# ตอนที่ 249 — ทแกล้วทหารล้มตายในศึก ผู้ใดเล่าจะได้บรรดาศักดิ์ (ตอนต้น)
ว่าโดยแง่การศึกล้วน ๆ การฆ่าเชลยนั้นมีทั้งคุณและโทษ โทษคือทำให้ข้าศึกยอมสู้ตายไม่ยอมจำนน คุณคือสามารถข่มขวัญพวกใจคดทรยศได้
ฮองฮูสงกับจูฮีมิได้ฆ่าคนแก่ คนอ่อนแอ สตรี และเด็ก ที่ฆ่าล้วนเป็นชายฉกรรจ์ แต่ก็มีหลายหมื่นคน หัวคนนับหลายหมื่นกองสุมอยู่นอกเมืองคุนเอี๋ยง ล่อแมลงวันบินว่อน เลือดไหลนองทั้งในเมืองนอกเมืองดั่งสายธาร ซากศพไร้หัวเกลื่อนกลาดไปทั่ว ความน่าสยดสยองนี้แพร่สะพัดออกไปไม่ทันรู้ตัว ปอไซแม้จะถูกล้อมอยู่ในเมืองอู่หยาง ก็ยังได้ทราบข่าวนี้ในไม่ช้า
แต่เดิม เขาเกลียดชังซุนเจินยิ่งนัก ครั้นได้รู้เรื่องนี้ เขายิ่งเคียดแค้นฮองฮูสงกับจูฮี ตั้งจิตแน่วแน่ว่าจะไม่ยอมจำนนเด็ดขาด
ฮองฮูสงกับจูฮีล้วนเป็นผู้รอบรู้พิชัยสงคราม ไฉนจะไม่รู้ว่าเมื่อฝังเชลยทั้งเป็นแล้ว เมืองอู่หยางย่อมจะยอมสู้ตายรักษาเมือง? นี่ก็เป็นทางเลือกที่จำเป็นจำใจ เตียวก๊กชูแขนร้องเรียกครั้งเดียว ทั่วแผ่นดินก็พากันลุกขึ้นขานรับดั่งเมฆตั้งเค้า โจรผู้ร้ายก็ฉวยโอกาสผุดขึ้นดั่งฝูงผึ้ง พวกใจคดทรยศต่างซุ่มแฝงอยู่ตามดงหญ้าคอยจ้องดูความเป็นไป นี่เปรียบดั่งสะเก็ดไฟเม็ดหนึ่งกระเด็นถูกกองฟืนแห้งใหญ่ หากมิรีบดับสะเก็ดไฟนี้ให้ทันท่วงที ก็ย่อมจะลุกลามต่อเนื่องกันไป จะมีผู้คนเข้าร่วมในแถวกบฏมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโจรผู้ร้าย เป็นราษฎรพลัดถิ่น หรือเป็นพวกใจคดทรยศ
ปกครองยุคทมิฬพึงใช้อาญาหนัก ปราบกบฏก็พึงเป็นเช่นนั้น ในยามนี้ จำต้องใช้วิธีข่มขวัญอันโหดเหี้ยมจึงจะกำจัดภยันตรายที่ซ่อนเร้นให้สิ้นแต่ในเงื้อมหน่อ มิฉะนั้น ก็จะเป็นดังที่จูฮีว่าไว้ คือจะ "ยิ่งเปิดทางให้ใจคิดคดมากขึ้น" ส่วนปอไซจะยอมสู้ตายรักษาเมืองหรือไม่นั้น? ทั้งสองถือว่าตนมีไพร่พลมาก จึงมิได้กังวลในเรื่องนี้
ซุนเจินกับโจโฉแม้จะมีความเห็นค้านอยู่บ้างเรื่องการฆ่าหมู่เชลย ก็จำต้องยอมรับว่านี่เป็นวิธีข่มขวัญ "โจรกบฏ" ที่ดีที่สุด
ครั้นคุนเอี๋ยงสงบราบคาบ เหอมั่นถูกตัดศีรษะ เชลยหลายหมื่นถูกประหารหมู่แล้ว อีกไม่ช้า ฮองฮูสงกับจูฮีก็จะนำทัพมาถึงอู่หยาง
โจโฉกับซุนเจินรวบรวมจิตใจที่ตื่นตระหนกให้สงบลง แล้วปรึกษาการศึกกันในกระโจม
ซุนเจินตั้งสติได้แล้วจึงกล่าวว่า "คุนเอี๋ยงกลับคืนสู่แผ่นดินฮั่นแล้ว นี่เป็นเรื่องดี ทว่าท่านตูเว่ย สำหรับท่านกับข้าพเจ้าแล้ว บัดนี้กลับเป็นยามอันตรายที่สุด"
โจโฉพยักหน้าเห็นด้วยกับความเห็นของซุนเจิน กล่าวว่า "ถูกแล้ว โจรปอไซเมื่อรู้ว่าคุนเอี๋ยงถูกราชสำนักกอบกู้คืนแล้ว ย่อมตื่นตระหนกเป็นแน่ มีทางที่จะฉวยโอกาสตีฝ่าวงล้อมหลบหนีในยามที่ทัพหลวงเรายังมาไม่ถึง ท่านกับข้าหาควรประมาทเป็นอันขาดไม่" ว่าแล้วลุกขึ้นเดินวนในกระโจมหลายก้าว แล้วกล่าวกับซุนเจินว่า "เจินจือ ท่านกับข้ามีไพร่พลเพียงห้าพัน หากจะหน่วงปอไซไว้ มิใช้อุบายอีกครั้งหามิได้!"
"ท่านตูเว่ยมีอุบายอันใด?"
"ข้าคิดอุบายไว้อย่างหนึ่ง เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะใช้การได้หรือไม่ ท่านช่วยข้าพิเคราะห์ดูสักหน่อยได้หรือไม่?"
"ขอท่านตูเว่ยจงว่ามาเถิด"
"ประการแรก ออกคำสั่งให้ทั้งทัพระแวดระวังในยามกลางวัน ยามค่ำมิให้ถอดเกราะ นอนกอดอาวุธคอยรับศึก"
"อืม"
"ประการต่อมา แบ่งไพร่พลออกครึ่งหนึ่ง แอบไปยังเส้นทางที่ปอไซจำต้องผ่านเมื่อจะออกจากอู่หยางไปน่ำเอี๋ยงและยีหลำ ซุ่มซ่อนไว้ หากปอไซตีฝ่าวงล้อมออกมาจริง มีกองซุ่มสองทางนี้ อย่างน้อยก็พอสกัดได้สักพักหนึ่ง ประวิงเวลาให้ได้จนกว่าท่านแม่ทัพฮองฮูสง ท่านแม่ทัพจูฮี และท่านบุนฝู่จวินจะมาถึง"
"อุบายของท่านตูเว่ยเยี่ยมยอดนัก"
ทั้งสองตกลงกัน ซุนเจินรับหน้าที่ส่งกำลังไปซุ่มทางใต้ของเมือง สกัดมิให้ปอไซหนีไปน่ำเอี๋ยง โจโฉรับหน้าที่ส่งกำลังไปซุ่มทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง สกัดมิให้ปอไซหนีไปยีหลำ
ครั้นปรึกษาตกลงกันแล้ว ซุนเจินก็ออกจากกระโจมแม่ทัพของโจโฉ กลับสู่กองตน เรียกเหล่าขุนพลมามอบหมายภารกิจ สั่งให้สวี่จ้ง เจียงฉิน เฉินเปา เกาซู่ เล่าเติ้ง และซินอ้าย นำกองของตนแอบออกจากค่ายไปซุ่มยังที่หมายที่กำหนดไว้ ส่วนซุนเจินนำพลที่เหลืออยู่รักษาค่าย ฝ่ายโจโฉนั้นก็มอบหมายให้ขุนพลออกไปซุ่มเช่นกัน โจโฉก็เหมือนซุนเจิน คืออยู่รักษาค่ายด้วยตน
ครั้นสวี่จ้งและคณะออกไปแล้ว ในค่ายทหารก็พลันว่างเปล่าโล่งเตียน
ซุนเจินนั่งอยู่ในกระโจมเพียงลำพังครู่หนึ่ง ฟังเสียงในค่ายเงียบสงัด จึงเรียกซวนคาง หลี่ปั๋อ และซีจื้อไฉ มาถาม "ในค่ายยังมีม้าอยู่กี่ตัว?"
ซวนคางตอบว่า "ราวร้อยตัว"
"สั่งให้กระจายม้าออกไปตามที่ต่าง ๆ ในค่าย สั่งให้ทหารหวดม้า ให้ม้าร้องระงมไม่หยุด"
"ขอรับ"
"แล้วรวบรวมทหารขึ้นมาอีกจำนวนหนึ่ง ให้กระจายกันไปตามที่ต่าง ๆ ในค่ายเช่นกัน ต่างถือกิ่งไม้ลากกับพื้น เดินไปเดินมาไม่ให้หยุดพัก"
"ขอรับ"
ครั้นสวี่จ้งและคณะออกไปแล้ว ในค่ายก็ขาดไพร่พลไปครึ่งหนึ่ง แม้ที่ตั้งค่ายจะอยู่ห่างจากอู่หยางถึงสี่ห้าลี้ ในเมืองอู่หยางอาจมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง แต่ก็ต้องระแวดระวังไว้ ดังนั้นซุนเจินจึงสั่งให้หวดม้า สั่งให้ทหารเดินไปมาในค่าย ซวนคางกับหลี่ปั๋อรับคำสั่งแล้วก็ออกไปสั่งการ ในกระโจมจึงเหลือแต่ซีจื้อไฉกับซุนเจินสองคน ซีจื้อไฉเห็นไม่มีผู้ใดอยู่รอบข้าง จึงถามซุนเจินว่า "เจินจือ ท่านเป็นอะไรไป? เมื่อครู่ขณะอยู่ในกระโจมท่านตูเว่ยโจ ข้าก็เห็นสีหน้าท่านไม่ดี ตอนนี้ยิ่งขมวดคิ้วถอนใจ ดูราวกับมีเรื่องกังวลใจอยู่?"
"เฮ้อ"
ซุนเจินถอนใจยาว ลุกจากที่นั่งเอามือไพล่หลัง เดินไปยังปากกระโจม ทหารในค่ายรับคำสั่งของเขาแล้ว บ้างก็จูงม้าออกจากคอก บ้างก็ออกไปหากิ่งใบไม้ วุ่นวายกันไปทั่ว เขามองดูภาพอันวุ่นวายนี้ จิตใจหนักอึ้ง กล่าวว่า "ท่านแม่ทัพฮองฮูสงกับท่านแม่ทัพจูฮีฆ่าเชลยจนสิ้น เข่นฆ่าหนักหนาเกินไปแล้ว!" ซีจื้อไฉเป็นคนของตน เขาจึงไม่จำต้องปิดบังความคิดที่แท้จริง
ซีจื้อไฉกล่าวว่า "แม่ทัพทั้งสองแม้เข่นฆ่าหนักหนา แต่ก็เพื่อจะปราบกบฏให้ราบคาบโดยเร็ว หากจะปราบกบฏให้ราบคาบโดยเร็ว มิใช้วิธีอันเหี้ยมโหดหามิได้"
"ที่ว่ามาก็จริงอยู่ ... เฮ้อ คนหลายหมื่น จะฆ่าก็ฆ่าเสียได้" สีหน้าซุนเจินแสดงความไม่อาจทนได้
เขามิใช่คนใจอ่อนอย่างหญิง เมื่อครั้งอยู่ที่ตำบลตะวันตก เขาเคยล้างโคตรตระกูลตี้ซาน เข่นฆ่าก็หนักหนาอยู่ หากมิได้เร่งดำเนินการปกครองด้วยเมตตาธรรมในภายหลัง พิจารณาคดีตามครรลองชุนชิว ปลอบประโลมคนกำพร้าคนชรา ก็เกือบจะถูกผู้คนมองว่าเป็นขุนนางใจทมิฬ ถึงกระนั้นก็ยังถูกผู้ใหญ่ในตระกูลอย่างซุนกุนเป็นต้นตักเตือนอยู่บ้าง แต่ต่อพวกโพกผ้าเหลืองนั้น เขาไม่อาจทนลงมือเหี้ยมโหดถึงเพียงนี้ได้จริง ๆ พวกโพกผ้าเหลืองกับตระกูลตี้ซานต่างกัน ตระกูลตี้ซานเป็นอันธพาลท้องถิ่น ข่มเหงรังแกราษฎร ส่วนผู้ที่เข้าร่วมกับพวกโพกผ้าเหลืองล้วนเป็นคนที่อยู่ไม่รอด เป็นไปเพื่อแสวงหาหนทางมีชีวิต ในส่วนลึกแห่งจิตใจ ซุนเจินเห็นใจพวกโพกผ้าเหลืองเป็นอย่างยิ่ง ทว่าเพื่อรักษาชีวิตตน เขากลับจำต้องเป็นศัตรูกับพวกโพกผ้าเหลือง
บางคราวเขาก็คิดว่า หากเตียวก๊กสามารถเป็นดั่งเล่าปังแห่งราชวงศ์ก่อน หรือดั่งจูหยวนจางแห่งยุคหลัง ที่สุดท้ายลุกขึ้นจากผ้ากระสอบสามัญชน(1) แล้วชิงเอาแผ่นดินมาได้ จะดีสักเพียงใด? เช่นนั้นเขาก็ไม่จำต้องขัดแย้งดิ้นรนในใจเพราะเรื่องนี้
เขามองออกไปนอกกระโจม รู้สึกเพียงว่าแสงตะวันสว่างจ้าจนแสบตา อักษรสี่ตัวก็ผุดขึ้นในใจเขาอีกครั้ง "การช่วงชิงระหว่างผู้สูงผู้ต่ำ"(2)
นับแต่ข้ามภพมา เมื่อกาลเวลาล่วงไป ความเข้าใจของเขาในอักษรสี่ตัวนี้ก็ยิ่งลึกซึ้งขึ้นทุกที ไม่ว่าจะเป็นโอรสสวรรค์ ขันที หรือบัณฑิตขุนนาง ล้วนเป็นชนชั้นผู้ปกครอง ราษฎรเป็นชนชั้นผู้ถูกปกครอง ระหว่างผู้สูงผู้ต่ำสองพวกนี้มีความขัดแย้งที่ไม่อาจประนีประนอมกันได้ ก่อนยุคฮั่นก็ดี หลังยุคฮั่นก็ดี เมื่อมองตลอดประวัติศาสตร์หลายพันปี รวมทั้งยุคสมัยที่ซุนเจินข้ามภพมา ความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างชนชั้นผู้ปกครอง หรือที่เรียกว่าชนชั้นผู้มีอำนาจซึ่งได้ประโยชน์ กับชนชั้นผู้ถูกปกครอง ก็คงมีอยู่เสมอ พลิกดูประวัติศาสตร์ทั้งเก่าใหม่ นับดูตัวแทนของชนชั้นผู้ปกครองทั้งปวง ซุนเจินคิดในใจ "บางทีอาจมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ใจมุ่งต่อราษฎรอย่างแท้จริง"
ยืนอยู่ในชนชั้นผู้ปกครองแต่ใจมุ่งต่อราษฎร นี่คือการทรยศต่อชนชั้นของตน ต้องถูกชนชั้นของตนรังเกียจขับไส ต้องถูกชนชั้นผู้ปกครองหรือชนชั้นผู้ได้ประโยชน์ในภายหลังเคียดแค้นและด่าทอ
ซุนเจินถามตัวเองว่า เขาไม่มีความกล้าหาญดั่ง "คนผู้นั้น" และถึงแม้เขาจะมีความกล้านี้ ในยุคสมัยนี้ก็เป็นอันไม่อาจทำการเช่นนั้นได้เด็ดขาด
ในชาติก่อน ซุนเจินมิได้อยู่อย่างสุขสบายฟุ่มเฟือยนัก แต่ก็มิเคยทนทุกข์ลำบากอันใด มิเคยทำงานไร่นา ครั้นข้ามภพมา แม้เขาก็มิได้ทนทุกข์ลำบากอันใด แต่ได้คลุกคลีกับราษฎรและชาวไร่ชาวนามากกว่าชาติก่อนมากนัก เขาจึงเปี่ยมด้วยความรักและความเห็นใจต่อผู้ใช้แรงงาน เขามองดูทหารที่กำลังวุ่นวายอยู่ในค่าย คิดด้วยจิตใจอันสับสนว่า "ทหารเหล่านี้กับทหารโพกผ้าเหลืองในเมืองนั้น โดยเนื้อแท้แล้วต่างกันตรงไหนเล่า? สิ่งที่ข้าสวมใส่ อาหารที่ข้ากิน ล้วนมาจากราษฎร ล้วนเป็นเลือดเนื้อหยาดเหงื่อของราษฎรทั้งสิ้น บัดนี้ราษฎรอยู่ไม่รอด ลุกขึ้นถือธงกบฏ ข้ากลับนำทหารที่กำเนิดในชนชั้นเดียวกับพวกเขามาปราบปราม มาเข่นฆ่าพวกเขา มโนธรรมจะทนได้อย่างไร มโนธรรมจะทนได้อย่างไรเล่า!" มโนธรรมในใจไม่สงบยิ่งนัก
ไม่สงบก็ต้องปราบ ต้องเข่นฆ่า
หากไม่ปราบ ไม่เข่นฆ่า เขาก็ไม่อาจเข้าสู่ชนชั้นผู้ปกครองได้ เมื่อเป็นชนชั้นผู้ปกครองไม่ได้ เขาก็ต้องถูกปราบ ถูกเข่นฆ่า นี่มิใช่ปัญหาที่มีหลายคำตอบให้เลือก หากเป็นปัญหาที่มีคำตอบเดียว เขาเลือกได้เพียงทางนี้ทางเดียว
เขาอดมิได้ที่จะคิดถึงขันทีกับบัณฑิตขุนนางอีก ถูกแล้ว ขันทีกับบัณฑิตขุนนางเป็นปฏิปักษ์กัน แต่ทั้งสองพวกนี้ก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ที่สุดแล้วทั้งสองสังกัดชนชั้นเดียวกัน ล้วนเป็นชนชั้นผู้ปกครอง ในยามบ้านเมืองสงบ ขันทีชั่วก็ขูดรีดราษฎร บัณฑิตขุนนางดีก็รักและเมตตาราษฎร แต่เมื่อราษฎรลุกขึ้นก่อกบฏ ทั้งสองพวกนี้ก็ไม่มีอะไรต่างกันอีก ล้วนยืนอยู่ตรงข้ามกับราษฎรที่ลุกขึ้นสู้อย่างเด็ดเดี่ยว โจโฉ ฮองฮูสง บุนไท่โส่ว จงฮิว กุยโต๋ ซุนฮิว ก็คือตัวแทนของพวกเขา
มิใช่แต่เพียงพวกบุตรหลานขุนนางผู้สูงศักดิ์ บุตรหลานตระกูลบัณฑิตเหล่านี้เท่านั้น แม้แต่จูฮีกับซุนเกี๊ยนผู้กำเนิดในตระกูลต่ำต้อยแต่บัดนี้กลายเป็นสมาชิกชนชั้นผู้ปกครอง เมื่อปราบราษฎรกบฏก็มิได้ลดหย่อนผ่อนมือเลยมิใช่หรือ? แม้ว่า "ตระกูลต่ำต้อย" ของทั้งสองจะเป็นเพียงคำเทียบเคียง อันที่จริงสูงกว่าราษฎรชั้นล่าง แต่แต่เดิมก็มิได้เป็นชนชั้นผู้ปกครองอยู่ดี
เป็นไปตามกาล เป็นไปตามวิถี ซุนเจินถึงจะเห็นใจพวกโพกผ้าเหลืองสักร้อยประการ เพราะในชาติก่อนเขาก็เป็นเพียงราษฎรสามัญผู้หนึ่ง เขาถึงกับรู้สึกว่าตนกับทหารโพกผ้าเหลืองเหล่านั้นสังกัดชนชั้นเดียวกัน ทว่าความเห็นใจนี้เขาก็ไม่อาจนำไปลงมือกระทำได้ ได้แต่ฝังเร้นไว้ในส่วนลึก
ซีจื้อไฉเดินมาข้างกายเขาอย่างเงียบ ๆ เห็นใบหน้าโศกเศร้าของเขา นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จึงกุมมือเขาไว้ กล่าวเบา ๆ ว่า "ท่านแม่ทัพจูฮีกล่าวว่า 'พึงเมตตาราษฎรได้ ไฉนจะเมตตาโจรกบฏ'(3) ถ้อยคำนี้มีเหตุผลอยู่ การฝังเชลยหลายหมื่นทั้งเป็นแม้จะโหดเหี้ยม แต่ก็ฆ่าคนเดียวให้คนร้อยเข็ดหลาบ ข่มขวัญพวกใจคิดคด ช่วยราษฎรทั่วแผ่นดินไว้ได้ ฆ่าคนเดียวช่วยร้อยคน นี่คือ 'มหาเมตตา'"
ซีจื้อไฉแม้ฐานะทางบ้านยากจน แต่เพราะราษฎรนับถือยกย่องผู้ศึกษาเล่าเรียนมาแต่ไหนแต่ไร เขาจึงมีความถือตัวสูงส่งอย่างผู้มีปัญญาวิชา ดังนั้นเขาจึงมิได้คิดว่าตนเองอยู่ชนชั้นเดียวกับพวกชาวไร่และไพร่ทาส ต่อการที่ฮองฮูสงและจูฮีฆ่าหมู่เชลยนั้นเขาก็มิได้รังเกียจ แต่ก็เพราะเขายากจนมาแต่ต้น เขาจึงไม่ถึงกับเข่นฆ่าราษฎรกบฏเหล่านี้อย่างไร้เมตตาดั่งจูฮีและฮองฮูสง และเข้าใจสภาพจิตใจของซุนเจินในยามนี้ได้ ทว่าเมื่อเทียบกันถี่ถ้วนแล้ว เขามิได้ "เห็นใจ" ราษฎรกบฏเหมือนอย่างซุนเจิน หากเป็นความรู้สึกแบบมองลงมาจากเบื้องสูงคล้าย "สงสาร" มากกว่า
เขาปลอบใจซุนเจิน กล่าวว่า "บัดนี้คดีล้างพรรคบัณฑิตได้ผ่อนคลายแล้ว(4) เมื่อปราบกบฏราบคาบแล้ว ราชสำนักย่อมจะเลือกสรรผู้มีคุณธรรมความสามารถ ออกไปปกครองหัวเมือง เจินจือ ราษฎรทั่วแผ่นดินจะได้อยู่ดีกินดี"
"จะได้อยู่ดีกินดีหรือ?" ซุนเจินคิดในใจ "หลังกบฏโพกผ้าเหลืองก็คือตั๋งโต๊ะ หลังความวุ่นวายของตั๋งโต๊ะก็คือยุคก๊กแยกแบ่งแผ่นดิน หลังก๊กแยกก็คือราชวงศ์จิ้น ยุคจิ้นก็เกิดห้าชนเถื่อนป่วนแผ่นดิน(5) แผ่นดินจีนจมดิ่ง หลังจิ้นก็เป็นยุคราชวงศ์เหนือใต้ ศึกสงครามก็ยังไม่ขาดสาย นับแต่กบฏโพกผ้าเหลืองเป็นต้นมา ราษฎรจะต้องเผชิญมหาวิบัติไปอีกสี่ห้าร้อยปี ... จะได้อยู่ดีกินดีหรือ?" เขาหลับตาลง ถอนใจยาว คิดในใจ "ฆ่าคนเดียวช่วยร้อยคน นี่คือ 'มหาเมตตา' คำของจื้อไฉมีเหตุผล ทว่ามหาเมตตาที่แท้จริงคืออะไรเล่า?" ถ้อยคำหนึ่งก็ผุดขึ้นในใจเขาอีก "'ตั้งจิตเพื่อฟ้าดิน ตั้งชะตาเพื่อปวงชน สืบวิชาที่ขาดสูญแห่งปราชญ์เก่า เปิดศานติสุขชั่วหมื่นชั่วคน'"(6) เมื่อลืมตาอีกครั้ง ใบหน้าเขาก็จางคลายความโศกเศร้าแล้ว เขามองดูทหารนอกกระโจม ยิ้มน้อย ๆ กล่าวว่า "ใช่แล้ว ราษฎรจะได้อยู่ดีกินดี"
ขณะนี้ซีจื้อไฉดำรงตำแหน่งปิงเฉาสื่อฝ่ายขวาแห่งมณฑล(7) เป็นผู้ช่วยของปิงเฉาเฉวียน เป็นเสมียนชั้นกลางค่อนล่างของมณฑล ใต้บังคับบัญชาเขาก็มีเสมียนน้อยอีกหลายคนช่วยจัดการงานเอกสารสำนวน
ครั้นเขากลับมาถึงกระโจมของตน เสมียนน้อยคนหนึ่งเห็นเขามานั่งลงบนที่นั่ง ลูบหนวด ดูราวกำลังครุ่นคิดเรื่องใด จึงถามว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จึงตอบด้วยความรู้สึกตื้นตันว่า "ท่านซุนเป็นคนเมตตาและถือคุณธรรมยิ่งนัก!"
…
กองซุ่มที่ซุนเจินและโจโฉวางไว้มิได้ใช้การ ปอไซมิได้ตีฝ่าวงล้อมออกมา
สองวันต่อมา ฮองฮูสงกับจูฮีนำทัพหลวงมาถึง สมทบกำลังกับซุนเจินและโจโฉ ซุนเจินกับโจโฉจึงวางใจลงได้ในที่สุด เรียกกำลังที่แต่ละฝ่ายส่งออกไปกลับคืน มาชุมนุมในกระโจมของฮองฮูสง กราบเรียนฮองฮูสง จูฮี และบุนไท่โส่ว ถึงสภาพข้าศึกในเมืองอู่หยางในช่วงหลายวันมานี้ เหล่าผู้คนปรึกษากันถึงการปฏิบัติต่อไป ทัพใหญ่หลายหมื่นชุมนุมอยู่หน้าเมือง ล้อมอู่หยางไว้รอบด้านแล้ว ต่อไปก็เป็นอันต้องเข้าตีเมืองเป็นธรรมดา
ฮองฮูสงกับจูฮีสั่งการว่า ให้ซุนเจินกับโจโฉเป็นทางหนึ่ง แสร้งตีกำแพงเมืองด้านเหนือ จูฮีเป็นทางหนึ่ง แสร้งตีกำแพงเมืองด้านใต้ ฮองฮูสงแบ่งกำลังสามพัน รวมกับพลที่แตกพ่ายซึ่งเว่ยเกียวซิ้วรวบรวมขึ้นมา เป็นหกพันเศษ แสร้งตีกำแพงเมืองด้านตะวันตก ฮองฮูสงนำทัพหลวงเข้าตีกำแพงเมืองด้านตะวันออกอย่างหนักด้วยตน โดยยังคงใช้ซุนเกี๊ยนเป็นทัพหน้า
ในเมืองอู่หยางแม้มีพลรักษาเมืองเพียงหมื่นสี่หมื่นห้าพันคน แต่คงเป็นเพราะเหตุที่เชลยคุนเอี๋ยงถูกฆ่าหมู่ ผู้คนจึงต่างต่อสู้ยอมตาย จิตใจฮึกเหิมแน่วแน่ยิ่งนัก
เร่งตีเมืองอยู่ห้าวัน ก็มิอาจตีหักได้
พวกโพกผ้าเหลืองในยีหลำ น่ำเอี๋ยง ตังกุ๋น และแคว้นเฉิน เป็นต้น มีกำลังกล้าแข็งขึ้นทุกวัน จะค้างอยู่ในเองฉวนนาน ๆ มิได้
ฮองฮูสงเห็นตีอยู่นานก็ยังตีไม่ลง ใจร้อนรน จึงพาเหล่าขุนพลขึ้นไปยังที่สูง เฝ้าดูซุนเกี๊ยนและคณะเข้าตีเมืองอยู่ครึ่งวัน คืนนั้นครุ่นคิดอยู่ทั้งคืน ก็ได้อุบายเอาชนะข้าศึกอย่างหนึ่ง รุ่งเช้าวันต่อมาจึงเรียกเหล่าผู้คนมาชุมนุมกันอีก
วันนี้เป็นวันที่สิบห้า เดือนสาม ศักราชกวงเหอปีที่เจ็ด
ฮองฮูสงสมแล้วที่เป็นแม่ทัพชื่อก้อง ชำนาญการใช้กลอุบาย เขากล่าวกับเหล่าผู้คนว่า "เหตุที่โจรยอมสู้ตาย ย่อมเป็นเพราะเห็นทัพเราฆ่าเชลย กลัวความตาย จึงสู้ยิบตา ตำราพิชัยสงครามว่าไว้ ชายผู้เดียวสู้ตาย ยังพอข่มขวัญหมื่นคนได้(8) นับประสาอะไรกับคนหมื่นเศษ? ดูจากการณ์ปัจจุบัน เราไม่ควรเข้าตีอย่างหนักต่อไปอีก"
จูฮีถามว่า "แล้วควรทำเช่นไร?"
"ตำราซุนจื่อว่าไว้ ยอดการศึกคือพิชิตด้วยกลอุบาย ส่วนการตีหักเอาเมืองเป็นชั้นต่ำสุด การตีเมืองนั้นเป็นวิธีอันจำเป็นจำใจ(9) ในเมื่อพวกโจรยอมสู้ตายรักษาเมือง ตีเมืองได้ยาก เช่นนั้นเราก็ล่อพวกมันออกมา เอาชนะในการรบกลางแจ้งเสีย"
"ล่อออกมาหรือ? คราวก่อนท่านแม่ทัพใช้อุบายล่อข้าศึก สังหารพลที่มาช่วยคุนเอี๋ยงของโจรไปห้าพันที่ริมฝั่งแม่น้ำหลี่สุ่ย ปอไซเสียทีอุบายล่อของท่านแม่ทัพมาแล้ว จะล่ออีกหรือ? เกรงว่ามันจะไม่หลงกลกระมัง"
โจโฉสอดปากขึ้นมาว่า "ขอเรียนถามท่านแม่ทัพว่าจะล่อข้าศึกอย่างไร? โจใคร่ขอฟัง"
"ข้าคิดจะล่อให้โจรตีฝ่าวงล้อมออกมา"
จูฮีกล่าวว่า "ปอไซหากจะตีฝ่าวงล้อม ก็คงตีฝ่าออกมานานแล้ว เมื่อก่อนทัพหลวงเรามาถึง มันก็มิได้ตีฝ่าหนีไป บัดนี้เรายกทัพประชิดเมืองแล้ว มันจะตีฝ่าหรือ?"
ฮองฮูสงคาดเดาสภาพจิตใจของปอไซ พิเคราะห์ว่า "ก่อนทัพหลวงเรามาถึง ที่ปอไซมิได้ตีฝ่าวงล้อม ก็เพราะหลงกลของท่านตูเว่ยโจกับท่านซุนเฉวียน เข้าใจว่าทั้งสองมีไพร่พลมาก จึงไม่กล้าเสี่ยง เลยเลือกรักษาเมือง คนเรารักชีวิตเกลียดความตายด้วยกันทั้งนั้น แม้มันเลือกที่จะรักษาเมือง ก็ใช่ว่าจะคิดตายในอู่หยาง ตามที่ข้าคาดคะเน มันคงคิดจะรักษาเมืองไว้ก่อน แล้วรอจนทัพเราอ่อนล้าจึงค่อยหาจังหวะตีฝ่าวงล้อม"
คำพิเคราะห์ของฮองฮูสงมีเหตุผล ปอไซย่อมไม่อยากตายแน่ แล้วเหตุใดก่อนหน้านี้มันจึงไม่ตีฝ่าวงล้อมเล่า? ก็เพราะไม่มั่นใจในการตีฝ่าวงล้อม จึงรักษาเมืองไว้
มันรักษาเมือง ทัพฮั่นตีเมือง ผู้ที่เปลืองแรงย่อมเป็นทัพฮั่น เช่นนี้ ครั้นทัพฮั่นอ่อนล้าแล้ว มันจึงค่อยตีฝ่าวงล้อม
จูฮีรำพึงว่า "ท่านแม่ทัพกล่าวมีเหตุผล เมื่อครู่ท่านแม่ทัพว่า ปอไซคิดจะรอจนทัพเราอ่อนล้าแล้วจึง 'หาจังหวะ' ตีฝ่าวงล้อม เช่นนั้น ที่ท่านแม่ทัพว่าจะล่อให้โจรตีฝ่าวงล้อมนั้น คือคิดจะยื่น 'จังหวะ' นี้ให้ปอไซเองหรือ?"
"ถูกแล้ว!"
"จะยื่นให้อย่างไร?"
"นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ค่อย ๆ ผ่อนการตีเมืองให้เบาลง ทำทีให้เห็นว่าทัพเรา 'รบนานจนทานไม่ไหว' ทัพเรารบที่คุนเอี๋ยงก่อน แล้วมาตีอู่หยางอีก รบต่อเนื่องมาเกือบครึ่งเดือน พูดตามจริง ทหารก็อ่อนล้าจริง ๆ ทัพเราอ่อนล้า ชีวิตปอไซก็คงไม่สบายนัก มันสู้ตายมาหลายวัน ทหารโจรเกรงว่าก็เหนื่อยล้ากันทั้งสิ้น อีกทั้งเสบียงของทหารโจรล้วนปล้นชิงมา คาดว่าคงสะสมไว้ไม่มากนัก คะเนว่าใกล้จะหมดแล้ว รบมาจนถึงวันนี้ กล่าวได้ว่าเราล้า ข้าศึกก็ล้า ปอไซย่อมร้อนใจจะหลุดพ้น ขอเพียงทัพเราจงใจเผยช่องโหว่ มีหวังว่ามันจะหลงกล!"
จูฮีถูกฮองฮูสงโน้มน้าวได้ เหล่าขุนพลในกระโจมก็ไม่มีผู้ใดเห็นแย้ง
ฮองฮูสงจึงออกคำสั่ง วางแผนการอย่างละเอียด เขาสั่งว่า "บุ๋นไถ(10) วันนี้การตีเมืองยังคงให้เจ้าเป็นทัพหน้า แต่วันนี้เจ้าอย่าได้อวดกล้า ให้แสร้งทำอ่อนแอเท่านั้น เมื่อวานตอนเจ้าเข้าใกล้เชิงเทินที่สุดห่างราวห้าหกฉื่อ(11) วันนี้ตอนเช้า เจ้าจงห่างจากเชิงเทินสักหกเจ็ดฉื่อ ตอนบ่าย ให้ห่างจากเชิงเทินสักเจ็ดแปดฉื่อ"
ซุนเกี๊ยนรับคำ
ฮองฮูสงสั่งซุนเกี๊ยนแล้ว ก็กล่าวกับเหล่าขุนพลต่อว่า "หลายวันมานี้ ทัพเราผลัดเปลี่ยนกันเข้าตีเมืองทั้งวันทั้งคืนมิได้หยุด คืนนี้ จะไม่ตีเมืองแล้ว ประการหนึ่งเพื่อแสร้งทำอ่อนแอ อีกประการหนึ่งก็ถือโอกาสให้ทหารได้พักผ่อน บำรุงกำลังเก็บแรงไว้ คอยรับเมื่อปอไซตีฝ่าวงล้อม"
เหล่าขุนพลรับคำ
"หลายวันที่ตีเมืองมานี้ ทัพเราแต่ละครั้งใช้พลสามพันเป็นชุด ที่เลือกล้วนเป็นพลกล้าหาญฉกรรจ์ พรุ่งนี้ให้เปลี่ยนใช้พลที่เหลือเข้าตีเมือง อีกทั้งจำนวนคนก็ให้ลดลงสักหน่อย ตอนเช้าลดไปห้าร้อย ตอนบ่ายลดอีกห้าร้อย" ฮองฮูสงชี้ไปยังขุนพลชั้น "พลพลอย" หลายคนที่ไม่เคยร่วมตีเมืองในวันก่อน ๆ สั่งว่า "พรุ่งนี้ให้พวกเจ้านำกองเข้าตีเมือง"
ขุนพลเหล่านี้รับคำ
"พรุ่งนี้กลางคืน ท่านแม่ทัพจูฮี ขอให้ท่านสั่งไพร่พลในกองของท่านแสร้งทำเป็นทหารแตกตื่นโกลาหลกลางดึก"(12)
จูฮีรับคำ จูฮีรับหน้าที่เฝ้ารักษากำแพงเมืองด้านใต้ การตีฝ่าวงล้อมออกจากที่นี่ สามารถลงตรงไปสู่น่ำเอี๋ยงได้ สำหรับปอไซแล้วนับเป็นทิศทางตีฝ่าวงล้อมที่ดียิ่ง
ครั้นจัดการเรื่องล่อข้าศึกเรียบร้อยแล้ว ฮองฮูสงก็จัดการเรื่องวางกองซุ่ม เมื่อล่อปอไซออกจากเมืองแล้วจำต้องมีพลกล้าไปสังหารมัน เขาเลือกโจโฉ ซุนเกี๊ยน ซุนเจิน เป็นต้น กับขุนพลในกองของเขาและจูฮีที่ขึ้นชื่อว่ากล้าหาญอีกหลายนาย สั่งพวกเขาว่า "พรุ่งนี้พอเข้าค่ำ ให้พวกเจ้านำกองของตนไปซุ่มนอกค่ายของท่านแม่ทัพจูฮี หากปอไซหลงกลข้า ตีฝ่าวงล้อมออกจากที่นี่ พวกเจ้าจงเข้าตีดักหน้ามันทันที ข้าจะนำทัพหลวงเข้าล้อมตีจากด้านหลัง!"
โจโฉ ซุนเกี๊ยน ซุนเจิน เป็นต้น รับคำ
ฮองฮูสงแบ่งหน้าที่เรียบร้อยแล้ว ครั้นการประชุมศึกจวนเลิก มีคนในกระโจมถามขึ้นทันใดว่า "หากปอไซไม่หลงกล ไม่ยอมตีฝ่าวงล้อม จะทำเช่นไร?"
"หากมันไม่หลงกลข้า นั่นก็คือฟ้าลิขิตเช่นนั้น เข้าตีเมืองต่อก็เท่านั้นเอง"
ในโลกนี้ไม่มีอุบายใดสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ปอไซจะตีฝ่าวงล้อมหรือไม่? ฮองฮูสงก็ไม่อาจรับประกันได้ สองทัพรบกัน บางคราวมิใช่แข่งกันว่าใครมีกลศึกล้ำเลิศกว่า หากแข่งกันว่าใครพลาดพลั้งน้อยกว่า
…
หลายวันมานี้ปอไซอยู่บนกำแพงเมืองตลอด ความเปลี่ยนแปลงในการตีเมืองของทัพฮั่นจึงดึงดูดความสนใจของมันได้ในไม่ช้า
มันยืนอยู่บนเชิงเทิน แลลงไปยังซุนเกี๊ยนที่กำลังปีนบันไดหยุนทรี(13) อยู่เบื้องล่างด้านข้าง ซุนเกี๊ยนสวมเกราะหนักสองชั้น เสี่ยงลูกธนูและก้อนหินจากบนกำแพง ใช้ทั้งมือทั้งเท้า คาบดาบปีนขึ้นมา
ในการตีเมืองหลายวันมานี้ ซุนเกี๊ยนห้าวหาญหาผู้เทียบมิได้ เป็นขุนพลที่กล้าหาญที่สุดในบรรดาทัพฮั่นที่เข้าตีเมือง อีกทั้งเป็นผู้ที่เคยบุกขึ้นถึงตำแหน่งสูงที่สุดบนกำแพง โดดเด่นเตะตายิ่งนัก ปอไซจึงจับตามองมานานแล้ว ทว่าการตีเมืองในวันนี้ ซุนเกี๊ยนดูเหมือนจะผิดแผกไปจากวันก่อน ๆ
มองอยู่ครู่หนึ่ง ฉวี๋ซ่วยคนหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังปอไซกล่าวว่า "แปลกแท้ โจรผู้นี้วันนี้ดูจะไม่ห้าวหาญเท่าเมื่อวาน"
นายกองน้อยคนหนึ่งรับคำว่า "ทัพฮั่นตีคุนเอี๋ยงก่อนหลายวัน บัดนี้ยกมาตีเราอีก ทั้งวันทั้งคืนไม่หยุด แม้เป็นคนเหล็กก็ทนไม่ไหว โจรผู้นี้ไม่ห้าวหาญเท่าเมื่อวาน เห็นชัดว่ารบนานจนสิ้นแรงแล้ว"
ปอไซถูกคำของนายกองน้อยผู้นี้สะกิดใจ มองดูซุนเกี๊ยนที่กำลังปีนกำแพงอย่างยากลำบาก คิดในใจว่า "ในทัพฮั่นหลายหมื่นคน โจรผู้นี้ห้าวหาญที่สุด แม้แต่โจรซุนก็ยังเทียบมันไม่ได้ บัดนี้แม้แต่มันยังอ่อนล้า แล้วโจรฮั่นที่เหลือเล่า? มิยิ่งอ่อนล้ากว่าหรือ" เมื่อมีความคิดนี้แล้ว ครั้นดูทัพฮั่นตีเมืองวันนี้ ยิ่งดูยิ่งรู้สึกว่าตนคาดเดาถูก หากเปรียบการตีเมืองของทัพฮั่นในวันก่อน ๆ ดั่งเสือร้าย แล้วการตีเมืองในวันนี้ก็อ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด
เฝ้าดูอยู่ทั้งวัน ครั้นยามเย็น ทัพฮั่นก็เลิกการตีเมืองในวันนั้น ตีฆ้องถอยทัพ กลับสู่ค่าย เพราะนับแต่วันแรกที่ตีเมือง ทัพฮั่นตีไม่หยุดทั้งวันทั้งคืน ดังนั้นพวกโพกผ้าเหลืองจึงมิได้ผ่อนคลายความระแวดระวังเพราะเหตุนี้ รีบฉวยเวลากินอาหารที่พ่อครัวยกมาให้อย่างตะกละตะกลาม แล้วก็จุดคบไฟขึ้นตามกำแพงทุกด้าน พลรักษาเมืองหยิบอาวุธขึ้นอีกครั้ง คอยรับการตีเมืองยามค่ำของทัพฮั่น
ราตรีลึกลงทุกที ทว่าทัพฮั่นที่กลับค่ายแล้วกลับไม่เคลื่อนไหวเลย
ลมในทุ่งกวาดผ่านค่ายทัพฮั่น พัดขึ้นมาบนกำแพง พลรักษาเมืองจมูกไวได้กลิ่นเนื้อหอมมาจากลม
ปอไซมิได้ลงจากกำแพง ยังคงอยู่บนเชิงเทิน ฉวี๋ซ่วยคนหนึ่ง "เอ๊ะ" ขึ้น สูดจมูกฟุดฟิดหลายครั้ง กลืนน้ำลาย ทำท่าอยากกินใจจะขาด กล่าวว่า "ในลมมีกลิ่นเนื้อหอมหรือ?"
ตามแบบแผนกองทัพฮั่น ทหารแต่ละคนมีเงินค่าเนื้อประจำเดือน แต่เงินค่าเนื้อนี้ไม่มากนัก วันที่จะได้กินเนื้อจึงมีน้อย ฮองฮูสงกับจูฮีก่อนออกจากเมืองหลวง แม้จะได้เงินที่โอรสสวรรค์พระราชทานจากสวนซีหยวนเป็นเสบียงทัพ แต่นับแต่เข้าเองฉวนมา เพราะได้รับความวุ่นวายจากศึกปอไซและเหอมั่น อำเภอที่ผ่านมาส่วนใหญ่บ้านเรือนสิบหลังร้างไปห้า ถึงมีเงินก็ซื้อเนื้อไม่ได้ จึงมีโอกาสกินเนื้อไม่บ่อยนัก ครั้นมาถึงนอกเมืองอู่หยาง ก็กินเนื้อกันเพียงมื้อเดียวในคืนก่อนตีเมือง หลายวันมานี้แทบมิได้ลิ้มของคาวเลย แล้วคืนนี้ไฉนจึงพากันกินเนื้อขึ้นมา? เมื่อคิดเชื่อมโยงกับการตีเมืองอันอ่อนแรงของทัพฮั่นเมื่อกลางวัน ปอไซอดคิดมิได้ว่า "นี่คือการเลี้ยงบำเหน็จทัพ(14) ตีเมืองอยู่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไยจึงเลี้ยงทหารโดยไร้เหตุ? หรือว่าโจรฮั่นรบนานจนล้าจริง ทหารอ่อนล้าแล้ว? พวกฮองฮูสง จูฮี และบุนโจรทั้งสามจึงใช้เนื้อบำรุงขวัญกำลังใจทหาร?" ฉวี๋ซ่วยคนอื่น ๆ ก็คาดเดาออกในข้อนี้เช่นกัน มีผู้ดีใจกล่าวว่า "ท่านครูเบื้องบน(15) โจรฮั่นล้าแล้ว! พวกเราจะตีฝ่าวงล้อมได้หรือยัง?"
ดังที่ฮองฮูสงคาดเดาไว้ ปอไซแม้สู้ตายรักษาอู่หยาง แต่นี่เป็นการกระทำด้วยจำใจ มันมิเคยล้มเลิกความคิดที่จะลงใต้ไปยีหลำหรือน่ำเอี๋ยงเลย
เหตุที่มันค้างอยู่อู่หยางไม่ไปไหนนั้นมีอยู่ คือ แรกเริ่ม เมื่อเหอมั่นถูกล้อม มันอาลัยพลหลายหมื่นที่เหอมั่นคุมอยู่ จึงไม่ไป หมายจะช่วยเหอมั่น ต่อมา ซุนเจินกับโจโฉใช้กลทัพลวง ทำให้มันไม่กล้าผลีผลามเคลื่อนไหว สุดท้าย เมืองคุนเอี๋ยงแตก ฮองฮูสงกับจูฮีฆ่าเชลยจนสิ้น มาถึงตอนนี้ ถึงมันคิดจะไปก็ออกจะสายไปแล้ว เมื่อเทียบกับการเสี่ยงที่ข้างหน้ามีซุนเจินและจูฮีสกัด ข้างหลังมีฮองฮูสงและจูฮีไล่ตี ก็สู้รอด้วยความสบายตีค่ายมั่น รักษาเมืองไว้ รอจนทัพฮั่นที่รบต่อเนื่องเกือบครึ่งเดือนอ่อนล้าแล้วค่อยหาจังหวะหลุดพ้นไม่ได้
กล่าวได้ว่า บัดนี้สิ่งที่มันรออยู่ก็คือทัพฮั่นเผยอาการอ่อนล้า บัดนี้ จากเค้าลางต่าง ๆ ในการตีเมืองของทัพฮั่น พอจะเห็นได้ว่ามันดูเหมือนจะรอวันนี้มาได้เสียที ทว่าเพราะเพิ่งหลงกลฮองฮูสงเมื่อไม่นานมานี้ เสียไพร่พลห้าพันที่ริมฝั่งแม่น้ำหลี่สุ่ย มันจึงไม่กล้าเชื่อง่าย ๆ ลังเลอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า คิดในใจว่า "โจรฮั่นเจ้าเล่ห์ บางทีนี่อาจเป็นกลลวงอุบายร้ายอีกก็ได้ ข้ายังคงคอยดูไปอีกสักหน่อยดีกว่า"
ราตรีนั้น รอจนจันทร์ขึ้นกลางฟ้า ทัพฮั่นในค่ายนอกเมืองก็ยังคงไม่เคลื่อนไหว ไม่มีเค้าจะตีเมืองยามค่ำ ต่อคำที่ว่าทัพฮั่นอ่อนล้าแล้วนั้น ปอไซเชื่อเสียหกส่วน
จันทร์ลับ ตะวันขึ้น อีกวันหนึ่งก็มาถึง
วันที่สิบหก เดือนสาม ศักราชกวงเหอปีที่เจ็ด เช้าตรู่วันนี้ ทัพฮั่นก็ยกเข้าตีตามเคยเหมือนทุกวัน
เมื่อคืนปอไซอยู่บนเชิงเทินทั้งคืน เพิ่งงีบตาได้ครู่หนึ่งตอนใกล้รุ่ง พอทัพฮั่นยกเข้าตี มันก็ฮึดมีกำลังขึ้นทันที รีบเดินไปยังด้านเชิงเทินที่ติดกับกำแพง เฝ้าดูท่วงทีการเข้าตีของทัพฮั่นในวันนี้ เทียบกับวันวาน วันนี้ยิ่งด้อยลงไปอีก เจ้า "ลูกโจร" ที่สวมเกราะสองชั้นห้าวหาญที่สุดในทัพฮั่นวันนี้ก็ไม่เห็นเงา
ปอไซข่มใจดูตั้งแต่เช้าจนบ่าย คิดในใจว่า "เมื่อคืนโจรฮั่นเลี้ยงบำเหน็จทัพ อีกทั้งพักหนึ่งคืนมิได้ตีเมือง ทว่าท่วงทีการตีในวันนี้กลับด้อยกว่าวันวาน บางทีคงอ่อนล้าจริง ๆ กระมัง?" จึงเชื่อเพิ่มขึ้นอีกสองส่วน แม้เชื่อแล้วถึงแปดส่วน แต่ยังเหลือความระแวงอีกสองส่วน ดังนั้น เมื่อฉวี๋ซ่วยหลายคนขอคำสั่งให้ตีฝ่าวงล้อม มันจึงลังเลอยู่นาน ที่สุดก็ยังไม่อาจตัดสินใจ ไม่ออกคำสั่งให้ตีฝ่าวงล้อม
เคยถูกงูกัดครั้งหนึ่ง สามปีเห็นเชือกก็ยังกลัว มันคิดในใจว่า "ขอคอยดูไปอีกสักหน่อย"
วันนี้ทัพฮั่นตีเมืองเลิกเร็วกว่าวันก่อน ๆ ทั้งสิ้น ยังไม่ทันค่ำก็ถอยทัพกลับค่ายแล้ว พวกโพกผ้าเหลืองนับยอดเสียหาย จำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายในวันนี้ไม่ถึงครึ่งของวันก่อน แต่จำนวนทัพฮั่นที่สังหารได้กลับพอ ๆ กับวันก่อน ปอไซไม่รู้ว่าวันนี้ฮองฮูสงส่งพลเข้าตีเมืองล้วนเป็นพลกระจอก เทียบกับพลกล้าหาญในวันก่อน ๆ ไม่ได้ ครั้นได้ฟังคำแจ้งความเสียหายของทั้งสองฝ่าย ก็ยิ่งเชื่อว่าทัพฮั่นอ่อนล้าเพิ่มขึ้นอีกส่วน เชื่อเสียเก้าส่วน
เชื่อเก้าส่วน ระแวงหนึ่งส่วน
ฉวี๋ซ่วยยิ่งมากคนเข้ามารบเร้ามันว่า "ท่านครูเบื้องบน ได้ที่แล้ว ควรตีฝ่าวงล้อมได้แล้ว! โจรฮั่นรุกตีเมืองเราหนักมาหลายวัน มิใช่แต่โจรฮั่นอ่อนล้า ทัพเราก็อ่อนล้าเช่นกัน รักษาเมืองต่อไปอีก จะตีฝ่าวงล้อมก็ไม่มีแรงเสียแล้ว"
จะตีฝ่าวงล้อมหรือไม่ตี?
ทุกคราวที่ความเชื่อเก้าส่วนได้เปรียบ ความระแวงหนึ่งส่วนนั้นกลับโผล่ออกมาขัดคออยู่เสมอ ปอไซพาความลังเลนี้ตรวจตราบนกำแพง ตรวจตราค่ายทหารในเมือง
พลรักษาเมืองบนกำแพง พลที่พักผ่อนอยู่ในค่าย เพราะรบดุเดือดมาหลายวัน ก็อ่อนล้ากันยิ่งนักดังที่ฉวี๋ซ่วยเหล่านั้นว่า คราบเลือดบนเสื้อเกราะทหารจับตัวเป็นก้อนสีดำคล้ำ คนส่วนใหญ่หน้าตามอมแมมโคลนสกปรก หลายคนผ้าโพกหัวสีเหลืองบนหน้าผากหายไปไหนไม่รู้แต่เมื่อใด ผมเผ้ายุ่งเหยิงปรกหน้า ผมที่เปรอะฝุ่นและเลือดสด บ้างก็เป็นปอย ๆ บ้างก็จับตัวแข็งเป็น "ก้อนผม"(16) เมื่อเห็นปอไซตรวจตราผ่านมา พวกเขากอดอาวุธบ้างยืนบ้างนั่ง ดวงตาที่มองมายังมันล้วนเต็มไปด้วยความอ่อนล้าจากการรบนานและความกระหายอยากมีชีวิต ไพร่พลเหล่านี้ ทหารเหล่านี้ คือกำลังวังชาที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของพวกโพกผ้าเหลืองเองฉวน!
ในขณะนี้ ความเคียดแค้นจากไปจากปอไซ มันมิได้คิดถึงซุนเจินอีก มิได้คิดถึงฮองฮูสงและจูฮีอีก หวนระลึกถึงยามแรกยกทัพที่ฮึกเหิมเปี่ยมล้น แล้วหวนระลึกถึงตอนพ่ายแพ้ที่เอี้ยงเต๊กแล้วรบแพ้ติดต่อกันมา มองดูเหล่าสานุศิษย์ที่ร่วมเป็นร่วมตายตามมันมาตรงหน้า มันก็พลันรู้สึกอ่อนล้ายิ่งนัก อยากจะวางทุกสิ่งลง ทว่ามันทำมิได้
มันคิดในใจว่า "ไม่ว่าอย่างไร จะต้องพาพวกเขาออกจากอู่หยางทั้งเป็นให้ได้!" มันปลุกใจตัวเอง "มหาปราชญ์ครูประเสริฐ(17) อยู่ที่กิจิ๋ว เสินซ่างสื่อ(18) อยู่ที่น่ำเอี๋ยง พวกเหอหงีในยีหลำต่างรบชนะติดต่อกัน ฆ่าโจรฮั่นจนแตกพ่ายไม่เป็นทัพ ความพ่ายแพ้ของกองข้านี้เป็นเพียงความพลั้งพลาดชั่วครู่ 'ฟ้าคราม' นี้จะต้องถูกโค่นล้มลงให้ได้! 'ฟ้าเหลือง' นี้จะต้องตั้งขึ้นมาให้จงได้!"
มันยืนอยู่กลางค่าย ยืนอยู่ท่ามกลางพลโพกผ้าเหลือง ชักกระบี่ชี้ฟ้า ฮึกเหิมเดือดดาล ร้องตะโกนว่า "ตั้งฟ้าเหลือง! ตั้งฟ้าเหลือง!"
ราตรีมืดมิดปกคลุมทั่วทุ่ง ทัพฮั่นหลายหมื่นล้อมอยู่ภายนอก เมืองอู่หยางตั้งโดดเดี่ยวตระหง่าน ดวงตะวันแดงดวงหนึ่งลับขอบฟ้าตะวันตก นกล้าสองสามตัวบินผ่านเหนือเมือง แล้วบินข้ามค่ายทัพฮั่นที่เรียงรายซับซ้อน ฮองฮูสง จูฮี บุนไท่โส่ว โจโฉ ซุนเจิน เป็นต้น กำลังถกกันในกระโจมว่าการ "แสร้งทำทานไม่ไหว" สองวันมานี้สำเร็จหรือไม่ พลันได้ยินเสียงดังเซ็งแซ่มาจากในเมืองที่อยู่ไกลออกไป
เหล่าผู้คนหยุดบทสนทนา กลั้นลมหายใจ เงี่ยหูฟัง เสียงร้องตะโกนในเมืองนั้นคือ "ตั้งฟ้าเหลือง! ตั้งฟ้าเหลือง!"
นกล้าตื่นบินหนี ม้าในค่ายร้องระงม ฮองฮูสงดีใจยิ่งนัก ผุดลุกขึ้นทันที กล่าวว่า "โจรหลงกลข้าแล้ว!"
ราตรีนั้น ยามสองทุ่ม นอกกำแพงเมืองด้านใต้ของอู่หยาง ในค่ายของจูฮีก็เกิดเหตุทหารแตกตื่นโกลาหลขึ้นทันใด ปอไซได้ข่าวก็รีบรุดไปยังกำแพงเมืองด้านใต้ พาดกายมองออกไปไกลจากเชิงเทิน ภายใต้แสงราตรีพร่ามัว แลเห็นแต่ไกลว่าในค่ายของจูฮีไฟลุกโชนพุ่งฟ้า ในเปลวไฟมีเงาคนนับไม่ถ้วนวิ่งหนีตื่นตระหนก และเห็นรำไรว่ามีม้าหลุดเชือกวิ่งพล่าน ในค่ายตีกลองครั้งแล้วครั้งเล่าก็มิอาจระงับความโกลาหลลงได้ เสียงอึกทึกแห่งความโกลาหลนี้แพร่ออกไปไกลลิบในราตรีอันเงียบสงัด เข้าสู่หูของมัน
มันดีใจยิ่งนัก ผุดหันกาย กล่าวกับเหล่าฉวี๋ซ่วยและนายกองน้อยว่า "ฟ้าช่วยข้าแล้ว! โจรฮั่นแตกตื่นกลางดึกแล้ว!"
## เชิงอรรถ
(1) ปู้อี — แปลตามตัวว่า "ผ้ากระสอบ" หมายถึงราษฎรสามัญผู้ไร้ยศไร้ศักดิ์ เพราะคนยากจนนุ่งห่มผ้าหยาบ สำนวนนี้ใช้เปรียบผู้กำเนิดต่ำต้อยแล้วลุกขึ้นยึดแผ่นดิน เช่น เล่าปังปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ฮั่น และจูหยวนจาง ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิงในยุคหลัง
(2) "การช่วงชิงระหว่างผู้สูงผู้ต่ำ" — บทรำพึงในใจซุนเจินจากความรู้ของเขาในชาติก่อน หมายถึงความขัดแย้งระหว่างชนชั้นผู้ปกครองกับชนชั้นผู้ถูกปกครอง
(3) "พึงเมตตาราษฎรได้ ไฉนจะเมตตาโจรกบฏ" — วาทะของจูฮี
(4) คดีล้างพรรคบัณฑิต (ตั่งกู้) — การเนรเทศและห้ามรับราชการของเหล่าบัณฑิตที่ต่อต้านขันที ผ่อนคลายลงในศักราชกวงเหอปีที่สาม
(5) ห้าชนเถื่อนป่วนแผ่นดิน — ยุคที่ชนเผ่าเถื่อนห้าเผ่ารุกรานแผ่นดินจีนในต้นราชวงศ์จิ้น เป็นความรู้ในชาติก่อนของซุนเจิน
(6) "ตั้งจิตเพื่อฟ้าดิน ตั้งชะตาเพื่อปวงชน สืบวิชาที่ขาดสูญแห่งปราชญ์เก่า เปิดศานติสุขชั่วหมื่นชั่วคน" — วาทะสี่วรรคอันลือเลื่องของจางจ่ายปราชญ์ยุคหลัง
(7) ปิงเฉาสื่อฝ่ายขวา — ตำแหน่งเสมียนรองในกรมทหารของมณฑล อยู่ใต้ปิงเฉาเฉวียน แบ่งเป็นฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา
(8) "ชายผู้เดียวสู้ตาย ยังพอข่มขวัญหมื่นคนได้" — วาทะพิชัยสงคราม
(9) "ยอดการศึกคือพิชิตด้วยกลอุบาย ส่วนการตีหักเอาเมืองเป็นชั้นต่ำสุด" — วาทะจากตำราพิชัยสงครามซุนจื่อ
(10) บุ๋นไถ — ชื่อรองของซุนเกี๊ยน
(11) ฉื่อ — หน่วยวัดความยาวยุคฮั่น 1 ฉื่อราว 23 เซนติเมตร
(12) ทหารแตกตื่นโกลาหลกลางดึก (อิ๋งเซี่ยว) — เหตุที่ทหารในค่ายตื่นตระหนกอลหม่านกันเองในยามค่ำ ทัพจูฮีแสร้งทำเหตุนี้ขึ้นเพื่อลวงปอไซ
(13) บันไดหยุนทรี — บันไดสำหรับปีนกำแพงเมือง อุปกรณ์ใช้ตีเมือง แปลตามตัวว่า "บันไดเมฆ"
(14) เลี้ยงบำเหน็จทัพ (เข่าจวิน) — การเลี้ยงอาหารและให้รางวัลปลอบขวัญทหาร
(15) ท่านครูเบื้องบน (ซ่างซือ) — คำที่สานุศิษย์โพกผ้าเหลืองใช้เรียกหัวหน้ากองของตน คือปอไซ
(16) ก้อนผม (ฟ่าปิ่ง) — ผมที่เปรอะฝุ่นและเลือดจนจับตัวแข็งเป็นก้อนแผ่นดั่งขนมแป้ง
(17) มหาปราชญ์ครูประเสริฐ (ต้าเสียนเหลียงซือ) — สมญาที่เตียวก๊กผู้นำลัทธิไท่ผิงใช้เรียกตน
(18) เสินซ่างสื่อ — สมญาของเตียวมั่นเฉิง หัวหน้ากบฏน่ำเอี๋ยง มีความหมายว่า "ทูตเบื้องบน"