# ตอนที่ 45 ข่มเหง
เรื่องไม่ควรรอช้า ซุนเจินให้เฉินเปากลับศาลาก่อน ตนเองกลับบ้านไปเอาเฉียน(เบี้ย) เขารู้ว่าเฉิงเยี่ยนที่ไม่ยอมพูดเรื่องนี้ก็เพราะเห็นแก่หน้า จึงสั่งเฉินเปาไม่ให้บอกใครในศาลา ไปกลับร้อยกว่าลี้ กว่าจะกลับมาก็ค่ำแล้ว เขาไม่ได้มอบเฉียนต่อหน้าคนทั้งหลาย แต่หาโอกาสมอบเฉียนให้เฉิงเยี่ยนตามลำพัง
ตอนแรกเฉิงเยี่ยนปฏิเสธไม่ยอมรับ แต่หลังจากซุนเจินถามคำหนึ่งว่า "เจ้าจะเอาภรรยาไปใช้หนี้หรือ" จึงค่อยลังเลรับไว้
ซุนเจินบอกเขาว่า "เฉียนนี้ยิ่งคืนเร็วยิ่งดี พรุ่งนี้เจ้าจงกลับบ้านเสีย ไม่ต้องรีบกลับมา อยู่หลายวันหน่อย ปรนนิบัติภรรยาเจ้าให้ดี ยามเจ้าไม่อยู่ คนบ้านเกาไปอีก ทำให้นางลำบากใจยิ่งนัก"
เฉิงเยี่ยนซาบซึ้งจนน้ำตาไหล ก้มกราบลงกับพื้น กล่าวว่า "พระคุณท่านซุนยิ่งใหญ่ ข้าน้อยไม่กล้าเอ่ยถึงการตอบแทน นับแต่นี้ขอมอบกายอันต่ำต้อยนี้ให้ท่านใช้สอย!"
ซุนเจินยิ้มน้อย ๆ
ปัญหาที่หนักอกหลายวันคลายลงในพริบตา ใบหน้าเฉิงเยี่ยนก็ผุดยิ้มที่หายไปนาน ค่ำนั้นไม่ได้อยู่ลำพังอีก ร่วมกินข้าวกับคนทั้งหลาย วันรุ่งขึ้นแต่เช้า ฟ้ายังไม่ทันสาง เขาก็ลุกขึ้น ยืมม้า ขับฝ่าแสงอรุณกลับบ้านไป
ตู้หม่าย ฮองตง พี่น้องตระกูลฝานสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของเขา ก็พิศวงงงงวย ไม่อาจเข้าใจ ตู้หม่ายเดาออกบ้างราง ๆ ครั้นถามเฉินเปา เฉินเปาก็ยิ้มไม่ตอบ ถามซุนเจิน ซุนเจินก็เพียงยิ้มเท่านั้น
วันนี้ก็ไม่ต้องฝึกซ้อมเช่นกัน
หลังกินข้าวเช้า ซุนเจินเดิมคิดจะตรวจตราเขตศาลา แต่ถูกตู้หม่ายห้ามไว้ เขายิ้มว่า "ท่านซุนฝึกซ้อมพลทหารหลายวันติด ตรากตรำมากนัก วันนี้พักผ่อนสักวันเถิด ให้พวกข้าน้อยตรวจตราเอง" แล้วก็พาพี่น้องตระกูลฝานออกไปอย่างกระตือรือร้นยิ่ง
เฉินเปาเห็นว่าซ้ายขวาไม่มีกิจอันใด ยามเช้าแดดสดใส ก็นำหมากรุกออกมาชวนซุนเจินประลอง ฮองตงยก "หูจั่ว"(1) มานั่งดูอยู่ข้าง ๆ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม สวี่จี้ก็ออกมาจากหลังบ้าน ยืนอยู่ข้างเฉินเปา คอยออกอุบายช่วยเขา
ซุนเจิน "คิดค้น" หมากรุกมาหลายวันแล้ว คนในศาลาต่างเรียนรู้กันหมด สวี่จี้ก็เรียนเป็น เขาเป็นคนปัญญาเฉียบแหลม ไม่เพียงเรียนเป็น ฝีมือยังไม่เลว เป็นรองแต่ซุนเจินกับเฉินเปา เคยเล่นกับตู้หม่ายและเฉิงเยี่ยน สิบกระดานชนะสิบ
คนทั้งหลายกำลังเล่นหมากอยู่ในลานหน้า ก็มีขบวนรถม้าผ่านนอกประตูลาน
ฮองตงออกไปดู กลับมาบอกซุนเจินว่า "ท่านซุน เป็นท่านเกาคนเมื่อหลายวันก่อน"
"ท่านเกา?"
"ก็คือท่านเกาแห่งเมืองหรูหยาง ผู้พักค้างที่ศาลา แล้วสาดหมึกทำลายลายมือของท่านอ้วนแห่งเมืองยีหลำนั่นไง"
ซุนเจินเงยหน้าขึ้นชำเลืองมองนอกประตูครู่หนึ่ง "อือ" หนึ่งคำ ไม่ได้พูดอันใด ก้มลงทุ่มจิตใจกลับเข้าสู่กระดานหมากอีก
สอนศิษย์เป็น อาจารย์อดตาย เฉินเปาเฉลียวฉลาด ความคิดว่องไว รู้หนึ่งแจ้งสาม ฝีมือหมากรุกพุ่งสูงขึ้นเป็นเส้นตรง จะเอาชนะเขา ซุนเจินก็จากแต่เดิมที่ชนะได้โดยไม่ต้องออกแรง กลายเป็นค่อนข้างเหนื่อยยากขึ้น
มองดูสภาพบนกระดาน ซุนเจินก็เสียดายรถที่ถูกกินไปเพราะความไม่ระวังเมื่อกี้ พลางคิดว่า "แม้จะอาศัยโชคชนะรวดมาจนถึงบัดนี้ ยังไม่เคยแพ้ แต่อาเปาเล่นหมากดีขึ้นทุกที" เพื่อรักษาชื่อเสียงชนะรวดไม่แพ้ เขาจึงครุ่นคิดว่าจะปฏิเสธไม่เล่นกับเฉินเปาอีกดีหรือไม่
นอกศาลามีเสียงม้าร้องผู้คนวุ่นวาย บ่าวขี่ม้าสองคนแยกจากขบวน เลี้ยวมาหน้าประตูศาลา ลงจากม้า ก้าวยาว ๆ เดินเข้ามา
ฮองตงออกไปรับ ยิ้มกล่าวว่า "ผู้สัญจรผ่านมาคือผู้สูงศักดิ์แห่งหรูหยางหรือ? ไม่ทราบมีบัญชาอันใด?"
"มาหานายกองศาลาพวกเจ้า"
ซุนเจินจนใจ จำต้องเงยหน้าขึ้นอีก ลุกขึ้นต้อนรับ มองดูบ่าวขี่ม้าสองคนนั้นก็ดูคุ้นหน้าราง ๆ คล้ายเป็นคนที่เคยพูดจากันคราวที่โจวสวินผู้นั้นมา เขาคำนับลึก กล่าวว่า "นายท่านกลับมาแล้วหรือ? มีบัญชาอันใดเชิญสั่งมา"
บ่าวขี่ม้ายังจำเขาได้ ยิ้มว่า "ท่านนายกองศาลา เล่นลิ่วป๋อ(2)อยู่หรือ?" เขาไม่ได้ดูกระดานให้ละเอียด เพียงชำเลืองมอง เห็นคล้ายการเล่นพนัน จึงถามเช่นนี้ ไม่ทันรอซุนเจินตอบ ก็กล่าวต่อว่า "ก็ไม่มีกิจอันใด เพียงแต่นายท่านให้พวกข้ามาดูว่าบทกวีที่จารึกไว้ยังอยู่หรือไม่"
คราวก่อนที่โจวสวินมา ได้สาดหมึกทำลายบทกวีที่อ้วนเฟิ่นจารึกไว้ ทั้งสั่งซุนเจินไม่ให้แตะต้อง บ่าวขี่ม้าสองคนนี้อ้างว่ามาดูบทกวี แต่ซุนเจินรู้แก่ใจ คงเป็นการมาตรวจดู "หมึกที่สาด" เป็นแน่ เขาคิดในใจว่า "เจ้าแซ่โจวผู้นี้ภายนอกดูบ้าทะนง ไฉนกลับใจคับแคบถึงเพียงนี้?" ขากลับผ่านมา ยังไม่ลืมส่งคนมาตรวจสอบ
"บทกวีที่นายท่านจารึก พวกข้าไม่ได้แตะต้องแม้แต่อักษรเดียว เชิญทั้งสองท่านตามข้ามา" เขานำบ่าวขี่ม้าสองคนไปยังหลังบ้าน เปิดประตูเรือน ให้พวกเขาเข้าไปตรวจดู
เป็นจริงดังคาด สองคนนี้สิ่งแรกที่มองคือรอยหมึกใหญ่ที่สาดไว้ดุจดอกบ๊วยบานนั่น ครั้นดูแล้ว ก็ชำเลืองมองบทกวีที่โจวสวินจารึกไว้เพียงนิด ออกมาแล้วยิ้มว่า "นายท่านของพวกข้ามีชื่อก้องแผ่นดิน ยอมจารึกบทกวีไว้บนกำแพงพวกเจ้า ก็นับเป็นบุญของพวกเจ้าแล้ว"
ซุนเจินยิ้มน้อย ๆ ไม่ได้พูดอันใด ส่งสองคนออกไป ยืนมองอยู่ที่หน้าประตูศาลา
ขบวนม้ารถผ่านไปแล้ว เห็นแต่ไกลว่าบ่าวในชุดแพรเมื่อคราวก่อนเดินอยู่ข้างรถบรรทุกคันหนึ่ง บ่าวขี่ม้าสองคนขับม้าเข้าไป พูดจากันสองสามคำ มือยื่นออกมาจากในรถ โบกไปมา บ่าวขี่ม้าก็ถอยกลับเข้าขบวน เขาส่ายหน้า ได้ยินเฉินเปาเรียก ก็กลับไปเล่นหมากต่อ
…
วันนี้เป็นวันสบายที่หาได้ยาก
ยามเช้าเล่นหมากครึ่งวัน ยามบ่ายนั่งคุยกับแม่เฒ่าสวี่ใต้ต้นไม้ สวี่จี้เมื่อวานกลับบ้านไปอีกครั้ง ไม่รู้ไปได้คัมภีร์ชุนชิวมาจากไหนม้วนหนึ่ง นั่งคุกเข่าใต้ต้นไม้ ตั้งใจศึกษา ตรงที่สงสัยก็ขอคำชี้แนะจากซุนเจิน
คัมภีร์ชุนชิวม้วนนี้ ซุนเจินมีวิชาประจำตระกูล ลุงของเขาคือซุนซองอ่านชุนชิวแตกฉานตั้งแต่อายุสิบสองปี ตู้เฉียวมหาบัณฑิตชื่อก้องชมว่า "เป็นครูคนได้" ญาติพี่ของเขาคือซุนเยี่ยก็พูดเรื่องชุนชิวได้ตั้งแต่อายุสิบสอง ความรู้ของซุนเจินในคัมภีร์แม้ไม่เทียมลุงและญาติพี่ แต่ถึงอย่างไรก็เคยเล่าเรียนกับซุนฉวีมาหลายปี ชี้แนะสวี่จี้ก็เหลือเฟือ
แม่เฒ่าสวี่เห็นทั้งสองรักใคร่กัน ก็ดีใจจนปากไม่หุบ ครั้นนึกถึงสวี่จ้ง ก็อดไม่ได้หม่นหมองเศร้าใจ ซุนเจินเอ่ยปลอบด้วยถ้อยคำแยบยล แล้วก็หยอกล้อจนนางหัวเราะไม่หยุดอีก
ยามโพล้เพล้ ตู้หม่ายกับพี่น้องตระกูลฝานตรวจตรากลับมา ฝานถานหิ้วกระต่ายป่าตัวอ้วนมาตัวหนึ่ง มาอวดที่หลังบ้าน
"ได้มาจากไหน?"
"ระหว่างทางพบบุตรชายบ้านเฝิง เขาเพิ่งกลับจากล่าสัตว์ ได้มามาก จึงให้กระต่ายป่าตัวนี้แก่พวกข้า"
"บุตรชายบ้านเฝิง?" ซุนเจินนึกถึงชายหนุ่มที่ไปดูการฝึกซ้อมสองวันติด คิดในใจว่า "ผู้เป็นพ่อหยิ่งยโสเสียมารยาท ผู้เป็นลูกกลับมอบกระต่ายป่าให้ระหว่างทาง พ่อลูกคู่นี้ช่างประหลาดแท้" คิดไม่ออกว่าบุตรคนเล็กบ้านเฝิงหมายความว่ากระไร จึงเลิกคิดเสีย ยิ้มกล่าวกับแม่เฒ่าสวี่ว่า "สามวันไม่รู้รสเนื้อ ก็ชักอยากกินขึ้นมาจริง ๆ แล้ว ท่านแม่ ค่ำนี้ต้มแกงดี ๆ สักหม้อ ท่านต้องดื่มหลาย ๆ ชามนะ!"
ฟันของแม่เฒ่าสวี่หักไปกว่าครึ่ง เนื้อก็ไม่ค่อยกิน แต่น้ำแกงยังพอดื่มได้มากอยู่
คนทั้งหลายพูดคุยหัวเราะ เดินมายังลานหน้า ภายใต้ม่านสนธยาที่ปกคลุม ผู้หนึ่งก้มหน้าจูงม้าเข้ามาจากนอกลาน
"อาเยี่ยน? เจ้ากลับมาทำไม? ไม่ใช่บอกให้เจ้าอยู่บ้านหลายวันหน่อยหรอกหรือ?"
เฉิงเยี่ยนนิ่งเงียบไม่เอ่ยคำ จูงม้าเข้าคอก แล้วกอดศีรษะนั่งยอง ๆ อยู่นอกคอก
ซุนเจินแปลกใจยิ่งนัก เดินไปถามว่า "เป็นอะไรไป?" หันกลับมองคนทั้งหลาย ทำสัญญาณให้พวกเขาแยกย้าย แล้วถามเบา ๆ ว่า "… หรือว่าเฉียนไม่พอ? ขาดอีกเท่าไร เจ้าจงบอกมา"
"ผลึ่ง" เสียงดัง เฉิงเยี่ยนคุกเข่าลงกับพื้น ก้มกราบร้องว่า "ท่านซุน ขอท่านช่วยข้าน้อยด้วย!"
ซุนเจินถูกเขาทำเอาตกใจ ความคิดแล่นปราดในใจ "หรือว่าบ้านเกาเย่อหยิ่งข่มเหง อาเยี่ยนรับความคับแค้นไม่ได้ ทำร้ายคนเข้าให้?" กล่าวว่า "เจ้าทำอะไรกัน! ลุกขึ้นเร็ว มีเรื่องอันใดค่อย ๆ บอกมา"
"บ้านเกานั้นไม่ยอมรับเฉียน จะเอาแต่ภรรยาข้าน้อย!"
## เชิงอรรถ (1) หูจั่ว (胡坐) — เก้าอี้พับหรือที่นั่งอย่างชนเร่ร่อนทางเหนือ ใช้นั่งห้อยขาได้ ต่างจากการนั่งคุกเข่าบนเสื่อตามแบบฮั่น (2) ลิ่วป๋อ (六博) — การเล่นกระดานโบราณยุคฮั่น ใช้ลูกเต๋าหกหน้าและแผ่นนับ ใช้พนันได้