ซูหนิงยืนเคียงข้างอ้วนเสี้ยว ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มจางประดับ แฮ่ในใจกลับพร่ำบ่นไม่หยุดหย่อน “เจ้าพวกคุณชายเสเพลที่ว่างจนกะไร้สาระ นี่ก็จะให้ข้าเป็นจอมโจรวงกวีอีกแล้วรึ!”
อ้วนเสี้ยว ฮูฮิว และคนอื่นๆ ต่างพากันจ้องมองซูหนิง สายตาเร่าร้อน พวกเขาล้วนเป็นบัณฑิตผู้มีวิชาติดตัว และส่วนใหญ่ก็เคยอ่านงานกวีของซูหนิงมาก่อน แม้ปากร้ายไม่กล้ายอมรับว่าตนแต่งงานกวีที่งดงามล้ำเลิศเช่นนั้นได้เอง ทว่าก็มิอาจขัดขวางพวกเขาจากการเฝ้าพยานการถือกำเนิดของผลงานอมตะที่จักสืบทอดชื่อเสียงไปชั่วกาลนาน ทั้งยังเคลิบเคลิ้มกับรสสุคนธ์แห่งโสตสัมผัสและความงดงามในห้วงอารมณ์ที่บทกวียอดเยี่ยมนำพามาให้
ซูหนิงยังคงยิ้มบาง ทว่าในรอยยิ้มนั้นกลับเจือด้วยแววจนใจอยู่เล็กน้อย กระแอมเบาๆ คราหนึ่ง เอ่ยวาจาว่า “เมื่อทุกท่านมิรังเกียจว่าวรรณศิลป์ของซูโหวผู้นี้ต่ำต้อย งั้นซูโหวก็จักแต่งกวีฉลองวสันต์สารทขึ้นหนึ่งบท เพื่อความสำราญแก่ทุกท่าน”
โต๊ะของอ้วนเสี้ยวต่างพร้อมใจกันเงี่ยหูฟัง แสดงท่าทีสดับตรับฟัง ผู้คนโต๊ะอื่นๆ ก็พากันส่งเสียงเชียร์ขันแข็ง เป็นแรงใจให้ซูหนิง
“คุณชายซูต้องทำได้ไม่แพ้บทกวีที่เคยแพร่สะพัดออกมาจนได้ สิ่งที่ดีที่สุดคือมีสักหนึ่งบท หรือไม่ก็เป็นกาพย์สั้นยาวสักบทสองบท”
ซูหนิงตัดสินใจเด็ดเดี่ยวที่จะสวมบทบาทจอมโจรวงกวีต่อไป ทันใดนั้นก็ไร้แรงกดดันโดยฉับพลัน ยุคถังซ่งนั้นเป็นยุครุ่งเรืองของกวีนิพนธ์ นามเอกนามเลื่องนับไม่ถ้วน เพียงพอจะรับมือกับฝูงชนเบื้องหน้า ซูหนิงแสร้งทำท่าครุ่นคิด ยกจอกสุราขึ้นพลางเดินวนไปเวียนมาไม่กี่ก้าว สายตาของทุกคนต่างเพ่งเล็งมาที่ร่างของซูหนิง แกว่งไกวไปมาตามการเคลื่อนไหวของเขา
ทันใดนั้น ดวงตาซูหนิงเป็นประกาย หยุดยืนนิ่งอยู่กับที่ ผู้คนใจเต้นระรัว รู้ว่าซูหนิงคงได้กวีในใจแล้ว ขณะที่เฝ้ารอคอย ก็อดทึ่งในพรสวรรค์ของซูหนิงมิได้
