สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 295 สามศึกชิงคืนแผ่นดินตังกุ๋นจนสิ้น (ตอน 3)

23 นาที· 5.3K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 295 — สามศึกชิงคืนแผ่นดินตังกุ๋นจนสิ้น (ตอน 3)

ภายในที่มั่นค่ายคูของกองโพกผ้าเหลืองแห่งตำบลเหวยเซียงนั้นมีหอคอยตรวจการณ์ มีหอป้อม(1) โดยเฉพาะหอป้อมนั้นสูงถึงเจ็ดชั้น ผู้ยืนอยู่ชั้นบนสุดอาจมองไกลได้หลายลี้ ครานี้จึงแลเห็นความเป็นไปของกองทัพซุนเจินที่กำลังข้ามน้ำมาแต่เนิ่นแล้ว พลรักษาค่ายในหมู่บ้านพากันโกลาหลวุ่นวาย เสียงกลองมิขาดสาย เหล่านายกองน้อยสวมเกราะคาดกระบี่ทยอยกันขึ้นไปบนกำแพงล้อม พลรักษากำแพงต่างชูทวนยาวเตรียมรบ พลหน้าไม้บนหอป้อมก็ขึ้นสายโก่งคันคอยท่า รวมความว่า ต่างตึงเครียดยิ่งนัก

วันนี้เป็นวันฟ้าใสอากาศดี ครานี้อรุณรุ่งขึ้นได้ไม่นาน แสงตะวันสาดส่องลงมา ต้องเสื้อเกราะและศัสตราวุธของพลทั้งฝ่ายข้าศึกและฝ่ายเรา เป็นประกายระยิบระยับ

ซุนเจินคุมกองทัพรุดเข้ามาถึงนอกตำบลเหวยเซียง อ้อมเลี่ยงด้านหน้าของหมู่บ้าน เคลื่อนเข้าสู่ท้องทุ่ง เฉเฉียงไปทางทิศตะวันออกอยู่ระยะหนึ่ง พอถึงที่ห่างจากคูลึกนอกประตูตะวันออกของหมู่บ้านราวสองลี้ ซุนเจินก็สั่งกำชับลงไป ให้แต่ละกองทยอยกันหยุดยั้ง แปรจากกระบวนงูยาวเรียงแถวเดียวเดิม กลายเป็นกระบวนแนวขวาง ทางเหนือคือกองยีหลำฝ่ายซ้ายของเหอหงี ทางใต้คือกองยีหลำฝ่ายขวาของสวี่จ้งกับเล่าเติ้ง ตรงกลางคือกองกลางในบังคับบัญชาของซุนเจินเอง

หมู่บ้านของกองโพกผ้าเหลืองแห่งเหวยเซียงนี้แม้จะใหญ่ ทว่าเป็นการใหญ่เมื่อเทียบกับหมู่บ้านสามัญ ถ้าเทียบกับเมืองที่มีกำแพงแล้วก็ยังเล็กกว่ามากนัก พลทหารสามพันตั้งกระบวนแนวขวาง หาจำต้องยืดแนวให้ยาวออกไปเป็นพิเศษไม่ ก็เพียงพอจะล้อมหมู่บ้านได้ครึ่งหนึ่ง ไม่ช้า ด้วยการบังคับบัญชาและขานสั่งของเหล่านายทหารฮั่นแต่ละกอง ทั้งด้านตะวันออก ด้านใต้ และด้านเหนือของหมู่บ้านส่วนละกองก็ตกอยู่ในวงล้อมของไพร่พลซุนเจินทั้งสิ้น

เหล่าพลรักษาค่ายในหมู่บ้านยืนอยู่บนกำแพงล้อมและหอป้อม แลเห็นทัพฮั่นตั้งกระบวนเป็นระเบียบมิได้สับสน ก่อรูปล้อมหมู่บ้านไว้ครึ่งหนึ่ง ก็ยิ่งตึงเครียดหนักขึ้น เสียงกลองรัวมิขาด พลทหารกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าวิ่งกรูออกมาจากเรือนในหมู่บ้านอย่างอลหม่าน รวมพลกันที่ลานว่างในหมู่บ้าน แล้วจึงพากันขึ้นกำแพงล้อมตามการนำของหัวหน้าหมู่แต่ละหมู่ เพื่อเสริมกำลังป้องกันให้แน่นหนา

ซุนเจินรั้งม้าออกหน้ากระบวน พาหยวนจงชิง จั่วปั๋อโหว และทหารองครักษ์รุดหน้าไปครึ่งลี้ แลดูเข้าไปในหมู่บ้าน สิ่งแรกที่ต้องตาก็คือหอป้อมสูงเสียดฟ้านั้น เห็นบนหอป้อมแต่ละชั้นยืนเรียงแน่นไปด้วยพลง้างหน้าไม้(2)โพกผ้าเหลืองถือคันหน้าไม้ มีหมู่ทหารหุ้มเกราะกลุ่มหนึ่งห้อมล้อมแม่ทัพผู้หนึ่งซึ่งสวมเกราะดำคลุมผ้าคลุมไหล่ ขึ้นบันไดอย่างรีบร้อนไปถึงยอดหอป้อม

ซุนเจินยกแส้ม้าชี้ไป กล่าวว่า "ผู้นั้นเห็นจะเป็นชุยปิ่ง แม่ทัพรักษาหมู่บ้านของฝ่ายโจรนั่นเอง"

ตามข่าวที่ได้มา แม่ทัพรักษาหมู่บ้านเหวยเซียงของฝ่ายโพกผ้าเหลืองนั้นชื่อชุยปิ่ง เป็นชาวบ้านเดียวกันกับปู่จี่ ผู้เป็นฉวี๋ซ่วย(3)แห่งโพกผ้าเหลืองตังกุ๋น ทั้งยังเป็นคนสนิทของปู่จี่อีกด้วย เมื่อปู่จี่ยกทัพขึ้นมา มีกำลังสำคัญสองคนเปรียบดั่งแขนซ้ายขวา ผู้หนึ่งคือหานลี่ ครานี้คุมพลห้าพันรักษาอยู่ที่อำเภอไป๋หม่า อีกผู้หนึ่งก็คือชุยปิ่งนี้เอง ในตัวผู้นี้ ซุนเจินรู้จักไม่มากนัก รู้แต่เพียงว่าอายุราวสี่สิบ เลื่อมใสศรัทธาในลัทธิไท่ผิงมาตั้งแต่กว่าสิบปีก่อน เป็นสาวกเก่าแก่ มีเกียรติคุณไม่น้อยในหมู่ศรัทธาชนลัทธิไท่ผิงแห่งตังกุ๋น

ชุยปิ่งขึ้นถึงยอดหอป้อม แลลงไปนอกหมู่บ้าน เหลือบเดียวก็เห็นซุนเจินกับพวกซึ่งขี่ม้ายืนอยู่หน้ากระบวนทัพฮั่น ด้วยซุนเจินกับพวกอยู่ทางตะวันออกของหมู่บ้าน เมื่อมองจากทิศของชุยปิ่งจึงต้องประจันหน้ากับดวงตะวันฤดูร้อนซึ่งเพิ่งขึ้นได้ไม่นาน แสงแดดจ้าจ้าจนมิอาจเพ่งได้นาน ชุยปิ่งหรี่ตามองไป เห็นซุนเจินจึงชี้มือไป กล่าวว่า "ผู้สวมเกราะดำ คาดดาบ ขี่ม้าดำ ที่กำลังแหงนดูหอป้อมของเรานั่น ต้องเป็นซุนเจินแน่"

คนซ้ายขวาเหลียวมองตามนิ้วชี้ของชุยปิ่งไป เห็นผู้ที่เขาชี้นั้นเป็นชายหนุ่ม อยู่ในวงล้อมของเหล่าทหารม้าฮั่นซึ่งห้อมล้อมประหนึ่งหมู่ดาวล้อมจันทร์ ใต้อานเป็นม้าทาตี้เซวียอูจุย(4)แลดูสง่างามผิดม้าสามัญยิ่งนัก ก็มีนายกองน้อยผู้หนึ่งขานรับ กล่าวว่า "ถูกแล้ว ข้าได้ยินมาว่าศึกที่ซีหัวคราวนั้น โจรซุนลอบเข้าค่ายเล่าผียามราตรี ลักม้าวิเศษของเล่าผีมา ม้าของเล่าผีก็คือม้าทาตี้เซวียอูจุย โจรผู้นี้ต้องเป็นซุนเจินมิผิดแน่"

ฝ่ายฮองฮูสง ยังมิทันยกออกพ้นเมืองยีหลำ ก็ส่งม้าเร็วลอบเข้าไปสืบการณ์ข้าศึกในตังกุ๋นเสียก่อนแล้ว กองโพกผ้าเหลืองตังกุ๋นนั้นหาได้ละเอียดถี่ถ้วนเช่นเขาไม่ ทว่าก็พอรู้ความเป็นไปของการเดินทัพฮั่นในเขตเองฉวน ยีหลำ ตลอดจนเส้นทางหลังออกจากยีหลำอยู่บ้าง พวกเขามิเพียงรู้เค้าโครงการปราบสองเมืองเองฉวนกับยีหลำของทัพฮั่นเท่านั้น ยังรู้อีกว่าเมื่อฮองฮูสงออกจากยีหลำแล้วได้แบ่งทัพเป็นสองสายที่แคว้นเฉิน สายหนึ่งสองหมื่นคนฮองฮูสงคุมเอง อีกสายหนึ่งสามพันคนนั้นซุนเจินเป็นผู้คุม

ชุยปิ่งกล่าวว่า "แม้ตามที่ม้าสอดแนมกลับมาแจ้ง ฮองฮูสงบัดนี้ยังมิทันออกพ้นเมืองเฉินหลิว ผู้ที่เข้ามาในตังกุ๋นเราก่อนมีแต่กองโจรซุนสายเดียว ทว่าโจรซุนนับเป็นหนึ่งในผู้สันทัดศึกที่สุดในบังคับบัญชาฮองฮูสง ข้าได้ยินว่าเดิมทีเขารักษาเอี้ยงเต๊กในเองฉวน ทำให้ทัพปอไซ เหอมั่นนับสิบหมื่นรบหลายครั้งหาผลมิได้ ครั้นต่อมาก็แตกทัพปอไซ เหอมั่นในศึกครั้งเดียวที่ด้านตะวันออกของอู่หยาง อีกทั้งในยีหลำยังตัดศีรษะแม่ทัพหวงเซ่า เล่าเซี่ยง เล่าผี งอป้า จับเหอหงีได้ ตีหักหัวเมืองสิบกว่าอำเภอ คมหอกชี้ไปทางใด ก็มีแต่ชนะมิเคยพ่าย ขุนพลห้าวหาญในบังคับบัญชาเขามีมากมาย ทั้งเล่าเติ้ง สวี่จ้ง เตียนอุย ตันเต้า เจียงฉิน ซินอ้าย ล้วนแล้วแต่เป็นพวกห้าวหาญไม่กลัวตาย กำลังหลักแกนกลางล้วนเป็นลูกหลานชาวเองฉวน ผ่านศึกหนักมาช่ำชอง ทั้งชำนาญม้าและชำนาญคน นับว่าเป็นทัพชั้นยอด บัดนี้แม้เขายกมาถึงก่อน ตีหมู่บ้านเหวยเซียงเรา แม้มีพลแค่สามพัน แต่พวกเราหาควรประมาทเป็นอันขาดไม่ จำต้องระมัดระวังหนักแน่นไว้"

คนซ้ายขวาขานรับว่า "ขอรับ"

ชุยปิ่งมองไปยังกระบวนทัพฮั่น สายตาจับจ้องอยู่ที่ซุนเจินกับพวกอยู่นาน แล้วจึงกล่าวด้วยความแค้นเคืองว่า "โจรซุนติดตามฮองฮูสงมาเป็นศัตรูกับลัทธิเรา ช่วยทรราชก่อกรรม ฆ่าคนดั่งตัดหญ้า ในสองเดือนตีได้เองฉวนกับยีหลำมาก่อนหลัง ทำให้ศรัทธาชนลัทธิเราล้มตายบาดเจ็บยับเยิน ข้าได้ยินว่าเมื่อฮองฮูสงอยู่เองฉวน ฝังทั้งเป็นเชลยที่ยอมจำนนของทัพปอไซ เหอมั่นไปหลายหมื่น สองคนนี้ช่างใจอำมหิตมือเหี้ยมโหดแท้ เป็นโจรย่ำยีราษฎรโดยแท้!"

นายกองน้อยผู้หนึ่งร้องขออาสาด้วยเสียงดัง กล่าวว่า "โจรซุนช่างน่าชัง ทุกคราที่นึกถึงบาปกรรมที่มันก่อไว้ในเองฉวนกับยีหลำ ข้าก็แค้นจนใคร่กินเนื้อมัน นอนบนหนังมัน บัดนี้กระบวนทัพมันยังมิทันตั้งเสร็จ ยังตั้งแถวอยู่ โจรซุนพาทหารองครักษ์มาเพียงไม่กี่สิบก็บังอาจออกหน้ากระบวน ห่างประตูตะวันออกหมู่บ้านเราไม่ถึงลี้เศษ ทหารม้าชั่วพริบตาก็ถึง ท่านชุย ข้าขอพาพลกล้าไปตัดศีรษะมัน! แก้แค้นแทนศรัทธาชนลัทธิเราในเองฉวนกับยีหลำ"

ชุยปิ่งแม้เกลียดชังซุนเจินยิ่งนัก ทว่าได้ฟังนายกองน้อยผู้นี้อาสาด้วยตนเอง กลับมิทันได้คิดก็ส่ายหัวซ้ำ ๆ กล่าวว่า "มิได้ มิได้"

นายกองน้อยผู้นี้ไม่พอใจ ถามว่า "เหตุไรเล่า?"

"โจรซุนมิเพียงห้าวหาญกล้ารบถึงตาย ทั้งยังเจ้าเล่ห์มากเล่ห์เพทุบาย ศึกเองฉวน เขาตีได้เซียงเซียกับเกียบมาก่อนหลัง ศึกยีหลำ เขาตีแตกเจาหลิงกับเจิงเชียงมาก่อนหลัง ล้วนใช้กลอุบายทั้งสิ้น ข้าได้ยินจากสายลับว่า คราเขาตีเจาหลิงนั้น แรกก็แสร้งทำเป็นว่าพลทหารอ่อนล้า กระบวนทัพมิเป็นระเบียบ ล่อให้หวงเซ่าประมาทยกออกนอกเมือง กลับต้องกลซุ่มของเขา ถึงกับสิ้นชีพในที่รบ เทียบกับตรงหน้านี้ ช่างคล้ายกันเสียนี่กระไร! บัดนี้เขาแม้ดูเหมือนกระบวนยังมิเสร็จ กำลังตั้งแถวอยู่ ก็ไหนเลยเจ้าจะรู้ว่านี่หาใช่กลล่อเราของเขา? ปู่จี่ผู้เป็นนายคุมกำลังหลักทั้งเมืองตั้งมั่นอยู่ที่ผูหยาง พวกเรารับคำสั่งปู่จี่มารักษาเหวยเซียง เป็นด่านหน้าให้ท่าน ตายก็ตายไป แต่จะให้แพ้ศึกเพราะความประมาทจนเสียเหวยเซียง พาผูหยางตกในภัยพิบัติหาได้ไม่!"

ผูหยางเป็นเมืองหลวงของตังกุ๋น อยู่ห่างจากเหวยเซียงไม่ไกลนัก พ้นเหวยเซียงไปข้างหน้าสิบกว่าลี้ก็ถึงอำเภอไป๋หม่า จากไป๋หม่าเลี้ยวไปทางตะวันออก ราวยี่สิบสามสิบลี้ก็ถึงผูหยาง ที่ปู่จี่วางชุยปิ่งไว้ที่เหวยเซียง พร้อมสั่งหานลี่ให้รักษาไป๋หม่า ก็เพื่อคุ้มกันรอบนอกของผูหยางนั่นเอง

ชุยปิ่งมองไปยังซุนเจินที่กำลังชี้ชวนดูหอป้อมอยู่นอกหมู่บ้าน แล้วกล่าวต่อไปว่า "ปู่จี่อยู่ผูหยาง ห่างจากเหวยเซียงเราเพียงสามสิบลี้ หานลี่รักษาไป๋หม่า ยิ่งใกล้เหวยเซียงเรากว่า ไม่ถึงยี่สิบลี้ เมื่อวานพอเห็นโจรซุนยกทัพมา ข้าก็ส่งคนนำใบบอกด่วนไปยังปู่จี่และหานลี่แล้ว ขอให้ส่งทัพมาช่วยกองเรา คาดว่าทัพหนุนคงมาถึงในไม่ช้า โจรซุนมีแค่สามพัน พวกเราหาจำต้องออกจากหมู่บ้านไปตีไม่ เพียงคอยทัพหนุนมาถึงเขาก็จนปัญญา ได้แต่คอยฮองฮูสงยกกำลังหลักมาเท่านั้น"

คนทั้งหลายขานรับ ทว่ามีนายกองน้อยผู้หนึ่งกล่าวว่า "ที่ท่านชุยว่ามานั้นถูกอยู่ ทว่ากำลังหลักของฮองฮูสงมีถึงสองหมื่นเศษ ในหมู่บ้านเรากลับมีแค่พันคน หากมิตีโจรซุนให้แตกเสียก่อน รอฮองฮูสงมาถึง สองคนรวมทัพกัน ไพร่พลก็จะยิ่งมากขึ้น พวกเราจะทำฉันใด?"

ชุยปิ่งกล่าวว่า "ครรลองแห่งการศึก หาได้อยู่ที่ไพร่พลมากไม่ เองฉวนกับยีหลำต่างมีพลสิบกว่าหมื่น ทว่าไม่ถึงสองเดือนก็พินาศไปก่อนหลัง เพราะเหตุใดเล่า?" คนทั้งหลายต่างมองหน้ากัน ต่างกล่าวว่า "นั่นสิ เพราะเหตุใดเล่า?" ชุยปิ่งกล่าวว่า "ก่อนข้าจะพาพวกเจ้ามาเหวยเซียง ปู่จี่กระซิบบอกข้าเป็นการลับว่า ที่ยีหลำกับเองฉวนพ่ายแพ้นั้น หาใช่เพราะปอไซ เผงทัวเหล่าแม่ทัพไม่กล้ารบ ทั้งมิใช่เพราะทัพฮั่นแกร่งกล้า" คนทั้งหลายถามว่า "ถ้าเช่นนั้นเพราะเหตุใด?" ชุยปิ่งกล่าวว่า "ปู่จี่ว่า ล้วนเพราะกำลังพลของยีหลำกับเองฉวนกระจุกแน่นเกินไป กระจายไม่พอ"

คนทั้งหลายฉงนว่า "กระจายไม่พอ?" ชุยปิ่งกล่าวว่า "ใช่แล้ว! ปอไซ เผงทัวรวมพลฉกรรจ์ทั้งเมืองตั้งมั่นในเมืองเดียว ดูเผินเหมือนรวมกำลังเป็นปึกแผ่น แต่กลับก่อความเป็นไปที่ว่าภายนอกไร้ทัพหนุนซึ่งต้องมาช่วย อันการตั้งรับนั้น การที่ภายนอกไร้ทัพซึ่งจักต้องมาช่วยนับเป็นข้อพึงระวังอย่างยิ่ง! ลองคิดดูเถิด ตั้งรับโดดเดี่ยวอยู่ในเมือง ภายนอกไร้ทัพหนุน พลทหารจะมีใจสู้ได้อย่างไร? เพราะฉะนั้นปอไซ เผงทัวจึงพ่ายแพ้ไปก่อนหลัง"

คนทั้งหลายกล่าวว่า "ที่แท้เป็นเช่นนี้นี่เอง!" ชุยปิ่งกล่าวว่า "ด้วยเหตุนี้ ปู่จี่จึงสั่งให้ข้าคุมพวกเจ้ารักษาเหวยเซียง สั่งหานลี่คุมพลฉกรรจ์รักษาไป๋หม่า ส่วนตัวเองคุมกำลังหลักตั้งมั่นที่ผูหยาง เช่นนี้ เหวยเซียง ไป๋หม่า ผูหยางทั้งสามแห่งของเราก็ขานรับซึ่งกันและกัน หากข้าศึกตีเรา ปู่จี่กับหานลี่ก็มาช่วยเรา หากข้าศึกตีไป๋หม่า เราก็ตีกระหนาบหลังมัน ปู่จี่ก็ส่งพลฉกรรจ์ตีขนาบข้างมัน หากข้าศึกตีผูหยาง เรากับหานลี่ก็ไปช่วยผูหยาง เช่นนี้ สามแห่งขานรับกัน เชื่อมโยงถึงกัน โจรแม้มากมาย จักทำอะไรเราได้?" คนทั้งหลายต่างพร้อมเพรียงกล่าวว่า "เป็นกลของปู่จี่!"

ชุยปิ่งหัวเราะกล่าวว่า "เพราะฉะนั้น พวกเราก็เพียงรักษาหมู่บ้านอยู่ด้วยใจอันสงบเท่านั้นเอง เพียงทำตามอุบายนี้ แม้มิอาจชนะใหญ่ ก็ยังพอรักษาทัพเรามิให้พ่ายได้"

นี่เป็นกลของผู้ช่ำชองสุขุม เหล่านายกองน้อยโพกผ้าเหลืองตังกุ๋นบนหอป้อมต่างรับคำสั่งขานรับ

ดวงตะวันขึ้นสู่ทิศตะวันออก ทัพฮั่นตั้งกระบวนเสร็จเรียบร้อยทั้งสามด้านของหมู่บ้าน

ชุยปิ่งเห็นซุนเจินขับม้ากลับเข้ากระบวน ไม่ช้า จากกระบวนทัพฮั่นก็มีเสียงตีกลองดังขึ้น

ชุยปิ่งกับพวกอดมิได้ที่จะใจหวิว ชุยปิ่งคว้าราวเกาะบนหอป้อม โน้มกายแลเข้าไปในกระบวนทัพฮั่น คิดในใจว่า "หรือว่าโจรซุนจะตีหมู่บ้านเราแล้ว?" จึงสั่งคนซ้ายขวาว่า "ส่งคำสั่งข้าลงไป ให้พลรักษากำแพงล้อมแต่ละกองเตรียมรบ ให้พลหน้าไม้บนหอป้อมง้างหน้าไม้โก่งคันธนู หากโจรซุนตีเรา ก็ระดมยิงพร้อมกันให้ลูกธนูพุ่งเป็นห่าฝน!" คนซ้ายขวาขานรับคำสั่ง แบ่งคนหลายนายไปส่งคำสั่ง

ในกระบวนทัพฮั่นเสียงกลองดังกระหึ่ม ครู่เดียว ชุยปิ่งก็แลเห็นจากในกระบวนแต่ละกองของทัพฮั่นมีคนหลายนายควบม้าออกมา มุ่งตรงไปยังกองกลาง

ชุยปิ่งกล่าวว่า "เออ นี่หาใช่โจรซุนจะตีหมู่บ้านไม่ หากแต่เขาเรียกประชุมนายทหารแต่ละกอง" แล้วก็คิดในใจว่า "เรียกประชุมนายทหารแต่ละกองเสร็จ ก็คงถึงคราเขาตีหมู่บ้านกระมัง" จึงสั่งคนซ้ายขวาอีกว่า "ส่งคำสั่งข้าลงไป ให้พลรักษาค่ายกับพลหน้าไม้รักษาขวัญกำลังใจไว้ บอกพวกเขาว่า ทัพหนุนของปู่จี่กับหานลี่อย่างช้าพรุ่งนี้มะรืนนี้ก็จะมาถึง!" คนซ้ายขวาขานรับคำสั่ง แบ่งคนไปส่งคำสั่งตามกำแพงล้อมและหอป้อมแต่ละชั้นอีก

ต้นฤดูร้อนก็ค่อนข้างร้อนอยู่แล้ว ยอดหอป้อมหามีสิ่งใดบังร่มไม่ ดวงตะวันที่ขึ้นสูงสาดแสงลงมาโดยไร้สิ่งกีดขวาง เกราะบนตัวชุยปิ่งถูกแดดเผาจนร้อนแล้ว เขาเฝ้าจ้องมองกองกลางของทัพฮั่นด้วยใจตึงเครียด เห็นนายทหารแต่ละกองของทัพฮั่นรุดมาถึงกองกลาง รวมตัวกันพร้อมเพรียงใต้ธงแม่ทัพ ซุนเจินซึ่งกลับเข้าทัพแล้วมิได้ลงจากหลังม้า นั่งอยู่บนม้านั้นเอง ชักกระบี่ออกจากฝัก ชี้ไปยังหมู่บ้าน กล่าวอะไรบางอย่างกับเหล่านายทหาร ดูประหนึ่งว่ากำลังปลุกใจทหาร ชุยปิ่งคิดในใจว่า "ปลุกใจเสร็จก็คงเข้าตีกระมัง?" ดวงตะวันก็ร้อน เขาก็ตึงเครียด มิทันรู้ตัวก็เหงื่อโทรมกายไปทั้งตัว

"การปลุกใจทหาร" ของซุนเจินนั้นสั้นนัก ไม่ช้าก็กล่าวจบ เหล่านายทหารในบังคับบัญชาซุนเจินต่างก้มกายคารวะหน้าม้าซุนเจิน คารวะเสร็จก็แยกย้ายกลับกองของตน ทว่า เกินที่ชุยปิ่งคาดคิด เมื่อนายทหารแต่ละกองกลับเข้ากองแล้ว ทัพฮั่นกลับยังมิได้เปิดศึก มิเพียงมิได้เปิดศึก กลับถอยร่นไปข้างหลังอีกลี้เศษ จากกองกลางมีพลเดินพลม้าหลายร้อยควบออกมา ภายใต้การนำของนายทหารสองนาย ตั้งหันหน้าเข้าประตูใหญ่ของหมู่บ้าน ทำท่าระแวดระวัง ส่วนพลทหารฮั่นกองอื่น ๆ กลับเริ่มลงมือตั้งค่าย ณ ที่นั้นเอง

ชุยปิ่งเห็นเช่นนี้ แรกก็งวยงงมิเข้าใจ ครั้นแล้วก็คิดออก ดีใจสุดขีด ผ่อนคลายลงในทันใด หัวเราะกล่าวกับคนซ้ายขวาว่า "เออ เมื่อวานคราโจรซุนมาตรวจดูการตั้งรับในหมู่บ้านเรา ข้าเห็นในหมู่ผู้ติดตามของมันมีคนลงไปควบม้าในนาอยู่ช่วงหนึ่ง โจรซุนคงรู้แน่แล้วว่าพวกเราขุดคูในนาเพื่อขัดขวางการเข้าตีของมัน อีกทั้งเห็นการป้องกันในหมู่บ้านเราแน่นหนา ทั้งรู้ว่าไป๋หม่ากับผูหยางอยู่ห่างที่มั่นค่ายคูเราไม่ไกล ทัพหนุนเราจะมาถึงได้ทุกเมื่อ ด้วยเหตุนี้จึงล้มเลิกความคิดที่จะตีเรา เปลี่ยนเป็นตั้งค่ายล้อมไว้ รอคอยฮองฮูสงมาถึง!"

เหล่าคนซ้ายขวาได้ฟังแล้วตรองดูถี่ถ้วน ก็เห็นว่ามีแต่คำอธิบายนี้เท่านั้นจึงสมเหตุสมผล มิเช่นนั้น ที่ซุนเจินตีปราบโพกผ้าเหลืองในเองฉวนกับยีหลำมาแต่ก่อน ล้วนเข้าตีเด็ดขาด กล้าตีกล้าสู้ ไฉนเมื่อมาถึงตังกุ๋น พอเผชิญข้าศึกแรกคือพลรักษาเหวยเซียง กลับมิเข้าตีในทันที? ก็มีแต่คำอธิบายเช่นนี้เท่านั้นจึงสมเหตุสมผล คนทั้งหลายต่างถอนหายใจโล่งอกพร้อมกัน

ชุยปิ่งเหลียวมองพลรักษาค่ายบนกำแพงล้อมของฝ่ายตน เห็นพลรักษาค่ายก็ดูเหมือนปลดเปลื้องภาระหนักลงเช่นกัน เขากล่าวว่า "โจรซุนเจ้าเล่ห์ แม้มันมิตีหมู่บ้าน พวกเราก็หาควรย่อหย่อนไม่ พึงรู้ว่า ที่เจิงเชียงเสียทีก็เพราะต้องกลล่อให้ประมาทของมัน ส่งคำสั่งข้าลงไป ให้พลรักษาค่ายและพลหน้าไม้บนกำแพง บนหอป้อมอย่าได้ผ่อนปรน ต้องเฝ้าจับตาโจรฮั่นต่อไป กันไว้มิให้มันเข้าตีกะทันหัน" เขาเหลือบดูฟ้า แล้วกล่าวอีกว่า "ใกล้เที่ยงวันแล้ว ที่โจรซุนมิเข้าตีเราในยามนี้ เห็นจะเพื่อให้พลทหารกินอิ่มเสียก่อนเท่านั้นเอง"

คนทั้งหลายกล่าวด้วยความนับถือว่า "ที่ท่านแม่ทัพว่ามานั้นถูกต้องนัก!" แล้วก็แบ่งคนหลายนายไปส่งคำสั่งตามกำแพงและหอป้อมแต่ละชั้นอีก

ดวงตะวันยิ่งขึ้นสูง บนหอป้อมก็ยิ่งร้อน ชุยปิ่งเหงื่อโซมหน้า คนซ้ายขวาชวนเขาว่าควรลงจากหอป้อมไปคลายร้อนเสียก่อน เขาปฏิเสธ คงอยู่บนหอป้อมเฝ้าจับตาทัพฮั่นต่อไป ไม่ช้านัก เขาก็เห็นจากในกระบวนทัพฮั่นมีควันดำพวยพุ่งขึ้นเป็นกลุ่ม ๆ นี่ก็คือทัพฮั่นกำลังหุงข้าวกินนั่นเอง พ้นเที่ยงวันไป ข้าวทัพฮั่นสุก พลทหารแต่ละกองวางมือจากงาน หยุดการตั้งค่ายไว้ชั่วคราว เริ่มลงมือกินข้าว จากกองกลางของทัพฮั่นมีพลเดินพลม้ากับพลง้างหน้าไม้หลายร้อยควบออกมาอีก เปลี่ยนเวรหมู่ทหารที่เฝ้าจับตาหมู่บ้านอยู่นอกหมู่บ้านก่อนหน้า

นี่ดูเหมือนเป็นช่วงเวลาอันแสนยาวนาน แต่ก็ดูเหมือนผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว จนเมื่อทัพฮั่นกินข้าวเสร็จสิ้นทุกคน พลทหารแต่ละกองเริ่มลงมือตั้งค่ายต่ออีกครั้ง ชุยปิ่งจึงค่อยปล่อยใจลงได้อย่างแท้จริง ถอนหายใจเฮือก หัวเราะกล่าวกับคนซ้ายขวาว่า "ทัพฮั่นกินข้าวแล้ว พวกเราก็ต้องกินข้าวเช่นกัน ส่งคำสั่งลงไป ให้พลรักษาค่ายกับพลหน้าไม้กินข้าวกันเถิด!" คนทั้งหลายขานรับ แบ่งคนหลายนายไปส่งคำสั่งอีก

ชุยปิ่งเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก เกาะราวบันได แลดูทัพฮั่นที่ขะมักเขม้นตั้งค่ายอยู่ แล้วหัวเราะกล่าวกับคนซ้ายขวาอีกว่า "โจรฮั่นยกมาแต่ไกล พลทหารเหนื่อยล้า โจรซุนหากใคร่ตีหักหมู่บ้านเรา ย่อมมิให้ทัพฮั่นตั้งค่าย เปลืองแรงไปบนการนี้ ดูแล้วเขาคงคิดจะยันกับหมู่บ้านเราไปนาน ๆ คอยกำลังหลักของฮองฮูสงเป็นแน่แท้" คนซ้ายขวาต่างเห็นพ้องด้วย

## เชิงอรรถ

(1) หอป้อม (เตียวโหลว) — หอสังเกตการณ์และป้อมยิงสูงในหมู่บ้านค่ายคู ใช้เป็นที่ตั้งของพลง้างหน้าไม้ยิงกราดลงมาจากเบื้องสูง ส่วน "หอคอยตรวจการณ์" (หวั่งโหลว) นั้นเป็นหอสูงสำหรับมองการณ์ไกล

(2) พลง้างหน้าไม้ (เจว๋อจางซื่อ) — พลทหารที่ใช้เท้าง้างคันหน้าไม้แรงสูงให้ขึ้นสาย แล้วยิงลูกธนูออกไป

(3) ฉวี๋ซ่วย — ตำแหน่งหัวหน้ากองหรือแม่ทัพใหญ่ของลัทธิไท่ผิงประจำหัวเมือง

(4) ม้าทาตี้เซวียอูจุย — ม้าศึกขนดำกีบขาวดุจเหยียบหิมะ ฝีเท้าจัด เดิมเป็นม้าวิเศษของเล่าผี ภายหลังซุนเจินลอบเข้าค่ายลักมา

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป