# ตอนที่ 284 — ตีฝ่าสิบอำเภอถึงผิงอวี๋ (ตอนต้น)
อันว่าซ่างไช่นั้นก็เป็นถิ่นที่บังเกิดผู้มีนามอุโฆษมามากต่อมาก หลี่ซือ อัครมหาเสนาบดีแห่งราชวงศ์ฉินก่อน(1) ไจ๋ฟางจิ้น อัครมหาเสนาบดีแห่งฮั่นก่อน หวนควานผู้เรียบเรียงตำราเหยียนเถี่ยลุ่น (ปุจฉาว่าด้วยเกลือและเหล็ก)(2) ตลอดจนเฟ่ยฉางฝาง ฟางซื่อ (ผู้วิเศษ)(3) อันลือชื่อแห่งราชวงศ์นี้ ล้วนเป็นชาวซ่างไช่ทั้งสิ้น ซ่างไช่นั้นตั้งอยู่กลางพื้นที่ด้านตะวันตกของเมืองยีหลำ ใกล้กับเองฉวน หากเลียบลำน้ำยีไปทางตะวันตกสักร้อยลี้เศษ ก็จะถึงเอี้ยนเซี่ยน อำเภอชายแดนของเมืองเองฉวน ครั้นไปทางตะวันออกสักห้าหกสิบลี้ ก็คือผิงอวี๋ เมืองหลวงของยีหลำนั่นเอง
ซุนเจินนั้นใคร่จะไปผิงอวี๋ในบัดนี้ยิ่งนัก หาใช่ด้วยเหตุอื่นใด เพียงเพื่อไปเยี่ยมเยือนสองพี่น้องสวี่เส้ากับสือจิ้น แห่งตระกูลสวี่ผิงอวี๋ ตระกูลสวี่แห่งผิงอวี๋นี้เป็นตระกูลใหญ่แห่งยีหลำ แม้มิอาจเทียบชื่อเสียงก้องแผ่นดินกับตระกูลอ้วนแห่งหรูหยางได้ ทว่าก็นับเป็นตระกูลบัณฑิตอันลือนามตระกูลหนึ่ง
สวี่จิ้ง ปู่ทวดของสวี่เส้า กับสวี่ซวิ่นบุตรของสวี่จิ้ง ต่างเคยดำรงตำแหน่งสามกงสืบต่อกันมา สวี่เส้ากับสวี่เฉียนพี่ร่วมมารดาซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้วนั้น แต่ครั้งยังหนุ่มได้รับการยกย่องจากเซี่ยเจิน บัณฑิตเลื่องชื่อแห่งอำเภอเส้าหลิงในเมืองนี้ว่าเป็น "สองมังกรแห่งห้วงน้ำผิงอวี๋" ด้วยเหตุนี้หมู่บ้านที่ทั้งสองอาศัยอยู่ก็พลอยได้นามว่า "เอ้อร์หลงหลี่" (หมู่บ้านสองมังกร)(4) จากปากราษฎรในถิ่น ดุจเดียวกับเกาหยางหลี่อันเป็นถิ่นที่อยู่ของตระกูลซุน อนึ่ง สือจิ้น สวี่ฉ่าง สวี่เซียง อันเป็นลูกพี่ลูกน้องของสวี่เส้า ก็ล้วนมีชื่อเสียงเลื่องลือออกไปภายนอกด้วยกันทั้งสิ้น
ซุนเจินแม้มิเคยพานพบกับคนเหล่านั้นมาก่อน ทว่าได้ยินกิตติศัพท์มานานแล้ว
ยีหลำกับเองฉวนล้วนเป็นเมืองอันลือนาม ในเมืองมีบัณฑิตเลื่องชื่ออยู่มากมาย แม้สองพี่น้องสวี่จะมีชื่อเสียงเลื่องลือออกไปภายนอก ทว่าหากเป็นเพียงเพราะกิตติศัพท์ของคนทั้งสอง ซุนเจินก็หาใคร่จะใฝ่พบเช่นนี้ไม่ เหตุที่เขาใคร่จะพบทั้งสองยิ่งนัก แท้จริงแล้วก็เพื่อ "เยว่ตั้นผิง"(5) อันโด่งดังเป็นสำคัญ
ในวันขึ้นค่ำหนึ่งของทุกเดือน สองพี่น้องสวี่เส้ากับสือจิ้นจะกระทำ "การวินิจฉัย" ต่อบัณฑิตในเมืองนี้ตลอดจนทั่วแผ่นดิน ออกความเห็นจัดอันดับบุคคล ราษฎรชาวยีหลำเรียกขานสิ่งนี้ว่า "เยว่ตั้นผิง" อันคำว่า "เยว่ตั้น" นั้นก็คือ "เยว่ซั่ว" หมายถึงวันขึ้นค่ำหนึ่งของทุกเดือน สองพี่น้องสวี่เส้ากับสือจิ้นเป็นเชื้อสายตระกูลขุนนาง อีกทั้งล้วนมีนามอันสูงส่ง "เยว่ตั้นผิง" ที่ทั้งสองจัดขึ้นนี้จึงมีอิทธิพลใหญ่หลวงนัก ผู้ใดที่ทั้งสองยกย่องก็ "ดุจมังกรทะยานฟ้า" ผู้ใดที่ทั้งสองตำหนิก็ "ดุจร่วงสู่ห้วงเหว" ดังคำว่า "วาทะอันบริสุทธิ์แพร่สะพัด เสียงสรรเสริญดังหญ้าราบลู่ลม เป็นที่ยอมรับของมหาชน" ผู้คนทั้งแผ่นดินยกย่องสองพี่น้องนี้ โดยเฉพาะสวี่เส้า ให้คู่กับกัวหลินจง(6) ผู้เลื่องชื่อเรื่อง "การหยั่งรู้คน" แต่ครั้งหนุ่ม ดังคำว่า "ฉะนั้น คนทั้งแผ่นดินเมื่อกล่าวถึงผู้คัดสรรบัณฑิต ล้วนเอ่ยนามสวี่กับกัว"
จะกล่าวโดยสรุปก็คือ "เยว่ตั้นผิง" ของสองพี่น้องสวี่เส้ากับสือจิ้นนี้ เปรียบเสมือนได้กุมวาทะวิจารณ์ของมหาชนทั้งแผ่นดินไว้เกือบทั้งสิ้น เมื่อหลายปีก่อน คราวอ้วนเสี้ยวลาออกจากตำแหน่งนายอำเภอผูหยาง(7) กลับคืนสู่เคหา มีบริวารพาหนะมากมายเป็นขบวนใหญ่โต ครั้นจะเข้าเขตเมือง จึงสั่งให้บริวารแยกย้ายกันไป แล้วกล่าวว่า "พาหนะและเครื่องแต่งกายของเรา ไฉนจะให้สวี่จื่อเจียงแลเห็นได้เล่า" ว่าแล้วก็นั่งรถลำพังกลับคืนเคหา เรื่องเล่าขำขันเกี่ยวกับสองพี่น้องสวี่เส้ากับสือจิ้นที่เลื่องลือมาถึงชนรุ่นหลังมากที่สุด เห็นจะเป็นเรื่อง "ขอคำวิจารณ์" ของโจโฉ โจโฉนั้นเป็นเชื้อสายขันที จึงมักละอายในชาติกำเนิดของตน ครั้งยังหนุ่มได้เกียวเหี้ยนชื่นชม เกียวเหี้ยนกล่าวกับเขาว่า "ท่านยังหามีชื่อเสียงไม่ ควรคบหากับสวี่จื่อเจียง" โจโฉจึงใช้ถ้อยคำถ่อมตนพร้อมเครื่องบรรณาการอันหนัก ไปเยือนสวี่เส้า ได้คำวิจารณ์ว่า "ท่านเป็นเสนาผู้ฆ่าโจรในยามบ้านเมืองสงบ เป็นวีรชนในยามบ้านเมืองยุคเข็ญ" ก็ดีใจยิ่งนักกลับคืนมา "นับแต่นั้นจึงมีชื่อเสียง" อ้วนเสี้ยวกับโจโฉล้วนเป็นบุตรหลานตระกูลขุนนางผู้สูงศักดิ์ เป็นยอดคนในกาลต่อมาอันใกล้ ต่อ "เยว่ตั้นผิง" ของสองพี่น้องสวี่เส้ากับสือจิ้นนี้ คนหนึ่งยำเกรงพรั่นพรึง อีกคนหนึ่งวิ่งเข้าหาขอคำวิจารณ์ ด้วยเหตุนี้ก็พอเห็นอิทธิพลของสองพี่น้องสวี่เส้ากับสือจิ้นได้
หากจะกล่าวไปแล้ว สวี่เส้ากับตระกูลซุนก็เคยมีการไปมาหาสู่กันมาก่อน สวี่เส้าเคยไปเยือนตระกูลใหญ่ตามอำเภอต่าง ๆ ในเองฉวน ได้คารวะเยี่ยมเยือนซุนกุน เพียงแต่ครั้งนั้นซุนเจินยังหามีชื่อเสียงไม่ จึงมิได้รู้จักมักคุ้นกับเขา บัดนี้ซุนเจินมิใช่บุตรไร้นามแห่งสายรองตระกูลซุนเมื่อครั้งกระโน้นอีกแล้ว หากแต่เป็นที่เลื่องลือทั่วมณฑลและเมือง ก็มิอาจรู้ได้ว่าเมื่อพบกับสองพี่น้องสวี่เส้ากับสือจิ้นแล้ว ทั้งสองจะให้คำวิจารณ์ต่อซุนเจินเช่นไร จะกล่าวกันตามจริง ซุนเจินใฝ่ปรารถนาในข้อนี้ยิ่งนัก หากได้คำสรรเสริญอันงดงาม ชื่อเสียงของเขาในมณฑลและเมืองก็จักก้าวขึ้นอีกขั้นเป็นแน่ มิแน่อาจถึงกับ "พุ่งทะลุมณฑลและเมือง ลือนามไปทั่วแผ่นดิน" ก็เป็นได้
เพียงแต่บัดนี้ยังมีอาญาทัพติดตัว ไม่มีเวลา ยังมิอาจไปยังผิงอวี๋โดยตรงได้ เขาจึงระงับความใฝ่ปรารถนานี้ไว้ก่อน นำกองทหารข้ามลำน้ำยีลงใต้ ไปยังฉวี่หยางก่อน แล้วจึงไปหยางอาน อำเภอทั้งสองนี้ล้วนถูกซุนเกี๊ยนกับจูฮีตีคืนมาก่อนหน้าแล้ว ซุนเจินมิได้หยุดพักนาน เพียงแวะพักที่หยางอานเล็กน้อย กัวควั่ง น้องชายของกัวเซิ่งทง ฮองเฮาองค์แรกในรัชกาลพระเจ้ากวงอู่ ครั้งนั้นได้รับสถาปนาจากพระเจ้ากวงอู่เป็นหยางอานโหว ถิ่นนี้จึงเป็นเขตศักดินาของเขา ด้วยกำลังหลักของกบฏโพกผ้าเหลืองแห่งยีหลำได้ล่มสลายไปแล้ว ทั้งเหอหงีก็ถูกจับและยอมสวามิภักดิ์ การปราบเมืองนี้ให้สงบทั้งเมืองก็คอยวันได้อยู่แล้ว ฉะนั้นซุนเจินจึงเกิดอารมณ์รำลึกอดีตขึ้นบ้าง พาซีจื้อไฉ ซุนฮิว ซวนคาง ตลอดจนเหล่าบัณฑิตเที่ยวเวียนชมรอบอำเภอหยางอาน หากด้วยกาลเวลาล่วงเลยมานานนัก ก็มิอาจหาร่องรอยที่กัวควั่งทิ้งไว้แต่ครั้งกระโน้นได้ เมื่อพักผ่อนค้างคืนหนึ่งแล้ว ก็ข้ามเขตเลยไป เลยลงใต้ไปอีกก็คือหลางหลิง
ออกจากหยางอานเดินทัพไปข้างหน้าสองสามลี้ก็ถึงเต้าถิง เดินต่อไปอีกสิบลี้เศษก็ถึงเชวี่ยซาน เมืองยีหลำกับเมืองเองฉวนมีลักษณะคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง คือทางเหนือของเมืองเป็นที่ราบมาก ทางใต้ของเมืองเป็นที่ภูเขามาก มองไปทางตะวันตกก็เห็นแต่ทิวเขาสลับซับซ้อนทับซ้อนกัน หันกลับมาทางตะวันออกก็เป็นที่ราบกว้างหมื่นลี้
ซุนเจินเทียบกับแผนที่ มองดูเส้นทางข้างหน้า กล่าวว่า "เลยไปข้างหน้าอีกสิบกว่าลี้ก็ถึงหลางหลิง พ้นหลางหลิงไปอีกก็ออกพ้นเขตมณฑลอิจิ๋ว เป็นเกงจิ๋วแล้ว" แถบนี้มิเพียงภูเขามาก น้ำก็มากด้วย ลำธารน้อยใหญ่ไหลตัดสับสนผ่านไป ซวนคางยกแส้ม้าขึ้น ชี้ไปยังลำน้ำลำธาร กล่าวว่า "ท่านซุน เลยไปข้างหน้าก็เป็นเกงจิ๋ว ที่นั่นมิใช่อยู่ไม่ไกลจากแม่น้ำห้วยเหอดอกหรือ มิน่าเล่าถิ่นนี้จึงมีลำน้ำมากมายปานนี้"
ซุนเจินพยักหน้า กล่าวว่า "ถูกแล้ว ถิ่นนี้อยู่ ณ รอยต่อสองมณฑลอิจิ๋วกับเกงจิ๋ว เป็นใจกลางแดนจงหยวน เป็นคอหอยของอิจิ๋วและเกงจิ๋ว ติดแม่น้ำห้วยเหอ ใกล้เทือกเขาฝูหนิวซาน(8) (คือเขาฝูหนิวซานในปัจจุบัน) และเทือกเขาต้าฟู่ซาน (คือเขาถงป๋อซานในปัจจุบัน) ทั้งหลาย หากยึดถิ่นนี้ไว้ได้ ภายในก็พิทักษ์ความสงบแห่งยีหลำได้ ภายนอกก็ชิงแดนกังหวยแห่งเกงจิ๋วได้ หากแผ่นดินเกิดเหตุขึ้น ก็เป็นชัยภูมิที่นักการทหารต้องช่วงชิงกันแท้"
หลางหลิงตั้งอยู่ฝั่งเหนือของแม่น้ำห้วยเหอ ประจันหน้ากับเมืองน่ำเอี๋ยงแห่งเกงจิ๋ว หากว่าตามชัยภูมิแห่งการศึกของทั้งแผ่นดินก็หานับว่าสำคัญไม่ แต่หากวางลงในสองมณฑลอิจิ๋วกับเกงจิ๋ว โดยเฉพาะสองเมืองยีหลำกับน่ำเอี๋ยงแล้ว เมื่อใดเกิดความวุ่นวายขึ้น ก็เป็นชัยภูมิสำคัญในการรุกรับช่วงชิงทีเดียว
ซุนเจินหัวเราะถามซวนคางว่า "ซูเงียบ เจ้ารู้หรือไม่ว่านามอำเภอหลางหลิงนี้มาแต่ไหน" ซวนคางเกาศีรษะกล่าวว่า "ข้าน้อยรู้แต่เพียงว่าถิ่นนี้เคยเป็นเขตศักดินาของจังโหว แต่หารู้ที่มาของนามอำเภอไม่" สองเมืองยีหลำกับเองฉวนนั้นเป็นเมืองอันมั่งคั่งสมบูรณ์ การค้าขายและศิลปวิทยาเฟื่องฟู ราษฎรหนาแน่น อีกทั้งใกล้น่ำเอี๋ยงอันเป็นถิ่นกำเนิดราชวงศ์ เหล่าขุนนางผู้มีคุณและพระประยูรญาติคราวฟื้นฟูแผ่นดิน จึงได้รับการสถาปนาเขตศักดินาไว้ที่นี่เป็นอันมาก เพียงเส้นทางที่ซุนเจินเดินทัพผ่านมา ทั้งซีหัว หยางอาน หลางหลิง ก็ล้วนเคยเป็นแคว้นของขุนนางบรรดาศักดิ์โหวมาแล้ว "จังโหว" นั้นก็คือจังกง
ซุนเจินชี้ไปยังกำแพงเมืองหลางหลิงข้างหน้าแต่ไกล หัวเราะกล่าวว่า "ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอำเภอมีภูเขาลูกหนึ่งชื่อหลางหลิง อำเภอนี้จึงตั้งชื่อตามภูเขา" ซวนคางถึงบางอ้อ กล่าวว่า "ท่านซุน ท่านนี้รอบรู้เสียจริง" ซุนซกเคยเป็นเสนาบดีแคว้นหลางหลิงโหว ที่ซุนเจินรู้ที่มาของนามอำเภอหลางหลิงจึงหาแปลกไม่ เขาหัวเราะกล่าวกับตันเต้าว่า "ซกจี้ ที่ข้ากล่าวมานี้ถูกหรือไม่" ตันเต้าตอบว่า "ท่านกล่าวถูกต้องนัก เขาหลางหลิงนี้ยังมีอีกชื่อว่าเขาต้าหมิงซาน ด้วยรูปร่างคล้ายอานม้า ราษฎรในอำเภอข้าน้อยจึงเรียกว่าเขาหม่าอันซานอีกชื่อหนึ่ง" ซุนเจินหัวเราะกล่าวว่า "อ้อ ยังมีชื่อต้าหมิงซานและหม่าอันซานอีกหรือ" ว่าแล้วหัวเราะชี้ไปยังตันเต้า เหลียวมองคนทั้งหลาย กล่าวว่า "ซกจี้เป็นชาวพื้นถิ่นแท้ ๆ ชื่อต้าหมิงและหม่าอันที่ว่านี้ ข้ากลับไม่รู้ ฮ่า ๆ ซกจี้ ข้านี้เปรียบดังถือขวานใหญ่มาขายหน้าประตูหลู่ปัน ขายลายมือหน้าประตูบรมครู(9) แท้ ๆ" คนทั้งหลายต่างหัวเราะกัน
อันการเดินทัพออกศึกนั้น ผู้นำทางพื้นถิ่นสำคัญยิ่ง ผู้นำทางมิเพียงเป็นดวงตาของทั้งทัพ ช่วยให้รู้ภูมิประเทศและทิวเขาลำน้ำในถิ่นนั้น หากยังเป็นทั้งหูและปากของทั้งทัพด้วย ดังเช่นหลางหลิง แถบนี้ครั้งยุคจั้นกั๋วขึ้นกับแดนฉู่ ขนบธรรมเนียมและภาษาพูดล้วนต่างจากเองฉวน แม้จะกล่าวว่าหลางหลิงห่างจากเองอิมเพียงไม่กี่ร้อยลี้ ทว่าหากในทัพไม่มีชาวพื้นถิ่นเช่นตันเต้า เพียงการสื่อสารด้วยภาษาก็มิอาจเข้าใจกันได้
ครั้นพ้นเชวี่ยซาน เดินทัพไปข้างหน้าอีกสองสามลี้ ซุนเจินก็สั่งให้ทั้งทัพหยุดพักชั่วคราว คอยให้พลสอดแนมกลับมาแจ้งความเป็นไปในอำเภอ
เวลานั้นตกบ่ายแล้ว ลมอุ่นพัดเอื่อย ทหารฮั่นหลายพันนั่งลงกับพื้น ทุ่งหญ้าเขียวขจีและทิวเขาลำน้ำใกล้ไกล วิวภูมิประเทศชวนเพลินตา
ซุนฮิวชี้ไปยังเส้นทางข้างหน้าโดยพลัน กล่าวว่า "นั่นอันใดกัน" คนทั้งหลายมองไป ก็เห็นผู้คนหลายร้อยมืดฟ้ามัวดินเดินมุ่งมาจากทิศทางของอำเภอหลางหลิง ซวนคางตกใจสะดุ้ง ลุกพรวดขึ้นจากพื้น ร้องว่า "ทัพโจรยกมาหรือ"
## เชิงอรรถ
(1) หลี่ซือ — อัครมหาเสนาบดีแห่งราชวงศ์ฉินก่อน (ราชวงศ์ฉินยุคแรก) ชาวซ่างไช่
(2) เหยียนเถี่ยลุ่น — ตำรา "ปุจฉาว่าด้วยเกลือและเหล็ก" ที่หวนควานเรียบเรียงขึ้น
(3) ฟางซื่อ — ผู้วิเศษ ผู้รอบรู้วิชาอาคมและเวทมนตร์
(4) เอ้อร์หลงหลี่ — แปลว่า "หมู่บ้านสองมังกร" หมู่บ้านที่สองพี่น้องสวี่อาศัยอยู่ ราษฎรเรียกตามฉายา "สองมังกรแห่งห้วงน้ำผิงอวี๋"
(5) เยว่ตั้นผิง — เวทีวินิจฉัยและจัดอันดับบุคคลรายเดือนของสองพี่น้องสวี่เส้ากับสือจิ้น จัดในวันขึ้นค่ำหนึ่งของทุกเดือน ทรงอิทธิพลต่อชื่อเสียงของบัณฑิตทั่วแผ่นดิน
(6) กัวหลินจง — คือกัวไท่ ยอดนักวิจารณ์บุคคลปลายราชวงศ์ฮั่น เลื่องชื่อเรื่องการหยั่งรู้คน
(7) ผูหยาง — อำเภอที่อ้วนเสี้ยวเคยดำรงตำแหน่งนายอำเภอ
(8) ฝูหนิวซาน, ต้าฟู่ซาน — เทือกเขาทางใต้แดนยีหลำต่อน่ำเอี๋ยง ที่ผู้เขียนกำกับชื่อปัจจุบันไว้ คือเขาฝูหนิวซานและเขาถงป๋อซาน
(9) "ถือขวานใหญ่มาขายหน้าประตูหลู่ปัน ขายลายมือหน้าประตูบรมครู" — สำนวนเปรียบการอวดวิชาต่อหน้าผู้เชี่ยวชาญกว่า หลู่ปันคือปรมาจารย์ช่างไม้สมัยชุนชิว บรมครูในที่นี้คือขงจื้อ