปไม่นาน หัวหน้าตระกูลเซี่ย เฟ่ย เฝิง เล่าก็ทยอยมาถึง ขึ้นโถงประชุมตามลำดับ
อินซิ่วกับจูฉ่างปลอบขวัญให้กำลังใจทีละคน กล่าวตักเตือนให้กำลังใจทั่วกัน
ตระกูลเซี่ย เฟ่ยยังดีหน่อย ไม่ใช่ไม่เคยเห็นขุนนาง โดยเฉพาะตระกูลเฟ่ย ทั้งเป็นปินเค่อของตระกูลเตียวเหยียง เฟ่ยช่างยังเป็นจวิ้นตูโหยวแห่งแคว้น จึงพอรักษาความสงบไว้ได้บ้าง ส่วนเฝิงเวินบิดาของเฝิงก่ง กับเล่าเฒ่าหัวหน้าตระกูลเล่า สองคนเกิดมาเท่านี้ แม้แต่นายอำเภอยังไม่เคยพบกี่ครั้ง นี่เป็นครั้งแรกที่ได้พบ "ผู้สูงศักดิ์" ศักดิ์สองพันสือ ไท่โส่วแห่งแคว้นนี้ ตื่นเต้นจนตัวสั่นไปทั้งร่าง ตอบคำก็เสียงสั่นเครือ
เมื่อพบตระกูลใหญ่แล้ว การออกสิงชุนของอินซิ่วในตำบลนี้ก็นับว่าเสร็จสิ้น เมื่องานการเสร็จก็สนทนาเล่นได้ ครั้นเล่าเฒ่าหัวหน้าตระกูลเล่าคนสุดท้ายที่ขึ้นโถงประชุมลงจากโถงประชุมไปแล้ว เขาก็ยิ้มกล่าวแก่ซุนเจินว่า "เจินจือ โถงประชุมที่ว่าการของเจ้าก็เล็กไปสักหน่อย เหล่าบัณฑิตที่ตามข้ามานี้ล้วนเป็นยอดคนของแคว้น กลับได้แต่คอยอยู่ในลาน วสันต์แม้อุ่นขึ้น แต่ลมยังหนาว ยืนอยู่ในลานครึ่งวัน เกรงว่าจะหนาวเหน็บเสียหมด"
ซุนเจินลุกจากที่นั่งคารวะขออภัย กล่าวว่า "ข้าน้อยอยู่ในตำบลนาน ข่าวสารปิดกั้น ไม่ทราบว่ามียอดคนมากมายตามใต้เท้ามาเยือนถิ่นต่ำต้อย จึงไม่ได้เตรียมการล่วงหน้า เป็นเหตุให้ฝูงหงส์ต้องลมหนาว ข้าน้อยผิดเอง"
ความสามารถของอินซิ่วเป็นไฉน ซุนเจินยังไม่อาจแน่ใจ ทว่าผ่านการสัมผัสครู่หนึ่ง เขาพบว่าไท่โส่วคนใหม่ผู้นี้อย่างน้อยก็นิสัยไม่เลว ดูเป็นคนใจดี และจริงดังคาด อินซิ่วไม่ได้เอาผิดเขา กลับยิ้มกล่าวว่า "ข้าเพียงพูดเล่นกับเจ้าเท่านั้น สองตระกูลเราเดิมก็เป็นญาติเกี่ยวดอง ไม่ต้องเกร็งถึงเพียงนี้ … ข้านับแต่มาครองแคว้นนี้ ก็คิดจะไปเยือนเกาหยางหลี่ คารวะปราชญ์ใหญ่ บัดนี้อาศัยโอกาสสิงชุน จึงสมความปรารถนาเสียที ก่อนมาตำบลของเจ้า ข้าไปเยือนเหล่ามังกรในตระกูลเจ้ามาแล้วโดยเฉพาะ ครั้งก่อนท่านอาจารย์ (ขงจื๊อ) ยกย่องเหลาจื่อว่าเป็นมังกร กล่าวว่า 'อันมังกรนั้น ข้าไม่อาจหยั่งรู้ว่ามันขี่ลมเมฆขึ้นฟ้าได้อย่างไร' ต่อคำนี้ เดิมข้ารู้แต่ตัวอักษร ไม่รู้ความหมาย วันนี้ได้พบเหล่ามังกรในตระกูลเจ้า จึงเข้าใจคำรำพึงของท่านอาจารย์ ภายใต้ชื่ออันยิ่งใหญ่หามีผู้กลวงเปล่าไม่ ทำให้ข้าได้ประโยชน์ไม่ใช่น้อย เพียงเสียดายสองมังกรสิ้นเร็ว หกมังกรท่องไกล"
ในแปดมังกรตระกูลซุน ที่ล่วงลับแล้วมีสองคน คนหนึ่งคือซุนเจี่ยนบิดาของซุนเยว่ ผู้เป็นมังกรพี่ใหญ่ คนหนึ่งคือมังกรที่สามซุนจิ้ง (ซู่ฉือ) ส่วนที่ท่องไกลคือมังกรที่หกซุนซอง (ฉือหมิง)
อินซิ่วถอนใจ กล่าวอย่างเสียดายว่า "ข้าได้ยินสวี่จื่อเจียง (สวี่เส้า) ยกย่องซู่ฉือกับฉือหมิงว่า 'สองคนล้วนเป็นหยก ฉือหมิงผ่องใสภายนอก ซู่ฉือชุ่มชื้นภายใน' อีกทั้งได้ยินผู้คนสรรเสริญฉือหมิงว่า 'แปดมังกรตระกูลซุน ฉือหมิงไร้คู่' เฮ้อ น่าเสียดายแท้ ซู่ฉือกับฉือหมิง คนหนึ่งล่วงลับ คนหนึ่งไม่อยู่บ้าน ทำให้ข้าไม่อาจไปคารวะขอคำชี้แนะได้" ฟังความหมายเขาแล้ว ใฝ่หาซุนจิ้งกับซุนซองยิ่งนัก
ซุนเจินคิดในใจว่า "ในวงศ์ข้าที่แต่งเข้าตระกูลอินก็คือธิดาของมังกรที่หกซุนซอง คนที่นางแต่งไปด้วยจำได้ว่าชื่ออินอวี๋ ไม่รู้กับอินซิ่วผู้นี้เป็นญาติวงศ์อย่างไรกัน" ซุนฉายธิดาของซุนซอง แต่งไปได้สองปี อินอวี๋ก็ป่วยตาย ซุนซองรักธิดายิ่ง ไม่อาจทนเห็นนางเป็นม่าย จึงหาบ้านสามีให้นางใหม่ เป็นบุตรหลานตระกูลกัวแห่งเอี้ยงเต๊ก ซุนฉายไม่ยอม จึงปลิดชีพตนเพราะเหตุนี้ แม้สองราชวงศ์ฮั่นยังไม่ได้ถูกจารีตขนบรัดรึงมากนัก ไม่ได้เคร่งในพรหมจรรย์ของสตรี การที่ม่ายแต่งใหม่เป็นเรื่องธรรมดา แต่ที่สุดแล้ว ซุนซองจัดการเรื่องนี้ไม่ดี หวังดีกลับกลายเป็นร้าย จนบีบธิดาให้ตาย แม้ไม่ใช่เจตนาเดิมของเขา แต่ก็น่ากระอักกระอ่วน
ซุนเจินกับอินซิ่วต่างเลือกหลีกเลี่ยงไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้โดยไม่ได้นัดหมาย การหลีกเลี่ยงนี้มีเหตุสองด้าน
ด้านหนึ่ง ซุนเจินเป็นคน "เก็บการใหญ่ไว้ในใจ" เพื่อจะทำการใหญ่ของตนให้สำเร็จยิ่งขึ้น เขาย่อมกระหายการสนับสนุนจากไท่โส่วแห่งแคว้น
อีกด้านหนึ่ง ดังที่กล่าวมาแล้ว เสมียนใต้สังกัดแคว้นส่วนใหญ่เป็นชาวแคว้น ส่วนไท่โส่วเป็นคนต่างแคว้น ไท่โส่วต่างถิ่นมาถึงแคว้น หากจะให้คำสั่งราชการเป็นไปโดยราบรื่น จำต้องได้รับการสนับสนุนจากตระกูลบัณฑิตและตระกูลใหญ่ท้องถิ่น ไท่โส่วที่แข็งแกร่งย่อมทำให้ทั้งแคว้นสั่นสะท้านได้ แต่หากไท่โส่วอ่อนแอ ข่มตระกูลใหญ่ท้องถิ่นไม่อยู่ ก็ยากจะพ้นภาวะ "นายอ่อนข้าแข็ง" สิบยี่สิบปีก่อน มีเพลงราษฎรสองวรรคว่า "ไท่โส่วยีหลำฟ่านเมิ่งปั๋อ ซงจือแห่งน่ำเอี๋ยงเพียงประทับนาม ไท่โส่วน่ำเอี๋ยงเฉินกงเซี่ยว เฉิงจิ้นแห่งหงหนงเพียงนั่งผิวปาก" ก็กล่าวถึงสภาพเช่นนี้
ซงจือชาวน่ำเอี๋ยงเป็นไท่โส่วที่ยีหลำ แต่งตั้งฟ่านพ่างปราชญ์มีชื่อในแคว้นที่มีชื่อเสมอเล่าเปียวและถูกขนานนามรวมกันว่า "แปดผู้เด่นกังแฮ" เป็นกงเฉาแห่งแคว้น ผลคือคำสั่งราชการล้วนออกจากมือฟ่านพ่าง ส่วนตนเพียง "ประทับนามรับรอง" เท่านั้น ส่วนเฉิงจิ้นชาวหงหนงครั้งเป็นไท่โส่วน่ำเอี๋ยง แต่งตั้งเฉินจื๋อปราชญ์มีชื่อในแคว้นที่อยู่ใน "แปดผู้เด่นกังแฮ" เช่นกัน เป็นกงเฉาแห่งแคว้น ผลก็คืออำนาจตกอยู่ในมือเฉินจื๋อหมดสิ้น ตนไร้กิจการใด มีแต่ "นั่งผิวปาก"
แม้อินซิ่วเป็นคนไม่หยิ่งผยอง ยอมนอบน้อมเกรงกลัวเพื่อรักษาตน นับแต่มาถึงแคว้น เรียกพบบุตรหลานตระกูลขุนนางในแคว้นติดต่อกัน รับปากจะมอบหมายภารกิจสำคัญให้ แม้แต่การออกสิงชุนครานี้ก็พาบัณฑิตมาเป็นกลุ่ม ดูเหมือนมุ่งแต่จะเชิดชูคนดีคัดเลือกผู้มีความสามารถเป็นภารกิจ ทว่านี่ไม่ได้หมายความว่าเขาเต็มใจจะเป็นอย่างซงจือ เฉิงจิ้น คือ "เพียงประทับนาม" "เพียงนั่งผิวปาก" — ที่จริง ซงจือเพราะ "เพียงประทับนาม" จึงได้ชื่อว่า "มอบหมายงานแก่คนดี" "ก้องไปทั้งแผ่นดิน" แต่การ "มอบหมายแก่คนดี" เช่นนี้ ที่สุดแล้วคือชมเขาหรือติเขากันแน่ เพลงราษฎรสองวรรคนี้ที่สุดแล้วคือชมหรือสรรเสริญ ชั่วกัปชั่วกัลป์ จะเข้าใจหรือกล่าวโทษข้า มีแต่คัมภีร์ชุนชิว ความผิดถูกความดีความชอบ ประวัติศาสตร์จดจารไว้ คนรุ่นหลังวินิจฉัยเอา
ด้วยเหตุนี้ อินซิ่วก็ใคร่แสดงไมตรีต่อตระกูลซุน หวังจะอาศัยชื่อเสียงอันหนักแน่นของตระกูลซุนในมณฑลแคว้น มาเป็นกำลังหนุนตน
ครั้นเขามีความคิดเช่นนี้ ย่อมไม่เอ่ยถึงเรื่องซุนฉายปลิดชีพตนก่อน หลังเสียดาย "สองมังกรสิ้นเร็ว หกมังกรท่องไกล" แล้ว ก็ยิ้มกล่าวต่อว่า "เจินจือ เจ้าอยู่ในเรือนกล้วยไม้มานาน ได้รับการอบรมจากเหล่าปราชญ์เสมอ ไม่แปลกที่ความสามารถเป็นเลิศ คุณธรรมโดดเด่น … ท่านจู วันนี้ท่านกล่าวแก่ข้าในอำเภอว่า ตระกูลซุนบัดนี้มีมังกรเฒ่าอยู่หน้า ลูกหงส์ลูกเสืออยู่หลัง กล่าวถึงเจินจือว่า 'แบกของหนักเดินได้พันลี้' ข้าเดิมยังกังขา วันนี้มาถึงตำบลตะวันตก ตลอดทางที่เห็น นาดีเขียวขจี ราษฎรร่มเย็น ตามถนนไร้คนนุ่งห่มขาดวิ่น ตามทางมีบุตรกตัญญูแบกบิดา เป็นภาพที่ข้ารับราชการในมณฑลแคว้นมาหลายปีหาได้ยากยิ่ง คำว่า 'ลูกเสือ' นี้สมศักดิ์ศรีโดยแท้"
นายอำเภอจูฉ่างลูบเครายิ้มน้อย ๆ
ซุนเจินกล่าวด้วยความนอบน้อมว่า "ข้าน้อยแต่เยาว์เรียนใต้สำนักพี่รอง (ซุนฉวี) เหล่าอาในวงศ์ล้วนเป็นปราชญ์ แต่ข้าน้อยนิสัยทึบเขลา จนบัดนี้ยังไม่สำเร็จสิ่งใด ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ มักรู้สึกละอายต่อพี่รองและเหล่าอา อีกทั้งต่อหน้าใต้เท้าและท่านนายอำเภอ ข้าน้อยเด็กน้อย ไฉนกล้าเอ่ยถึงคุณธรรม คำชมเกินไปทำให้ละอายใจ"
เขากับอินซิ่วต่างมีจุดประสงค์ของตน คนหนึ่งยกย่อง คนหนึ่งถ่อมตน บรรยากาศในโถงประชุมกลมเกลียวเป็นอันดี