# ตอนที่ 279 — ประจัญบานสุดชีวิตตีค่ายข้าศึกแตก (ตอนต้น)
ทัพทั้งสองฝ่ายปะทะเข้าหากัน
ทหารฮั่นกับทหารโพกผ้าเหลืองที่อยู่แถวหน้าสองสามแถวต่างเข้าประจัญฟาดฟันกันแล้ว ส่วนทหารแถวหลังยังคงรุดหน้าเร่งเข้ามา
ซุนเจินควบม้าถือดาบติดตามอยู่ข้างหลังกองของสวี่จ้งกับเฉินเปา ร่วมบุกตะลุยไปพร้อมกองของซุนเฉิง เขามิได้ขี่ม้าทาตี้เซวียอูจุยของเล่าผีที่ชิงมาได้จากค่ายโพกผ้าเหลืองเมื่อคืน ด้วยว่าม้าของเล่าผีตัวนั้นเป็นม้าดำกีบขาวดุจเหยียบหิมะ ฝีเท้าจัดผิดม้าสามัญ สังเกตได้ง่ายยิ่งนัก ทหารโพกผ้าเหลืองอาจจำม้าตัวนี้ได้ทั่วกัน ในยามที่ทัพสองฝ่ายตะลุมบอนกันเช่นนี้ หากเขาขี่ม้าตัวนี้ ก็มิผิดอันใดกับสวมโคมไฟดวงมหึมาส่องสว่างจ้าไว้กับตัว คอยร้องบอกทหารโพกผ้าเหลืองอยู่ทุกขณะว่า ผู้ที่บุกค่ายพวกเจ้าเมื่อคืน ชิงม้าศึกของแม่ทัพพวกเจ้าไป คือข้านี่เอง! เช่นนี้ก็ไม่ต่างกับยื่นชีวิตให้เขาฆ่า ฉะนั้นเขาจึงยังคงขี่ม้าตัวเดิมของตน
เขาคุมฝีเท้าม้าไว้ จ้องมองความเป็นไปในการรบเบื้องหน้าอย่างใกล้ชิด ทั้งคอยสังเกตการตั้งแถวของทหารแต่ละกองข้างหน้าอยู่ทุกขณะ
ในยามนี้เพิ่งปะทะข้าศึกเริ่มรบ แถวขบวนจะแตกกระจัดกระจายมิได้เป็นอันขาด เพราะหากกระจัดกระจายเมื่อใด ก็จะถูกข้าศึกตัดแยกแล้วโอบล้อม และเมื่อถูกตัดแยกโอบล้อมแล้ว ต่อให้ตัวคนมีฝีมือกล้าหาญเพียงใด ก็ย่อมต้องตกอยู่ในที่ตาย สุดจะพลิกฟื้นได้ ทหารกว่าพันนายในบังคับของเขานี้ล้วนผ่านศึกมาหลายครั้ง เป็นพลที่คัดเลือกแล้วหลังจากคัดคนแก่คนอ่อนออกไป ฉะนั้นแม้เริ่มรบแล้ว แต่ด้วยนายทหารคอยกำกับ ก็ยังคงรักษาแถวขบวนไว้ได้
ทัพสองฝ่ายปะทะกันมิใช่ว่าจะกลายเป็นตะลุมบอนกันในชั่วพริบตา หากต้องอาศัยลำดับขั้นตอน ดังเช่นบัดนี้ ทหารฮั่นเพียงแถวหน้าที่ตั้งเป็นกระบวนสี่เหลี่ยมเล็กก็มีพันนาย คนพันนายนี้เมื่อประจันกับข้าศึกแล้วต่างฟาดฟันกัน หามีทางทะลวงเข้าไปในแถวข้าศึกได้รวดเร็วไม่ ฉะนั้นเมื่อปะทะข้าศึกแล้ว ทหารแถวหลังจึงต้องผ่อนฝีเท้าลงให้พอเหมาะ มิให้ไปชนทหารแถวหน้าของฝ่ายตนล้มลงเสียเอง การนี้ซุนเจินมิต้องออกคำสั่งเลย นายทหารแต่ละกองทั้งสวี่จ้ง เจียงฉิน เฉินเปา ซุนเฉิง ซินอ้าย ต่างออกคำสั่งกันอยู่ คอยปรับฝีเท้าการบุกตามความเป็นไปในการรบเบื้องหน้า
ซุนเจินเห็นนายทหารแต่ละกองบังคับบัญชาทหารกว่าพันนายในบังคับของตนได้เป็นระเบียบเรียบร้อย ก็คลายใจลง
เขาเหลียวมองซ้ายขวา ด้วยเพิ่งปะทะข้าศึก ทัพพันธมิตรแต่ละกองจึงรุกคืบหน้าไล่เลี่ยกัน เคียงกันรุดหน้า ยังมิอาจแยกได้ว่าใครก่อนใครหลัง ทว่าซุนเจินรู้แก่ใจว่า รออีกครู่หนึ่ง ครั้นการรบดำเนินถึงขีดเดือดพล่าน ก็จะเป็นยามที่เผยให้เห็นว่าทัพของผู้ใดเก่งกล้าที่สุด ทัพที่เก่งกล้าย่อมรุกคืบไปได้มาก ทะลวงเข้าไปในแถวข้าศึกได้ลึก ส่วนทัพที่ฝีมือยังไม่ถึงย่อมถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
เตียนอุย ตันเต้า หยวนจงชิง จั่วปั๋อโหว และเหล่าองครักษ์ ต่างกุมทวนกุมดาบไว้ในมือ คอยอารักขาซุนเจินอยู่ชิดตัว
ซุนเจินรุกบุกฟันไปพร้อมขบวนใหญ่ไปพลาง เหลียวมองไปข้างหน้าไปพลาง ก็แลเห็นเล่าเติ้งนำหน้าทหาร บุกอยู่หน้าสุดของกระบวนสี่เหลี่ยมแห่งกองนี้ ถือจี่เหล็กด้ามยาว ฟันซ้ายฟาดขวา กล้าหาญจนหาผู้ต้านมิได้ ชั่วพริบตาเดียวก็ฟันข้าศึกล้มไปห้าหกคน นำทหารในกองทะลวงเข้าไปในแถวข้าศึกได้เป็นพวกแรก ฝ่ายข้าศึกมีหัวหน้าผู้หนึ่งแต่งกายอย่างนายกองน้อย นำคนสิบกว่าคนเข้ามาสกัด
นายกองน้อยผู้นี้สวมเกราะ ใช้ทวนยาว คนสิบกว่าคนที่เขานำมาเห็นจะเป็นพลกล้าในกองโพกผ้าเหลือง ต่างสวมเสื้อเกราะ ถือทวนยาว เครื่องเกราะอาวุธพร้อมสรรพ ฮองฮูสงรู้จักวางทัพที่เก่งกล้าที่สุดไว้ข้างหน้าฉันใด เล่าผีก็ย่อมวางพลม้าที่เก่งกล้าที่สุดในบังคับไว้ข้างหน้าฉันนั้น คนสิบกว่าคนนี้ตั้งเป็นวงโอบครึ่งรูปคันธนู หมายจะล้อมเล่าเติ้งไว้
เล่าเติ้งหาได้คอยให้ทหารแถวหลังตามทันไม่ กระโจนรุดหน้าเข้าไป รุกไปพลาง ร้องตวาดไปพลางว่า "พวกเจ้ามิใช่คู่มือของข้า! ข้าหมายเอาแต่หัวเล่าผีกับงอป้าเท่านั้น!" คนเหล่านี้ไหนเลยจะยอมหลีกทาง ทวนยาวสิบกว่าเล่มแทงออกมา เล่าเติ้งฟันซ้ายป้องขวา อาศัยกิ่งง่ามทั้งสองข้างของจี่เหล็กเกี่ยวคล้องปลายทวนข้าศึกเข้าไว้ แล้วออกแรงกระชากดึง หักปลายทวนยาวสิบกว่าเล่มนี้เสียจนสิ้น
จี่เหล็กอันเป็นอาวุธชนิดนี้ ปลายด้านหน้าเป็นปลายแหลมอย่างทวน ข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างมีคมรูปจันทร์เสี้ยว เชื่อมกับปลายแหลมด้วยกิ่งง่ามเล็กสองกิ่ง ระหว่างกิ่งง่ามกับคมจันทร์เสี้ยวมีช่องว่าง ใช้คล้องทวนยาวของข้าศึกได้ การนี้แต่เดิมก็เป็นวิธีใช้จี่ด้ามยาวอย่างหนึ่ง เล่าเติ้งมิเพียงถนัดใช้จี่เหล็กคู่ หากยังถนัดใช้จี่ด้ามยาวอีกด้วย หักทวนยาวของข้าศึกสิบกว่าคนนี้ได้ในคราวเดียว แล้วก้าวรุดเข้าไป ฟันซ้ายสังหารขวา ด้วยเขามีกำลังมาก จี่เหล็กด้ามยาวที่ใช้นั้นหนักหน่วง แทงทีหนึ่ง หากเกราะของข้าศึกมิใช่เกราะชั้นดี ก็จะถูกเขาแทงทะลุ หรือเหวี่ยงทีหนึ่ง อาศัยน้ำหนักของจี่เหล็กด้ามยาวก็อาจตีให้อกข้าศึกยุบจนรากเลือดได้ ชั่วพริบตาเดียว คนสิบกว่าคนนี้ก็ถูกเขาฟันล้มเสียครึ่งหนึ่ง รวมทั้งนายกองน้อยผู้นั้นด้วย
นายกองน้อยผู้นี้ถูกเขาเหวี่ยงจี่เหล็กฟาดเข้าทีหนึ่ง ก็เซถลาถอยหลังไปเจ็ดแปดก้าว เกราะหน้าอกแตกกระจาย กระอักเลือดออกมาก้อนหนึ่ง
ทหารในกองตะลุยแนวสองนายเห็นได้ที ก็วิ่งกรูเข้าใส่ นายหนึ่งกระชากทวนแทงถูกต้นแขนเขา ด้วยถูกแรงกระแทกนี้ นายกองน้อยที่ยืนไม่มั่นอยู่แต่เดิมก็ล้มลงกับพื้นทันที ทหารในกองตะลุยแนวอีกนายกระโจนขึ้นทับร่างเขา ชักดาบออกมา เชือดคอเขาขาดอย่างคล่องแคล่ว แล้วร้องบอกเล่าเติ้งว่า "ท่านเล่า เอาหัวหรือไม่?" ในสนามรบที่สองฝ่ายฟาดฟันกัน หามีทางจะตัดศีรษะข้าศึกทุกคนที่สังหารได้ไม่ หากเป็นทหารโพกผ้าเหลืองสามัญ ก็เพียงเชือดหูซ้ายก็พอ แต่ด้วยผู้นี้เป็นนายกองน้อย พิเคราะห์ดูเสื้อเกราะอาวุธแล้วน่าจะเป็นพลกล้าในกองโพกผ้าเหลือง ทหารในกองตะลุยแนวผู้นี้จึงถามขึ้นเช่นนั้น
เล่าเติ้งหาแยแสไม่ ร้องตอบว่า "ไอ้หนูไร้ชื่อ มิคู่ควรให้พ่อเจ้าตัดหัวมันดอก!" ฟันทหารโพกผ้าเหลืองที่เหลืออีกสองสามคนกระจัดกระจายไป แล้วถือจี่เหล็กด้ามยาวก้าวยาวรุดหน้า เข้าฟาดฟันกับข้าศึกที่หลั่งไหลเข้ามาดุจกระแสน้ำอย่างสุดกำลัง
ด้วยพลธนูหน้าไม้ในกองของสวี่จ้งคอยช่วยระดมยิงเกื้อหนุน เล่าเติ้งสังหารดุดัน บุกฟันสังหารข้าศึก รุกหน้าอย่างห้าวหาญ กระบวนสี่เหลี่ยมที่กองหนึ่งของซุนเจินตั้งขึ้นนี้จึงค่อยล้ำหน้ากระบวนสี่เหลี่ยมของอีกหลายกองที่เหลือ ค่อยทะลวงลึกเข้าไปในแถวทัพโพกผ้าเหลือง
ซุนเจินคำนวณเวลา ครั้นล่วงไปครู่หนึ่งก็ออกคำสั่งว่า "สั่งให้เล่าเติ้งถอยหลัง ให้กองเจียงฉินขึ้นหน้า!"
การรบติดพันยืดเยื้อย่อมเปลืองกำลังกายยิ่งนัก ในยามบุกทะลวงจะใช้ทหารเพียงกองเดียวอยู่ข้างหน้ามิได้ ยิ่งในยามเผชิญกับขุนศึกเก่งกล้าดุดันอย่างเล่าผีด้วยแล้ว ต้องใช้ทหารอย่างน้อยสองกองผลัดกันเข้าบุก เมื่อคำสั่งของซุนเจินส่งทอดลงไป เล่าเติ้งก็นำกองถอยลงมา เปลี่ยนให้กองเจียงฉินซึ่งอยู่แถวที่สองขึ้นสู้แทน เจียงฉินได้นามว่า "มหาวีรบุรุษแห่งเองอิม" ก็กล้าหาญดุดันยิ่งนัก แม้ฝีมือส่วนตัวจะสู้เล่าเติ้งมิได้ แต่ในกองหนึ่งของเขามีนักเลงมากที่สุด ล้วนเป็นพวกกล้าหาญดุดัน ข้าศึกแม้หลั่งไหลมาดุจกระแสน้ำก็มิครั่นคร้ามเลย ร้องตวาดเข้ารบพันตูอย่างถึงพริกถึงขิง เจียงหูน้องชายของเจียงฉินบุกอยู่แถวหน้าสุด เจียงหูเป็นคนชอบประลองกำลังห้ำหั่นอย่างดุเดือด ในคราวรบกับโพกผ้าเหลืองเองฉวน เขาก็มีชื่อในความกล้าหาญเลื่องลือไกล รบครั้งใดก็กัดข้าศึกไว้มิปล่อย ไล่ตื๊อตามตีจนถึงที่สุด ด้วยตาของเขาเล็ก จึงถูกพวกโพกผ้าเหลืองเองฉวนร้องเรียกว่า "เจ้าตาหยี"
จั่วปั๋อโหวมองดูในแถวรบแต่ไกล กล่าวกับซุนเจินว่า "ทีแรกอาเติ้ง ต่อมาเปลี่ยนเป็นเจ้าตาหยี มีสองคนนี้ผลัดกันเข้าบุก พวกโจรย่อมยากจะสกัดเราได้!" ในแถวเบื้องหน้าเลือดสาดกระเซ็นไปทั่ว แขนขาขาดกระเด็นกระดอน เจียงฉิน เจียงหู เล่าเติ้ง ต่างฮึกเหิมเข้าสังหารสุดกำลัง ผลัดกันรับช่วงฟันข้าศึก นำพรรคพวกทะลวงลึกเข้าไปในแถวข้าศึกยิ่งขึ้นทุกที ติดตามรอยเท้าของพวกเขาไป ทีแรกกองสวี่จ้ง กองเฉินเปา ต่อมากองซุนเฉิง แล้วต่อด้วยเหล่าทหารม้าของซินอ้าย ต่างทยอยกันเข้าไปในแถวทัพโพกผ้าเหลืองทีละกอง เริ่มรบพันตูกับข้าศึกอย่างเต็มที่
ในยามนี้ผู้ที่ว่างที่สุดกลับเป็นซุนเจิน ด้วยซ้ายขวามีเตียนอุย ตันเต้า หยวนจงชิง จั่วปั๋อโหว กับพวกคอยอารักขา อีกทั้งมีทหารเสือในกองหนึ่งของซุนเฉิง ข้างหลังยังมีกองทหารม้าของซินอ้ายที่ขึ้นม้าแล้ว ได้รับคำสั่งให้กระจายกันน้าวคันธนูสังหารข้าศึก ภายใต้การอารักขาแน่นหนาของคนหลายร้อยนายนี้ แม้มีทหารโพกผ้าเหลืองที่มิเกรงความตายบุกกรูเข้ามา ก็หาอาจเข้าใกล้ตัวเขาได้ไม่
ซุนเจินเหลียวมองไปข้างหลัง เห็นกระบวนสี่เหลี่ยมของทหารฮั่นที่ตั้งอยู่หลังกองทัพของเขานี้ก็ทยอยตามขึ้นมาตามลำดับ ตามพวกเขาบุกเข้าไปในแถวรบ ส่วนทัพพันธมิตรซ้ายขวานั้นบัดนี้กลับห่างจากเขาไปบ้างแล้ว ฝ่ายหนึ่งคือถูกทิ้งไว้ข้างหลัง อีกฝ่ายหนึ่งคือถูกทหารโพกผ้าเหลืองบางส่วนแทรกเข้ามาตรงกลาง ตัดแยกพวกเขาออกจากกัน การเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่พบเห็นได้เป็นสามัญในการรบ มองจากฝ่ายซุนเจิน ก็คือถูกทหารโพกผ้าเหลืองตัดแยกความเชื่อมโยงอันแน่นแฟ้นกับทัพพันธมิตร แต่มองจากฝ่ายทหารโพกผ้าเหลือง ก็หาใช่จะมิถูกทหารฮั่นตัดแยกความเชื่อมโยงระหว่างกองต่าง ๆ ของฝ่ายตนไม่ ฉะนั้นจึงมิจำต้องใส่ใจมากนัก ขอเพียงระยะห่างกับทัพพันธมิตรมิไกลเกินไป ไม่ต้องวิตกว่าจะตกอยู่ในวงล้อมก็เป็นพอ
ครั้นเวลาล่วงไป ดวงตะวันคล้อยต่ำลง ทัพสองฝ่ายต่างทะลวงลึกเข้าไปในแถวของอีกฝ่าย ทั้งข้าศึกและฝ่ายตนเกิดเป็นรูปการณ์ที่ในเจ้ามีข้า ในข้ามีเจ้า ปะปนกันไปมา เสียงกลองศึกในกองกลางของทัพฮั่นดังกึกก้องมิขาดหู กลองศึกในกองกลางของฝ่ายโพกผ้าเหลืองที่อยู่ตรงข้ามก็ดังครืนครั่นมิหยุด กลองศึกดังกระหึ่มดุจฟ้าลั่นเร่งเร้า เสียงโห่ร้องสังหารดังก้องสะกัดเมฆลอย สองฝ่ายฟาดฟันกัน ทวนและจี่กระทบกัน ฝุ่นตลบบดบังฟ้า การรบดำเนินเข้าสู่ขีดเดือดพล่าน
ทหารทั้งสองฝ่ายล้มลงมิขาดสาย ทหารทั้งสองฝ่ายก็เติมเข้าแทนที่มิขาดสาย รบพันตูกันมิหยุดหย่อน ทหารโพกผ้าเหลืองกอดรัดทหารฮั่นไว้ กลิ้งเกลือกกันบนพื้นดิน ทหารฮั่นยกทวนยาวแทงเข้าที่อกท้องทหารโพกผ้าเหลือง เพื่อนร่วมรบที่เคียงบ่าเคียงไหล่กันต่างก็มิอาจห่วงใยกันได้ ด้วยหากวอกแวกเสียก็จะถูกข้าศึกสังหาร ในสายตาของพวกเขามีแต่คู่ต่อสู้ของตน ต่างคนต่างสู้ตาย ซุนเจินก็มิมีเวลาจะไปมองทัพพันธมิตรอื่นอีก อันที่จริง ถึงบัดนี้เขาก็มิอาจมองเห็นทัพพันธมิตรเสียเลย เบื้องหน้ารอบทั้งสี่ทิศมีแต่ข้าศึกทั้งสิ้น
กองเจียงฉินบุกฟันรุดหน้าไปยี่สิบก้าว ด้วยบุกเข้าไปในแถวข้าศึกแล้ว แรงกดดันจึงทวีขึ้นมาก มีทหารบาดเจ็บล้มตายต่อเนื่อง เจียงหูก็บาดเจ็บเล็กน้อย ซุนเจินออกคำสั่งทันท่วงทีว่า "เปลี่ยนให้กองตะลุยแนวขึ้น!"
เล่าเติ้งตามอยู่ข้างหลังกองเจียงฉิน กลืนฝุ่นมาตั้งนาน อดกลั้นมิไหวแต่ต้น รอแทบมิไหวแล้ว ครั้นได้ยินคำสั่งของซุนเจิน ก็เบิกตากว้างกระชับจี่ขวาง บุกนำหน้าเป็นที่หนึ่งทันที นำกองตะลุยแนวในบังคับล้ำข้ามกองเจียงฉิน ออกแรงกวัดแกว่งจี่เหล็กด้ามยาว แทงทหารโพกผ้าเหลืองข้างหน้าให้ตาย ฟาดให้ล้ม แล้วร้องตวาดดังไปยังทหารโพกผ้าเหลืองที่ดูจะมีอยู่มิรู้สิ้นเบื้องหน้าว่า "ข้าหมายเอาแต่เล่าผีกับงอป้า คนอื่นมิใช่คู่มือของข้าดอก!"
ถึงแม้ทหารโพกผ้าเหลืองเบื้องหน้าจะมีอยู่มิรู้สิ้น ก็มิอาจสกัดฝีเท้าของเขาได้ ฟันฝ่าไปตลอดทาง ทิ้งไว้แต่เลือดเต็มพื้นกับซากศพข้าศึก เขาฮึกเหิมในคราวเดียว บุกทะลวงรุดหน้าไปอย่างห้าวหาญห้าสิบก้าว ซุนเจินก็สั่งให้กองเจียงฉินขึ้นอีก
เป็นเช่นนี้เรื่อยไป เล่าเติ้งกับเจียงฉินสองคนผลัดกันเข้าบุก
เล่าเติ้งบุกแถวข้าศึกถึงสามครั้ง ผู้ใดขวางหน้าก็แตกพ่ายราบคาบ
เพียงแต่ในกองทัพหมื่นนาย เขาหาที่อยู่ของเล่าผีมิพบ ฟันสังหารนายกองน้อยของโพกผ้าเหลืองไปมิใช่น้อย แต่ก็มิอาจประจันหน้ากับเล่าผีได้สักที จี่เหล็กด้ามยาวของเขาเปื้อนคราบเลือดไปทั้งเล่ม จี่ด้ามยาวเกือบถูกย้อมจนแดงฉาน เลือดลื่นจนจับมือมิติด เขาฉีกชายเสื้อในเกราะเหล็กออกพันมือไว้ รบพันตูอย่างห้าวหาญ ร้องตวาดมิขาด รุดบุกแถวข้าศึกมิหยุดฝีเท้า ดุจกระบี่คมเล่มหนึ่ง ทหารโพกผ้าเหลืองที่ปะทะเขาล้วนแหลกลาญมิเหลือ ในยามบุกฟัน เขาสังเกตเห็นทหารโพกผ้าเหลืองด้านขวาแหวกหลีกออกเป็นทาง มีทหารม้าหลายสิบควบม้าฝ่าเข้ามาจากตรงนี้
หน้าที่ของเขาคือบุกฟันรุดไปข้างหน้า ทหารกลุ่มนี้ฝ่าเข้ามาจากปีกขวา หาอยู่ในความรับผิดชอบของเขาไม่ ย่อมมีกองของสวี่จ้ง เฉินเปา ซุนเฉิง ซินอ้าย คอยจัดการ เขามิลังเลเลย ทำเป็นมิเห็นทหารม้ากลุ่มที่ฝ่าเข้ามาทางปีกข้างนี้ บุกทะลวงรุดหน้าต่อไป รุดไปยังมิทันสี่ห้าก้าว ก็ได้ยินเสียงคนหลายร้อยนายในกองข้างหลังร้องขึ้นพร้อมกันว่า "เตียนอุยตัดศีรษะงอป้าได้แล้ว!"
## เชิงอรรถ
(ไม่มีเชิงอรรถของผู้เขียนในตอนนี้)