# ตอนที่ 207 — ก่อนศึกใหญ่
นัดหมายระหว่างจงฮิวกับปอไซนั้นว่าจะ "มอบเมือง" ในยามบ่าย กล่าวคือศึกตัดสินจะเกิดขึ้นในยามบ่ายนี่เอง
อุโมงค์ลับ(1)นั้นอย่างมากก็อีกสองชั่วยาม(2)ก็จะขุดเสร็จ เวลายังเหลือเฟือ
ซุนเจินกับจงฮิวสองคนตรวจดูอุโมงค์ลับเสร็จ พูดจากับซีจื้อไฉ เฝิงก่ง เกาซู่อยู่สองสามคำ แล้วต่างก็แยกทางกัน
จงฮิวไปยังจวนเจ้าเมืองเพื่อกราบเรียน
ซุนเจินใช้คนไปแจ้งแม่ทัพรักษาเมืองและเจียนจวิน(ขุนนางกำกับทัพ)(3)ประจำกำแพงเมืองทั้งสามด้าน คือด้านตะวันตก ด้านใต้ และด้านเหนือ ให้ต่างคัดเลือกพลทแกล้วรีบมาชุมนุมพล เตรียมเข้าสู้รบ
— เพราะหลายวันมานี้ปอไซมุ่งโจมตีกำแพงเมืองด้านตะวันออกมาโดยตลอด อีกทั้งกระโจมจอมทัพของปอไซและกำลังหลักพลสวมเกราะในบังคับบัญชาของเขาจนบัดนี้ก็ยังตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองด้านตะวันออก ประกอบกับที่ซีจื้อไฉสังเกตเห็นว่าทแกล้วโพกผ้าเหลืองนอกกำแพงอีกสามด้านล้วนมีอาการเบื่อหน่ายเฉื่อยชาต่อการศึก ฉะนั้นบรรดาผู้คนในเมืองจึงคาดคะเนว่า จุดศึกตัดสินยามบ่ายนี้น่าจะยังอยู่ที่กำแพงเมืองด้านตะวันออกนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ ทุกคนจึงนัดหมายกันให้ไปรวมพลภายในกำแพงด้านตะวันออก
ศึกในบ่ายวันนี้จะเป็นศึกชี้ขาดความสำเร็จหรือล้มเหลวของการรักษาเมือง พลทั้งหมดเท่าที่จะใช้การได้ต้องทุ่มเข้าไป นอกจากจวิ้นจู๋(พลประจำเมือง)แล้ว บรรดาปินเค่อ(4)ในบ้านคหบดีต่าง ๆ ภายในเมืองที่ใช้การได้ เช่นบ้านตระกูลเตียว ตระกูลตี้ซาน ตระกูลกัว ตระกูลซิน ตระกูลหวง เป็นอาทิ ซุนเจินก็เรียกระดมมาด้วย
ส่วนราษฎรหนุ่มฉกรรจ์ที่จงฮิวเกณฑ์มาขุดอุโมงค์แต่แรก เมื่อขุดเสร็จแล้วก็จะจัดเป็นกองสำรอง หากกำแพงเมืองเพลี่ยงพล้ำขึ้นเมื่อใด คนเหล่านี้ก็ต้องขึ้นสู่สมรภูมิด้วย จะวางตัวอยู่นอกวงไม่ได้
…
ผู้ที่มาถึงก่อนเพื่อนคือกุยโต๋
เขาถอดหมวกสูงออก ปลดเสื้อบัณฑิตทิ้ง เปลี่ยนมาสวมเกราะสีดำชุดหนึ่ง ไม่ได้สวมโต้วโหมว(หมวกเกราะ)(5) ปล่อยมวยผมเปิดเผยอยู่ภายนอก ขี่ม้าสูงใหญ่ตัวหนึ่ง เอวคาดกระบี่ ข้างอานม้าแขวนคันธนูกับลูกธนูไว้คู่หนึ่ง
มองแต่ไกลเห็นเขาคิ้วทั้งคู่ทอดยาวจดไรผม ใต้คางมีหนวดสั้น สวมเกราะดำคาดกระบี่ยาว ขี่ม้าเดินมา เบื้องหลังมีทแกล้วถือทวนหลายร้อยห้อมล้อมหน้าหลัง เกราะและศัสตราวุธสะท้อนแสงตะวันยามสาย จับตาผู้คน ดูสง่าผ่าเผยยิ่งนัก
แม้ซุนเจินจะมีเรื่องบาดหมางกับเขาอยู่ ก็จำต้องยอมรับว่า กุยโต๋ก๋งจิกผู้นี้แม้นับว่าไม่ใช่ชายรูปงาม ทว่าครั้นเปลี่ยนมาสวมชุดศึกแล้ว กลับดูองอาจห้าวหาญยิ่งนัก สมกับคำว่าผยองดั่งเหยี่ยวจับจ้องดั่งพยัคฆ์ หาใช่จะเอาไปเทียบกับเหล่าบัณฑิตกระจอกที่มือเปล่าจับไก่ยังไม่อยู่ได้ไม่
ครานี้ศัตรูใหญ่อยู่เบื้องหน้า ควรจับมือกันรับมือข้าศึก ซุนเจินลงจากเชิงเทินกำแพง พาสวี่จ้ง เล่าเติ้ง บุนเพ่ง เฉิงเยี่ยน เป็นต้น ออกมาต้อนรับ
กุยโต๋ขี่ม้ามาตามทาง ผ่านพ้นเมืองมาแล้วครึ่งหนึ่ง ชักนำสายตาราษฎรจำนวนมากให้แลมองด้วยความเลื่อมใส กำลังคึกคักได้ที่ ครั้นเห็นซุนเจินออกมารับ แรกยังไม่ลงจากม้า กลับรั้งบังเหียนหยุดพาหนะ โบกมือสั่งทแกล้วเบื้องหลังให้หยุด แล้วเอามือกดหัวอานม้า ก้มลงมองซุนเจิน
ซุนเจินเห็นเขาหยุดม้า ก็เอามือกดดาบหยุดเท้าลงด้วย ใจคอเป็นปกติมิรีบร้อน เงยหน้าขึ้นรับสายตาของเขา
สองคนจ้องมองกันอยู่ครู่หนึ่ง บนใบหน้ากุยโต๋ก็ปรากฏรอยยิ้ม กระโดดลงจากหลังม้า
"ท่านกุย"
"ท่านซุนเฉวียน"
ทั้งสองล้วนสวมเกราะ ต่างคำนับกันตามอย่างคารวะในกองทัพ
กุยโต๋ถามขึ้นว่า "ปอไซเจ้าเด็กนั่นหลงกลแล้วหรือ"
"ท่านจงกงเฉาออกโรงด้วยตนเอง ปอไซจะมีเหตุอันใดไม่หลงกลเล่า"
"ดีนัก! บนกำแพงเมืองด้านตะวันตกของข้ามีจวิ้นจู๋ ปินเค่อของบ้านต่าง ๆ และราษฎรหนุ่มฉกรรจ์รวมพันเศษคน ในจำนวนนั้นที่ห้าวหาญสามารถสู้รบ พอเรียกได้ว่าเป็นพลทแกล้วมีห้าร้อยคน ข้านำมาให้ท่านทั้งหมดแล้ว วันนี้สังหารโจรทำลายข้าศึก ตัดสินศึกในสมรภูมิ ขอฟังบัญชาท่านปิงเฉาเฉวียน(เจ้ากรมทหารมณฑล)(6)แต่ผู้เดียว!"
กุยโต๋มือซ้ายกดด้ามกระบี่ มือขวาชักกระบี่ออก ชูขึ้นสูงลิ่ว
ทแกล้วห้าร้อยที่ติดตามเขามาก็ชูศัสตราวุธในมือขึ้นตามท่วงท่าของเขา พร้อมกันโห่ร้องขึ้นว่า "วันนี้สังหารโจรทำลายข้าศึก ตัดสินศึกในสมรภูมิ ขอฟังบัญชาท่านปิงเฉาเฉวียนแต่ผู้เดียว!"
ห้าร้อยคนร้องพร้อมกัน เสียงดังไม่ใช่น้อย บุนเพ่ง สวี่จ้ง เป็นต้น ไม่ทันตั้งตัว ตกใจสะดุ้งไป คนเหล่านี้ล้วนรู้ว่ากุยโต๋กับซุนเจินไม่ลงรอยกัน บุนเพ่งสีหน้าเปลี่ยนไปทันที เฉิงเยี่ยนถ่มน้ำลายลงพื้นแผละหนึ่ง เล่าเติ้งหัวเราะเย็น กล่าวว่า "เฮอะ นี่กำลังขู่ข่มท่านซุนกระมัง"
ซุนเจินคิดในใจว่า "กุยโต๋ก๋งจิกใจคอคับแคบจริงหนอ เรื่องบาดหมางเมื่อปีสองปีก่อน จนวันนี้เขายังไม่ปล่อยวาง! ว่าโดยภาพรวมแล้ว แม้เขาจะเห็นพ้องกับความเห็นของข้ากับจื้อไฉ ทว่าในเรื่องเล็กน้อยกลับยังอดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าไม่ดีใส่ข้า อย่างไรก็ดี หากตัดเรื่องใจคับแคบของเขาออกไปไม่นับ ผู้นี้ก็มีความสามารถอยู่จริง เขามารักษากำแพงด้านตะวันตกได้เพียงห้าวันเท่านั้น ดูท่าทางแล้วกลับได้ใจพลรักษากำแพงด้านตะวันตกไปจนหมดสิ้น เขายกกระบี่ขึ้นข้างหน้า เบื้องหลังคนห้าร้อยก็ชูทวนขึ้นพร้อมเพรียง สำหรับศึกบ่ายวันนี้ นี่กลับเป็นเรื่องดี"
ต่อการ "ขู่ข่ม" ของกุยโต๋อันแจ่มชัดนี้ ซุนเจินไม่ได้โกรธเคือง กลับรู้สึกยินดีด้วยซ้ำ
ยิ่งกุยโต๋ได้ใจพลรักษากำแพงด้านตะวันตกได้มากเพียงใด ในศึกบ่ายวันนี้ก็ยิ่งเป็นคุณแก่ฝ่ายตนมากเพียงนั้น
เขาหันหน้าไปถลึงตาใส่เล่าเติ้งครั้งหนึ่ง แล้วหันหน้ากลับมา ยิ้มอย่างเบิกบานกล่าวว่า "ท่านกุยเป็นยอดคนแท้ ๆ เพียงห้าวันก็ฝึกพลในบังคับบัญชาได้คล่องมือดั่งใช้แขนสั่งนิ้ว ศึกบ่ายวันนี้ ต้องอาศัยกำลังของท่านกุยอยู่มากทีเดียว"
กุยโต๋หัวเราะหึในลำคอ จ้องมองซุนเจินอยู่นาน คิดในใจว่า "บัณฑิตและผู้กล้าในเมืองนี้มักกล่าวกันว่า 'ซุนเจินคบหาผู้คนนั้น เอาใจซื่อยื่นเข้าในอก' ตามที่ข้าเห็น เขาหาใช่ 'เอาใจซื่อยื่นเข้าในอก' ไม่ หากแต่หน้าหนาใจเสแสร้ง เก็บงำลึกล้ำ ช่ำชองในการแกล้งทำ! ข้าขู่ข่มเขาเช่นนี้ ต่อหน้าผู้คนมากมายปานนี้ เขากลับไม่โกรธหากกลับยินดี เฮอะ ๆ เฮอะ ๆ น่าเกรงขามจริงหนอ" สอดกระบี่กลับเข้าฝัก กล่าวว่า "โจรเข้าตีเมืองมาหลายวัน เมืองของเรายังคงสงบไม่เสียไป ล้วนแต่อาศัยกำลังของท่านซุนทั้งสิ้น บัดนี้ศัตรูใหญ่อยู่เบื้องหน้า ท่านกับข้าควรจับมือร่วมแรงกัน ช่วยกันกำจัดมหาโจรนี้เพื่อราชวงศ์ฮั่นของเรา"
"สมควรเป็นเช่นนั้น ท่านกุย เชิญ"
"เชิญ"
เดิมทีกุยโต๋ตั้งใจว่าเมื่อทักทายซุนเจินแล้วก็จะขี่ม้าเดินหน้าต่อไป แต่เห็นแก่ที่ซุนเจินยิ้มแย้มต้อนรับ จึงฝืนใจให้เกียรติเขาสักหน่อย ไม่ได้ขึ้นม้าอีก เดินเคียงบ่ากับเขาไป
ครั้นเข้าใกล้กำแพงเมือง ซุนเจินจัดที่ไว้แห่งหนึ่งให้พลที่เขานำมาได้พักผ่อน
เกราะนั้นหนักมาก สวมไว้บนตัวนานเกินไปย่อมเปลืองกำลัง อีกทั้งยังห่างจากเวลาเปิดศึกอยู่ กุยโต๋จึงสั่งให้พลในบังคับบัญชาถอดเสื้อเกราะออกก่อน นั่งลงกับพื้น รอกินอาหารแล้วถึงเวลาศึกค่อยสวมเกราะก็ยังไม่สาย
…
กุยโต๋มาในปลายยามเฉิน(7)
พอยามซื่อพอดี กำแพงเมืองด้านใต้ส่งคนมาสี่ร้อยเศษ
ยามซื่อสามขีด กำแพงเมืองด้านเหนือส่งคนมาสามร้อย
รวมกับกำลังที่มีอยู่เดิมบนกำแพงด้านตะวันออก บัดนี้ในมือซุนเจินมีคนใช้การได้สองพันคน
พอเที่ยงตรงยามอู่ บุนไท่โส่วก็มาถึง โดยมีเฟ่ยช่างจวิ้นเฉิง(รองเจ้าเมือง)(8) หานเลี่ยงอู่กวานเฉวียน จงฮิวจวิ้นกงเฉา อ้องหลานจู่ปู้ เป็นต้น บรรดาขุนนางผู้ใหญ่ในเมือง พร้อมด้วยหัวหน้าและบุตรหลานของตระกูลคหบดีในเมือง คือตระกูลเตียว ตระกูลหวง ตระกูลตี้ซาน ตระกูลซิน ตระกูลกัว เป็นต้น แวดล้อมตามมาด้วย
ซุนเจิน กุยโต๋ ซุนฮิว พาบรรดาแม่ทัพในกองที่มาถึงก่อนลงจากกำแพงไปต้อนรับ
บุนไท่โส่วไม่ได้สวมเกราะ รวบผมขาวอันบางเบาขึ้นเป็นมวยอย่างฝืน ๆ สวมจิ้นเสียนกวานสองสัน(9) นุ่งห่มชุดขุนนางสีดำ เอวคาดสายถักเขียวสามสี(10) คาดกระบี่และพกตรา
ตัวเขาเดิมก็เล็กเตี้ย รูปร่างผอมแห้ง หลายวันมานี้แรกต้องลมหนาวเข้า อีกทั้งแทบไม่ได้นอนหลับสบายเลย ใบหน้ายิ่งดูซูบโทรม ขณะนี้แม้นุ่งห่มชุดขุนนาง ตราและสายถักครบครัน กลับไร้แววสง่าของขุนนางสองพันสือแม้แต่น้อย แรกเห็นกลับดูเหมือนคนแก่ที่จวนจะลงโลงเสียมากกว่า
เขาโบกมือให้ซุนเจิน กุยโต๋ ซุนฮิว เป็นต้น งดเว้นการคำนับ แล้วถามว่า "พวกโจรมีท่าทีผิดปกติบ้างหรือไม่"
"ที่ท่านจงกงเฉานัดหมายกับปอไซแม่ทัพโจรไว้คือ 'มอบเมือง' ในยามบ่าย เพิ่งจะเที่ยงวันยามอู่ พวกโจรยังไม่มีท่าทีผิดปกติ"
"จวิ้นจู๋แต่ละกองเตรียมพร้อมรับศึกแล้วหรือ"
ซุนเจินเอียงกายไป ชี้มือไปยังบริเวณใกล้กำแพง กล่าวว่า "บรรดากองจวิ้นจู๋ตลอดจนปินเค่อของบ้านต่าง ๆ ที่มาช่วยป้องกันเมือง ผู้ที่กล้าหาญสามารถรบได้ล้วนมาถึงแล้ว ขอใต้เท้าโปรดทอดพระเนตร อยู่ ณ ที่นั้น"
บุนไท่โส่วอายุห้าสิบกว่าแล้ว สายตาไม่ค่อยดี เป็นต้อกระจกอยู่บ้าง หรี่ตามองไปยังที่ซุนเจินชี้ มองเห็นรำไรเป็นหัวคนเบียดเสียดกันอยู่ ซุนเจินจัดแบ่งที่พักแก่จวิ้นจู๋ ปินเค่อ และพลหนุ่มฉกรรจ์ที่มาช่วย ตามกองและประเภทพลที่ต่างกัน บุนไท่โส่วยังห่างจากพวกเขาอยู่ระยะหนึ่ง มองจากที่เขายืนไป เห็นเพียงพลสวมเกราะพันกว่าคนนั่งลงกับพื้นอยู่อย่างเป็นระเบียบ
"กองทัพเราที่ใช้การได้มีทั้งหมดกี่คน"
"สองพันคน"
ขณะนี้กองโพกผ้าเหลืองนอกเมืองมีถึงเจ็ดแปดหมื่นคนแล้ว ต่อให้หักคนแก่คนอ่อนแอออก ที่เหลือเป็นพลหนุ่มฉกรรจ์ซึ่งรบได้อย่างน้อยก็ยังมีห้าหกหมื่นคน เอาสองพันต่อสู้หกหมื่น เบื้องบนตั้งแต่บุนไท่โส่ว เฟ่ยช่าง เบื้องล่างจนถึงซุนเจิน กุยโต๋ ทุกคนล้วนรู้สึกกดดันอย่างหนัก
เฟ่ยช่างหน้าซีดเผือด
วันที่กองโพกผ้าเหลืองมาถึงแรก ๆ ซุนเจินนำปินเค่อร้อยคนออกนอกเมืองเข้าตีสกัดด้วยตนเอง สังหารฟันข้าศึกนับไม่ถ้วน ได้ชัยกลับเข้าเมือง ภาพครั้งนั้นสะเทือนใจเฟ่ยช่างอย่างลึกซึ้ง ฝังเป็นภาพประทับที่ไม่รู้ลืม เดิมทีเฟ่ยช่างชิงชังริษยาซุนเจิน บัดนี้กลับกลายเป็นเกรงกลัว เขารวบรวมความกล้า ถามอย่างพรั่นพรึงว่า "พวกโจรเกือบแสน กองเราที่ใช้การได้มีเพียงสองพันคน ท่านซุนเฉวียน ศึกวันนี้พอมีหวังหรือไม่"
ซุนเจินกล่าวว่า "อู๋จื่อ(11)ว่าไว้ 'อันสมรภูมิรบนั้น คือที่วางซากศพ ผู้มุ่งตายจึงรอด ผู้หวังรอดจึงตาย' กองเราแม้น้อย ขอเพียงตั้งแต่ใต้เท้าลงมาล้วนมีใจมุ่งตาย 'คนเดียวสละชีพ ก็พอข่มขวัญพันคนได้' เช่นนี้แล้วโจรแม้มากก็ไม่ควรเกรงกลัว"
"ใจมุ่งตาย?" เฟ่ยช่างกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น ฝืนยิ้มกล่าวว่า "นี่ นี่ คงไม่ถึงขั้นนั้นกระมัง"
"บัดนี้โจรหลายหมื่นล้อมเมือง หากเมืองแตก เฟ่ยจวิ้นเฉิงคิดว่าท่านจะยังเอาชีวิตรอดได้หรือ ในยามนี้ ไม่มีใจมุ่งตายเสียก่อนจึงจะหาหนทางรอดได้!"
หากเมืองแตก ผู้ที่ต้องเดือดร้อนหาใช่เพียงราษฎรไม่ ผู้ที่ต้องรับศึกก่อนใครย่อมเป็นเจ้าเมือง จวิ้นเฉิง และเหล่าขุนนางในเมืองเป็นแน่ รองลงมาก็คือตระกูลเตียว ตระกูลหวง ตระกูลตี้ซาน เป็นต้น คหบดีในเมือง
บุนไท่โส่วแม้ไม่รู้การศึก ก็เข้าใจเหตุผลข้อนี้ดี
อย่างไรเสียเขาก็เป็นขุนนางผู้ใหญ่ศักดิ์สองพันสือ อีกทั้งกำเนิดจากตระกูลใหญ่แห่งน่ำเอี๋ยง ความรู้เห็นย่อมเหนือกว่าเฟ่ยช่างมากนัก ด้วยเหตุนี้ แม้เขาจะหวั่นกลัวอยู่บ้าง ก็ฝืนประคองตนไว้ไม่ให้แสดงออก นิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วประสานมือคารวะซุนเจิน กล่าวว่า "ศึกวันนี้ ขอฝากท่านซุนแล้ว"
บุนไท่โส่ว เฟ่ยช่าง กุยโต๋ ต่างก็ไม่ได้มีไมตรีต่อซุนเจิน ล้วนมีเรื่องบาดหมางกับซุนเจินมากบ้างน้อยบ้าง ทว่าในยามนี้กลับฝากความหวังในการทำลายข้าศึกไว้กับซุนเจินทั้งสิ้น เมืองเอี้ยงเต๊กเป็นเมืองหลวงของเองฉวน ขุนนางในที่ว่าการเจ้าเมืองส่วนมากเป็นบัณฑิตมีชื่อของเมืองนี้ ถึงแม้ไม่ใช่บัณฑิตมีชื่อ ก็มักเป็นบุตรหลานตระกูลใหญ่ของอำเภอต่าง ๆ ในเมืองนี้ โดยไม่รู้ตัว ซุนเจินก็ได้กลายเป็นความหวังร่วมกันของพวกเขาไปแล้ว
พึงคาดได้ว่า ศึกบ่ายวันนี้ ขอเพียงซุนเจินมีชัย หลังศึกชื่อเสียงของเขาย่อมพุ่งสูงขึ้นเป็นแน่ อย่างน้อยในด้าน "การใช้ทหาร" และด้าน "ความห้าวหาญ" ก็จะไม่มีคนที่สองในเมืองนี้มาเทียบเขาได้อีกแล้ว
ทั้งหมดนี้ ไม่ได้มาโดยง่ายเลย หากไม่ใช่เพราะการกรากกรำเคี่ยวเข็ญใจตนเองสำรวมตนอย่างระมัดระวังตลอดหลายปีนี้ ก็คงไม่มีวันนี้ หากไม่ใช่เพราะหลายวันมานี้เขาออกหน้าทแกล้ว เหยียบย่างในที่อันตราย รบอย่างนองเลือด ก็คงไม่มีวันนี้เช่นกัน อาจกล่าวได้ว่า เหตุที่ซุนเจินได้มาซึ่งทุกสิ่งในวันนี้ เหตุที่บุนไท่โส่วและคนอื่น ๆ มองเขาเป็นความหวัง ส่วนหนึ่งเพราะเขามีสายตาได้เปรียบของ "ผู้ข้ามภพ"(12) อีกส่วนก็เพราะความพากเพียรของเขาเอง ไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องไกล กล่าวแต่หลายวันนี้ เขานำคนออกนอกเมืองรบนองเลือดถึงสองครั้ง บาดแผลที่ได้รับก็ไม่ใช่เพียงแห่งเดียว!
ขณะนี้ซุนเจินคิดสิ่งใดอยู่ ไม่มีใครรู้ ทว่าโดยผิวเผินเขายังคงรักษาความสุภาพอ่อนน้อมตามแบบที่เคยเป็นมา แม้ผู้ที่เอ่ยคำว่า "ขอฝากท่านซุน" จะเป็นบุนไท่โส่วผู้ที่ครั้งก่อนเคยปลดเขาออกจากที่ว่าการเจ้าเมือง เขาก็ยังคงไม่หยิ่งผยองไม่กระโตกกระตาก บนใบหน้าก็ไม่มีสีหน้า "ได้ใจ" แม้แต่น้อย กลับรีบหลบไปด้านหนึ่ง หลีกการคารวะของบุนไท่โส่ว แล้วคืนคารวะตอบอย่างระมัดระวังตามมารยาท กล่าวว่า "ใต้เท้าไม่รังเกียจว่าขุนนางผู้น้อยตื้นเขลา มอบหน้าที่อันหนักหน่วงอย่างปิงเฉาเฉวียนนี้แก่ขุนนางผู้น้อย ขุนนางผู้น้อยซาบซึ้งในพระคุณ ไหนเลยจะไม่พลีชีพเพื่อใต้เท้าเล่า!"
กล่าวจบ เขาหันกาย ยกมือเชิญอย่างนอบน้อม เชิญบุนไท่โส่วและบรรดาขุนนาง ตลอดจนหัวหน้าตระกูลคหบดีขึ้นกำแพง
ก่อนขึ้นกำแพง บุนไท่โส่วไปดูอุโมงค์ลับเสียก่อน
อุโมงค์ลับขุดเสร็จแล้ว
ซีจื้อไฉ เกาซู่ เฝิงก่ง กำลังตรวจตราอยู่ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ผิดพลาดเป็นอันขาด
ได้ยินว่าเจ้าเมืองมา ซีจื้อไฉก็มุดออกมาจากอุโมงค์ลับ ตัวมอมแมมไปด้วยฝุ่น ปีนขึ้นมาบนพื้นโดยมีราษฎรสองคนช่วยพยุง
"อุโมงค์ลับขุดเสร็จแล้วหรือ"
ซีจื้อไฉได้รับการแต่งตั้งจากบุนไท่โส่วให้เป็นโหย่วปิงเฉาสื่อ(13) ก็เป็นขุนนางในเมืองด้วยผู้หนึ่ง ครั้นคำนับเสร็จก็ตอบว่า "ขุดเสร็จแล้ว มีทั้งหมดสามสาย ปากอุโมงค์ที่เลือกล้วนเป็นจุดอ่อนในกระบวนทัพที่พวกโจรเคยจัดไว้เมื่อครั้งเข้าตีเมืองก่อนหน้า"
"จะถูกพวกโจรพบเข้าหรือไม่"
"ไม่ ทั้งสามสายไม่ได้ขุดทะลุเสียทีเดียว เหนือปากอุโมงค์แต่ละแห่งเหลือดินไว้สามฉื่อ(14)ไม่ได้ขุด ขอเพียงไม่ใช่ม้าศึกหนักหรือพลสวมเกราะจำนวนมากเหยียบย่ำ ก็จะไม่พังถล่มเป็นอันขาด"
"เหลือดินสามฉื่อไว้ไม่ได้ขุด?"
"ใช่แล้ว ตั้งใจไว้ว่าจะรอให้เปิดศึกเสียก่อนค่อยขุด ขุนนางผู้น้อยคำนวณไว้แล้ว ใช้เวลาเพียงสองขีดยามก็ขุดทะลุได้"
"ดีนัก!"
ดูอุโมงค์ลับเสร็จ บุนไท่โส่วก็คลายใจลงเล็กน้อย เรียกซีจื้อไฉมาด้วยกัน บรรดาผู้คนต่างขึ้นกำแพง
…
ซุนเจินนำทางอยู่ข้างหน้า บรรดาผู้คนขึ้นกำแพงเรียงตามกันไป มองออกไปไกลยังค่ายกองโพกผ้าเหลือง
หัวหน้าและบุตรหลานตระกูลคหบดีบางคนนี่เป็นครั้งแรกที่ได้ขึ้นกำแพง
เมื่อครู่ตอนดูอุโมงค์ลับ พวกเขายังรู้สึกแปลกตาสนุกสนาน บางคนยังอดไม่ได้ที่จะพูดจาฉอด ๆ อภิปรายพิชัยสงคราม อวดสติปัญญา ครั้นบัดนี้ขึ้นมาบนเชิงเทินกำแพง บรรยากาศศึกอันเข้มข้นเคร่งขรึมก็พุ่งเข้าใส่ใบหน้า หลายคนสีหน้าเปลี่ยนไปในทันที
มองใกล้ ๆ จากบนกำแพง บนเชิงเทินมีคราบเลือดเปรอะเปื้อน ใต้กำแพงมีท่อนแขนขาขาดวิ่นกระจัดกระจาย ดาบทวนที่หักและลูกธนูเกลื่อนกลาดเต็มพื้น บันไดปีนกำแพงไม้ท่อนหนาที่หักเป็นท่อน ๆ สองสามอันเอนล้มอยู่ใต้กำแพง สิ่งเหล่านี้แม้เป็นของไร้ชีวิต แม้เป็นวัตถุนิ่ง ก็พอให้เห็นได้ว่าศึกหลายวันมานี้โหดร้ายน่าสะพรึงเพียงใด
ทอดสายตาไปไกล ภายใต้แสงตะวันยามอู่อันเจิดจ้า ใต้ฟ้าครามเมฆขาว เหนือทุ่งกว้างสุดลูกหูลูกตา รอบเมืองทั้งสี่ทิศแปดทาง ธงทิวดั่งดงไพร เสียงกลองและเขาสัตว์กึกก้องทุ้มลึก "ทแกล้วโจร" นับพันนับหมื่นที่ผูกผ้าเหลืองคาดหน้าผากล้อมเมืองเอี้ยงเต๊กไว้แน่นหนาไม่ให้น้ำรอดออกได้ ที่อยู่ใกล้พอแลเห็นหน้าตา ที่อยู่ไกลเล็กเท่ามด บ้างถือดาบทวน บ้างถือหอกไม้ไผ่ บ้างยืนบ้างนอน สุดสายตาออกไป ค่ายน้อยใหญ่ต่อเนื่องกันสิบกว่าลี้ไม่ขาดสาย จนสุดที่สายตาจะมองเห็น ภายใต้คลื่นใหญ่แห่งผ้าเหลืองนี้ เมืองเอี้ยงเต๊กดูประหนึ่งเรือลำน้อย ราวกับจะมีภัยถึงล่มจมได้ทุกขณะ
ศึกที่เกิดขึ้นก่อนหน้าก็โหดร้ายพออยู่แล้ว ทว่าข้าศึกกลับยังมากมายไม่รู้สิ้นสุด
ศึกยังไม่ทันเปิด คนขี้ขลาดสองสามคนก็ขาสั่นริก ๆ เหงื่อเย็นไหลโทรม คนที่เมื่อครู่พูดจาฉอด ๆ ก็ไม่มีอารมณ์จะอวดลิ้นอวดวาจาอีกต่อไป
…
ยามอู่สองขีด พ่อครัวทำอาหารเสร็จ
โดยปกติ วันหนึ่งกินสองมื้อ มื้อหนึ่งในยามสาย มื้อหนึ่งในยามเย็น ยามอู่ไม่มีมื้ออาหาร แต่เพราะยามบ่ายอาจมีศึกตัดสิน จึงเลื่อนเวลากินอาหารให้เร็วขึ้น เทียบกับหลายวันก่อน อาหารมื้อนี้ก็ทำกันอย่างโอชะมากมาย ตระกูลใหญ่ในเมืองหลายตระกูลบริจาควัวมาสิบกว่าตัว ทั้งยังมีแกะ หมู ไก่ สุนัข แม้ไม่อาจรับรองว่าพลทุกคนจะได้กินเนื้อ แต่ที่จะได้ดื่มน้ำแกงเนื้อนั้นไม่มีปัญหา
นอกจากเนื้อและน้ำแกงเนื้อแล้ว ผักและแป้งปิ้งก็มีพออิ่ม
ยามเว่ยสองขีด ทแกล้วกินอิ่มเสร็จสรรพ
พอยามเซินตรง ทหารม้าโพกผ้าเหลืองสิบกว่าม้าชูธงทิว แห่แหนชายฉกรรจ์สวมเกราะคนหนึ่งมายังนอกเมือง
ครั้งที่จงฮิวแสร้งยอมจำนน เขากล่าวแก่ปอไซว่า "ในเมืองยังระส่ำระสาย ราษฎรที่บาดเจ็บล้มตายมีอยู่ทั่ว เพื่อไม่ให้เกิดเหตุวุ่นวายเมื่อกองทัพอันมีเกียรติของท่านเข้าเมือง กองทัพเราต้องใช้เวลาครึ่งวันจัดเก็บบ้านเมืองให้เรียบร้อย เมื่อจัดเก็บเรียบร้อยแล้วจึงจะมอบเมืองได้" อ้างเหตุนี้เป็นข้ออ้าง จึงนัดหมายเวลามอบเมืองไว้ในยาม "เซิน" นี่เอง
…
ได้รับคำแจ้งจากพลรักษาเมือง บุนไท่โส่วและคณะก็ออกจากที่พัก กลับมารวมตัวกันบนเชิงเทินกำแพงอีกครั้ง
เจ๋าเฉาเฉวียน(เจ้าพนักงานฝ่ายสืบสวน)(15)ตู้อิ้วเอามือป้องหน้าผากบังแดด มองชายฉกรรจ์สวมเกราะผู้นั้นอยู่หลายที หัวเราะกล่าวว่า "หยวนฉาง ผู้นี้ต้องมาถามเจ้าว่าจะมอบเมืองเมื่อใดเป็นแน่"
จริงดังว่า เสียงเขายังไม่ทันสิ้น ชายฉกรรจ์สวมเกราะใต้กำแพงก็ตะโกนขึ้นว่า "บัญชาทหารแห่งฉวี๋ซ่วย(16)ของข้า ยามเซินถึงแล้ว ในเมืองจงรีบเปิดประตูเมืองโดยเร็ว"
ซุนเจินถอยออกครึ่งก้าว เชิญบุนไท่โส่วก้าวออกไปข้างหน้า
บุนไท่โส่วแม้มีข้อบกพร่องนานา อีกทั้งครั่นคร้าม "ทแกล้วโจร" อยู่ไม่น้อย แต่ความเป็นบัณฑิตขุนนางก็ยังมีศักดิ์ศรีอยู่บ้าง รังเกียจไม่ยอมเจรจากับ "ทแกล้วโจร" จึงกล่าวว่า "อุบาย 'แสร้งยอมจำนน' นี้เป็นกลที่โหย่วปิงเฉาสื่อคิดขึ้น ผู้ที่เข้าค่ายโจรยื่น 'สารยอมจำนน' คือท่านจง คำถามของโจรผู้นี้พวกท่านไปตอบเถิด"
ซีจื้อไฉไม่ใช่คนชอบออกหน้า จึงยกโอกาสตอบให้แก่จงฮิว
จงฮิวเป็นคนกล้ารับภาระ จึงไม่หลีกเลี่ยง ซุนเจินรั้งชายเสื้อของเขาไว้ กระซิบเตือนเบา ๆ ว่า "หยวนฉาง อย่าลืมว่าเจตนาเดิมของอุบายแสร้งยอมจำนนมีสองข้อ ข้อหนึ่งเพื่อบั่นทอนขวัญ 'ทแกล้วโจร' ข้อสองเพื่อยั่วโทสะปอไซ"
จงฮิวพยักหน้า ท่ามกลางสายตาผู้คนนับหมื่นจับจ้อง เขาเอามือกดเชิงเทินใบเสมา เปล่งเสียงดังตอบว่า "ที่ข้ากล่าวว่ามอบเมืองยามเซินนั้น ไม่ใช่บ่ายวันนี้ หากเป็นวันนี้ปีหน้า! ขอเพียงพวกเจ้าทนรออยู่นอกเมืองข้าได้ครบหนึ่งปี ข้าก็จะยกเมืองนี้ให้พวกเจ้าจะเป็นไรไป"
นิสัยจงฮิวเที่ยงตรงตรงไปตรงมานั้นจริงอยู่ แต่ยามจำเป็นเขาก็ขบขันคมคายเป็นเช่นกัน
พลรักษาเมืองบนเชิงเทินไม่รู้อุบาย "แสร้งยอมจำนน" แรกได้ยินเสียงตะโกนของชายสวมเกราะผู้นั้น ต่างก็ตกตะลึงงุนงงไปทั่ว ครั้งนี้ได้ยินคำตอบของจงฮิว ฟังออกว่าเขากำลังหยอกล้อกองโพกผ้าเหลืองอย่างชัดเจน ครั้นได้สติ ก็พลันหัวเราะลั่นขึ้นพร้อมกัน
ชายฉกรรจ์สวมเกราะใต้กำแพงตะลึงงันอยู่นาน ก่อนจะปริปากด่าทอลั่นออกมา
จงฮิวขมวดคิ้วถลึงตา ดุด่าอย่างเกรี้ยวกราดว่า "เมื่อก่อน เตียวก๊กคิดกบฏ องค์เจ้าฟ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์ทรงเมตตาผ่อนปรน ทรงอภัยโทษให้ พวกเจ้ารับพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงของราชวงศ์ฮั่นเราเช่นนี้ ไม่คิดตอบแทน กลับยังก่อเหตุด้วยลัทธิเดียรถีย์ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย บัดนี้ก่อกบฏเป็นโจร ทรยศต่อราชสำนักอย่างหาที่สุดไม่ได้! ตระกูลจงแห่งฉางเสอของข้า มีชื่อเสียงวงศ์ตระกูลอันบริสุทธิ์ ไหนเลยจะไปเข้าพวกกับโจรได้? ต่อให้กินเนื้อพวกเจ้า นอนทับหนังพวกเจ้า ก็ยังไม่อาจคลายแค้นข้าได้! พวกเจ้ายังจะหลงเพ้อมาหวังให้ข้ามอบเมืองอีกหรือ?"
ชายฉกรรจ์สวมเกราะผู้นั้นพูดไม่ออก หันหัวม้ากลับ พาบริวารหวนกลับสู่ค่ายของตน ไปกราบเรียนยังกระโจมจอมทัพ
…
ซุนฮิวกล่าวว่า "เจินจือ ปอไซมีเวรฆ่าน้องชายกับเจ้า บัดนี้ยังถูกหยวนฉางหยอกล้อและด่าทอ นับเป็นความอัปยศอดสูครั้งใหญ่ ศึกบ่ายวันนี้ ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้แล้ว"
ซุนเจินกราบเรียนขออนุญาตบุนไท่โส่วแล้ว ก็รีบออกบัญชาทหาร สั่งให้พลรักษาเมืองบนเชิงเทินเตรียมพร้อมรับศึก เรียกสวี่จ้ง เจียงฉิน เล่าเติ้ง เป็นต้น มาถามว่า "ทแกล้วที่จะเข้าอุโมงค์ลับคัดเลือกได้แล้วหรือ"
สวี่จ้งตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "เลือกได้แล้ว รวมหนึ่งร้อยห้าสิบคน"
เทียบกับจวิ้นจู๋และปินเค่อของบ้านอื่น ซุนเจินเชื่อใจปินเค่อของตนเองมากกว่า ภารกิจสำคัญในการบุกจู่โจมจากอุโมงค์ลับนี้จึงต้องให้พวกเขาเป็นผู้รับ
## เชิงอรรถ
(1) อุโมงค์ลับ — อุโมงค์ใต้ดินทะลุออกนอกเมือง อุบายของซีจื้อไฉให้ขุดไว้หลายสาย สำหรับส่งกองโจมตีจู่โจม
(2) ชั่วยาม — หน่วยเวลายุคฮั่น หนึ่งชั่วยามเท่ากับสองชั่วโมงในปัจจุบัน
(3) เจียนจวิน — ขุนนางผู้กำกับควบคุมกองทัพ เอ่ยคู่กับแม่ทัพรักษาเมืองของกำแพงทั้งสามด้าน
(4) ปินเค่อ — บริวารผู้มาพึ่งใบบุญเจ้าของที่ดินใหญ่ มีหน้าที่ป้องกันและรับใช้ ฐานะอิสระกว่าถูฟู่
(5) โต้วโหมว — หมวกเกราะเหล็ก
(6) ปิงเฉาเฉวียน — เจ้ากรมทหารของมณฑล ขึ้นตรงต่อไท่โส่ว ทำหน้าที่บัญชาทหารแทนจวิ้นซือม่า บุนไท่โส่วแต่งตั้งซุนเจินเป็นตำแหน่งนี้
(7) ยามเฉิน — ยามตามนาฬิกาจีนโบราณ ราว 07.00–09.00 น. (ยามถัดมาคือยามซื่อ ราว 09.00–11.00 น. ยามอู่คือเที่ยงวัน ราว 11.00–13.00 น. ยามเว่ย ราว 13.00–15.00 น. ยามเซิน ราว 15.00–17.00 น.) หนึ่งชั่วยามแบ่งเป็นแปดขีด
(8) จวิ้นเฉิง — รองเจ้าเมือง ผู้ช่วยจวิ้นโฉ่ว เฟ่ยช่างเลื่อนจากตูโหยวมาเป็นจวิ้นเฉิง
(9) จิ้นเสียนกวานสองสัน — หมวกบัณฑิตขุนนางยุคฮั่นที่มีสันบอกศักดิ์สองสัน
(10) สายถักเขียวสามสี — สายถักตราประจำตำแหน่งสีเขียวลายสามสี เป็นของขุนนางศักดิ์สองพันสือ
(11) อู๋จื่อ — ตำราพิชัยสงครามของอู๋ฉี่ ขุนพลแห่งรัฐวุ่ยสมัยรณรัฐ
(12) ผู้ข้ามภพ — หมายถึงผู้ที่ดวงจิตข้ามกาลเวลามาจากภายภาคหน้า (ซุนเจินเป็นวิญญาณคนยุคหลังที่มาเกิดในร่างนี้) จึงมีสายตารู้เห็นล่วงหน้า
(13) โหย่วปิงเฉาสื่อ — เสมียนกรมทหารฝ่ายขวา ตำแหน่งขุนนางผู้น้อยในกรมทหารของมณฑล
(14) ฉื่อ — หน่วยวัดความยาวยุคฮั่น หนึ่งฉื่อราว 23 เซนติเมตร
(15) เจ๋าเฉาเฉวียน — เจ้าพนักงานฝ่ายสืบสวนจับกุมคดี
(16) ฉวี๋ซ่วย — ตำแหน่งแม่ทัพ/หัวหน้าใหญ่ลัทธิไท่ผิงประจำมณฑล ปอไซเป็นฉวี๋ซ่วยประจำเองฉวน